วาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 57 การสอบวิชาการ


            มู่หรงฉือพอจะเดาได้อยู่หลายส่วนว่าคนหนุ่มเหล่านี้ทั้งนับถือและเคารพมู่หรงอวี้ เขาอายุเพียงสามสิบก็เป็นถึงขุนนางระดับสูง กุมอำนาจในราชสำนัก มีอำนาจมากมาย เช่นนี้ก็เป็นบุคคลตัวอย่างของเหล่าบุรุษหนุ่มที่คิดอยากจะได้ครอบครองชื่อเสียง เกียรติยศ?

            มู่หรงอวี้ฝึกอยู่ในกองทัพตั้งแต่เยาว์วัย มีชื่อเสียงจากการทำสงครามตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น อายุยี่สิบก็เป็นหัวหน้ากอง อายุยี่สิบห้าก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทน กุมอำนาจอยู่ในตำแหน่งสูงสุดในราชสำนัก มีอำนาจบีบคั้นกดดันราชวงศ์ ชื่อเสียงเลื่องลือไปไกล ความสามารถในการสู้รบทำให้แคว้นสงบมั่นคง มีความรู้วิชาในการบริหารจัดการแคว้น ความแข็งแกร่งเป็นที่เลื่องลือเช่นนี้ บุคคลตัวอย่างเช่นนี้ มีใครบ้างที่ไม่นับถือ? ใครบ้างไม่ยำเกรง?

            สำหรับแคว้นเป่ยเยี่ยนแล้ว เขาคือทหารที่ปกป้องแคว้นผู้ไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน ฝีมือการรบประหนึ่งเทพสงคราม

            สำหรับแคว้นอื่นแล้ว เขาคือศัตรูที่เพียงได้ยินชื่อก็หวาดกลัว เทพสงครามจอมเจ้าเล่ห์ไล่ฆ่าฟันศัตรู

            ห้าปีมานี้ มีบุรุษเก่งกาจมากมายเท่าไหร่ที่ยึดเขาเป็นแบบอย่างในการมุมานะปฎิบัติงาน คุณชายจากตระกูลมีชื่อเสียงกี่คนที่ละทิ้งนิสัยเสเพลแล้วตั้งปณิธานสาบานว่าจะเป็นอวี้หวางคนที่สอง...สรุปแล้ว ข่าวลือของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับมู่หรงอวี้มีมากมาย จนถึงขั้นเขียนเป็นหนังสือออกมาหลายเล่ม เหมาะแก่คนแต่ละประเภทให้ได้อ่านกัน

            วันนี้ บุรุษมากความสามารถสามสิบหกคนได้เห็นผู้สำเร็จราชการแทนในคำเล่าลือมายังตำหนักอู่อิงด้วยตัวเอง นอกจากจะตื่นเต้นและนับถือยำเกรงประหนึ่งมีเทพมาประทานไฟในการต่อสู้แล้ว พวกเขายังเชื่อว่ามีผู้สำเร็จราชการแทนมาด้วยตัวเอง พวกเขาจะต้องแสดงความสามารถได้ดียิ่งขึ้น จนได้รับสายตาชื่นชมจากฝ่าบาทและองค์หญิงจาวฮวา

            การมาถึงของมู่หรงอวี้จึงทำให้เหอกวงเจ้ากรมพิธีการต้องยกที่นั่งของตนให้ท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการแทน

            เหอกวงกล้าๆ กลัวๆ ขาทั้งสองข้างสั่นระริก หวั่นเกรงจนเหงื่อกาฬหลั่งไหล

            อวี้หวางคงไม่ได้มาที่นี่อย่างไม่มีเหตุผลแน่นอน จะต้องเป็นฝ่าบาทไม่วางใจที่องค์รัชทายาทกับเขาจัดการสอบคัดเลือกราชบุตรเขยเป็นแน่ ถึงให้อวี้หวางมาตรวจสอบอีกครั้ง

            คิดถึงตรงนี้เหงื่อที่แผ่นหลังของเหอกวงก็ไหลออกมาจนอาภรณ์เปียกชื้น

            มู่หรงอวี้นั่งลง สายตาราบเรียบกวาดมองมู่หรงฉือไล่ตั้งแต่ใบหน้าปราดหนึ่ง เหมือนปาดฝุ่นลวกๆ

            เขากดมือลงพลางกล่าวเสียงดังกังวาน “ขอให้ทุกคนตั้งใจทำข้อสอบ ถือเป็นการตอบแทนสวรรค์ ใต้เท้าเหอ เริ่มการสอบเถิด”

