เปลวเพลิงโหมไหม้ทั่วทั้งหมู่บ้าน ซากศพในอาภรณ์สีน้ำตาลเกลื่อนอยู่ตามทางของถนน ปะปนกับร่างของชาวบ้านผู้เคราะห์ร้าย เสียงร่ำไห้ดังขึ้นเป็ระยะ บางคนกอดร่างไร้ิญญาของคนในครอบครัวแน่น ราวกับไม่ยอมรับความจริงที่อยู่ตรงหน้า
ชายในอาภรณ์ดำยืนอยู่กลางถนน ทวนขนาดใหญ่คล้ายเคียวพาดอยู่เหนือไหล่ของชายผู้หนึ่งที่ถูกต้อนจนชิดประตูบ้าน ร่างนั้นสั่นสะท้าน
“ข้า...ข้าสำนึกผิดแล้ว...”
ฉึก—
หญิงสาวที่ทรุดนั่งอยู่ไม่ไกลกรีดร้อง ร่างของชายคนนั้นขาดออกเป็สองส่วน ล้มลงต่อหน้าทุกคน
ชายอาภรณ์ดำก้าวเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง หญิงชาวบ้านที่นั่งตัวสั่นอยู่ข้างทางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาเขา
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งรีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้านที่ถูกไฟไหม้ ไม่นานก็หอบบางสิ่งออกมาจากเตาที่ล้มคว่ำ เขาก้มมองหาเศษจานที่ยังไม่แตก ก่อนวางซาลาเปาลงบนนั้นอย่างระมัดระวัง แล้วรีบวิ่งมาคุกเข่าตรงหน้าอีกฝ่าย
“ข้าเป็เพียงพ่อค้า”
“ไม่มีสิ่งใดที่จะตอบแทนท่าน”
ชายอาภรณ์ดำเหลือบมองซาลาเปาในจานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้าวเดินผ่านไป
* * * * *
แสงแดดยามบ่ายสาดลอดผ่านแนวต้นหลิว ฉิงอีหยิบขนมเปี๊ยะขึ้นมากัดจนหมดคำ ก่อนรีบดื่มน้ำตาม พลางทุบอกตนเองเบา ๆ จากนั้นจึงหันไปมองเยว่เสวี่ยหลิงที่กำลังค่อย ๆ กัดขนมเปี๊ยะในมือ
“เสวี่ยหลิง ข้าอยากกินซาลาเปาเหมือนวันนั้นอีก”
เยว่เสวี่ยหลิงสบตานาง พลางยื่นขนมเปี๊ยะอีกชิ้นให้ ฉิงอีกลับมองขนมในมือนั้น ก่อนเอื้อมไปหยิบเศษแป้งที่ติดอยู่มุมปากของอีกฝ่ายออก
“ข้าชอบซาลาเปาของเ้ามากกว่า”
โยวหงก้มมองขนมเปี๊ยะในมือตนเอง
“ขนมวันนี้แตกต่างจากซาลาเปาเมื่อสี่วันก่อนจริง ๆ”
เยว่เสวี่ยหลิงกินขนมในมือจนหมด เลียนิ้วเบา ๆ แล้วส่งยิ้มให้อีกฝ่าย
“ไว้ว่าง ๆ ข้าจะทำให้อีก”
โยวหงเท้าคางมองเศษขนมบนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเบิกตากว้าง รอยยิ้มค่อย ๆ แผ่กว้าง ปีกสีดำด้านหลังสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่
“ข้าไปขอให้ท่านโม่หยวนซางมาขอร้องเ้าอีกครั้ง”
เยว่เสวี่ยหลิงที่กำลังกวาดเศษขนมลงตะกร้าชะงักไปทันที นางรีบก้าวเข้ามาปิดปากโยวหงไว้แน่น มืออีกข้างกดปีกของนางลง พลางหันมองซ้ายขวาอย่างลนลาน
“พูดอะไรของเ้า หากคนอื่นได้ยินเข้า จะคิดว่าข้าเป็อะไรกับเขา”
ฉิงอีเงยหน้ามอง ก่อนรอยยิ้มเ้าเล่ห์จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
“แล้วเ้าเป็อะไรกับเขาเล่า”
