“ข้าเคยบอกเ้าหรือไม่ว่าทำเลวต้องทำให้สุด ฆ่าคนต้องฆ่าให้หมด”
“เคยบอก” หนิงอี้มองสวีจั้งพลางพูดอย่างจริงจัง “สี่คนเมื่อครู่ ข้าฆ่าทิ้งหมดแล้ว”
“ข้าเห็นแล้ว ก่อนลงมือยังพูดอะไรไร้สาระเป็กอง...”สวีจั้งยืนบนเนินเขารกร้างเล็ก พูดอย่างไม่ยี่หระ “คิดหน่อยว่าที่ข้าพูดหมายถึงอะไร สี่คน ม้าสี่ตัว ฆ่าให้หมด”
หนิงอี้เงียบ
เขาพยายามนึกถึงคำพูดที่สวีจั้งพูดกับตนตอนแรก...จากนั้นเขาพบว่าสวีจั้งเคยพูดเช่นนี้จริงๆ
แต่เขาปล่อยม้าสองตัวนั้นไปแล้ว
หนิงอี้ยืนบนยอดเขารกร้างเล็ก หันไปมองเทือกเขารกร้างห่างไกลผู้คน ม้าดำใหญ่สองตัววิ่งไปท่ามกลางสายฝน ม้าตัวหนึ่งในนั้นยังมีดาบหักปักอยู่ตรงสะโพก
“ข้าจะตามไป” เด็กหนุ่มเก็บร่มกันฝนเงียบๆ หมุนด้ามร่ม เตรียมจะไปสกัดม้าดำสองตัว
สวีจั้งขวางหนิงอี้ไว้ “ข้ามเื่ที่เ้าจะตามทันหรือไม่ทันไปก่อน...หากตามทันก็ตามทันในสภาพน่าเวทนา เ้าเป็คนเขาสู่ซานข้าแล้ว อีกทั้งการแบ่งรุ่นดีเลวอย่างไรก็เท่าข้า จะให้ไปอยู่ในสภาพน่าเวทนาเช่นนั้นได้อย่างไร”
หนิงอี้มองสวีจั้ง เงียบไปครู่หนึ่ง “นี่เป็ความผิดของข้า”
สวีจั้งยิ้ม “นี่ไม่ใช่ความผิดของเ้า นี่เป็ความผิดของทุกคน ประมาทศัตรู จากนั้นใช้สิ่งนี้เป็ราคาต้องจ่าย ความล้มเหลวส่วนใหญ่จะมาจากตรงนี้ ยามจับกระบี่สังหารคน คนอื่นเห็นเ้าบ้าคลั่ง เห็นเ้าอวดดีโอหังก็ไม่ต้องไปสนใจ แต่ตัวเองมองตัวเอง จะต้องใจเย็น ต้องไร้ความปรานี...ถึงอย่างไรเ้าก็ไม่ใช่ข้า จับกระบี่สังหารคนครั้งแรกยากจะทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
หนิงอี้ซาบซึ้งใจ แต่เมื่อได้ฟังประโยคหลังก็เงียบอีกครั้ง
สวีจั้งตบบ่าหนิงอี้ “กลับไปพักเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาต่อ”
หนิงอี้เม้มริมฝีปากมองบุรุษ “ทำเช่นนี้ก็ให้ข้าฝึกบำเพ็ญได้รึ”
สวีจั้งชำเลืองตามองเด็กหนุ่มทีหนึ่ง “คนมากมายหลังรู้จักการฝึกบำเพ็ญแล้วกลับสังหารคนไม่เป็ แน่นอน...การฝึกบำเพ็ญไม่ใช่แค่เพื่อการสังหารคน แต่หากสักวันเ้าจับค้อนหนัก แต่ไม่รู้วิธีใช้ มันจะไม่กลายเป็เื่ตลกรึ”
หนิงอี้พยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว...ในสายตาผู้าุโ ถ้าข้าจะต้องปราบปรามกลุ่มหิรัญ ก็ควรจะก้าวสู่ขอบเขตแรก นี่ถือเป็การทดสอบรึ”
