จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 32 ด่านวีรชนวิญญาณ จุดชีพจร

                ราตรีนี้ยังไม่จบสิ้นแม้ดวงจันทร์ที่สุกใสจะลอยข้ามท้องนภาไปแล้วแม้เสียงแมลงในพงหญ้าจะลดน้อยลงราวกับพวกมันหลับใหลเพราะไม่อาจทนความเปลี่ยวเหงาของค่ำคืนได้

                หลังจากอำลาหญิงสาวทั้งสองไป๋หยุนเฟยออกจากเมืองลั่วซีไปทันที

                เบื้องหน้าหลุมศพผู้เฒ่าอู๋...

                “ผู้เฒ่าอู๋ข้าบรรลุคำสัญญาที่ให้ไว้กับท่านแล้ว ข้าฆ่าจางหยางกับมือข้าเองแล้วยามนี้ท่านและเสี่ยวอวี้เอ๋อร์ในปรภพสมควรสู่สุขคติแล้ว...”

                “ผู้เฒ่าอู๋จากนี้ข้าอาจไม่มีโอกาสมาเยี่ยมท่านอีก ข้าไม่ต้องการอยู่ในเมืองลั่วซีหรือกระทั่งมณฑลฉิงหยุนนี้อีกข้าจะไปจากที่นี่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่”

                “ข้าเลือกจุดหมายไว้แล้วหวังว่าข้าจะสามารถใช้ชีวิตดังที่ข้าหวังไว้ที่นั่น...”

                “ผู้เฒ่าอู๋แม้พวกเราอยู่ร่วมกันเพียงครึ่งวันแต่ท่านทำให้ข้ารู้สึกอบอุ่นเช่นเดียวกับปู่แท้ๆสุดท้ายท่านก็ยังสละชีวิตเพื่อช่วยข้า...ข้าจะจารึกคำพูดที่ทั้งท่านและท่านปู่ข้าสอนสั่งไว้ในตลอดไป!”

                ไป๋หยุนเฟยโขกศีรษะคารวะหลุมศพผู้เฒ่าอู๋อย่างนอบน้อมสามคราเมื่อยืนขึ้นสีหน้าโศกเศร้าของมันก็ค่อยๆจางหายไปแทนที่ด้วยสีหน้ามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว! 

                “ผู้เฒ่าอู๋ข้าขออำลา ไม่ว่าข้าจะเผชิญปัญหาใดในวันข้างหน้าข้าจะใช้ชีวิตอย่างเสรีและมีมโนธรรมอย่างแน่นอน!”

                ยามที่ไป๋หยุนเฟยหันกายจะจากไปมันก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ร่างของมันที่ค้อมเอวอยู่เสมอโดยไม่รู้ตัวยามนี้กลับเหยียดหลังตรง แววตาสับสนและเศร้าสร้อยก็สาบสูญไป  ดวงตากระจ่างใสของมันเปี่ยมด้วยความมั่นใจและเด็ดเดี่ยว

                เมื่อสังหารจางหยางลงได้ไป๋หยุนเฟยก็นับว่าล้างแค้นได้สำเร็จ สภาวะจิตใจจึงเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบงันอีกครามันไม่ใช่กรรมกรต่ำต้อยอ่อนแอที่ดิ้นรนเอาชีวิตด้วยการแบกกระสอบข้าวสารอีกต่อไปยามนี้มันกลับกลายเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณอันร้ายกาจที่สามารถต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ตนเองได้!

                เกิดรังสีที่มองไม่เห็นเปล่งออกมาจากร่างไป๋หยุนเฟยแมลงที่เคยส่งเสียงไม่กี่ตัวในพื้นที่เล็กๆนี้พลันเงียบงันไปแม้แต่แสงจันทร์ที่ฉายส่องรอบด้านก็ราวกับจะสั่นไหวด้วยรังสีจากกายมัน

                “ข้าทะลวงสู่...ด่านวีรชนวิญญาณแล้ว!” ยามไป๋หยุนเฟยรู้สึกถึงพลังที่พลุ่งพล่านในร่างก็งงงันวูบมันยกมือขวาขึ้นในระดับสายตาและกำมือโดยแรงราวกับจะยืนยันความรู้สึกว่าจริงหรือเท็จ“สองวันที่ผ่านมาไม่ว่าข้าจะฝึกปรืออย่างไรก็ไม่อาจเพิ่มพูนพลังวิญญาณแม้แต่น้อยคาดว่าเป็นสัญญาณเตือนการทะลวงสู่ด่านวีรชนวิญญาณเดิมทีข้าวางแผนจะไปเยือนหลี่เฉิงเฟิงจากนั้นจึงให้มันคุ้มกันขณะใช้กระบวนการอัพเกรดเพื่อทะลวงอุปสรรคสุดท้ายสู่ด่านต่อไปผู้ใดจะคิดว่าข้าจะทะลวงผ่านเช่นนี้?!”

