นิยายปาฎิหาริย์แห่งรัก มนต์วิมายะ เขียนโดย.. คันศร
ตอนที่๘
มนต์นวจันทรเวทย์กับ พลังรัก
.
.......ฝนเงยหน้าขึ้นจากอ่างน้ำมนต์ที่วางอยู่กลางแจ้ง เขามองไปรอบๆ อย่างอิ่มเอิบใจที่ได้พบหน้าหิน.. ยิ่งได้บอกบางอย่างกับหิน .. จิตใจเขาก็ยิ่งปีติ
....... ข้างๆ ฝนคือหญิงชราผมขาวโพลนทั้งศีรษะ เธอกำลังใช้มือทั้งสองข้างประคับประคองอ่างน้ำมนต์ที่ทำจากเทียนขี้ผึ้งปากก็ขยับไปมาเพื่อสวดพระเวทย์อะไรบางอย่างที่ฝนไม่มีวันเข้าใจ
....... “แม่ครู” ฝนเรียกหญิงชรา “ทุกอย่างกลับเป็ปกติแล้ว”
.......หญิงชราผมขาวโพลนทั้งศีรษะที่ฝนเรียกว่า.. แม่ครู จึงลืมตาขึ้น พร้อมกับหยุดสวดพระเวทย์
....... เท่านั้น !!
.......อ่างน้ำมนต์น้ำผึ้งก็แตก!!
....... อ่างน้ำมนต์แยกออกเป็สองซีกทันที!!
.......ทั้งสองสะดุ้งใไปกับการแตกสลายของอ่างน้ำมนต์
....... “ครั้งนี้ได้พูดคุยหรือไม่?” แม่ครูถามด้วยความอยากรู้
.......ฝนส่ายหน้า “เห็นแต่เขาขยับปาก แต่ไม่ได้ยินเสียงที่เขาพูด”
.......แม่ครูก้มหน้าคิด .. จะทำอย่างไรให้ทั้งสองสามารถสื่อสารกันได้ด้วยคำพูด
.......“แต่ฝนใช้วิธีนี้” พูดจบฝนก็ยกกระดาษที่เขียนข้อความให้แม่ครูดู
.......แม่ครูมองกระดาษที่ฝนส่งให้ดู แล้วถาม “แล้วได้ผลมั้ย?”
.......“ฝนว่าได้นะ หินน่าจะอ่านออก”
.......แม่ครูพยักหน้ารับ “วันนี้พอแค่นี้ก่อน เอ็งรีบกลับไปช่วยยายปั้นเถอะ”
....... “จ้ะแม่ครู”
.......เมื่อฝนเดินจากไปแล้ว แม่ครูจึงหยิบตำรานวจันทรเวทย์ออกมาจากในอกเสื้อและเปิดอ่าน
....... ครั้งแรกก็เห็นเพียงหน้ากระดาษเปล่าๆ เมื่อต้องแสงจันทร์วันเพ็ญชั่วครู่ ตัวหนังสือก็ปรากฏชัดขึ้นบนหน้ากระดาษที่ว่างเมื่อครู่ แม่ครูค่อยๆอ่านทีละหน้า.. ทีละหน้า .. อย่างแช่มช้า เธอพยายามศึกษาตำรานวจันทรเวทย์ให้ละเอียด .. เพื่อจะหาวิธีสื่อสารผ่านพระเวทย์นี้ให้ได้
.......เพราะแม่ครูกำลังง่วนกับการอ่านตำรานั่น เธอจึงมิได้ระแวดระวังอะไรมากมายนัก อาจจะเพราะเธอสมาธิกับการศึกษาอย่างเคร่งเครียด จึงไม่รู้ว่า .. ไม่ห่างจากเธอเท่าใด ฝนได้แอบมองทุกกิริยาอาการของแม่ครู
.......แม้จะไม่มั่นใจ แต่ฝนก็คิดว่า ..ในมือแม่ครูคือตำราที่ท่านพ่อของเธอส่งเธอมาค้นหา
.......ฝนลอบจับสังเกต จนเห็นแม่ครูเปิดไปถึงหน้าสุดท้าย แล้วก็เก็บตำราเข้าที่ ฝนสังเกตดูจนรู้ว่า..แม่ครูเก็บตำรานั้นไว้กับตัว และอยู่ในส่วนใดของร่างกายแม่ครู
.
