“วันหน้าก็จะมีบุตร” นึกไปถึงพื้นที่ที่เหลือของสกุลหวังแล้วอยากจะขยายอาณาเขตออกไปอีกหลายไร่ ติดที่ว่าสตรีของเขากลับไม่เห็นด้วย นางบอกว่า ‘จะสร้างให้ใหญ่ไปทำไมในเมื่อห้องที่ใช้จริงๆ มีเพียงสามสี่ห้องและถ้าหากขยายพื้นที่ออกไปอีกก็ลำบากบ้านเรือนด้านข้าง พวกเขามิต้องไปหาที่อยู่ใหม่หรอกรึเจ้าคะ’ ถูกของนาง หากขยายออกไปจริงๆ ชาวบ้านต้องเดือดร้อนแน่ๆ
“เพิ่งจีบกันไม่นาน ยังไม่ทันได้คบหาเสียด้วยซ้ำ อะไรคือมาวางแผนเรื่องบุตรแล้วเจ้าคะ” เอ่ยเย้าไม่จริงจังนักกับความรักอันฉับไว (เกินไป)
“หืม” มู่เจี้ยนเทียนไล่เรียงคำพูดของนางทีละคำและติดใจคำว่า จีบ คำที่เขาไม่เคยเข้าใจความหมายของมัน อีกทั้งยังไม่เคยสอบถามเพราะไม่มีเวลา “เรื่องบุตรน่ะมีแน่ แต่เรื่องจีบที่เจ้าเคยบอกเรามันคือสิ่งใด”
สตรีต่างภพยิ้มหวานตอบไป “ก็คือเกี้ยวนั่นล่ะเจ้าค่ะ” กอดซบอกแกร่ง เอาแก้มถูไถเบาๆ ออดอ้อนเหมือนลูกแมวน้อย “ปิงปิงส่งจดหมายเพื่อเกี้ยวบุรุษ”
ท่าทางน่ารักช่างก่อกวนหัวใจมู่เจี้ยนเทียนยิ่งนัก ใจเขาอยากจะจับนางเข้าหอเสียเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ “เกี้ยวเราจนไปไหนไม่รอด หลังจากนี้อย่าหวังว่าเราจะปล่อยให้เจ้าห่างสายตา”
“ห่างบ้างก็ได้เจ้าค่ะ ปิงปิงรักฝ่าบาทขนาดนี้จะหนีไปที่ใดได้” ทำหน้าอายๆ แล้วแสร้งแลไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาคมกริบ
ยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ “หึ เราก็รักเจ้ามากยอดรัก” เชยคางของนางขึ้นเพื่อสบตากัน ก่อนบอกลา “เราต้องกลับวังแล้ว” จุมพิตบนหน้าผากมน “คืนนี้จงฝันถึงเรา” ถอยห่างจากกายสาวแล้วพริ้วกายจากไปโดยมีซุ่ยเซ่อตามติด ไม่ต่างจากเงานับพันรายล้อม
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องสำคัญจะกราบทูล” องครักษ์เงาคนสนิทอย่างซุยเซ่อที่ทราบเรื่องเมื่อช่วงบ่ายแต่มิมีเวลาบอก
“พูดมา”
“ก่อนหน้านั้นที่คุณหนูหวังไปร่วมงานปักปิ่นของเยี่ยนมิ่งลี่ รัชทายาททรงรับสั่งให้นางทานสุราดอกท้อ...คืนนั้นนางเกือบสิ้นชีพพะยะค่ะ”
ใบหน้าคมของฮ่องเต้เคร่งเครียดขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่หวังปิงปิงจึงถอยห่างจากรัชทายาท แต่นั่นเป็นเพียงอดีตและในตอนนี้เขารู้สึกได้ว่า คำรักของนางที่มีต่อเขานั้นคือของจริงที่สัมผัสได้ “ไปสืบดูให้แน่ชัดว่ารัชทายาทรู้หรือไม่ ว่านางแพ้ผลไม้ชนิดนี้”
“พะยะค่ะ” ซุยเซ่อรับคำสั่งและหลังจากฝ่าบาททรงกลับถึงตำหนักหลงซิ่ว เรื่องนี้จะต้องกระจ่างในวันถัดไป ‘ใจหวังว่ารัชทายาทคงไม่รู้
@33333333332@
วันต่อมา:ตำหนักไป๋เซ่อ
