# บทที่ 12 — ประตูของคนที่รออยู่
หอเอกสารชำรุดตั้งอยู่เงียบ ๆ หลังสวนสมุนไพร ราวกับเป็อาคารที่ทั้งสำนักลืมไปแล้ว
ผนังไม้สีเทาถูกฝนและลมกัดจนลายดอกบัวเหนือประตูเลือนหาย หน้าต่างปิดด้วยแผ่นไม้เก่า มีเพียงช่องแคบระหว่างบานที่ปล่อยกลิ่นกระดาษชื้นและฝุ่นเก่าออกมา
แต่เช้าวันนี้ รอบอาคารมีศิษย์ฝ่ายกฎยืนคุมอยู่สองชั้น
เจียงอวี้หลานไม่ได้พาคนบุกเข้าไปทันที นางสั่งให้ปิดทางเดินสามสาย ตั้งม่านผนึกไว้รอบสวน แล้วส่งคนตรวจพื้นดินและท่อระบายก่อนแตะประตูหลัก แม้คนที่อยู่ข้างในจะหนีไปแล้ว อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ควรปล่อยให้มันเลือกสนามต่อสู้ฝ่ายเดียว
โม่เฉินยืนอยู่หลังแนวผนึกตามคำสั่ง ป้าผู้าุโอยู่ไม่ไกล เสิ่นเยว่โหรวถือถุงยาและเข็มเงินครบมือ ส่วนลั่วชิงเสวี่ยยืนด้านข้าง เศษหยกดำถูกเก็บในกล่องผนึกเล็กที่ห้อยอยู่ตรงเอวของนาง
“อย่ามองประตูเหมือนกำลังคิดจะวิ่งเข้าไป” เสิ่นเยว่โหรวพูดเบา ๆ
“ข้ากำลังคิดว่ามันเงียบเกินไป”
“สองอย่างนั้นต่างกันตรงไหน”
โม่เฉินไม่ตอบ เพราะความจริงเขาเองก็ไม่แน่ใจ
หน้าต่างระบบลอยขึ้นที่ขอบสายตา ดวงตาอีโมจิกลอกไปมาเหมือนกำลังพยายามมองผ่านกำแพงไม้
“ผู้เกี่ยวข้องยังอยู่ในเขตหอเอกสารชำรุด” มันกล่าว “แต่คำว่า ‘อยู่’ มีความหมายกว้าง โฮสต์โปรดอย่าตีความเป็มนุษย์มีชีวิตเสมอไป”
คำพูดกวน ๆ นั้นทำให้โม่เฉินรู้สึกเย็นวาบขึ้นมา เขาไม่บอกคนอื่น เพราะไม่อาจอธิบายได้ว่าตนได้ยินอะไร แต่เริ่มสังเกตหลังคา หน้าต่าง และเงารอบอาคารละเอียดกว่าเดิม
เจียงอวี้หลานเดินกลับมาหลังตรวจทางท่อ “ไม่มีรอยเท้าใหม่หน้าประตู ไม่มีร่องรอยเปิดหน้าต่าง แต่มีสายปราณอ่อน ๆ เชื่อมจากห้องเก็บคัมภีร์ชั้นในไปยังประตูหลัก”
“ค่ายกล?” ป้าของโม่เฉินถาม
“ยังไม่แน่ชัด เหมือนคนตั้งใจให้เราพบมัน”
“ถ้าอย่างนั้นอย่าเปิดประตู” โม่เฉินกล่าว
สายตาหลายคู่หันมาทางเขา
“เหตุผล” เจียงอวี้หลานถาม
“ข้อความจากบ่อน้ำบอกให้นำเศษตรากลับสู่หอชำรุด มันไม่บอกให้เราเข้าหอ” โม่เฉินชี้ไปยังประตู “การมีสายปราณชี้ไปตรงนี้อาจเป็คำเชิญ ไม่ใช่หลักฐาน”
ลั่วชิงเสวี่ยมองกล่องหยกที่เอวตัวเอง “เ้าคิดว่าพวกมัน้าให้ข้านำเศษหยกเข้าไป”
“หรืออย่างน้อย้าดูว่าเราใช้มันเปิดอะไรได้หรือไม่” เขาตอบ “เราไม่ควรตอบคำถามให้ศัตรูโดยไม่รู้ตัว”