เยว่เสวี่ยหลิงถอนหายใจยาว สายตาไล่มองเพื่อนทั้งสองที่กำลังจ้องนางอย่างตั้งใจ
“ข้าก็ไม่ต่างจากพวกเ้านั่นแหละ”
นางปล่อยมือจากปากโยวหง ก่อนหันไปทางชายชราซึ่งนั่งอยู่ในศาลา
“เขาก็เป็อาจารย์ของพวกเรา”
ฉิงอีและโยวหงสบตากัน ก่อนหัวเราะออกมาพร้อมกัน หยุดลงชั่วครู่เพื่อมองหน้าเยว่เสวี่ยหลิง แล้วก็หัวเราะขึ้นอีกครั้ง
เยว่เสวี่ยหลิงจ้องมองทั้งสองคนอย่างงุนงง นางทบทวนเื่ราวทั้งหมดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าพวกนางกำลังหัวเราะเื่ใด สุดท้ายจึงส่ายหน้า ลุกขึ้นหยิบกระบี่ที่พิงอยู่ข้างโต๊ะ แล้วเดินไปยังลานฝึกด้านข้าง
โยวหงหันมองแผ่นหลังของเยว่เสวี่ยหลิงที่ยืนนิ่งอยู่ใต้ต้นหลิว
“นางยังไม่รู้ใช่ไหมว่า...ท่านโม่หยวนซางไม่เคยเป็อาจารย์ หมายความว่าเขาสอนเพียง...”
ประโยคนั้นขาดหายไปพร้อมรอยยิ้มของทั้งโยวหงและฉิงอี
เยว่เสวี่ยหลิงเรียกเสี้ยวจันทราออกมาลอยเคียงข้างกาย นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้สายลมพัดผ่านชายอาภรณ์ ลมปราณสีขาวบางเบาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นรอบกาย ก่อนเลือนหายไปในพริบตา
ฉิงอีขยี้ตา แล้วกระพริบตาเพ่งมองอีกครั้ง
“เมื่อครู่...ข้าเหมือนเห็นแสงสีขาวรอบกายนาง”
เยว่เสวี่ยหลิงตวัดกระบี่ในมือ จากช้าเป็เร็ว เสี้ยวจันทราหมุนวนตามจังหวะ ราวกับกำลังเรียนรู้การเคลื่อนไหวเดียวกัน
ฟิ้ว—
ลำแสงสายหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง
ดวงตาของเยว่เสวี่ยหลิงเปลี่ยนไปเพียงชั่วขณะ
เคร้ง!
เสี้ยวจันทราพลันหันกลับไปด้านหลัง คมจันทร์ปะทะลำแสงที่พุ่งเข้ามาจนแตกสลายกลางอากาศ เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งไปชั่วขณะ กะพริบตาหนึ่งครั้ง ก่อนหันกลับไปตามทิศทางของคลื่นพลัง
หลี่เซวียนยืนอยู่ไม่ไกล กระบี่ในมือยังคงยกค้างชี้ตรงมายังนาง ด้านหลังมีชายหนุ่มอีกสองคนยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ
หนึ่งในนั้นเลิกคิ้ว พลางหันไปมองหลี่เซวียน “ฝีมือเ้าตกลงหรือไม่ นางรับการโจมตีของเ้าได้แล้ว”
ชายหนุ่มอีกคนหัวเราะเบา ๆ ขณะมองเยว่เสวี่ยหลิงที่กำลังก้าวเข้ามา
“เขาไม่ได้คิดจะทำร้ายนางเสียหน่อย เพียงอยากทำให้นางใเท่านั้น”
เขาก้าวไปยืนข้างหลี่เซวียน จึงเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายชัดเจนขึ้น ทั้งกรามที่ขบแน่น นิ้วซึ่งกำด้ามกระบี่จนเส้นเอ็นปูด และสายตาที่ยังคงจับจ้องเยว่เสวี่ยหลิงไม่วาง
เยว่เสวี่ยหลิงมองชายทั้งสามสลับกัน ก่อนหยุดสายตาลงที่ใบหน้าแดงก่ำของหลี่เซวียน นางชะงักไปเล็กน้อย แล้วโค้งกายลงอย่างสุภาพ
“หากข้าเคยทำสิ่งใดให้พวกเ้าขุ่นเคือง ข้าขอโทษ”