                “ดูเหมือนนอกจากการเพิ่มพูนพลังวิญญาณสภาวะจิตใจก็มีผลต่อการทะลวงด่านอย่างยิ่ง ดีที่รับทราบแล้วภายหน้าจะไม่ฝึกปรือสูญเปล่าอีก”

                ไป๋หยุนเฟยที่เดินขึ้นไหล่เขาเหลียวกลับมามองเมืองลั่วซีที่ถูกห่มคลุมด้วยความมืดยามค่ำคืนจากนั้นจึงหันหลังเดินจากไป

                “เมืองลั่วซีกำลังจะเกิดความโกลาหลขึ้นเรื่องนี้ไม่อาจปล่อยให้ตระกูลจางพบว่าข้ามีส่วนเกี่ยวข้องหลังจากอำลามารดาและท่านปู่ครั้งสุดท้าย ต้องจากไปไปในบัดดล...”

                … …… …

                วันต่อมาทั้งเมืองลั่วซีก็ตกอยู่ในความโกลาหลและตื่นตระหนกอย่างใหญ่หลวง

                เนื่องเพราะคืนก่อนชนชั้นมิจฉาชีพเกือบทั้งเมืองลั่วซีกลับถูกรังควาญ

                โดยปกติรังโจรเหล่านี้ล้วนมีชื่อเสียงน่าหวาดหวั่นไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินทว่ากลับมีสตรีนางหนึ่งอาศัยตัวคนเดียวถล่มรังโจรทั้งหลายทำร้ายเหล่ามิจฉาชีพบาดเจ็บนับไม่ถ้วนกระทั่งหัวหน้ากลุ่มหลายคนยังถูกทุบตีจนพิการเป้าหมายของศัตรูเพียงตามหาคนผู้หนึ่งเด็กสาวที่ถูกมิจฉาชีพกลุ่มหนึ่งคร่ากุมตัวไป

                สตรีนางหนึ่งกระทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร? นางต้องกระทำได้แน่เพราะนางเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณ! มิหนำซ้ำยังเป็นผู้ฝึกปรือวิญาณระดับยอดฝีมือ!ว่ากันว่าหัวหน้าชุมนุมขวานใหญ่ที่เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านนวกะวิญญาณยังไม่อาจต้านรับศัตรูได้แม้แต่กระบวนท่าเดียวและถูกหักขาข้างหนึ่งไป!

                กระนั้นนี่กลับไม่ใช่สาเหตุหลักของความโกลาหลในเมือง

                สาเหตุหลักของความโกลาหลกลับเป็นนายน้อยตระกูลจางนามจางหยางถูกสังหารในคืนเดียวกัน!

                ศพของมันถูกพบในตึกของกลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มหนึ่งในเมืองจางหยางและผู้คุ้มกันทั้งสองคนล้วนถูกสังหารอีกทั้งเหล่ามิจฉาชีพที่ครอบครองตึกนั้นก็หายสาบสูญไปหมดสิ้น!

                ยามที่มารดาจางหยางทราบข่าวแทบสิ้นสติไปแต่เมื่อได้เห็นสภาพศพที่ไม่ครบสมบูรณ์ของบุตรชายก็หมดสติในบัดดลหลังจากบริวารให้การพยาบาลในที่สุดนางค่อยคืนสติและโถมเข้าไปกอดซากศพจางหยางร่ำไห้ราวจะขาดใจตาย

                “ส่งข่าวแก่นายท่านในบัดดล!ระดมกำลังทั้งหมดออกมา! ข้าต้องการให้ทุกคนออกค้นหา!!ค้นหาเหล่าบริวารที่หลบหนีไปและสืบเสาะว่าใครสังหารลูกชายข้า!ข้าต้องการให้พวกมันทั้งครอบครัวตายตกตามลูกชายข้า!!”

                ด้วยเหตุนี้ทั้งเมืองลั่วซีจึงตกอยู่ในความโกลาหลเกือบทุกครอบครัวล้วนถูกบริวารตระกูลจางสอบสวนและตรวจค้นแม้แต่กลุ่มมิจฉาชีพในปกครองของตระกูลจางทั้งหลายก็ถูกบังคับให้ลากร่างที่บาดเจ็บออกตามหาผู้หลบหนี

                เดิมทีผู้คนในเมืองลั่วซียังคงฉงนใจแต่เมื่อได้ทราบว่าเกิดอันใดขึ้นพวกมันก็แตกตื่นและหวาดกลัวจึงยินยอมให้มิจฉาชีพดุร้ายของตระกูลจางสอบสวนตรวจค้นแต่โดยดี

                กระนั้นพวกมันกลับไม่อาจแสดง‘ความตื่นเต้นยินดี’ในใจได้--- มิคาดว่าจางหยางจะถูกฆ่าตาย! หรือเซียนวิเศษปรากฏตัวกำจัดภัยพาลตามที่พวกมันอธิษฐาน?