ป้าของโม่เฉินนิ่งคิด ก่อนสั่ง “ลั่วชิงเสวี่ยออกจากเขตผนึกพร้อมเศษหยก เจียงอวี้หลาน ใช้ตราฝ่ายกฎเปิดประตูจากระยะไกล แล้วให้คนตรวจสายปราณก่อน”
ไม่มีใครคัดค้าน นี่ไม่ใช่การขี้ขลาด แต่เป็การตัดเงื่อนไขที่อีกฝ่ายอาจกำหนดไว้
ศิษย์ฝ่ายกฎนำกระจกทองแดงขนาดเท่าฝ่ามือออกมาตั้งบนขาตั้ง เจียงอวี้หลานส่งปราณเข้าไป ภาพประตูหลักสะท้อนบนผิวกระจก จากนั้นตราประจำฝ่ายกฎก็ลอยไปแตะกลอนประตูแทนมือคน
เสียงไม้เก่าดังเอี๊ยด
ประตูเปิดออกเพียงคืบเดียว
ทันใดนั้น เส้นปราณที่เจียงอวี้หลานพบก็สว่างขึ้นเป็สีดำ มันพุ่งออกจากธรณีประตูเหมือนเถาวัลย์หลายสิบเส้น กวาดเข้าหากล่องหยกที่ลั่วชิงเสวี่ยพึ่งเดินออกไป ไม่ใช่เพราะนางอยู่ใกล้ที่สุด แต่เพราะมันตามกลิ่นของเศษตรา
“ผนึกตัดทาง!” เจียงอวี้หลานะโ
ลั่วชิงเสวี่ยชักกระบี่ ฟันเส้นดำที่พุ่งผ่านม่านผนึกออกเป็สองท่อน แต่เส้นที่ขาดกลับแตกเป็ฝอยเล็กกว่าเดิม กำลังจะเลื้อยเข้าหาข้อเท้านาง
โม่เฉินเห็นลายบนเส้นดำชัดเจน มันไม่เหมือนค่ายกลสังหารพยานจากบ่อน้ำ หากเป็ค่ายกลดึงของผนึกกลับคืน เขาะโก่อนคิด
“อย่าตัด! ปล่อยกล่องลงพื้นแล้วถอย!”
ลั่วชิงเสวี่ยเชื่อเขาทันที นางวางกล่องผนึกลงบนพื้นหินแล้วถอยหลัง เส้นดำทั้งหมดเปลี่ยนทิศไปพันรอบกล่องแทน ราวกับไม่สนใจคนที่ถือมันเลย
ป้าของโม่เฉินสะบัดมือ ปราณสีแดงดำกดกล่องและเส้นค่ายกลไว้พร้อมกัน เจียงอวี้หลานใช้กระจกทองแดงสะท้อนแสงผนึกจากด้านข้าง ทำให้เส้นดำไม่มีทางกลับเข้าอาคาร
เมื่อพวกมันถูกตรึง เสิ่นเยว่โหรวจึงโรยผงสีขาวลงบนพื้น รอยปราณที่ซ่อนอยู่ปรากฏเป็แผนผังเต็มรูปแบบ
มันเริ่มจากประตูหลัก ผ่านพื้นห้องเก็บคัมภีร์ ไปจบที่บ่อน้ำร้างที่เพิ่งตรวจเมื่อวาน และมีเส้นหนึ่งขาดหายไปทางใต้ ราวกับคนตั้งค่ายกลกำลังขนอะไรบางอย่างออกจากหอไปก่อนที่พวกเขามาถึง
“นี่ไม่ใช่กับดักเพื่อฆ่าเรา” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว “มันคือมือที่เอื้อมมาหยิบเศษตรา หากลั่วชิงเสวี่ยพาเข้าไปในหอ ค่ายกลคงดึงมันผ่านพื้นลงไปในทางลับ”
“และเราอาจต้องเปิดหอผนึกชั้นในให้พวกมันตามแผน” โม่เฉินพูด
เจียงอวี้หลานปรายตามองเขาครู่หนึ่ง แล้วสั่งศิษย์ฝ่ายกฎ “ตัดเส้นใต้ดินจากบ่อน้ำก่อน ตรวจทิศใต้ทีละ่ อย่าให้ใครลงไปในทางลับโดยไม่มีผนึกคุ้มกัน”