หลี่เซวียนมองหญิงสาวที่ยังคงโค้งกายขอโทษ เขาสูดลมหายใจลึก ค่อย ๆ ลดกระบี่ลง
“เ้าประลองกับข้าอีกครั้งได้หรือไม่”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นทันที กระบี่ในมือแทบหลุดร่วง นางรีบยกมือทั้งสองขึ้นส่ายหน้า
“ข้าสู้เ้าไม่ได้อยู่แล้ว”
ฉิงอีและโยวหงก้าวเข้ามายืนเคียงข้างนาง โยวหงมองชายทั้งสามตรงหน้า ก่อนหยุดสายตาไว้ที่หลี่เซวียน
“เหตุใดเ้าต้องบีบบังคับนางด้วย”
ชายหนุ่มผู้ถือดาบก้าวออกมา “เ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดกับพี่หลี่เซวียน”
ทว่าหลี่เซวียนกลับยกมือขึ้นขวาง แล้วกดแขนของสหายลงช้า ๆ “ข้าขอโทษแทนเขา”
ชายหนุ่มทั้งสองหันมามองทันที ราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน แต่หลี่เซวียนไม่ได้สนใจพวกเขา สายตายังคงจับอยู่ที่เยว่เสวี่ยหลิง เขาประสานมือแน่น
“ในอดีต ข้าเคยดูิ่เ้า...ข้าขอโทษ”
เสียงรอบด้านค่อย ๆ เงียบลง มือที่ประสานอยู่กำแน่นจนเส้นเอ็นปูดขึ้น
“เ้าช่วยทำให้ข้าหลุดพ้นจากสิ่งที่อยู่ในใจได้หรือไม่”
เยว่เสวี่ยหลิงมองมือที่สั่นไหวของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้าวเข้าไปใกล้
“หากการประลองกับข้าช่วยเ้าได้ ข้าก็จะทำ”
มือของหลี่เซวียนค่อย ๆ คลายออก ความสั่นไหวหยุดลงในที่สุด
เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับไปมองฉิงอีและโยวหง
“ข้าจะประลองกับเขา”
ผู้คนทั่วลานฝึกเริ่มหันมอง ขณะที่เยว่เสวี่ยหลิงกับหลี่เซวียนเดินไปยังพื้นที่ว่างซึ่งมีศิษย์อยู่ไม่มากนัก ทั้งสองหยุดยืนห่างกันท่ามกลางความสงบ สายลมพัดผ่านระหว่างร่าง พาใบไม้ใบสุดท้ายลอยผ่านไปอย่างแ่เบา
ทันทีที่ใบไม้นั้นแตะพื้น หลี่เซวียนก็พุ่งเข้ามาโดยไม่กล่าวคำใด ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวกลับสั่นไหว ราวกับกำลังต่อสู้กับบางสิ่งภายในใจตนเอง
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้น แววตาหนักแน่น เสี้ยวจันทราที่ลอยอยู่ข้างกายพลันพุ่งออกไปเบื้องหน้า
ลำแสงนับสิบสายพุ่งออกจากปลายกระบี่ของหลี่เซวียน ถาโถมเข้าใส่นางอย่างรวดเร็ว
เคร้งงง—
เสียงคมศาสตราปะทะกันดังก้องทั่วลานฝึก
สายลมพัดผ่านอีกครั้ง ใบไม้ค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมาทีละใบ หยดฝนแรกตกกระทบพื้นหิน ก่อนเม็ดฝนจะเริ่มโปรยปรายตามมา
กัง—
เสียงระฆังแห่งจวินเหิงหย่วนดังกังวานขึ้นเหนือสายฝน
เมื่อทุกอย่างสงบลง เยว่เสวี่ยหลิงยังคงยืนอยู่กลางลาน มือข้างหนึ่งกุมาแบนไหล่ อาภรณ์หลายแห่งมีรอยฉีกขาด เืสีแดงไหลจากหัวไหล่ผ่านลงมาตามแขน ก่อนหยดจากปลายนิ้วสู่พื้น
ติ๋ง...