            มู่หรงฉือถลึงตาใส่เขา แต่ก็คร้านจะพูดสิ่งใดอีก

            พอเขามา นางที่เป็นองค์รัชทายาทผู้เป็นคนจัดการสอบการคัดเลือกราชบุตรเขยก็เปลี่ยนมาเป็นเครื่องประดับ มีแต่จะถูกคนมองข้าม

            ช่างเถิด เขาชอบออกหน้าออกตาก็ให้เขาออกไป ออกให้พอ

            เหอกวงประกาศ “การสอบวิชาการในครั้งนี้จะเป็นการสอบคัดเลือกราชบุตรเขยขององค์หญิงจาวฮวาในรอบแรก กระดาษข้อสอบของทุกท่านจะส่งให้ฝ่าบาทเป็นผู้อ่านด้วยพระองค์เอง อันไหนดีอันไหนไม่ดี แค่มองก็รู้ การสอบครั้งนี้ใช้เวลาหนึ่งก้านธูป ทุกท่านโปรดให้ความสำคัญกับเวลา”

            พูดจบ เขาก็ทำท่าทางให้รองเจ้ากรมพิธีการไปจุดธูป บุรุษหนุ่มทุกคนถึงได้เริ่มฝนหมึกแล้วเตรียมตัวให้พร้อม

            ความจริงแล้ว ก่อนที่พวกเขาจะเข้ามา ขันทีได้เตรียมโต๊ะตัวเตี้ยกับอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ใช้ในการสอบไว้เรียบร้อยแล้ว หมึกก็เตรียมมาเรียบร้อยแล้ว 

            ทันทีที่เหอกวงประกาศว่า “เริ่มได้” ทั้งสามสิบหกคนจึงเริ่มสะบัดพู่กัน

            ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่การสอบขุนนาง การสอบเตี้ยนซื่อที่เข้มงวดขนาดนั้น แต่ว่าหากทุจริตในการสอบนี้ ไม่เพียงแต่จะเสียหน้าเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเท่านั้น แต่ฝ่าบาทจะต้องลงโทษเป็นแน่ มู่หรงฉือเชื่อว่าพวกเขาไม่มีทางทำเรื่องทุจริตโง่ๆ 

            ที่ทำให้นางหงุดหงิดก็คือ ข้อสอบวิชาการได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ข้อสอบสองข้อพวกเขาเลือกตอบได้เพียงข้อเดียว

            แต่เมื่อครู่ก่อนจะมายังตำหนักอู่อิง นางเพิ่งจะได้รู้จากปากของเหอกวงว่าข้อสอบหนึ่งในนั้นถูกแก้ไข เปลี่ยนมาเป็นข้อสอบที่อวี้หวางเป็นผู้ออก อีกทั้งฝ่าบาทก็ยังยินยอมให้แก้ด้วย 

            อดยอมรับไม่ได้ว่า เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ข้อสอบที่มู่หรงอวี้ออกกับข้อสอบที่เสด็จพ่อออกระดับความยากจะยากขึ้นมาเล็กน้อย ยิ่งสามารถทดสอบได้ถึงความรู้ ความกล้าและความเด็ดขาดในการทำงาน

            โถงใหญ่ของตำหนักเงียบกริบ มีเพียงเสียงนกร้องกับเสียงยกและวางถ้วยชาของบางคนเท่านั้น

            มู่หรงอวี้มองไปทางเหอกวงแล้วส่งสายตา

            เหอกวงเข้าใจก่อนจะออกไปเดินกับรองเจ้ากรมพิธีการซ้ายขวาและลูกน้องอีกหลายคน คอยเตือนพวกบุรุษหนุ่มที่มีสีหน้าแปลกๆ ให้สงบ อย่าทำเรื่องที่ทำให้คนสิ้นหวัง ไม่เช่นนั้นก็จะส่งออกไปนอกตำหนักอู่อิงและไม่อนุญาตให้เข้าร่วมการสอบศิลปะการต่อสู้ในวันพรุ่งนี้

            มู่หรงฉือมองไปทางมู่หรงอวี้ที่ ‘ไม่สนใจ’ นางแม้แต่น้อย หลังจากเขาเข้ามาก็ไม่ได้ปรายตามองนางสักครั้ง ในใจรู้สึกยินดี ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อย

            ทันใดนั้นเขาก็หันมามอง สายตาคู่นั้นเย็นชาราวกับหมอกในฤดูหนาว

            หัวใจของนางพลันกระตุก รู้สึกว่าสายตาของเขาไม่เพียงจะเย็นชาเท่านั้นแต่เย็นเฉียบจนสามารถฆ่าคนได้อย่างไร้รูปร่าง เหมือนนางทำเรื่องที่ผิดต่อเขา

            แต่ว่าทำไปแค่เรื่องเดียวไม่ใช่หรือ?