“เสด็จแม่อย่าทรงเครียดไปเลยพะยะค่ะ มิเช่นนั้นพระวรกายจะทรงย่ำแย่หนักกว่าเดิม” รัชทายาทมู่หรงหลานนั่งเคียงข้างมารดาคอยป้อนโสมบำรุงมิได้ขาด จากที่ทราบมาว่าเสด็จแม่ของตนมิทรงทานสิ่งใดเลยตั้งแต่ได้รับโทษไปเมื่อวาน องครักษ์เงาทั้งหมดถูกยึดคืนเหลือเพียงทหารยามหน้าตำหนักที่เฝ้าอยู่อย่างเข้มงวด แม้จะสงสารเสด็จแม่เพียงใดแต่รัชทายาทเช่นเขาที่ในภายภาคหน้าต้องขึ้นดำรงค์ตำแหน่งฮ่องเต้นั้นเรื่องความถูกต้องควรมาก่อน ‘ยิ่งเรื่องลอบสังหารหวังปิงปิงอีกเล่า’ เมื่อเขาได้ทราบข่าวถึงกับตกใจไปเกือบสองเค่อ นางมิได้รักชอบเขาเรื่องนั้นรับรู้ แต่เรื่องที่นางรักชอบเสด็จพ่อ มันก็ควรให้เสด็จพ่อเป็นผู้ตัดสินมิใช่เสด็จแม่ เขาผู้เป็นบุตรของสตรีที่ส่งคนไปลอบสังหารหวังปิงปิงยังคงรู้สึกผิดมาจนถึงตอนนี้ ‘แม้แต่พบหน้านางเขายังคิดว่าตนคงมิกล้าพอ’ เขาละอายใจ
กู้ฮองเฮากำหมัดแน่น “เรื่องทั้งหมดมาจากหวังปิงปิงคนเดียว หากนางมิเข้ามายุ่งกับเสด็จพ่อของเจ้าเรื่องมันคงมิเป็นเช่นนี้” มองรัชทายาทผู้เป็นบุตรของตนเอง “รู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านั้น แม่ได้ยื่นฎีกาขอสมรสพระราชทานให้เจ้ากับหวังปิงปิง”
“เสด็จแม่!!” รัชทายาทมู่หรงหลานตกใจ “เมื่อใดพะยะค่ะ” แล้วความไม่เข้าใจก็เกิดขึ้นพร้อมคำถาม “ในเมื่อเสด็จแม่ขอสมรสพระราชทานให้ลูกแล้วเหตุใดจึงส่งองครักษ์ไปสังหารนางเล่า” เสด็จแม่ควรรอราชโองการมิใช่ลอบกระทำการอย่างสิ้นคิด!
“นั่นเพราะแม่ชังนางที่ลักลอบเข้าหาเสด็จพ่อของเจ้า ชังเพราะนางกล้าเถียงเจ้า แม่จะยอมให้นางมาเป็นชายาเจ้าได้อย่างไร!!” สมรสพระราชที่ส่งไปก่อนหน้านั้นจะไม่เกิดขึ้นหากหวังปิงปิงสิ้นชีพแต่ผู้ใดเล่าจะรู้ได้ว่า สตรีนางนั้นจะมีความสำคัญกับฝ่าบาทมากจนพระองค์ทรงส่งองครักษ์เงาขั้นหนึ่งไปคุ้มครอง ‘มันพลาดไปหมดทุกอย่างแล้วตอนนี้’
“แต่เสด็จแม่ก็มิควรส่งองครักษ์ไปสังหารนาง!!” และนี่คือความผิดอันใหญ่หลวงที่ฮองเฮาไม่ควรกระทำเพราะผู้ที่จะสั่งลงโทษนางได้คงมีเพียงฮ่องเต้ที่นางลักลอบเข้าหาเท่านั้น!! ไม่มีอีกแล้วสมรสพระราชทานที่เขาควรจะได้ ขาแกร่งยืนขึ้นแล้วก้าวออกไปจากตำหนัก เสด็จแม่ทรงยื่นฎีกานั่นหมายความว่าหวังปิงปิงคือสตรีที่คู่ควร บิดานางเป็นสหายที่สนิทที่สุดของเสด็จพ่อ ท่านตาของนางคือแม่ทัพใหญ่มีกองกำลังทหารในมือคอยปกป้องเมืองหลวง ไม่มีผู้ใดเหมาะสมเท่านางแล้วจริงๆ แต่ความเหมาะสมนั้นหายไปในพริบตาเมื่อรู้แล้วว่านางที่เคยตามติดตนนั้นรักชอบกับเสด็จพ่อ!! ในขณะที่อารมณ์กำลังสับสนอยู่นั้นกลับเห็นท่านเสนาบดีกู้เหวินตงเดินสวนทางเข้าไปยังตำหนักไป๋เซ่อ รัชทายาทเดินเลี่ยงออกไปอีกทางอย่างไม่อยากสนทนาเพราะอีกฝ่ายคือท่านตาแท้ๆ ที่มักจะเป่าหูเขาด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องและยามนี้ก็คงกำลังจะไปเป่าหูเสด็จแม่ซึ่งเขายอมไม่ได้ “เวินไห่” เรียกองครักษ์คนสนิทด้านหลัง
“พะยะค่ะ”
“ส่งคนไปฟังความทุกอย่างที่ท่านตาข้าสนทนากับเสด็จแม่ ทุกคำอย่าให้ตกหล่น”