เสี้ยวจันทราค่อย ๆ เลือนหายไป ขณะที่มืออีกข้างของนางยังคงกำกระบี่ไว้แน่น
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้น เห็นศิษย์จำนวนมากกำลังจับจ้องมายังตน แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใด นางเพียงหันหลัง เดินกลับไปหาฉิงอีกับโยวหง
“ข้าหวังว่า...การประลองครั้งนี้จะช่วยเ้าได้”
ฉิงอีรีบวิ่งเข้ามาประคองนางกลางลาน ขณะที่สายฝนเริ่มตกหนักขึ้นทุกขณะ
หลี่เซวียนนอนนิ่งอยู่กลางสายฝน ปล่อยให้น้ำไหลผ่านใบหน้า ขณะที่ภาพในจังหวะสุดท้ายของการประลองผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในห้วงความคิด
กระบี่ของเขาหักกระเด็นขึ้นสู่ท้องฟ้า เศษคมศาสตราหมุนย้อนกลับมาหาเ้าของ ทว่าเสี้ยวจันทรากลับพุ่งเข้าขวางไว้ ในขณะเดียวกัน ดัชนีกระบี่ของเขาก็ทะลวงเข้าใส่หัวไหล่ของเยว่เสวี่ยหลิงโดยตรง
น้ำตาค่อย ๆ ไหลปะปนกับสายฝน
“จังหวะสุดท้ายนั้น...นางไม่ได้ป้องกันตนเอง”
หลี่เซวียนกำมือแน่น ก่อนทุบลงบนอกตนเองครั้งหนึ่ง
“นางเลือกใช้เสี้ยวจันทราปกป้องข้า”
ภายในศาลาไม่ไกลนัก ผู้าุโในอาภรณ์สีขาวทอดสายตาไปยังเยว่เสวี่ยหลิง ซึ่งกำลังนั่งให้ฉิงอีพันาแบนแขน
“หากนาง้าชัยชนะ ผลคงออกมานานแล้ว”
ผู้าุโลู่ตบขลุ่ยลงบนฝ่ามือเบา ๆ พลางมองหลี่เซวียนซึ่งไร้แม้แต่รอยขีดข่วน “และตัวเขาเองก็คงรู้เช่นกัน”
เฟิงอวี้แกว่งน้ำชาในถ้วยอย่างเชื่องช้า สายตาทอดผ่านม่านฝนเบื้องนอก
“บางครั้ง สิ่งที่ทำให้คนเติบโตไม่ใช่ชัยชนะ แต่เป็ความละอายต่อหัวใจของตนเอง”
อีกมุมหนึ่งหน้าหอพัก ซุนหยุนฟงยืนพิงเสาไม้ มือข้างหนึ่งกำด้ามกระบี่ไว้อย่างหลวม ๆ สายตาทอดผ่านม่านฝนลงไปยังลานฝึกเบื้องล่าง
“นางอาจไม่ต่างจากพวกเรามากนัก”
เขาหันไปหาชายร่างสูงซึ่งพาดดาบไว้บนบ่า “เหยียนซาน เ้ามองนางอย่างไร”
เหยียนซานขมวดคิ้ว สายตายังคงจับอยู่ที่ร่างของเยว่เสวี่ยหลิงซึ่งกำลังถูกประคองออกจากลานฝึก
“ข้าไม่แน่ใจ” เขายกนิ้วโป้งขึ้นกัด พลางครุ่นคิด “นางไม่สามารถสร้างาแให้หลี่เซวียนได้แม้แต่น้อย แต่ข้ากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง”
หยางเสวี่ยอินเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมองตามร่างของเยว่เสวี่ยหลิงซึ่งค่อย ๆ หายเข้าไปในห้องพัก
“ข้าเกรงว่า...นางไม่มีวันชนะพวกเรา”
ซุนหยุนฟงหันกลับมามองใบหน้าสงบนิ่งของอีกฝ่าย “เหตุใดเ้าจึงกล่าวเช่นนั้น”
หยางเสวี่ยอินยกขลุ่ยขึ้นแตะริมฝีปาก คลื่นเสียงสายหนึ่งพลันพุ่งแหวกละอองฝนตรงเข้าหาซุนหยุนฟง
เคร้ง—
กระบี่หลุดออกจากฝักในพริบตา ปลายคมเย็นเยียบหยุดอยู่ตรงลำคอของนาง
หยางเสวี่ยอินไม่ได้เหลือบมองกระบี่ สายตายังคงสบกับเขาอย่างสงบนิ่ง
“เ้าเห็นคำตอบแล้ว...เมื่อเ้าตอบโต้”
สายฝนตกกระทบชายคาศาลาเป็จังหวะสม่ำเสมอ นางเคลื่อนสายตากลับไปยังลานฝึก ที่ซึ่งหลี่เซวียนยังคงนอนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายฝน
“แม้ฝ่ายตรงข้ามจะมุ่งเอาชนะนาง”
หยางเสวี่ยอินลดขลุ่ยลงช้า ๆ แววตาอ่อนโยนขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง
“แต่นางไม่มีความ้าเอาชนะ...และไม่มีความ้าสังหาร”
ละอองฝนสาดผ่านหน้าต่างที่เปิดค้างไว้ เยว่เสวี่ยหลิงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตาไปยังลานฝึกอันเงียบสงบเบื้องหน้า
ประตูห้องถูกผลักเปิดออก โยวหงก้าวเข้ามาพร้อมสีหน้างอง้ำเล็กน้อย
“เสวี่ยหลิง เ้ายังมีเื่ใดปิดบังพวกข้าอีกหรือไม่”
ฉิงอีเดินตามเข้ามาพร้อมถ้วยยา นางรีบวางมันลงบนโต๊ะ ก่อนยกมือจับใบหูตนเอง
“ร้อนชะมัด”
จากนั้นจึงหันมาหาเยว่เสวี่ยหลิง “รีบดื่มตอนยังร้อนอยู่”
เยว่เสวี่ยหลิงหัวเราะเบา ๆ ลุกจากที่นั่งแล้วเดินไปจับมือโยวหงไว้
“ข้ามิได้มีความลับจากพวกเ้า”
กล่าวจบ นางจึงหยิบถ้วยยาขึ้น เป่าอยู่สองสามครั้ง ก่อนยกดื่มจนหมด
“ขอบใจมากนะ ฉิงอี”
ฉิงอีกำลังจะเอ่ยบางสิ่ง แต่เยว่เสวี่ยหลิงกลับโอบคอเพื่อนทั้งสองเข้ามาพร้อมกัน
“ข้าดีใจที่มีพวกเ้า”
โยวหงชะงัก ปีกสีดำด้านหลังขยับเล็กน้อย ก่อนนางจะเบือนหน้าไปอีกทาง
“แล้วเ้าผสานปราณกับศาสตราได้ั้แ่เมื่อใด”
ทั้งสามนั่งลงรอบโต๊ะ เยว่เสวี่ยหลิงจึงเล่าเื่ที่โม่หยวนซางสอนให้อย่างละเอียด
เมื่อเื่ราวจบลง โยวหงกับฉิงอีก็หันมาสบตากัน ราวกับเข้าใจบางสิ่งโดยไม่ต้องเอ่ยออกมา
เยว่เสวี่ยหลิงมองทั้งสองคนสลับกัน
“พวกเ้ากำลังปิดบังอะไรข้าหรือ”
ไม่มีผู้ใดตอบ มีเพียงเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นภายในห้องพักเล็ก ๆ
นอกหน้าต่าง แสงจันทร์ยังคงทอดลงบนลานฝึกอันเงียบสงบ