คุยกันสักนิด
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บทที่ 38
ซุนซีห่าวจ้องมองเข้าไปภายในตู้นอนแห่งนั้นเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะขมวดคิ้วขึ้นมาเมื่อเห็นท่าทางน่าสงสารของผู้หญิงที่อยู่ด้านใน รวมไปถึงท่าทางโมโหและโกรธเคืองของชายวัยกลางคนเพียงคนในเดียวในตู้นอนตรงหน้าของเขา แต่ถึงอย่างซุนซีห่าวก็ไม่ได้มีท่าทางแปลกใจสักเท่าไหร่ เพราะสำหรับเขานั้นรู้ดีว่าชายหนุ่มที่อยู่ด้านในนั้นเป็นใครกันแน่
เพราะว่าซุนซีห่าวเคยได้พบเจอกับเมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนอยู่บ่อยครั้งบนขบวนรถไฟแห่งนี้ เนื่องจากอีกฝ่ายจะต้องเดินทางกลับบ้านหรือไปค่ายทหารเมืองอื่นอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นด้วยเส้นทางการเดินที่บ่อยครั้งของอีกฝ่าย รวมไปถึงการช่วยเหลือผู้โดยสารรถไฟจากเหตุการณ์ร้ายๆ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้ซุนซีห่าวเคยได้พูดคุยและทักทายชายหนุ่มทั้งสองคนอยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้นเขาจึงสามารถรับรู้ได้ในทันทีว่าชายหญิงต่างวัยทั้งสี่คนที่อยู่ภายในตู้นอนแห่งนี้ จะต้องเป็นผู้ร้ายหรืออยู่ในขบวนการอะไรบางอย่างแน่นอน เพราะไม่อย่างนั้นเมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนคงจะไม่ควบคุมตัวอีกฝ่ายเอาไว้อย่างนี้เป็นแน่
“คุณเจ้าหน้าที่ได้โปรดช่วยพวกเราสองคนแม่ลูกด้วยเถอะนะคะ พวกเราถูกพวกเขาสองคนกักตัวเอาไม่ยอมให้ออกไปจากตู้นอนของพวกเขาเลย”
ถึงแม้ว่าหวงจื่อเฟยจะไม่ถูกโฉลกกับเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็ตาม แต่เพราะว่าเธอต้องการออกไปจากที่แห่งนี้ให้ได้ ดังนั้นจึงมีเพียงแค่ต้องขอความช่วยเหลือกับอีกฝ่ายเพียงเท่านั้น และเธอกก็คาดหวังว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะเชื่อในคำพูดของเธอและช่วยเธอออกไปจากสถานการณ์อันเลวร้ายเหล่านี้จนได้
“ใช่ค่ะคุณเจ้าหน้าที่ ฉันรู้สึกกลัวเหลืออเกินค่ะ ฉันกลัวว่าพวกเขาจะต้องการลักพาตัวลูกสาวของฉันไป”
โจวอู๋หวานทำที่เป็นกอดหวงจื่อเฟยเอาไว้ด้วยความหวาดกลัว ดังนั้นผู้โดยสารที่อยู่บริเวณประตูตู้นอนจึงมองมาที่เมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนด้วยความโมโห เพราะพวกเขาต่างก็ไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มที่มีท่าทางดูดีทั้งสองคนนี้จะกลายมาเป็นชายชั่วที่ต้องการจะลักพาตัวหญิงสาวไปทำมิดีมิร้าย
“สวัสดีครับคุณซุน ไม่คิดเลยนะครับว่าพวกเราจะเจอกันอีกแล้ว”
เมิ่งเหวินฮั่นทักทายซุนซีห่าวอย่างเป็นกันเอง “คุณมาพอดีเลยนะครับ ผมคิดว่าพวกเขาทั้งสี่คนนี้น่าจะเป็นคนกลุ่มเดียวกัน และคอยมองหาเหยื่อที่คิดว่าจะหลอกล่อง่ายๆ เพื่อขโมยทรัพย์สินหรือไม่ก็เพื่อลักตัวเด็กและหญิงสาวไปขายต่อครับ”
“รบกวนคุณซุนช่วยจัดการต่อให้พวกเราด้วยนะครับ”
โจวอู๋หวานรู้สึกตื่นตกหนกในทันที นอกจากนี้เธอยังไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มทั้งสองคนนี้จะรู้จักกับเจ้าหน้าที่รถไฟตรงหน้า ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงแค่โจวอู๋หวานที่ตกใจ เพราะทั้งหวงจื่อเฟย ฟู่จูเหลียนและหลิวเย่เทาต่างก็ตกใจเช่นเดียวกัน นอกจากนี้พวกเขาทั้งสี่คนต่างก็รู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นอีกด้วย
หลิวเย่เทาจ้องมองเจ้าหน้าที่ตรงหน้าของเขาและหันไปมองชายหนุ่มทั้งสองคนที่ยังคงมีท่าทางที่สงบอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะคิดหาวิธีที่เอาตัวรอดไปจากที่แห่งนี้ให้ได้ เพราะถ้าหากเขาถูกเจ้าหน้าที่เหล่านี้จับกุมตัวขึ้นมาแล้วละก็ มีหวังว่าเงินทองที่เขาพยายามหามาแทบตายคงจะไม่ได้ใช้มันอย่างแน่นอน และไม่แน่ว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้อาจจะยึดเงินทองของเขาไปเลยก็เป็นได้