.......เมื่อท่านเ้ากลับไปแล้ว ราชครูเข้าห้องพักผ่อนแล้ว ทั้งหิน นล วรุณ และศุวิลก็มานั่งคุยกัน ทั้งสี่เม้ามอยกันไปได้สักพัก
.......อนลก็เปิดประเด็น “นลว่า ..ท่านเ้าน่าจะ.. ” นลหันไปถามวรุณ “คำว่า ‘ชอบ’ ในสมัยของวรุณ เค้าพูดว่าไงนะ?”
....... “พึงใจ” วรุณตอบเบาๆ เธอเอียงอายเล็กน้อยที่ต้องพูดคำนี้
....... “ใช่ ใช่ !!” นลรับคำ แล้วหันมาพูดกับเพื่อนๆ “นลว่าท่านเ้าน่าจะพึงใจวินนะ”
.......แม้จะรู้อยู่เต็มอก แต่ก็ไม่ควรเป็อนลที่เป็คนพูดให้วินได้ยิน “แล้วงัย!! ..” ศุวิลขึ้นเสียง “นลไม่ชอบ นลไม่พอใจวิน ก็ไม่ต้องยัดเยียดวินให้ไปกับคนอื่น วินอยู่ของวินได้” วินโกรธจนหน้าแดงหูแดง
.......หินต้องเอามือไปลูกแขนลูบตัววินเป็การปลอบ
....... “ที่ผ่านมา ..วินเคยทำร้ายจิตใจอะไรนลหรือเปล่า? นลถึงได้ทำกะวินอย่างนี้”
....... อนลอึ้ง ไปต่อไม่ถูก เขาพูดทุกอย่างด้วยความหวังดี แต่เพื่อนกลับแปลเป็ตรงข้ามไปเสียนี่
....... “หรือ..คืนนั้นที่เราได้กัน มันทำร้ายจิตใจนลมาก มากจนอยากให้วินไปจากชีวิตนล” เพราะทั้งโกรธทั้งเสียใจ ทั้งขวางหูขวางตา ศุวิลจึงพูดถึงความลับที่ไม่มีใครรู้
....... “นล..” วรุณพูดได้แค่นั้น เธอก็พูดอะไรไม่ออก
.......เป็หินที่เข้าใจอนล แต่ก็ไม่รู้จะพูด..จะอธิบายในตอนนี้อย่างไร
....... เมื่อจะร้าย!! ศุวิลก็ขอร้ายให้สุดทาง “ถ้าเอาขนบของที่นี่เป็ตัวตั้ง” ศุวิลพูดชัดเจน “เราก็เป็ผัวเมียกันแล้วนะนล”
....... “ไม่เอา วินอย่าพูดอย่างนั้นสิ” หินพูดบ้าง “วิน วินอย่าใช้แต่อารมณ์แบบนี้สิ”
.......“วินพูดถูกแล้ว” วรุณพูดขึ้น “ไม่ว่าอย่างไร? นลต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนทำไปแล้ว” แล้ววรุณก็ขยับตัวจะออกจากวงสนทนาไป
....... “เดี๋ยวก่อน” อนลเรียกวรุณ
.......“ไม่ต้องตามมานะ” วรุณพูดเบาแต่ชัด “จัดการเื่ตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยมาคุยกัน” พูดจบวรุณก็เดินจากไป
.......อนลมองตามวรุณ จนวรุณเดินลับตาไป จึงหันมามองหน้าศุวิล “งัย!! เป็แบบนี้แล้วพอใจมั้ย?”