                ไม่ว่าในใจพวกมันจะตื่นเต้นดีใจเพียงไหนก็ไม่อาจแสดงออกได้แม้จางหยางจะตายแล้ว แต่รอบข้างกลับเต็มไปด้วยคนตระกูลจางดังนั้นเหล่าชาวบ้านจึงได้แต่รอจนพวกมันจากไปค่อยปิดประตูแหงนหน้าหัวเราะอย่างเงียบเชียบจากนั้นจึงอธิษฐานให้‘ผู้มีบุญคุณใหญ่หลวง’ที่สังหารจางหยางรอดพ้นไม่ถูกจับกุมตัว

                เมืองลั่วซียามนี้ยุ่งเหยิงยิ่งคนของตระกูลจางล้วนว้าวุ่นกระวนกระวาย ขณะที่ชาวบ้านในเมืองลอบเฉลิมฉลอง ---ทว่าต้นเหตุของเรื่องราวอย่างไป๋หยุนเฟยกลับเร่งรุดไปเยือนหมู่บ้านของหลี่เฉิงเฟิง

                หลังเร่งรุดเดินทางหนึ่งวันก็ออกห่างจากเมืองลั่วซีไม่น้อยไป๋หยุนเฟยขอพักค้างแรมที่บ้านชาวนาหลังหนึ่งเจ้าของบ้านตอบตกลงทันทีทั้งยังปฏิเสธเงินทองและต้อนรับมันอย่างกระตือรือร้นแม้อาหารจะเรียบง่ายแต่ไป๋หยุนเฟยยังสัมผัสความจริงใจและน้ำใจจากครอบครัวนี้ได้

                ยามค่ำคืนไป๋หยุนเฟยนั่งขัดสมาธิบนเตียงหลับตากุมม้วนคัมภีร์สีเทาในมือมันกำลังฝึกปรือเคล็ดการควบคุมจุดชีพจรของด่านวีรชนวิญญาณ

                เนิ่นนานผ่านไปไป๋หยุนเฟยค่อยๆลืมตาขึ้น แต่ดวงตากลับเปี่ยมด้วยความสับสนหลังจากจับจ้องม้วนคัมภีร์ในมืออย่างงุนงงงชั่วครู่จึงเก็บใส่แหวนช่องมิติไป

                “ด่านสุดท้ายของสามด่านแห่งการควบคุมร่างนับว่าแตกต่างจากการควบคุมผิวหนังกล้ามเนื้อและการควบคุมกระดูกโลหิตก่อนหน้า...นี่ต่างจากผิวหนัง กล้ามเนื้อ กระดูกและโลหิตสิ่งที่เรียกจุดชีพจรเหล่านี้กลับไม่ง่ายที่จะพบเจอแม้จะรู้ว่าอยู่ที่ใดแต่กลับไม่อาจสัมผัสถึงได้”

                “อีกอย่างไฉนข้ามีความรู้สึกคุ้นเคยกับจุดชีพจรเหล่านี้นัก? ราวกับข้ารู้จักจุดชีพจรเหล่านี้มาก่อน...จุดชีพจรที่เกี่ยวพันกับดวงตาเรียกว่าจุด‘หมิงมู่’ไฉนข้ารู้สึกว่าสมควรเรียกจุด‘จิงหมิง’? และจุด‘ต้านชี’ที่ข้อศอกข้ากลับรู้สึกว่าสมควรชื่อจุด‘เซี่ยวไห่’...”

                “ข้ามักรู้สึกราวกับมีความทรงจำที่ไม่ได้เป็นของข้าซุกซ่อนในสมองความทรงจำเหล่านี้สมควรได้รับมาพร้อมกับ‘กระบวนการอัพเกรด’แต่กลับเลือนรางราวกับซุกซ่อนไว้ในส่วนลึกของจิตใจข้ากลับไม่อาจเรียกคืนและแยกแยะความรงจำเหล่านี้ได้...”

                “แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นอันตรายใดอีกทั้งความรู้สึกคุ้นเคยกับจุดชีพจรเหล่านี้ในจิตใจข้ากลับมีส่วนช่วยในการรับรู้ถึงจุดชีพจรได้ดีขึ้น”

                “ทว่าแม้ข้าเข้าสมาธิฝึกปรือมาหลายครากลับรับรู้ได้เพียงจุด‘หมิงมู่’ที่ดวงตาที่เลวร้ายกว่านั้นคือข้าเพียงรับรู้ถึงการคงอยู่ของจุดชีพจรได้อย่างเลือนรางแต่กลับไม่อาจควบคุมได้...หรือเป็นเพราะข้าด้อยพรสวรรค์เกินไป?”

