กู๊ดย่องกายเดินสำรวจแต่ละห้องอย่างแ่เบา ซึ่งมันมีลักษณะไม่ต่างกัน คือร้างและว่างเปล่า เมื่อเขาเดินสำรวจไปยังห้องสุดท้ายก่อนทางลงบันได ซึ่งเป็ฝั่งตรงข้ามกับห้องพยาบาล ห้องนี้กลับแปลกไปกว่าทุกห้อง เพราะสะอาดหมดจด ซ้ำยังมีโต๊ะและเก้าอี้วางกันอยู่อย่างเป็ระเบียบ มองจากภายนอก ห้องนี้ไม่น่าจะเป็ห้องนักเรียน คงจะเป็ห้องพักคุณครูเสียมากกว่า กู๊ดสังเกตจากกองสมุดการบ้านและเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ ตอนนี้มันมีแต่โต๊ะเก้าอี้แต่ปราศจากคน
บรรยากาศโดยรอบเริ่มมีแสง ทำให้เห็นอะไรได้ถนัดขึ้น
"นี่คุณไม่รู้ตัวเลยเหรอ ว่าคุณมันห่วยแค่ไหน" เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังจากทางด้านหลัง เขาหันกลับไปมอง เธอกำลังเดินตรงมาทางเขาด้วยท่าทางโกรธเคือง ก้มหน้าเดินงุดๆ เธอมีผมสีดำขลับ ตัดกับผิวสีขาว แก้มแดงสุกปลั่ง เธอเป็ผู้หญิงที่สวยคนหนึ่ง แต่ขณะนี้ใบหน้าสวยหวานถูกฉาบด้วยโทสะที่ขุ่นมัว
เธอเดินหายเข้าไปในห้อง โดยมีชายวัยไล่เลี่ยกัน รูปร่าง ผอม สูง ขาว เดินตามเข้าไป เพียงอึดใจเสียงดังเอะอะโวยวายก็ดังขึ้น
"ออกไป บอกให้ออกไป อย่ามาเตะต้องตัวฉัน" หญิงสาวแผดเสียงลั่น
"นึกว่ากูอยากโดนตัวมึงนักเหรอ ที่ผ่านมามึงอ่อยกูทั้งนั้น ผ่านมากี่คนแล้วกว่าจะมาถึงกู ครูที่โรงเรียนเก่า ก่อนที่มึงจะลาออกมาน่ะ ผัวมึงทั้งนั้น ทำไมกูจะไม่รู้ กูยอมกินขี้ดีกว่านอนกับผู้หญิงสำส่อนอย่างมึง"
"ก็กูนึกว่ามึงจะดีกว่าไอ้พวกที่ผ่านมาไง มึงมันก็เลวไม่ต่างกัน มึงตบกู มึงตีกูตลอด ไอ้สารเลว ไอ้ชาติชั่ว" เสียงตบฉาดดังจากในห้อง กู๊ดซึ่งยืนอยู่ภายนอกไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็เสียงฝ่ามือของผู้ชายหรือผู้หญิง
"ต่อแต่นี้กูกับมึงขาดกัน กูจะหย่ากับมึง กูท้องกับ ผอ. ได้ยินไหมกูท้องแล้ว" สิ้นเสียงของหญิงสาว เสียงตบฉาดก็ดังขึ้นตามด้วยเสียงกรีดร้อง กู๊ดตัดสินใจว่าจะเข้าไปดูดีหรือไม่ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวขา เด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็วิ่งตรงมายังห้อง พร้อมด้วยแผ่นกระดาษในมือ
เด็กหญิงคนนั้นหยุดกึกทันทีที่ได้ยินเสียงทะเลาะลั่นออกมาจากห้อง พร้อม ๆ กับหัวใจของกู๊ดที่ตกถึงตาตุ่ม
"แม่" เสียงหลุดมาได้เพียงเท่านี้ เขาจำไม่ผิดแน่ แม่ของเขาหรือเด็กหญิงยาใจที่อยู่ในวัย 12 หรือ 13 ปี แม่เป็เด็กผู้หญิงที่น่ารักมาก ผมสั้นทรงนักเรียน ผิวขาว จมูกโด่ง แต่ดูผอมบางเกินไปจนหัวโต กู๊ดพลันคิดไปว่าหากเขามีลูกสาวหน้าตาคงเป็แบบนี้
ดญ.ยาใจ ที่กำลังยืนตัวแข็ง ค่อยๆ ถอยไปยังด้านหลังบานประตู แม่เขาทำท่าเก้ๆ กังๆ เอาหูแนบกับบานประตู
ผู้ชายในห้องยื่นมือมาดึงลูกบิดประตู เขาปิดมันดังปังใส่หน้าแม่ แต่ไม่ทันสังเกตุว่ามีเด็กหญิงอยู่หลังบานประตู