            นางคิดถึงความผิดเมื่อวันก่อน ความจริงแล้วไม่อาจเรียกได้ว่าความผิดเสียด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเผลอสั่งสอนน้องสาวแบบผิดๆ น่าจะได้ นางกล่าวว่าหากทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุกไม่สำเร็จ ก็ให้เอาความจริงผสมเท็จ จนเขาไม่อาจต่อต้านได้

            หูตาของเขากว้างไกลไปทั่ววัง จะต้องได้ยินว่าจาวฮวามาที่ตำหนักบูรพาเป็นแน่

            ความจริงแล้วนางก็รู้สึกผิดอยู่เล็กน้อย แต่ว่าแล้วอย่างไรเล่า? นั่นเป็นน้องสาวของนางเชียวนะ นางไม่มีทางไม่ช่วยน้องสาวของตนเองแล้วไปช่วยคนอื่นไม่ใช่หรือ

            ดังนั้นนางจึงมั่นใจในเหตุผลที่ถูกต้องของตัวเองแล้วถลึงตากลับใส่เขา ยืดอก เก็บหน้าท้อง เชิดหน้า ทำก็ทำไปแล้ว เจ้าจะทำอะไรเปิ่นกงได้?

            สีหน้ามู่หรงอวี้เรียบนิ่ง นิ้วเรียวยาวกำลังเขียนตัวอักษรบนโต๊ะ

            ถึงแม้จะอ่านแบบกลับหัว มู่หรงฉือกลับมองออกในทันที ที่เขาเขียนก็คือ เตี้ยนเซี่ยช่างเป็นพี่น้องที่รักใคร่กันเสียจริง

            นางกระพริบตาเล็กน้อย ปากพูดออกไปอย่างไร้เสียง : แน่นอนอยู่แล้ว

            เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ต่อมาก็เขียนทับลงไปบนตัวอักษรน้ำที่แห้งแล้วว่า : เตี้ยนเซี่ยยอมรับแล้วก็ดี

            นางเลิกคิ้วอย่างไม่พอใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น แล้วอย่างไรเล่า?

            จู่ๆ เขาก็หัวเราะขึ้นมา ดวงตาดำเหมือนน้ำหมึกทอแสงวาววับยากจะคาดเดา

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

            นิ้วมือเคาะที่โต๊ะเบาๆ สามครั้ง 

            มู่หรงฉือหันไปมองเขา เขาอ้าริมฝีปากบางแล้วพูดอย่างไร้เสียงออกมาหนึ่งประโยค

            ริมฝีปากขยับไปมา ถึงแม้ว่าจะช้ามาก แต่เพราะว่าประโยคยาวไปสักหน่อย ทำให้ยากที่จะจับคำ 

            นางชะงักค้างครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่งถึงจะเข้าใจ ที่เขาพูดมาก็คือ : วันใดที่เตี้ยนเซี่ยต้องรับผลในสิ่งที่ตนเองก่อ จะโกรธเปิ่นหวังไม่ได้

            คำพูดนี้ของเขาหมายความว่าอย่างไร? รับผลที่ตัวเองก่อ?

            พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ยังไม่เข้าใจว่าเขาอยากจะเตือนอะไรกับนาง

            กลุ่มบุรุษหนุ่มผู้เก่งกาจต่างกำลังตั้งใจเขียนคำตอบ ภายในตำหนักเงียบจนแม้แต่เสียงเขียนบนกระดาษยังได้ยินชัดเจนขนาดนั้น

            มู่หรงฉือรู้สึกว่าเวลาผ่านไปนานนับปี แต่ผู้เข้าสอบกลับรู้สึกว่าเวลาผ่านไปรวดเร็วยิ่งนัก เวลาชั่วหนึ่งก้านธูปผ่านไปแล้วครึ่งหนึ่ง

            ทันใดนั้นท่ามกลางความเงียบก็เกิดเสียงดังตุ้บขึ้น เป็นเสียงหนักๆ

            เห็นเพียงบุรุษที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งที่ห้าทางแถวซ้ายนอนเอียงไปกับพื้น หายใจถี่รัวและรุนแรง

            คนอื่นๆ ต่างมองไปที่คนผู้นั้นอย่างตกใจ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

            พวกเหอกวงจากกรมพิธีการรีบเข้ามาทันที มู่หรงฉือและมู่หรงอวี้ก็วิ่งไปทางนั้นทันทีอย่างไม่ได้นัดหมาย “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

            เห็นเพียงดวงตาสิ้นหวังที่เบิกกว้างของบุรุษที่นอนอยู่ หอบหายใจแรงยาว ราวกับว่าการหายใจเป็นเรื่องที่ลำบากมากสำหรับเขา หายใจเอาอากาศใหม่ ทั้งยังแฝงไปด้วยเสียงแอๆ เหมือนนาทีต่อไปจะขาดหายใจตายเพราะหายใจไม่ออก ช่างน่าตื่นตระหนกยิ่งนัก

            มู่หรงฉือเคยเห็นอาการป่วยแบบนี้มาก่อน เหมือนจะเป็นโรคหอบหืด 

            “รีบไปเชิญหมอหลวงมา!” มู่หรงอวี้ออกคำสั่งทันที

            “มิสู้พาไปยังตำหนักด้านข้างก่อน แล้วให้การสอบดำเนินไปตามปกติ” มู่หรงฉือเสนอความเห็น 

            อวี้หวางอยู่ที่นี่ เหอกวงมองไปทางเขาทันที รอจนกระทั่งเขาพยักหน้าน้อยๆ ถึงได้สั่งให้ขันทีสองสามคนมาพาคนป่วยไปยังตำหนักด้านข้าง

            ทว่า ตอนที่ขันทีกำลังจะลงมือ ลมหายใจของบุรุษผู้นั้นพลันถี่กระชั้น เหงื่อออกชุ่มแล้วร่างกายก็หยุดขยับกลายเป็นนิ่งสงบตายจากไป

            เหอกวงเอามืออันสั่นเทายื่นไปอังที่จมูกของเขา ก่อนจะตกใจจนหน้าขาวซีดหนวดสั่น “ท่านอ๋อง เตี้ยนเซี่ย นี่...”

            มู่หรงอวี้ปราดเข้าไปอังจมูกเขาทันที ก่อนจะประกาศความจริงที่แสนน่ากลัวว่า “ไม่มีลมหายใจแล้ว”

            ทั้งตำหนักเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่

            เหล่าบุรุษทั้งหลายรู้สึกหวาดกลัวอย่างห้ามไม่อยู่ แล้วเสียงพูดคุยกันก็ดังขึ้นมา 

            มู่หรงฉือรู้สึกมึนงงเล็กน้อย คนที่มีชีวิตอยู่ดีๆ ก็ตายไปทั้งอย่างนี้เลยหรือ?

            “ให้การสอบดำเนินต่อไป ใต้เท้าเหอเจ้าคอยดูอยู่ที่นี่”

            มู่หรงอวี้ตบมือสองที เงาสายหนึ่งไม่รู้โผล่มาจากไหนพลันปรากฏขึ้น ก่อนจะเข้ามาทำความเคารพ

            เงาดำสายนั้นก็คือกุ่ยหยิงองครักษ์เงาของเขา เขาสั่งให้กุ่ยหยิงมาเฝ้าการสอบแทนเขาที่นี่ จากนั้นก็มองมู่หรงฉือปราดหนึ่งแล้วเดินไปที่ตำหนักข้าง

            ศพถูกยกออกไปแล้ว มู่หรงฉือจึงตามไปด้วย

            ...

            ภายในเวลาครึ่งถ้วยชา บุรุษที่ร่างกายแข็งแรงเลือดลมดีผู้หนึ่งก็จากไปก่อนวัยอันควร

            ตำหนักด้านข้าง มู่หรงฉือรู้สึกว่าชีวิตคนเรานั้นช่างไม่แน่นอน เป็นตายร้ายดีมีเพียงเส้นด้ายบางๆ ขวางกั้น หลายครั้งก็เป็นเพียงความคิดแค่ชั่วขณะ

            ผู้ตายเป็นบุตรชายคนโตของบัณฑิตฟ่านแห่งสำนักฮั่นหลิน ฟ่านเสี้ยวเหวิน

            หากวันนี้เขาไม่มาเข้าร่วมการสอบวิชาการจะตายหรือไม่?