                หากหานเซี่ยวหัวหน้าค่ายไม้ดำที่ถูกไป๋หยุนเฟยฆ่าตายทราบสิ่งที่มันคิดอยู่นี้คงคลุ้มคลั่งจนฟื้นจากความตายจากนั้นกระอักโลหิตจนตายอีกคราในอดีตหานเซียวทุ่มเทเวลาทั้งเดือนแต่เพียงรับรู้ถึงการคงอยู่ของจุดชีพจรจุดแรกแน่นอนว่าแม้เพราะหานเซียวด้อยพรสวรรค์แต่กระทั่งผู้ที่พรสวรรค์ปานกลางก็ยังต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อรับรู้ถึงจุดชีพจรจุดแรกยามที่ฝึกปรือเคล็ดควบคุมจุดชีพจรหลังจากบรรลุด่านวีรชนวิญญาณระดับต้น

                กระนั้นไป๋หยุนเฟยกลับใช้เวลาไม่ถึงวันก็รับรู้ถึงจุดชีพจรแรกได้อย่างเลือนรางนี่เป็น‘พรสวรรค์’ระดับใดกัน?แน่นอนว่ายามนี้ไป๋หยุนเฟยยังคงไม่ทราบว่าความรู้สึกคุ้นเคยกับจุดชีพจรทั้งหลายในร่างจะมีส่วนช่วยในการฝึกปรือของมันอย่างใหญ่หลวง...

                “กระทั่งจุดชีพจรพื้นฐานทั้งหลายข้ายังไม่อาจรับรู้ได้แล้วจะให้ข้าฝึกฝนท่าเท้าเหยียบคลื่นอย่างไร?...โธ่ ข้าเฝ้ารอที่จะฝึกฝนท่าร่างนี้หวังจะสำเร็จโดยเร็วเพื่อทดลองใช้ดู” มันพลิกข้อมือก็ปรากฏม้วนคัมภีร์สีขาวในมือ--- นี่ไม่ใช่อื่นใดแต่เป็นคัมภีร์เคล็ดวิญญาณม้วนสุดท้ายในแหวนช่องมิติ

                ท่าเท้าเหยียบคลื่นเป็นเคล็ดวิญญาณชั้นมนุษย์ระดับสูงที่อาศัยจุดชีพจรหลายจุดบนขาทั้งสองเป็นรากฐานเพื่อประสานระหว่างเคล็ดการชักนำพลังวิญญาณอย่างพิสดารกับรูปแบบการย่างก้าวอันพิสดารเพื่อเพิ่มพูนความเร็วและความคล่องแคล่วแก่ผู้ใช้เคล็ดวิชาท่าร่างไม่ได้สร้างความเสียหายโดยตรงแต่มีส่วนช่วยหลายๆด้านอย่างใหญ่หลวงไม่ว่าท่านจะต่อสู้ ไล่ล่าหรือแม้แต่หลบหนี

                ไป๋หยุนเฟยมองม้วนคัมภีร์อย่างสับสนอยู่เนิ่นนานนึกฝันถึงว่าเคล็ดวิญญาณนี้จะเป็นเช่นไร หลังจากเก็บคัมภีร์ใส่แหวนช่องมิติมันก็ตบหน้าผากและกล่าวกับตนเอง “ข้าครุ่นคิดมากความไปแล้ว หากข้าต้องการฝึกปรือเคล็ดวิญญาณนี้โดยเร็วก็จำต้องเรียนรู้วิธีควบคุมจุดชีพจรพื้นฐานทั้งหลายเหล่านี้ให้ได้อย่างน้อยต้องชำนาญการควบคุมจุดชีพจรได้ก่อนที่จะฝึกฝนเคล็ดวิญญาณนี้...”

                ที่จริงแล้วมีจุดชีพจรพื้นฐานเพียงสิบกว่าจุดเท่านั้นที่จำเป็นต้องควบคุมให้ได้ในระดับต้นของด่านวีรชนวิญญาณทว่าไป๋หยุนเฟยกลับศึกษา‘แบบเรียน’ที่ชายชราจากสำนักชะตาลิขิตมอบให้จุดชีพจรหลายจุดที่บันทึกไว้กลับเป็นจุดชีพจร‘พิเศษ’ในสำนักฝึกปรือวิญญาณทั่วไปมีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่สามารถเรียนรู้เคล็ดการควบคุมจุดชีพจรเหล่านี้ได้ 

                ไป๋หยุนเฟยกลับไม่ทราบความนัยมันเพียงคิดว่าจุดเหล่านี้เป็นจุดชีพจรพื้นฐานที่ผู้บรรลุด่านวีรชนวิญญาณต้องควบคุมให้ได้...

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน