ตอนที่ 16: ความจริงในซอกมืด
เช้าวันอังคารเริ่มต้นด้วยความตึงเครียดที่ยังคงปกคลุมไปทั่วบ้านพักตระกูลวรวงศ์ตระการ วรุตม์รีบแต่งตัวออกจากบ้านไปโรงพยาบาลั้แ่เช้าตรู่เพื่อเข้าเคสผ่าตัดด่วน โดยหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยกับกิ่งแก้วโดยตรง กิ่งแก้วลืมตาตื่นมาพบลมหายใจที่ว่างเปล่าและความเย็นชืดข้างกายบนเตียงนอนใหญ่ ชายหนุ่มใหญ่ออกไปโดยไม่แม้แต่จะปลุกหรือบอกลาเหมือนปกติ ทิ้งไว้เพียงถ้วยกาแฟเปล่าที่เย็นชืดอยู่ในซิงก์ล้างจาน กิริยาเ็าและหลบเลี่ยงของสามีทำเอาความระแวงในหัวใจของกิ่งแก้วทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้
เวลาประมาณสิบโมงเช้า เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น กิ่งแก้วเดินไปรับสาย ปลายสายคือมินตรา เลขานุการส่วนตัวของวรุตม์ที่โรงพยาบาล
"สวัสดีค่ะคุณกิ่งแก้ว พอดีทางโรงพยาบาลต้องรีบส่งเอกสารยืนยันสิทธิ์และประวัติของหมอวรุตม์เพื่อประกอบการขอวีซ่าไปงานประชุมใหญ่ระดับโลก 'World Neuro-Surgery Summit' ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ใน่ปลายเดือนหน้าน่ะค่ะ พอดีหมอวรุตม์ลืมพาสปอร์ตเล่มจริงไว้ที่บ้านและมีเคสผ่าตัดสมองด่วนที่ติดต่อไม่ได้จนถึงบ่าย ทางเอเจนซี่ขอเอกสารเล่มจริงก่อนเที่ยงวันนี้เพื่อยื่นสถานทูตค่ะ ไม่ทราบว่าสะดวกรบกวนคุณกิ่งแก้วช่วยหาในห้องทำงานส่วนตัวที่บ้านแล้วให้คนขับรถเอามาส่งให้ด่วนได้ไหมคะ?"
"ได้ค่ะ เดี๋ยวกิ่งจัดการหาให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ"
หลังจากวางสาย กิ่งแก้วก้าวเดินขึ้นบันไดเวียนไปยังห้องทำงานส่วนตัวของสามีที่ชั้นสองของบ้าน ห้องทำงานขนาดใหญ่ปูด้วยพื้นไม้สักขัดมันโทนสีเข้มเงียบสงบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายคลาสสิกของชั้นหนังสือการแพทย์เล่มหนาและน้ำมันหนังเกรดดี บนโต๊ะมีกรอบรูปถ่ายครอบครัวตอนที่ไปเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์ด้วยกันเมื่อสิบปีก่อนตั้งอยู่เคียงข้างกระเป๋าเอกสารหนังแท้ใบใหญ่สีดำของวรุตม์ที่วางอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะทำงาน
หล่อนรู้ดีว่าสามีมักจะพกเอกสารสำคัญติดตัวในกระเป๋าใบนี้ กิ่งแก้วเดินไปหยิบกระเป๋าขึ้นมาเปิดโดยกดรหัสล็อกสามหลักซึ่งเป็วันครบรอบวันแต่งงานของทั้งคู่ คือ '126' (วันที่สิบสองเดือนมิถุนายน) เสียงล็อกโลหะดังคลิกเบาๆ แฟ้มเอกสารภายในกระเป๋าถูกเปิดค้นหา จนกระทั่งมือเรียวเปิดไปเจอช่องซิปซ่อนเร้นขนาดเล็กที่บุด้วยผ้ากำมะหยี่สีดำอยู่ส่วนลึกสุดของหลังกระเป๋า
ด้วยความบังเอิญหรือโชคชะตาเล่นตลก... กิ่งแก้วรูดซิปเปิดออกช้าๆ และสิ่งที่หล่อนพบอยู่ภายในซอกมืดนั้น... ทำให้ลมหายใจของหล่อนสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกะถูกแช่แข็งในพริบตา
ภายในซอกซิปเล็กๆ นั้น มีคีย์การ์ดดิจิทัลสีดำสนิทแผ่นหนึ่งวางอยู่ บนตัวการ์ดมีสติกเกอร์สีขาวเล็กๆ เขียนตัวอักษรด้วยลายมือระบุว่า **"ARIEE RESIDENCE - Room 402"**
และข้างๆ คีย์การ์ดใบนั้น... มีใบเสร็จรับเงินค่าเช่าห้องและสัญญาเช่าฉบับคัดลอกระบุรายละเอียดผู้เช่าคือ "นางสาวอัญชิสา วรวงศ์สุวรรณ" และผู้จ่ายเงินค่ามัดจำล่วงหน้าสามเดือนและค่าเช่ารายเดือนละสี่หมื่นห้าพันบาทคือ "นายแพทย์วรุตม์ วรวงศ์ตระการ" ยอดโอนจากบัญชีส่วนตัวของเขาชัดเจน นอกจากนี้ยังมีใบเสร็จรับเงินใบเล็กจากร้านบูติกหรูหราชื่อ "La Soie" ในห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ระบุรายการสินค้าคือ **"Black Silk Ribbon (ริบบิ้นผ้าไหมสีดำ)"** ราคา 2,500 บาท ซื้อเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
หยาดน้ำตาใสๆ เม็ดเล็กๆ ไหลผ่านแก้มเนียนของกิ่งแก้วทันทีโดยอัตโนมัติ ร่างกายของหล่อนสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนต้องใช้อีกมือเกาะขอบโต๊ะทำงานเพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้มพับลงไป หล่อนพานึกย้อนไปถึงวันแต่งงานเมื่อยี่สิบสี่ปีก่อน วรุตม์ในตอนนั้นเป็เพียงแพทย์ประจำบ้านหนุ่มที่เหนื่อยล้าแต่แววตาเต็มไปด้วยความรักและความฝัน เขากุมมือของหล่อนไว้แน่นต่อหน้าบาทหลวงและสัญญาว่าจะเชิดชูและซื่อสัตย์ต่อหล่อนชั่วนิรันดร์ ทว่าภาพสัญญาแสนหวานในอดีตกลับถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยหลักฐานชั่วช้าชิ้นนี้
อารีย์ เรสซิเดนซ์... ห้อง 402... ทำไมสามีผู้แสนดีและซื่อสัตย์มาตลอดชีวิตแต่งงานยี่สิบกว่าปี ถึงได้ลอบเช่าห้องชุดลับเฉพาะส่วนตัวแถวซอยอารีย์ร่วมกับแฟนของลูกชายตนเอง? และริบบิ้นผ้าไหมสีดำราคาแพงนั้น... ซื้อเอาไปทำอะไร?
กลิ่นหอมหวานของวานิลลาและแซนดัลวูดที่ติดเสื้อนอกสูทของสามีลอยกลับเข้ามาสะกิดมโนสำนึก... หล่อนจำได้ดีว่า 'อัญชิสา' คู่หมั้นของลูกชาย ใช้น้ำหอมกลิ่นวานิลลาแซนดัลวูดนี้เป็กลิ่นประจำตัว
จิกซอว์ชิ้นเล็กๆ ที่หล่อนพยายามปฏิเสธและไม่ยอมเชื่อมาตลอด เริ่มร้อยเรียงประสานกันเป็ภาพความจริงอันแสนโสมมบิดเบี้ยวในสมอง
*‘ไม่จริง... วัธน์ไม่มีวันทำเื่ชั่วช้าหักหลังลูกชายตัวเองแบบนั้น... ไม่มีวัน’* กิ่งแก้วพร่ำบอกตัวเองทั้งน้ำตา พยายามดึงสติกลับมา หล่อนสูดหายใจเข้าลึก รีบเก็บพาสปอร์ตที่เจอในช่องเอกสารปกติของกระเป๋าออกมา จัดการเก็บคีย์การ์ดสีดำและใบเสร็จรับเงินเข้าที่เดิม รูดซิปปิดกระเป๋าเอกสารและตั้งรหัสล็อกไว้ตามเดิมอย่างแเีราวกะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
---
บ่ายวันเดียวกัน... กิ่งแก้วนัดพบกับอัญชิสาที่ร้านน้ำชาฝรั่งเศสเงียบสงบในโรงแรมหรูใจกลางเมือง เพื่อตกลงเื่รายละเอียดการจัดผังที่นั่งของแขกผู้เกียรติในงานแต่งงาน เสียงเพลงเปียโนคลาสสิกบรรเลงแ่เบาเคล้าคลอไปกับเสียงพูดคุยของบรรดาคุณหญิงคุณนายในร้านน้ำชาที่ดูหรูหราห่างไกลจากความจริงอันโสมมที่กิ่งแก้วเพิ่งได้รับรู้
ที่โต๊ะน้ำชาริมกระจก อัญชิสาสวมเดรสสีขาวนวลดูอ่อนหวานสุภาพ หล่อนยิ้มและยกถ้วยชาขึ้นจิบเชื่องช้าพลาอธิบายผังที่นั่งให้กิ่งแก้วฟัง ทว่ากิ่งแก้วกลับนั่งนิ่ง สายตาจับจ้องใบหน้าหวานของสะใภ้ในอนาคตด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้ง หล่อนสังเกตเห็นข้อมือของอัญชิสาที่สวมสร้อยข้อมือทองคำขาวดีไซน์เรียบหรูชิ้นใหม่ที่หล่อนไม่เคยเห็นมาก่อน และสังเกตเห็นปลายเล็บเจลสีนู้ดของหล่อนที่ชิปแตกเล็กน้อย คล้ายการเกร็งจิกเกาะบางอย่างแ่า
"แม่เห็นการ์ดแต่งงานของหนูกับพีทแล้วนะจ๊ะ สวยงามเรียบหรูมากจริงๆ การได้เห็นลูกมีคู่ครองที่ดีอย่างหนูอัญญ์คือความภาคภูมิใจที่สุดของชีวิตแม่เลยจ้ะ" กิ่งแก้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยพยายามคุมโทนเสียงให้ปกติ
"อัญญ์ก็โชคดีมากค่ะที่คุณแม่และคุณพ่อรักและให้โอกาสอัญญ์ อัญญ์สัญญาว่าจะทำตัวให้สมกับความรักของคุณพ่อและคุณแม่ค่ะ" อัญชิสาตอบพร้อมรอยยิ้มหวานประจบ
คำว่า "ทำตัวให้สมกับความรักของคุณพ่อ" ที่หล่อนเอ่ยออกมา ยิ่งเหมือนลิ่มแหลมตอกย้ำความเ็ปในอกของกิ่งแก้ว
"หนูอัญญ์ชอบย่านอารีย์ไหมจ๊ะ?" กิ่งแก้วเอ่ยถามแทรกขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงประกายลึกล้ำ
อัญชิสาชะงักถ้วยชาในมือไปชั่วเสี้ยววินาที ปลายนิ้วเรียวบางบีบหูถ้วยเซรามิกแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว แววตาของหล่อนสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะปรับเปลี่ยนเป็รอยยิ้มปกติได้อย่างรวดเร็ว "เอ๋... ก็ชอบค่ะ แถวนั้นมีร้านอาหารอร่อยๆ และคาเฟ่สวยๆ เยอะดีค่ะคุณแม่ มีอะไรหรือเปล่าคะ?"
"เปล่าหรอกจ้ะ... พอดีเมื่อวันก่อนแม่แวะขับรถผ่านแถวนั้น เห็นตึกอพาร์ตเมนต์สไตล์ลอฟต์ปูนเปลือยดีไซน์สวยดี ชื่อตึกอะไรนะ... อารีย์ เรสซิเดนซ์ หรือเปล่าจ๊ะ? หนูอัญญ์คุ้นชื่อตึกนี้บ้างไหม?" กิ่งแก้วเอ่ยถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอัญชิสา
ภาพตรงหน้าสะท้อนการตอบสนองของร่างกายอัญชิสาอย่างชัดเจน เม็ดเหงื่อผุดซึมตามไรผมของหญิงสาวแม้ในห้องน้ำชาจะเปิดแอร์เย็นฉ่ำ หล่อนกลืนน้ำลายเหนียวคอ ฝืนหัวเราะแ่เบา "เอ๋... ตึกนั้นอัญญ์ไม่ค่อยคุ้นชื่อเลยค่ะคุณแม่ แถวนั้นมีอสังหาฯ ขึ้นใหม่เยอะมากค่ะ อัญญ์จำชื่อไม่ได้หรอกค่ะ"
ท่าทางตึงเครียดและมีพิรุธของอัญชิสาตอกย้ำให้กิ่งแก้วตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายเกือบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ในหัวใจ หล่อนรู้สึกเ็ปบีบรัดทรวงอกจนแทบจะขาดใจตายอยู่ตรงนั้น แต่กิ่งแก้วก็สะกดกลั้นอารมณ์และปั้นรอยยิ้มหวานตอบรับปกติ
ค่ำคืนนั้น... เมื่อกลับถึงบ้านพัก วรุตม์เดินกลับขึ้นห้องทำงานและเปิดกระเป๋าเอกสารเช็กคีย์การ์ดสีดำและพาสปอร์ตตามปกติ เขาไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เนื่องจากกิ่งแก้วเก็บเข้าที่เดิมอย่างเนียนสนิท
กิ่งแก้วยืนกอดอกมองสามีจากหน้าต่างห้องนอนมืดสลัว หล่อนจ้องมองดูภาพถ่ายครอบครัวบนเปียโนในห้องนั่งเล่นอย่างปวดร้าว ทรวงอกบีบรัดหนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก เสียงนาฬิกาลูกตุ้มโบราณดังเดิน ติ๊ก... ติ๊ก... ก้องสะท้อนในความเงียบสงัดราวกับเป็เสียงการนับถอยหลังสู่จุดพินาศของครอบครัว
หล่อนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวในความเงียบ... หล่อนจะไม่ confrontation หรือถามเขาด้วยคำพูดอีกต่อไป แต่ในวันจันทร์หน้า... หล่อนจะทำการว่าจ้างรถแท็กซี่ส่วนบุคคลของคนที่เชื่อใจได้ และแอบสะกดรอยตามรถสปอร์ตของวรุตม์ไปที่อพาร์ตเมนต์อารีย์ เรสซิเดนซ์ ห้อง 402 เพื่อดูความจริงแสนโสมมนั้นด้วยสองตาของตัวเอง และหากเป็จริงอย่างที่คิด... หล่อนจะยุติความฝันเื่ครอบครัวแสนสุขนี้ลงด้วยมือของหล่อนเองทั้งหมด หัวใจของกิ่งแก้วแตกสลายทว่าแกร่งด้วยความแค้นที่สุมอกอย่างหนาแน่น