.......“นลใจเย็นๆ” หินกลายเป็คนกลาง
.......“ก็ดูมันพูดสิหิน ชวนปากแตกฉิบ..” นลระบายอารมณ์กับการชกลมไปมา
....... “น่า.. นล..ที่นี่.. มีแค่เราสามคนนะ.. เป็เป็เพื่อนกัน..” หินใช้คำพูดเบา ราวกับเอานำเย็นเข้าลูบ
.......“ก็คิดอย่างนั้นสิ ถึงยังไม่ตะบันหน้ามัน ไม่งั้นนะ” อารมณ์นลยังกรุ่นอยู่
.......หินสบตาศุวิล ราวกับจะบอกให้ศุวิลทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้อะไร อะไรดีขึ้น ..
....... “ขอโทษ” ศุวิลพูดขึ้น หลังจากที่เงียบและคิดไตร่ตรองมาสักครู่หนึ่ง
.......หินเอามือไปวางที่บ่าอนล แล้วตบเบาๆ และยิ้มให้อนล “เพื่อนขอโทษแล้วน่า”
....... อนลมองหิน มองศุวิล แล้วก็ระบายอารมณ์ไปกับการถอนหายใจ “เออ เออ”
.......“ต้องอย่างนี้สิ” หินยิ้มให้ทั้งสองคน แล้วเอามือสองข้าง ลากเพื่อนสองคนมากอดกันทั้งสามคน
....... ทองเทพเดินมาพบทั้งสามคนพอดี ทั้งสามจึงคลายวงแขนออก “มีอะไรเหรอ” อนลถาม
.......“หลังเพลวันพรุ่ง ท่านเ้าจะมาเสวยที่นี่ ท่านให้ทั้งสามร่วมวงเสวยด้วย” ทองเทพตอบเรียบๆ
.......“แค่เราสามคนเหรอ?” หินถามแทนอนล
.......“มีนายหญิงวรุณวดีอีกหนึ่ง หากท่านราชครูกลับจากวิหารบูชาไฟทัน ท่านก็จะร่วมวงด้วย”
....... “แล้ว..ที่วิหารบูชาไฟ ไม่ต้องอารักขาท่านเหรอ?” อนลถามเอาการเอางาน
.......“ไม่ต้องใช้เ้ากับศิษย์ของเ้าหรอก แค่กองทหารของข้าก็พอถมไป” ทองเทพบอก “วิหารบูชาไฟก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ไม่น่ามีใครกล้าลงมือ อีกอย่าง .. ท่านเ้าก็ได้คาดโทษผู้ลักลอบลงมือกลางที่ประชุมขุนนางไปแล้ว” ทองเทพบอกทุกคนชัดเจน
....... ทั้งสามพยักหน้ารับรู้
.......“พวกเ้ารีบเข้านอนเถอะ วันพรุ่งต้องทำอะไรกันอีกเยอะ” ทองเทพบอก
.......ทั้งสามรับคำจากทองเทพ แล้วต่างก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว แล้วก็เข้านอน
.
.......ฝนยังคงนอนมองเพดานห้องนอนของตนอยู่ ในใจคิดไปต่างๆ นานา เพื่อหาทางไปเอาตำราเล่มนั้นมาอ่านให้ได้ แต่ไม่ว่าจะคิดไปในทางใด ก็คิดไม่ออกว่าจะใช้วิธีการใด
.......ข้างหมอนที่ฝนหนุนนอน มีรูปของหินวางอยู่ ฝนหยิบรูปนั้นขึ้นมาดู ใช้นิ้วมือลูบไล้ไปยังใบหน้าของหิน แค่นั้น .. ก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าของฝนแล้ว
.......แล้วฝนก็วางรูปหินไว้แนบอก และหลับตา .. ไม่นานก็หลับสนิท
.
....... ในความฝัน ..ฝนเดินอยู่ที่ใดสักแห่งที่ไม่คุ้นตา .. กิ่งไม้ รากไม้ ใบไม้ ระเกะระกะไปหมด ใจฝนรู้สึกกลัวเหลือเกิน พลางค่อยๆ ก้าวเดินไปทีละน้อย .. ทีละน้อย
....... แล้ว .. ณมุมหนึ่งของความรกนั่น .. มีแสงมะลังมะเลืองสว่างขึ้น .. สว่างขึ้น!!
.......ฝนมองไปที่ลำแสงนั่นอย่างไม่คุ้นเคย ชั่วครู่ก็เห็นคล้ายๆ เงาใครสักคน เดินออกมาจากลำแสงนั่น และเดินเข้ามาใกล้เข้ามา.. ใกล้เข้ามา..
....... “ฝน” เสียงนั่นทั้งใ ดีใจ และแสนอบอุ่นหัวใจ
....... “หิน” ฝนตอบเสียงนั่นได้แค่นั้น ก็โผเข้ากอดหิน
.......หินกอดฝนตอบด้วยอ้อมแขน และห้วงรักเต็มอก “คิดถึงเหลือเกิน”
.......ฝนได้แต่ยิ้มตอบคำพูดของหิน และกระชับอ้อมแขนให้เขารู้ว่า เธอรู้สึกกับเขามากแค่ไหน?
....... ไม่นาน ..หินก็คลายวงแขนออก “ให้หินมองหน้าฝนให้เต็มตาสักครั้ง”
.......ฝนคลายวงแขนออก เพื่อให้หินได้มองหน้าเธอ และเธอก็จะได้มองหน้าหิน
.......หินมองหน้าฝน ยิ้มให้ฝน
....... ฝนยิ้มตอบ
.......หินเอามือข้างหนึ่งเชยคางฝน แล้วใช้ริมฝีปากตนไปััที่ริมฝีปากฝน ให้รสรักแทรกผ่านริมฝีปากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
....... ทั้งสองขยับตัวขยับมือและแขน ให้เรือนร่างของทั้งคู่ัักันและกัน นานเท่านาน จนอิ่มใจ
....... แล้ว..ทุกอย่าง.. ก็บางตาลง.. บางลง.. จนมลาย.. หายไป..
.
....... หินสะดุ้งตื่น!!
.......เป็เวลาใกล้สว่างพอดี .. แสงแรกเริ่มฉายฉาบขอบฟ้า ..เมื่อหินลืมตาได้สักครู่
.......หินกระพริบตาถี่ๆ ทบทวนความทรงจำตนเอง
....... เมื่อครู่..เขาฝัน.. เป็ฝันที่หวาน.. หวานมาก.. มากจนเขารู้สึกได้ว่า.. อ้อมแขนที่กอดกัน.. ก็ยังัักันอยู่..ริมฝีปากที่ประกบกันอย่างดูดดื่ม.. ก็ยังให้ความรู้สึกนั่นอยู่..
.......จนหินต้องเอานิ้วมือมาแตะที่ริมฝีปากตนเอง .. ทุกััในฝัน.. เหมือนจริงจนน่าใจหาย..
....... .. หินอดที่จะยิ้มกับความฝันเมื่อครู่ไม่ได้
.
.......ฝนเองก็รู้สึกเช่นเดียวกับหิน .. เขายังรู้สึกได้ว่าหินยังกอดเขาอยู่ .. ใบหน้าหินที่ซุกอยู่ตรงซอกคอฝน.. ให้ความรู้สึกที่สุขใจอย่างประหลาด ..
....... ริมฝีปากหิน ..ััซอกคอฝน .. ฝนวาบหวามใจ .. จนความรู้สึกกระเจิดกระเจิงไปแสนไกล ..
.
.......หากอ่างน้ำมนต์ที่ทำจากขี้ผึ้งไม่แตกออก แม่ครูก็คงเห็นภาพความฝันของทั้งคู่ในอ่างน้ำมนต์นั่น เพราะ.. ฝันอันแสนหวาน .. เกิดจากพลงแห่งมนต์นวจันทรเวทย์
.......แต่เมื่อไม่มีอ่างน้ำมนต์ แม่ครูจึงมิได้เห็นภาพความหวาบหวานของคนทั้งสองในฝันของพวกเขา หากแต่เธอรู้สึกได้ว่า..พลังแห่งมนต์ที่เธอสวดไปเมื่อหัวค่ำ ยังทำงานของมันอยู่อย่างทรงพลัง
....... และ.. การที่เธอช่วยให้ฝนสื่อสารกับอีกคนที่อยู่อดีตกาลได้นั้น ยิ่งทำให้เธอแปลกใจ
....... เปล่า!!
....... แม่ครูมิได้แปลกใจในพลังแห่งมนต์!!
....... เธอล่วงรู้พลังแห่งมนต์นวจันทรเวทย์อย่างดี
.......แต่ที่เธอแปลกใจ ก็คือ..่เวลาที่หินใช้ชีวิตอยู่
....... มันดันเป็..ยุคสมัยเดียวกันกับ.. อีกคนหนึ่งของแม่ครู ‘ใช้ชีวิตอยู่’ เช่นกัน
....... .. หรือว่า..เขาจะเป็ลูก.. เป็หลาน.. เป็คนที่แม่ครูเคยรู้จัก ..
....... ..ถ้ามีโอกาสต้องลองถามฝนดูให้รู้ชัด .. แม่ครูบอกตนเอง
.
.......เช้าวันนี้ เป็เช้าแรกที่วรุณวดีไม่ออกจากห้องนอน เธอให้บ่าวที่ทำหน้าที่ ‘นางต้นห้อง’ ยกสำรับอาหารเช้า เข้าไปให้เธอถึงในห้องนอน ซึ่งเธอไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนเลย ไม่ว่าจะในกาลอดีต หรือ .. นับแต่เธอกลับมาจากอนาคตกาล
.......อนลพยายามไม่มองศุวิล แต่ก็อดที่จะมองเพื่อนอย่างขัดใจไม่ได้!!
.......หินเป็คนกลางที่คอยไกล่เกลี่ยให้ทุกอย่างสงบลง เท่าที่จะเป็ไปได้
.
....... ไม่นาน ท่านเ้าก็มาถึงเรือนของท่านราชครูพิรุณเทวะ เมื่อขึ้นมาบนเรือน ท่านเดินตรงมาหาศุวิลทันที
.......ศุวิลจะขยับตัวถอยหนี
.......จนหินต้องจับตัวศุวิลไว้ให้รอพบท่านเ้า
....... “อุตส่าห์มาหาไม่อยากพบหน้าข้าดอกหรือ?” ท่านเ้าเอ่ยถามทันที เมื่อมาอยู่ใกล้ๆศุวิล
....... ทั้งหินทั้งอนล ต่างก็ทรุดตัวลงนั่งและถวายบังคมท่านเ้า ศุวิลจึงทำตาม
.......แต่ท่านเ้าก็ใช้สองมือของท่าน ประคองมือศุวิลที่พนมไว้จะถวายบังคม “ไม่ต้องหรอก หากใจเ้าไม่ปรารถนาจะทำ”
.......“ไม่ใช่อย่างนั้น” ศุวิลบอกด้วยเสียงที่พยายามจะปกติ แต่มันก็ไม่ปกติ .. ก็ศุวิลชอบผู้ชาย .. และผู้ชายที่ผิวพรรณละเอียดละออดี .. มีสรีระสูงระหง.. อย่างท่านเ้า มีหรือที่ศุวิลจะไม่หวั่นไหว
.......หรือเมื่อคืนที่ศุวิลพบท่านเ้า แสงจากเทียนไขคงสว่างน้อยไป และท่านเ้าเองก็อาจจะมีผ้าคลุมกายมากกว่าในตอนนี้ ศุวิลจึงมิได้เห็นความงดงามของเรือนกายท่านเ้าเช่นในตอนนี้
....... และตอนนี้.. ที่เป็เวลาสายๆ.. ท่านเ้าทรงภัสตราภรณ์ (นุ่งผ้า) แบบทหารแห่งวิมายะ(คือนุงโจงกะเบนโดยให้ผ้านุ่งยกสูง คล้ายกับนุ่งหยักยั้ง)เพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง จึงยิ่งเปิดเผยความงดงามของผิวพรรณและกล้ามเนื้อของท่อนขาอย่างชัดเจน
.......เพราะศุวิลนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าท่านเ้า เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นจะถวายบังคม .. ก็ได้แต่มองดวงหน้าท่านเ้า .. มองเรือนร่างท่านเ้า.. มองั้แ่หัวจรดเท้าของท่านเ้าอย่างเสียมารยาท
.......ท่านเ้ายืนยิ้มให้ศุวิลมองอย่างเต็มใจ
.......หินตัดสินใจช่วยเพื่อน “เอ่อ..ให้ข้าไปตาม ท่านหญิงวรุณวดี หรือไม่?”