คำสั่งเพิ่งสิ้นสุด เสียงกระจกแตกก็ดังมาจากด้านในหอเอกสาร
ทุกคนชะงัก
ประตูเปิดอยู่เพียงคืบเดียว แต่เงาดำขนาดคนผู้หนึ่งสะท้อนผ่านช่องประตู มันยืนอยู่หลังชั้นคัมภีร์ ไม่ขยับ และไม่หันหน้ามา
ศิษย์ฝ่ายกฎยกอาวุธพร้อมกัน
“มีคนอยู่ข้างใน” คนหนึ่งกล่าว
“ไม่ใช่คน” โม่เฉินพูดเบา ๆ ก่อนระบบจะทันย้ำคำเดิม
เจียงอวี้หลานไม่ได้รีบสั่งบุก นางยกกระจกทองแดงขึ้นปรับมุมให้ภาพภายในชัดเจนขึ้น เงานั้นเป็หุ่นไม้ขนาดเท่าคน สวมผ้าคลุมสีขาว และมีแผ่นกระจกแตกผูกไว้ตรงอก
เมื่อแสงจากกระจกทองแดงส่องโดน แผ่นกระจกก็มีเสียงดังออกมา
“ผู้เปิดประตูไม่มา”
เป็เสียงชายหน้ากากทองที่พวกเขาได้ยินในหอผนึก
“เช่นนั้นจงรอให้กลีบที่ห้าบาน”
เสียงสิ้นสุด หุ่นไม้ก็ลุกไหม้จากด้านใน เปลวไฟสีดำพยายามลามไปตามชั้นเอกสารเก่า
“คุ้มครองคัมภีร์!” ป้าของโม่เฉินสั่ง
คราวนี้ฝ่ายกฎต้องเข้าไป แต่พวกเขาเข้าเป็คู่และมีม่านผนึกเคลื่อนที่อยู่ข้างหน้า ไม่ใช่การวิ่งผ่านประตูไปไล่เงา เจียงอวี้หลานนำคนตัดไฟด้วยยันต์น้ำแข็ง ขณะที่เสิ่นเยว่โหรวส่งผงต้านไอมารเข้าไปทางช่องประตูเพื่อลดควันพิษ
โม่เฉินยังอยู่ด้านนอก แต่จากภาพกระจกทองแดงเขาเห็นชั้นเอกสารด้านในถูกจัดวางเป็วง ด้านกลางมีตู้เหล็กเก่าหนึ่งใบ และใต้ตู้มีรอยลากใหม่บนพื้นฝุ่น
“อย่าแตะตู้!” เขาพูดกับเจียงอวี้หลานผ่านกระจก “ตรวจรอยลากก่อน ของที่คน้าอาจถูกเอาออกไปแล้ว ตู้นั่นอาจเป็สิ่งที่ทิ้งไว้ให้เราเปิด”
เจียงอวี้หลานหยุดมือทันเวลา นางใช้หอกผนึกเขี่ยตู้จากระยะไกล พื้นใต้ตู้ยุบลงทันที เผยหลุมลึกที่เต็มไปด้วยเข็มพิษสีดำ หากใครเปิดฝาตู้หรือยกมันด้วยมือ น้ำหนักที่เปลี่ยนจะปล่อยเข็มออกทุกทิศ
“กับดักสองชั้น” ศิษย์ฝ่ายกฎคนหนึ่งพูดด้วยสีหน้าซีด
“สามชั้น” โม่เฉินแก้ “ไฟบังคับให้เรารีบ ตู้ล่อให้เราแตะ และหลุมใต้ตู้ทำให้เราตาย ถ้าพวกมันไม่สำเร็จในการเอาเศษหยก ก็ยัง้าลดจำนวนคนที่ตามสืบ”
ป้าของเขามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสั่งให้ฝ่ายกฎเก็บตู้เป็หลักฐานโดยใช้ผนึกยก ไม่เปิดมันตรงนั้น
หลังไฟดับและควันจาง การตรวจห้องจึงเริ่มขึ้นอย่างช้า ๆ พวกเขาพบสำเนาคัมภีร์ที่ถูกเผาไปหลายม้วน รายชื่อคำสั่งยกเลิกจากหอธุรการ และผ้าคลุมสีขาวอีกสองชิ้นที่มีด้ายพระจันทร์ม่วงปักอยู่