            บัณฑิตฟ่านแห่งสำนักฮั่นหลินตอนนี้เป็นผู้ที่มีความรู้ของลัทธิขงจื้อ บุตรชายคนโตได้รับการสั่งสอนความรู้ของครอบครัวมาตั้งแต่ยังเด็ก การร่ำเรียนเริ่มต้นจากในครอบครัว อายุเจ็ดปีก็มีชื่อเสียงด้านการเรียนที่ไม่ธรรมดา แต่เพราะเขาเป็นโรคหอบหืดตั้งแต่ยังเล็ก มีข้อหลีกเลี่ยงมากมาย หากไม่ระวังสักเล็กน้อยโรคก็จะกำเริบ ดังนั้น ถึงแม้เขาจะเก่งกาจเพียงใดก็ไม่สามารถรับราชการได้

            เมื่อข่าวการคัดเลือกคู่ครองขององค์หญิงจาวฮวาถูกประกาศออกมา ก็มีคนไปพูดว่าการสอบด้านวิชาการฟ่านเสี้ยวเหวินจะต้องเป็นผู้คว้าที่หนึ่งมาได้เป็นแน่

            แต่กลับไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะมาจบชีวิตลงที่สนามสอบ 

            หมอหลวงหลี่รีบเดินทางมา หลังจากทำความเคารพองค์รัชทายาทกับอวี้หวางแล้วก็รีบไปตรวจสอบผู้ตาย

            “ท่านอ๋อง เตี้ยนเซี่ย คุณชายฟ่านตายจากไปด้วยโรคหอบหืดกำเริบจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงหลี่โค้งตัวตอบ

            “ตายเพราะโรคประจำตัวกำเริบ ภายในเวลาแค่ครึ่งถ้วยชา เหตุใดถึงได้ตายไวขนาดนั้น? อีกอย่าง เขาเขียนคำตอบอยู่ดีๆ เหตุใดโรคหอบถึงกำเริบขึ้นมาได้?” มู่หรงฉือเดินเข้ามาถาม สงสัยในการตายของฟ่านเสี้ยวเหวินอยู่เล็กน้อย

            “ทูลเตี้ยนเซี่ย ที่อาการหอบของคุณชายฟ่านกำเริบคงจะเป็นเพราะมีสิ่งเร้าภายนอกพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่กระหม่อมไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งเร้าที่ไปกระตุ้นให้อาการกำเริบ ตอนนั้นกระหม่อมไม่อยู่ ไม่ได้เห็นตอนที่คุณชายฟ่านอาการกำเริบว่าเป็นอย่างไร กระหม่อมไม่กล้าวินัจฉัย แต่ว่า อาการกำเริบในครั้งนี้คงจะรุนแรงมาก” เขาตอบกลับอย่างระมัดระวัง

            “สิ่งเร้า? เจ้าพูดมาว่าอะไรเป็นสิ่งเร้าที่เร่งให้อาการหอบหืดของเขากำเริบบ้าง?”

            “บางทีอาจจะเป็นอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายของคนป่วยจะต้องระมัดระวังให้มาก หลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยหรือเหน็ดเหนื่อย ความกังวลมากเกินไป ความไม่สบายใจ หรือว่าอากาศที่ผิดแผก ทั้งยังมีฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนนก แมลง นุ่น หรือสุนัขแมวที่มีขนมากระตุ้น เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งเร้าได้ทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ”

            มู่หรงฉือพยักหน้า ก่อนจะคิดอะไรขึ้นมาได้แล้ววิ่งไปด้านนอก

            มู่หรงอวี้สาวเท้าตามมา ทั้งตัวโอบล้อมไปด้วยความกดดันอย่างภูเขาสูงใหญ่ “การตายของคุณชายฟ่านไม่มีอะไรน่าสงสัยจริงๆ หรือ?”

            หมอหลวงหลี่ตึงเครียด เหมือนกับไม่อาจทนรับสายตาอันร้อนแรงของอีกฝ่ายไหวจึงก้มหน้าลงพูด “เรียนท่านอ๋อง สิ่งที่กระหม่อมสามารถวินิจฉัยได้ก็คือ คุณชายฟ่านตายด้วยการกำเริบของโรคหอบหืด การกำเริบครั้งนี้รุนแรงมาก จึงทำให้ตายภายในเวลาเพียงครู่เดียวพ่ะย่ะค่ะ”

     

    คล้ายกับเรื่องวาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง ที่คุณอ่าน

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730