ประตูบานคู่ปิดไม่สนิทนัก แม่ยกมือขึ้นป้องตาข้างหนึ่งและเอาแนบกับรอยแยกของบานประตูทั้งสอง เสียงโวยวายในห้องดังขึ้นอีกเพียงครู่ สักพักทุกอย่างก็เงียบสนิท
เสียงโวยวายเปลี่ยนเป็เสียงรื้อข้าวของ เสียงเปิด-ปิดลิ้นชัก เสียงลากเก้าอี้ แม่ของกู๊ดหรือเด็กหญิงตัวน้อย เริ่มตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จะถอยหลังมาหลายก้าว ยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาเบิกโพลง กระดาษในมือหล่นร่วง ปลิวไปตามแรงลม แม่วิ่งลงบันไดไปในทันทีด้วยเสียงที่เงียบกริบ เขามองตามร่างแม่ในวัยเด็กจนหายลับไป
เสียงกุกกักในห้องดังมาอีกครั้ง และจู่ ๆ เด็กหญิงตัวน้อยผมหน้าม้าคนหนึ่ง ก็วิ่งกระหืดกระหอบ หน้าแดงก่ำมายังห้องที่เขายืนอยู่ เธอตัวเล็ก ผอมบางกว่าแม่ ผิวคล้ำกว่า และท่าทางเหนื่อยหอบ เธอยืนอ้าปากหายใจตัวโยนอยู่พักใหญ่ เห็นได้ชัดว่าเธอพยายามหายใจ และเป่าลมออกจากปาก เธอค่อยๆ ยกมือน้อยๆ ขึ้นัับานประตู
ทันทีที่บานประตูเผยอ ร่างที่ห้อยอยู่ในอากาศก็ปรากฎต่อสายตา กู๊ดตัวชาร้อนวูบั้แ่หัวไปถึงนิ้วเท้า ร่างผู้หญิงคนหนึ่งสีกายซีดเผือด มือสองข้างทิ้งแนบลำตัว เท้าลอยจากพื้น คอตกห้อย ผมสยายรุงรังปรกหน้า ตาเหลือกจนเห็นตาขาว เก้าอี้ล้มอยู่ที่พื้น
เด็กหญิงผมหน้าม้า ยืนตัวแข็งทื่อ อึดใจเดียวเธอกรีดร้องสุดเสียง และวิ่งออกจากจุดที่เธอยืนอยู่หนีหายไป
กู๊ดยังยืนอยู่ที่เดิมคล้ายถูกสะกด อยากวิ่งหนีใจจะขาดแต่ก้าวเท้าไม่ออก ไม่มีกระทั่งเสียงที่จะเปล่งออกมา ร่างนี้คือร่างที่เขาเคยเห็นในคืนวันที่มาตามแม่แน่นอน แม้จะเห็นเป็ครั้งที่สองแต่อำนาจความกลัวยังเท่าเดิม ทุกอย่างกลับเข้ามาสู่ความเงียบ ใบหน้าซีดเผือดที่มีผมปรกสยาย ดวงตาเหลือกลานยังคงจับจ้องมาทางเขา พร้อมกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง มันเป็กลิ่นอาจมในบ่อเกรอะที่หมักหมมมาชั่วนาตาปี กลิ่นชวนให้อยากอาเจียนจนแทบจะทนไม่ได้
เสียงหมาหอนฟังโหยหวนลากยาว รับทอดกันมาเป็ระลอก ปะปนกับเสียง สูด ดูด กลืน กัดกิน อย่างหิวกระหาย ราวกับสิ่งที่ทำให้เกิดเสียงนั้นกำลังได้รับการลงทัณฑ์ให้ทุกข์ทรมานด้วยความหิวโหย
ทั้งภาพที่ชวนสยดสยองอยู่ตรงหน้า ทั้งเสียงที่ชวนผวา ผสมปนเปกลับกลิ่นที่แทบจะอาเจียน เขาไม่สามารถทนทานกับผัสสะนี้ได้อีกต่อไป
กู๊ดร้องว้ากลั่น พร้อมกระเด้งตัวขึ้นนั่ง เหงื่อผุดซึมท่วมกาย หายใจเหนื่อย เขาลืมตามาในความมืด เมื่อปรับสายตาให้ชินได้แล้ว เขาเห็นอาจารย์พีระนอนลืมตาโพรงอยู่กับพื้นอาคาร สภาพตกตะลึงไม่ต่างจากเขา!!!
"อาจารย์ อะไรกันวะเนี่ย นี่เราเผลอหลับไปเหรอ แล้วผมฝันบ้าบออะไรก็ไม่รู้" กู๊ดพูดรัว รีบลงไปนั่งกับพื้นข้างๆ อาจารย์
"ไม่ใช่ฝันหรอก มันเป็สิ่งที่เด็กผู้หญิงคนนั้น้าจะสื่อมาถึงเรา" อาจารย์พีระพูดด้วยอาการหอบเหนื่อย และก่อนที่กู๊ดจะพูดอะไรต่อ กู๊ดหันไปทางห้องพยาบาล ก่อนที่เขาจะหลับและฝันประหลาด ประตูถูกปิดด้วยอำนาจลึกลับ แต่บัดนี้มันเปิดกว้าง!!!