แต่สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ในซอกไม้ของชั้นเอกสารด้านใน เป็กระดาษแผ่นเล็กที่รอดจากไฟเพราะถูกหนีบหลังแผ่นเหล็ก
ลั่วชิงเสวี่ยอ่านข้อความที่ไหม้ไปครึ่งหนึ่งช้า ๆ
“‘ผนึกดอกบัวพันธนาการมีห้ากลีบ…เมื่อกลีบสุดท้ายรับปราณ ผู้ถือเศษตรา ผู้เปิดประตู และกระบี่ผู้พิทักษ์จะต้องอยู่ครบ’”
คำสุดท้ายเลือนหายไปในรอยไหม้ แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้ทุกคนเข้าใจปัญหาใหม่
เศษตราอยู่กับลั่วชิงเสวี่ย ผู้เปิดประตูหมายถึงโม่เฉิน ส่วน ‘กระบี่ผู้พิทักษ์’ ยังไม่ชัดเจน ทว่าอาจเกี่ยวกับปิ่นของนางที่ตอบสนองในห้องเขา หรืออาจเป็สิ่งที่ศัตรูกำลังตามหาอยู่แล้ว
“กลีบที่ห้าบานเมื่อไร” เสิ่นเยว่โหรวถาม
เจียงอวี้หลานนำลูกปัดดำจากบ่อน้ำออกมา เมื่อนางส่งปราณเข้าไป ผิวลูกปัดปรากฏลายดอกบัวห้ากลีบ สี่กลีบเป็สีดำสนิท กลีบสุดท้ายมีเพียงเส้นดำบาง ๆ คืบจากขอบเข้าหาศูนย์กลาง
“มันคือเครื่องนับเวลา” นางกล่าว “จากอัตราการเคลื่อนของไอมาร…อย่างช้าที่สุดห้าวัน”
คำว่า ‘ห้าวัน’ หนักอึ้งกว่าคำขู่ใดที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้พวกเขาไม่ใช่แค่รู้ว่าศัตรูมีแผน พวกเขารู้ว่ามีเส้นตายชัดเจน
เจียงอวี้หลานไม่ได้ปล่อยให้ความเงียบนั้นยืดนาน นางสั่งให้ศิษย์ฝ่ายกฎคัดลอกแผนผังค่ายกลทั้งหมด แล้วแบ่งกำลังออกเป็สามส่วน ส่วนแรกเฝ้าหอเอกสารชำรุด ส่วนที่สองตามตัดเส้นทางใต้ดิน ส่วนสุดท้ายไปตรวจบุคคลทุกคนที่มีสิทธิ์แตะเอกสารคำสั่งยกเลิก
“เราไม่บุกหอผนึกชั้นในเพราะกระดาษครึ่งแผ่น” นางกล่าว “หากพวกมันอยากให้เราวิ่งไปที่นั่น เราก็ยิ่งต้องรู้ก่อนว่าคนของพวกมันอยู่ตรงไหน”
โม่เฉินเห็นด้วยทันที การมีเส้นตายไม่ได้แปลว่าต้องรีบร้อนจนยอมทำตามจังหวะศัตรู สิ่งที่พวกเขาขาดไม่ใช่ความกล้า แต่คือชื่อของคนที่กำลังขยับหมากอยู่หลังฉาก
ป้าของเขาจึงหยิบกระดาษที่รอดจากไฟขึ้นมาอ่านซ้ำ “คำว่า ‘กระบี่ผู้พิทักษ์’ ไม่เคยอยู่ในบันทึกของฝ่ายกฎ” นางกล่าว “หอผนึกชั้นในมีอยู่ก่อนข้าจะเข้าวังบุปผามาร แต่คำสั่งปิดผนึกฉบับแรกหายไปจากหอเอกสารรุ่นก่อนหมดแล้ว”
“แล้วปิ่นของลั่วชิงเสวี่ยเกี่ยวข้องอย่างไร” โม่เฉินถาม
ลั่วชิงเสวี่ยลูบกล่องหยกที่เอว ไม่ได้ตอบทันที “ปิ่นนี้เป็ของมารดาข้า นางบอกเพียงว่าเป็ของที่ห้ามใช้เปิดค่ายกลใด ๆ และห้ามให้คนอื่นเห็นเมื่อออกนอกสำนัก”