.......“ไม่ต้องหรอก หากเธอพร้อม เธอก็จะมาหาข้าเอง” ท่านเ้าตอบหิน และมองหน้าหินอย่างสงสัย “ข้ายังมิได้ทราบนามของเ้า”
....... “ทีนี่ข้าชื่อ.. ศิลา” หินตอบ
....... ฟังแล้ว ท่านเ้าก็ขมวดคิ้ว “แล้ว.. ในที่ที่เ้าจากมาล่ะ ..เ้ามีนามว่าอะไร”
....... “ภูผาเ้าค่ะ” อนลตอบแทน เพื่อให้ท่านเ้าหันมามองหน้าเขา จะได้ไม่ต้องมองศุวิล “แต่พวกเราชอบเรียกว่า.. หิน พอมาที่นี่ เขาเลยบอกทุกคนว่าชื่อ.. ศิลา”
....... “ภูผา ภูผา ดีดี” แล้วท่านเ้าก็ให้ทั้งสามลุกขึ้น และพาไปนั่งที่หอกลางของบ้าน โดยท่านเ้านั่งที่ตั่งของประธานบ้าน หินอนล ศุวิล ก็นั่งลดหลั่นลงมา จากนั้นท่านเ้าก็ชวนทั้งสามคุยเื่สัพเพเหระ ที่มักจะวกไปที่ศุวิล จนศุวิลเริ่มหน้าแดง ที่ถูกจีบตรงๆ
.
....... เมื่อราชครูพิรุณเทวะทำพิธีบูชาไฟเสร็จสิ้นตามกระบวนการ ท่านก็รีบเดินทางกลับบ้าน เพื่อมาต้อนรับท่านเ้า
.......เมื่อถึงรั้วบ้าน หมู่ม้าที่ใช้เป็พาหนะในการเดินทางต่างก็โห่ร้องอย่างดีใจ
.......วรุณวดีได้ยินเสียงก็รู้ทันทีว่าท่านพ่อกลับมาแล้ว เธอจึงออกมาจากห้องนอน ไปนั่งร่วมวงสนทนากับท่านเ้าและคนอื่นๆ
.......เมื่อราชครูขึ้นเรือนมา ก็พบทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่ ท่านก็รีบบังคมท่านเ้า แล้วเข้าร่วมวงสนทนาด้วย
.......“มีอย่างหนึ่ง ที่ข้าว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ช่วยพวกเรา” ท่านเ้าเปิดประเด็น
.......“อะไรหรือท่าน” ราชครูถามอย่างสุภาพ
....... “ก็..การที่คนทั้งสี่ ข้ามห้วงเวลาจากกาลข้างหน้า มายังแดนวิมายะ มาหาเราถึงที่นี่ ทั้งกายหยาบและดวงจิตได้ โดยไม่มีภยันตรายน่ะสิ”
....... คำพูดท่านเ้าทำให้ทุกคนได้คิด
....... จริงสิ!!