สวีจั้งมองหนิงอี้ ไม่ได้ตอบแต่พูดขึ้น “กลุ่มหิรัญอยู่รอบเมืองหุบเขาฟางเมืองสันติ พื้นที่ขุมอำนาจปกคลุมทั้งหมดสิบสามเมืองเล็ก เ้าเพิ่งสังหารผู้นำลำดับสามที่าเ็สาหัสไม่อยู่ในสภาพหนึ่งส่วนสิบด้วยซ้ำ
เขตนี้มีโจรม้าเยอะมาก และเหตุผลที่กลุ่มหิรัญเป็อันดับหนึ่งได้ ยึดครองสิบสามเมืองเล็กและอยู่เหนือกองโจรอื่น...ความจริงแล้วง่ายมาก”
บุรุษที่แบกพินิจเหมันต์ยืนบนเขาเล็กกลางฝนตก มองม้าดำสองตัววิ่งหลุดจากสายตาไปพลางเอ่ยนิ่งๆ “ผู้นำของพวกเขาคือผู้บำเพ็ญที่จะก้าวสู่สามขอบเขตกลาง ห่างจากขอบเขตที่สี่ แทบจะก้าวไปได้ในครึ่งก้าวแล้ว”
“ในยุทธจักรใช้กำลังปราบคน ผู้นำของกลุ่มอื่น พวกเขาสู้คนนั้นของกลุ่มหิรัญไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาเลยได้แต่หลบเลี่ยง”
สวีจั้งถาม “เ้าคิดว่าเ้าสู้ไหวหรือไม่”
หนิงอี้สับสนเล็กน้อย เขาควงร่มนั้นในมือขึ้น มองสวีจั้งพลางเอ่ย “กระบี่นี้คมยิ่ง...ข้ามีลางสังหรณ์ว่ามันตัดได้ทุกอย่าง”
สวีจั้งขานรับอย่างไม่ยี่หระ “เ้ารู้ว่านี่เป็ลางสังหรณ์ก็ดี”
หนิงอี้เงียบ หุบปากอย่างว่าง่าย
“หากเ้าเข้าสำนักของโจวโหยว สำนักเต๋าจะมอบทรัพยากรกองใหญ่ให้เ้าจริงๆ...เ้าจะได้อยู่ตำหนักนภาม่วง แม้สักวันจะบรรลุขอบเขตที่สิบจริงๆ ถึงตอนนั้นออกเดินทางอีกครั้งก็จะไปได้ทั้งโลกหล้า หากเจอข้า ้ามากสุดแค่กระบี่เดียว”
สวีจั้งชำเลืองตามองเด็กหนุ่ม “ดอกไม้ในห้องอบ หากไม่ผ่านความโหดร้ายจะเติบใหญ่ได้อย่างไร”
“เช่นนั้น...ผู้าุโโจวโหยวล่ะ” เผยฝานถามอย่างจริงจังอยู่ข้างๆ “กฎของสำนักเต๋าตั้งอยู่ที่นั่น ได้ยินว่าผู้าุโโจวโหยวมองข้ามการฝึกฝนมาตลอด มักจะชอบปิดด่านบำเพ็ญ เคยออกมือในงานราชวงศ์ใหญ่ครั้งเดียว”
สวีจั้งเงียบไปชั่วครู่ “โลกนี้มีบางคนมักจะต่างจากคนธรรมดา โจวโหยวคืออัจฉริยะที่ไม่ใช่ของโลกนี้ แต่หนิงอี้ไม่เหมาะกับวิถีเช่นนี้ของเขา สายตาของโจวโหยวมองสูงมาตลอด ั้แ่ที่เขาเริ่มฝึกบำเพ็ญก็มองเป้าหมายของตนไว้ที่ก้าวนั้นที่คนธรรมดาไม่อาจเอื้อมถึง ดังนั้นการฝึกฝนก็ดี การปิดด่านบำเพ็ญก็ดี กระทั่งความตาย...เป็เพียงวิธีการอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาบรรลุเป้าหมายเท่านั้น”