“ท่านเคยรู้หรือไม่ว่ามันเป็ของสำนัก” ป้าของโม่เฉินถาม
“ไม่เคย” นางตอบ “ข้าเองเพิ่งเห็นมันตอบสนองเมื่ออยู่ในห้องโม่เฉิน”
ข้อมูลนี้ไม่ได้คลายปม แต่ยืนยันว่าศัตรูไม่ได้เลือกเป้าหมายแบบสุ่ม โม่เฉินกับลั่วชิงเสวี่ยต่างถือเงื่อนไขของพิธีโดยที่ไม่มีใครรู้มาก่อน และอาจมีคนเฝ้าดูพวกเขามานานกว่าคดีพิษหลายปี
“เราจะไม่ให้เศษหยกกับปิ่นอยู่ใกล้กันจนกว่าจะรู้วิธีผนึก” ป้าของเขาตัดสิน “ลั่วชิงเสวี่ยเก็บปิ่นไว้กับตัว ส่วนเศษหยกส่งเข้าหีบผนึกของฝ่ายกฎ ใช้คนคุ้มกันคนละสาย และห้ามข่าวนี้ออกจากคนที่ยืนอยู่ตรงนี้”
เจียงอวี้หลานพยักหน้ารับ นางไม่ถามว่าทำไมโม่เฉินต้องเกี่ยวข้องกับคำว่า ‘ผู้เปิดประตู’ ต่อหน้าใครทั้งนั้น ความรอบคอบของนางทำให้โม่เฉินเริ่มเชื่อใจได้มากขึ้นเล็กน้อย
หน้าต่างระบบปรากฏขึ้นข้างหูเขาอีกครั้ง คราวนี้ปากอีโมจิไม่ยิ้ม
“ข้อสังเกต: ศัตรูมีเงื่อนไขสามอย่าง แต่ยังขาดอย่างน้อยหนึ่งอย่าง”
“อะไร” เขาถามในใจ
“กระบี่ผู้พิทักษ์” ระบบตอบ “และโฮสต์ยังไม่รู้ว่ามันเป็คน ของ หรือความตายชนิดหนึ่ง”
คำตอบไม่ได้ช่วยมากนัก แต่คำสุดท้ายทำให้เขาไม่อาจมองเื่นี้เป็เพียงการแย่งสมบัติโบราณได้อีกต่อไป
ขณะฝ่ายกฎเก็บหลักฐาน เสียงฝีเท้ารีบเร่งก็ดังจากทางสวน ศิษย์ผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าเจียงอวี้หลาน
“ท่านผู้ช่วย! พบเหวินหลัวแล้ว เขาซ่อนอยู่ในโรงเก็บสมุนไพรตะวันออก แต่ถูกพิษกัดเส้นลมปราณและพูดไม่รู้เื่”
“ยังมีชีวิตหรือไม่” เสิ่นเยว่โหรวถามทันที
“ยังหายใจอยู่”
โม่เฉินกำมือแน่น เหวินหลัวคือชื่อที่ปรากฏในบัญชีผงชิงหลัว ถ้าเขายังมีชีวิต พวกเขาอาจได้คำตอบว่าใครใช้ตราของฉู่เหวินจิ่ง และใครส่งคำสั่งปลอมเข้าหอคัมภีร์
แต่ถ้าศัตรูลงมือทำให้เขาเงียบแล้ว การรักษาเขาอาจกลายเป็การแข่งขันกับเวลาห้าวันที่กำลังเดินอยู่
หน้าต่างระบบลอยขึ้นอีกครั้ง ปากอีโมจิยิ้มจนดูไม่เข้ากับสถานการณ์
“ภารกิจชะตาใหม่พร้อมออกคำสั่ง”
โม่เฉินมองมันอย่างเ็า “อย่าบอกนะว่าข้าต้องจ่ายแต้ม”
“ครั้งนี้ไม่มีร้านค้า” ระบบตอบ “มีเพียงทางเลือก”
ดวงตาของมันเปลี่ยนเป็รูปสามเหลี่ยมช้า ๆ
“ช่วยพยานให้รอด หรือปล่อยให้ความจริงตายไปพร้อมเขา”
โม่เฉินหันไปทางเสิ่นเยว่โหรวที่กำลังเตรียมวิ่งกลับหอโอสถ
สำหรับเขา คำตอบไม่มีอะไรให้คิดนานเลย