"ตายห่าแล้ว ... แม่กู" กู๊ดรีบวิ่งเข้าไปในห้องแต่กลับพบแต่ความว่างเปล่า แม้แต่กระดาษที่แม่ถือมาก็อันตรธานหายไปด้วย
"อาจารย์ แม่ผม!!! " น้ำเสียงกู๊ดเหมือนจะร้องไห้
อาจารย์พีระรีบลุกขึ้นมา ทันใดนั้นกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งลอยมาตลบทั่วบริเวณอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่ฝัน ทั้งอาจารย์และกู๊ดยกมือขึ้นปิดจมูกพร้อมกัน ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก และวิ่งออกจากห้องไปยังสถานที่หนึ่งโดยสัญชาติญาณ
กลิ่นเหม็นเน่าทวีความรุนแรง จู่โจมประสาทรับกลิ่น จนกู๊ดต้องดึงเสื้อขึ้นมาปิดจมูก เขาวิ่งตรงไปยังบริเวณซากปูนที่กั้นเป็ห้อง ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเป็ห้องน้ำนักเรียน
"แม่" เขาะโลั่นเมื่อพบแม่ยืนหันหลังให้ แม่ยืนหันหน้าเข้าหาเศษซากปูนที่เกลื่อนตามพื้น และก่อนที่เขาจะเข้าถึงตัวแม่ อาจารย์พีระรีบคว้าคอเสื้อเขาไว้
"เดี๋ยว อย่าเพิ่งเข้าไป"
"ทำไมล่ะอาจารย์ ปล่อยผม" กู๊ดพยายามจะสะบัดหนี แต่แล้วสัญชาติญาณบางอย่างก็เตือนเขาอย่างที่อาจารย์พีระพูด กู๊ดหยุดการดิ้นรน มองหน้าอาจารย์สลับกับแผ่นหลังแม่อยู่อย่างนั้น ยังไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อาจารย์พีระที่กำลังค้างตะลึงกระซิบบอกเขาว่า
"เด็กหญิงคนนั้นกำลังให้พวกเราดูบางอย่างผ่านแม่ของคุณ" อาจารย์พีระกระซิบ
เมฆที่กำลังบดบังแสงจันทร์ทำให้เห็นแม่ไม่ถนัดนัก แต่เพียงอึดใจเมื่อเมฆเคลื่อนตัว สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ก็ถูกเปิดเผยออกมา
แม่กำลังยืนจ้องร่างหนึ่งอยู่อย่างสงบ ร่างนั้นเป็เงาทะมึน แม้จะอยู่ในลักษณะนั่งยอง แต่ความสูงเกือบเท่าตึก 1 ชั้น ศีรษะผิดรูป ปากอ้ากว้างตลอดเวลา ริมฝีปากล่างห้อยย้อยตกลงมาเลยคาง น้ำลาย มูก โลหิตเก่าสีคล้ำเน่าเสีย ไหลหนืดจากปาก ดวงตาและรูจมูกเล็กไม่สมส่วน ร่างกายที่เหลือแต่โครงกระดูกมีไฟลุกไหม้อยู่ภายใน มือยาวไขว่คว้า ล้วง ควักเข้าไปในบ่อเกรอะ กอบเอาอุจจาระก้อนใหญ่โกยเข้าปาก
เศษอุจจาระกระจัดกระจายเปรอะเปื้อนชโลมไปทั่วใบหน้าและลำตัว นี่คือที่มาของกลิ่นอันน่าสะอิดสะเอียน และเสียงดูดกลืนอย่างตะกละตะกลาม
แม้จะหอบอาจมเน่าเสียเข้าปากมากเพียงใด กระนั้นร่างนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะอิ่มหนำ ราวกับความหิวเป็นิรันดร์สำหรับตน
กู๊ดที่มองดูด้วยตาเนื้อ อยากจะให้ภาพนี้เป็เพียงความฝัน แต่ทั้งเสียงและกลิ่นที่ประจักษ์ต่อผัสสะ ทำให้ยากจะเชื่อว่านี่คือภาพลวงตา เขาพลันหันไปมองทางอาจารย์พีระ ยิ่งทำให้เขาตกตะลึงกว่าเดิม
อาจารย์พีระร้องไห้!!! น้ำตาไหลอาบแก้ม สะอึกสะอื้นด้วยความเสียใจ อะไรวะเนี่ย ไม่ใซ้ำยังมีอารมณ์เศร้า
"อาจารย์" กู๊ดกล่าวอย่างแ่เบา อาจารย์พีระไม่กล่าวอะไร หันมาทางกู๊ด สูดจมูกยกแขนเสื้อปาดน้ำตา และนั่งขัดสมาธิบนพื้น
อาจารย์พีระสูดลมหายใจลึก กู๊ดรู้ทันทีว่าอาจารย์จะทำอะไร แม้เขาไม่เคยนั่งสมาธิอย่างจริงๆ จังๆ มาก่อนในชีวิต แต่สถานการณ์ตรงหน้าทำให้เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ กู๊ดนั่งลงขัดสมาธิข้าง ๆ อาจารย์พีระ อย่างน้อยสองแรงก็ยังดีกว่าแรงเดียว เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็ตั้งสติ และหลับตาลง