“ยืนอยู่จุดต่ำ จะรู้ว่าสิ่งมีชีวิตต้นไม้ใบหญ้าข้างกายส่งเสียงอย่างไร” สวีจั้งเลิกคิ้วขึ้น “หากเริ่มมาก็ยืนอยู่สูง ก้าวออกมาก็จะไม่เห็นอะไรเลย ไม่ได้ยินอะไรเลย ตัวลอยล่องกลางเมฆหมอก ไม่รู้ว่าควรไปที่ใด...ชีวิตนี้จะถูกขังอยู่ในขอบเขตที่สูงก็ไม่จะต่ำก็ไม่ ไม่มีวันได้ก้าวออกมา”
หนิงอี้ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง รู้สึกนี่มีเหตุผลมาก เขาถามขึ้นทันที “ผู้าุโโจวโหยวน่าจะทะลวงสิบขอบเขตแรกไปนานแล้วสิ”
สวีจั้งขานรับ “เขารวดเร็วมาก หลังงานราชวงศ์ใหญ่ก็ทะลวงขอบเขตที่สิบ”
“ผู้าุโโจวโหยวตอนนี้ล่ะ” หนิงอี้ถามอย่างระมัดระวัง “หลังขอบเขตที่สิบคืออะไร”
สามคนเริ่มลงเขา มุ่งหน้าไปทางโรงเตี๊ยม
“ทะลวงสิบขอบเขต จุดดาราชะตา” สวีจั้งหยุดชะงักก่อนจะพูดอย่างเฉยชา “จุดแสงดาราเหนือศีรษะที่ตนชอบมากที่สุด จากนั้นจุดดวงที่สอง จุดดวงที่สาม...มากสุดสามดวง ตอนนี้โจวโหยวจุดครบแล้ว”
“เช่นนั้น...ผู้าุโท่านล่ะ”
“ขอบเขตที่เจ็ด อีกไม่นานก็จะตกจากสามขอบเขตสุดท้าย” ตอนที่สวีจั้งพูดถึงตรงนี้ กระทั่งยังยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ พูดอย่างเ็า “เมื่อพลังบำเพ็ญตกลงมาทั้งหมดก็น่าจะตาย”
ตอนที่หนิงอี้ฟังถึงตรงนี้ ยังฟังไม่ออกว่าในคำพูดบุรุษมีอารมณ์สุขทุกข์ เศร้าหรือเ็ปใดๆ เลย
คนที่พลังบำเพ็ญลดคือเขา คนที่ต้องตายก็คือเขา
เมื่อได้ฟังสวีจั้งพูดพลังบำเพ็ญลดถึงตาย...ก็เหมือนจะกลายเป็เื่ที่บุรุษคนนี้เฝ้าใฝ่หามาตลอด
หนิงอี้ขบคิดเงียบๆ หญิงที่รักของผู้าุโสวีจั้งตายไปแล้ว หรือเขาอาจจะมีใจอยากตายมานานแล้ว เื่พลังบำเพ็ญลดเป็ขอบเขตที่กำลังมนุษย์ไม่อาจขวางได้
อายุขัยไม่มาก พลังบำเพ็ญลดลงทุกวัน ฟังจากคำพูดโจวโหยวที่แยกกันวันนั้น สวีจั้งยังมีอีกกระบี่ที่ไม่ได้ส่งต่อ ตอนนี้อยู่ข้างกายตน ยินดีชี้แนะตน
เมื่อนึกถึงตรงนี้พลันได้ยินสวีจั้งพูดอย่างจริงจัง “หนิงอี้ บอกหลายครั้งแล้วว่าจากนี้อย่าเรียกข้าว่าผู้าุโ”
บุรุษผู้แบกผ้าพินิจเหมันต์เดินอยู่ข้างหน้าตน กางร่มกระดาษเหลือง เดินโซเซในฝนตกหนัก
“ข้ารับศิษย์แทนเ้าหรุย เ้าต้องเรียกข้าว่าศิษย์พี่”
สวีจั้ง มองตนเป็ผู้สืบทอดมรดกหรือ
หนิงอี้แสบปลายจมูกนิดๆ
คำว่าศิษย์พี่กระแทกในใจเด็กหนุ่มที่โดดเดี่ยวมาตลอด
เหมือนอาจารย์เหมือนพี่ เหมือนแยกจากเหมือนพบกัน
.....