....... สิ่งที่ราชครูบอกเมื่อวาน พระเวทย์ส่งได้แค่ดวงจิตเท่านั้น แล้วทั้งหิน ทั้งอนล ทั้งศุวิลดันมากันทั้งร่างกายและจิตใจ
....... “ท่านเ้าทรงปราดเปรื่องเื่เหล่านี้จริงๆ ลองเอ่ยให้ข้ารับฟังสักหน่อย ว่าท่านพบข้อสังเกตใด” ราชครูพูดยิ้มๆ
....... “ได้ได้ หากราชครูจะทดสอบความรู้อันน้อยนิดของข้า” ท่านเ้าถ่อมตัว “ข้าก็ยินดี” ท่านเ้าชี้ไปที่วรุณ “ธิดาราชครูชื่อ.. วรุณ ซึ่งก็คือ..น้ำ” ท่านเ้าชี้ไปที่อนล “ชื่อคนนี้แปลว่า..ไฟ” ท่านชี้ไปที่หิน “ชื่อคนนี้หมายถึง..ดิน” และชี้ไปที่ศุวิล “แล้วคนนี้..ก็..ลม”
.......ราชครูยิ้มให้ท่านเ้าอย่างยอมศิโรราบ “ท่านปราดเปรื่องยิ่งนัก”
.......เป็วรุณที่เริ่มเข้าใจ จึงพูดขึ้น ..“จากจารึกแห่งพระเวทย์โบราณ ดิน น้ำ ลมไฟ ณ ประตูชัย ในทิศที่เหมาะสม .. ”
.......“ก็เคลื่อนไปได้ตามกาลเวลาที่ผูกพันกันในใจ” ราชครูพูดต่อจากที่วรุณกำลังนึกถึงข้อความในตำรา “นอกจากชื่อแล้ว เ้าทั้งสี่ก็มีฤกษ์เกิดที่ตกต้องตามข้อกำหนดแห่งพระเวทย์ .. เมื่อพวกเ้าสี่อยู่ในทิศที่ถูกต้อง.. ที่ประตูชัย .. พวกเ้าจึงเคลื่อนกายข้ามกาลเวลามาที่นี่ได้”
....... “งั้น..!! ที่คือสาเหตุที่ท่านพ่อยิ้มปีติ ตอนที่ลูกกลับมาจากกาลข้างหน้า ทั้งที่ลูกบอกว่า..ลูกหาตำรานวจันทรเวทย์ไม่พบ ใช่ไหมจ๊ะ?”
.......ราชครูพยักหน้ารับ
....... “วรุณวดี เหมาะที่จะสืบทอดต่อจากท่านราชครูจริงๆ” ท่านเ้าเอ่ยชม
.......ราชครูพูดกับทุกคน “เพราะมีเ้าสี่คนอยู่ด้วยกันที่นี่” แล้วหันไปสบตาธิดา “พ่อก็สามารถประกอบพิธีกรรมอันลึกลับได้แทบทุกพิธี”
....... ทั้งหินทั้งอนล และศุวิล เพิ่งเข้าใจเื่ราวและวิธีการที่พวกตนย้อนอดีตมาได้ .. ก็ตอนนี้เอง
....... “แล้ว..พวกเราจะย้อนกลับไป่เวลาที่พวกเราจากมา ได้ไหมครับ” หินถามขึ้น
.......ท่านเ้าไม่ตอบ แต่เลือกสบตาราชครู
.......ราชครูพยักหน้ารับ “เป็ไปได้ .. เป็ไปได้” แล้วก็ถอนหายใจ “แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ตอนนี้ ‘ประตูชัย’ ที่มีพลังเทพพอที่จะส่งพวกเ้ากลับไปนั่น..” เสียงหายไปลำคอของราชครู ราวกับท่านไม่อยากเอ่ยถึง
.......วรุณจึงกล่าวต่อจากพ่อ “ประตูนั่นอยู่ในเขตของ..องค์สูรยะเทวะเ้ามหาชีวิตอีกพระองค์ ที่ตามเข่นฆ่าพวกเราอยู่”
....... “แสดงว่าเรากลับไปไม่ได้” ศุวิลเปรยขึ้นเบาๆ
.......“ก็อยู่ด้วยกันที่นี่ไปก่อนนะ ข้าจะอยู่เคียงข้างเ้าเอง” ท่านเ้าพูดช้า.. ชัด!!
.......จนทุกคนในที่นั้น ไม่มีใครแสดงความเห็นใดใดต่อ
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙ จบตอน ๘ ๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