หนิงอี้เริ่มชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้แล้ว
หลังฆ่าโจรม้า สวีจั้งเอา ‘ของโจร’ มาจากกระเป๋าเอวของศพเล็กน้อย ผู้นำลำดับสามของกลุ่มหิรัญมีทรัพย์สินติดตัวเยอะมาก...หนิงอี้ไม่เคยเห็นทองใบเยอะขนาดนี้มาก่อน
ในที่สุดเขาก็รู้ว่าวันนั้นหน้าอาราม เหตุใดผู้บำเพ็ญตำหนักฟ้าถึงพูดกับตนเช่นนั้น
หนึ่งหมื่นตำลึงเงิน...แล้วอย่างไร
ผู้บำเพ็ญไม่ได้สนใจคำว่าเงินทองเท่าไร
เพราะได้มาง่ายเกินไป
สังหารโจรม้าขอบเขตแรกคนเดียว ชิงของมาครั้งเดียวก็ได้เงินทองอู้ฟู้ขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องหิว ไม่ต้องหนาว ได้ใช้ชีวิตอย่างอิ่มหนำสำราญไปมากกว่าครึ่งชีวิต
สวีจั้งเช่าบ้านเล็กในเมืองสันติ ซื้อสมุนไพรมาเล็กน้อย เมื่อคืนหนิงอี้สังหารโจรม้าเสร็จ กลับมาในลานบ้านก็แช่ในอ่างสมุนไพร เส้นเอ็นและกระดูกทั้งตัวอ่อนนุ่มและร้อนรุ่มในสมุนไพร อาการาเ็หายเร็วมาก าแดาบที่ถูกฟันในวันนั้นสมานกันแล้ว ไม่กี่วันก็หนังหลุดลอกและเกิดใหม่
หนิงอี้ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมสุขสบายเป็ครั้งแรก
ลานบ้านในเมืองสันติใหญ่มาก หนิงอี้กับเผยฝานไม่ต้องเบียดกันบนเตียงเดียวแล้ว ภายในลานบ้านปลูกดอกไม้เต็มไปหมด ได้ยินว่าแสงตะวันยามเช้าส่องบนเก้าอี้เถ้าวัลย์...จะอบอุ่นมาก น่าเสียดายที่เดือนนี้ฝนตกตลอด
เด็กสาวย้ายดอกไม้และเก้าอี้เถาวัลย์เข้าไปในบ้าน
ต่อให้เป็เช่นนั้น พื้นที่ในบ้านก็ยังกว้างมาก มากพอจะอยู่ได้สามคน
บางทีอาจะเป็เพราะฝนตกหนัก ถนนเงียบสงบมาก แทบจะไม่มีใครเสียงดัง บางครั้งจะมีคนเคาะประตูมาให้ขนมบ้าง หนิงอี้ไม่เคยเจอเพื่อนบ้านที่เป็กันเองเช่นนี้มาก่อนเลย
สรุป...เมืองสันติแห่งนี้ สงบสุขสันติจริงๆ
แต่หนิงอี้ไม่ได้คิดจะเสพสุขพวกนี้
เขาอยากทะลวงพลัง
สวีจั้งสอนคัมภีร์พลิกกลับของผู้คงแก่เรียนเ้าหรุยให้เขา ยามกลางวันหนิงอี้จะคัดคัมภีร์ใต้ชายคาบ้าน สวีจั้งจะนั่งบนเก้าอี้เถาวัลย์ในบ้านหลับตาพักผ่อน ข้างนอกฝนตกหนักตลอดวัน บุรุษในบ้านท่องหนังสือทีละตัว หนิงอี้มือคัดไป ยังต้องปลงอนิจจังในพร์ของสวีจั้ง นอกจากคัมภีร์ของเ้าหรุยแล้ว บุรุษคนนี้ยังท่องย้อนกลับคัมภีร์เต๋าเขาสู่ซานส่วนใหญ่ได้
ไม่ใช่แค่สวีจั้ง ความจำของเผยฝานยังดีจนน่าแปลก ฟังรอบเดียวก็จำได้...หนิงอี้ไม่มีพร์นี้ เขาได้แต่คัดทีละตัว จากนั้นฝืนท่องจำทีละตัว
สวีจั้งพาหนิงอี้ไปสังหารคนยามค่ำคืน
ตอนนั้น หนิงอี้จะพาเผยฝานออกไปด้วยกันสามคน ผู้ใหญ่หนึ่งเด็กสอง สวมชุดคลุมดำตัวใหญ่เช่นนี้ กางร่มกันฝนแปลกๆ บนเขารกร้างชานเมือง
หลังได้กระบี่ร่ม หนิงอี้แทบจะไม่เคยาเ็เลย แต่เนื่องจากฝึกกระบี่ฟาดไม่หยุดพัก ทำให้ข้อมือและหัวเข่ารับภาระหนักมาก ดีที่สวีจั้งไม่รู้ไปซื้อสมุนไพรพวกนั้นมาจากที่ใด สรรพคุณยาดีมาก ผ่านไปหนึ่งคืน วันที่สองเด็กหนุ่มก็ฟื้นกำลังวังชาทั้งหมด ะโโลดเต้นออกไปฆ่าคนต่อ
เมืองสันติฝนตกมาทั้งเดือน หนิงอี้เสพสุขในคืนฝนตกฤดูใบไม้ร่วงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งยังฝึกวิชากระบี่ ‘ตกจากฟ้า’
โจรม้าเป็คู่ต่อสู้ที่ดี ตีได้ ทนมือทนเท้าได้
หนิงอี้เริ่มเห็นด้วยกับความคิดของสวีจั้ง การฝึกกระบี่กับเสาไม้...เทียบกับการต่อสู้จริงไม่ได้เลย
มือเขาไม่สั่นอีก จิตใจไม่ลังเลอีก กระบี่เร็วขึ้นเรื่อยๆ สภาพร่างกายดีขึ้นเรื่อยๆ
กลุ่มหิรัญเก็บตัวอย่างเห็นได้ชัด หลังจากถูกฆ่าไปสี่ห้าวันติดกัน ทั้งกลุ่มเริ่มเก็บตัว หนิงอี้เลยเริ่มไปที่ที่ไกลขึ้น สังหารโจรม้าอื่น เมืองเล็กหลายเมืองที่เดิมทีมีแต่โจรรุกรานก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหนึ่งเดือน
โจรม้าทั้งหมดรู้ว่ากลางดึกชานเมืองจะมีเด็กหนุ่มถือร่มคนหนึ่ง ชอบไปเดินทอดน่องในที่รกร้างชานเมือง หากเจอโจรจะฆ่าทั้งหมดอย่างไร้ความเห็นใจ แม้แต่ม้ายังไม่ปล่อย
ฝนตกหนักมาหนึ่งเดือนพลันหยุดลงเช่นนี้ในวันหนึ่ง
แสงอ่อนยามรุ่งอรุณสาดลงในลานบ้าน หลุมบ่อน้ำชื้นแล้วก็แห้ง เหยียบบนนั้นจะไม่มีน้ำกระเซ็นอีก
หลังจากเด็กหนุ่มตื่นขึ้นก็หลับตาท่องคัมภีร์ของผู้คงแก่เรียนเ้าหรุยเงียบๆ จากนั้นลุกขึ้นนั่งเปิดผ้าม่าน แสงตะวันอบอุ่นและสุขสบายส่องบนใบหน้า
“ศิษย์พี่...ฝนหยุดตกแล้ว”
บุรุษที่นั่งจมในเก้าอี้เถาวัลย์ไม่ได้ลืมตา เขาหน้าหันไปทางที่ม่านเปิดออก ััถึงความอุ่นจากแสงที่พุ่งกระทบนอกเปลือกตา ก่อนจะยกมุมปากขึ้น
สวีจั้งพูดอืมเบาๆ
........................