“นี่มันอะไรกัน ทำไมพวกเจ้าหน้าที่อย่างพวกคุณถึงได้ไม่รีบเข้ามาช่วยพวกเราซะที หรือคิดว่าพวกเราเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งก็เลยคิดที่จะรังแกพวกเราแบบนี้”
เมิ่งเหวินฮั่นหัวเราะขึ้นมาเล็กน้อย “ดูเหมือนว่าจะมีคนร้อนรนแล้วนะครับ แบบนี้เห็นทีต้องให้คุณซุนช่วยสอบปากคำพวกเราแล้วละ เราจะได้รู้กันสักทีว่าพวกเขาเป็นใครกันแน่”
เหล่าผู้โดยสารที่กำลังยืนมองเหตุการณ์อยู่นั้น ต่างก็รู้สึกมึนงงไปตามๆ กัน เพราะว่าพวกเขาต่างก็ไม่คิดว่าเจ้าหน้าที่รถไฟจะรู้จักกับชายหนุ่มทั้งสองคนที่อยู่ด้านใน ทำให้ผู้คนบางกลุ่มต่างก็รีบทยอยออกจากบริเวณแห่งนี้ไปบางส่วน เพราะว่าพวกเขาเคยต่อว่าอีกฝ่ายเอาไว้พอสมควร ดังนั้นจึงรู้สึกหวาดกลัวว่าหลังจากจบเรื่องแล้วอีกฝ่ายจะหันมาเล่นงานพวกเขานั่นเอง
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงบางกลุ่มที่ยังคงปักหลักอยู่บริเวณนั้นเช่นเดิม เพราะนอกจากพวกเขาจะยังต้องการอยู่ต่อเพื่อรอดูเหตุการณ์ตรงหน้าแล้ว ยังคงมีคนบางกลุ่มที่ยังต้องการช่วยเหลือคนทั้งสี่คนให้ออกมาจากการกักตัวของชายหนุ่มทั้งสอง
“ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่รีบเข้าไปช่วยพวกเขาละ หรือว่าพวกคุณรับสินบนมาจากชายสองคนนั้น จึงคิดที่จะช่วยเหลือให้พวกเขารอดพ้นจากความผิดและลักพาตัวชาวบ้านไปง่ายๆแบบนี้”
เมิ่งซิ่วอิงเป็นเพียงหญิงสาวจากเมืองปักกิ่งที่มาเยี่ยมตากับยายพร้อมกับแม่ของเธอเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเธอได้เห็นความอยุติธรรมในตอนนี้ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือชายหญิงทั้งสี่คนนั้น ถึงแม้ว่าเธอจะไม่รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่เมื่อได้เห็นแววตาที่น่าสงสารของคู่แม่ลูกคนหนึ่ง เธอจึงอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากสองคนนั้นเป็นเธอและแม่ของเธอขึ้นมา เธอก็คงต้องการให้คนอื่นเข้ามาให้ความช่วยเหลือแบบเดียวกัน
ซุนซีห่าวส่งเสียขึ้นมาเล็กน้อย เพราะเขาไม่ต้องการให้นายทหารทั้งสองคนตรงหน้าถูกกล่าวหาไปมากกว่านี้
“ก่อนอื่นผมขอแนะนำผู้ชายทั้งสองคนตรงหน้าก่อนนะครับ ทั้งสองนี้เป็นนายทหายของกองทัพซึ่งผ่านภารกิจช่วยเหลือประชาชนและต่อสู้เพื่อประเทศของเรามาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ดังนั้นผมจึงเชื่อว่าการกระทำครั้งนี้ของพวกเขาย่อมมีสาเหตุอย่างแน่นอน”
ทันทีที่ผู้คนที่ยืนอยู่บริเวณรอบๆ ได้ยินคำพูดของซุนซีห่าว พวกเขาต่างก็รู้สึกตกใจและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อครู่นี้เป็นพวกเขาที่กำลังต่อว่านายทหารที่ทำเพื่อประเทศชาติของพวกเขาอยู่ ดังนั้นพวกเขาแต่ละคนจึงรีบเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายในทันที เพื่อหวังว่านายทหารทั้งสองคนนั้นไม่เอาผิดพวกเขาในครั้งนี้
“ในเมื่อพวกคุณทั้งสี่คนรู้แล้วว่าผู้ชายทั้งสองคนนี้เป็นนายทหาร ดังนั้นผมขอคำอธิบายจากพวกคุณทั้งสี่คนเช่นเดียวกัน ว่าพวกคุณมีอะไรจะแก้ตัวหรือเปล่า”
หลิวเย่เทารู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงรีบออกมาเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รถไฟตรงหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงร่างของฟู่จูเหลียนออกมายืนอยู่ข้างกายของเขาเช่นเดียวกัน เพราะถึงยังไงในเวลานี้ทั้งเขาและฟู่จูเหลียนก็ยังคงเล่นละครรเป็นสามีภรรยากันอยู่
“ผมกับภรรยาได้ยินเสียของใครบางคนตะโกนออกมาจากตู้นอนแห่งนี้ครับ ดังนั้นผมและภรรยาจึงคิดที่จะช่วยเหลืออีกฝ่ายครับ แต่ไม่คิดเลยว่าพวกเราสองคนจะถูกหลอกลวงเช่นเดียวกัน”
ฟู่จูเหลียนรีบพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของหลิวเย่เทาในทันที
“ใช่แล้วค่ะคุณเจ้าหน้าที่ หลังจากที่ฉันและสามีได้ยินเสียงร้องตะโกนให้ช่วยเหลือ พวกเราสองคนก็รีบมาเคาะประตูตู้นอนในทันที และเมื่อพวกเราเห็นว่าด้านในมีสองแม่ลูกกำลังถูกกักตัวเอาไว้ จึงคิดว่านายทหารทั้งสองคนนี้กำลังคิดทำร้ายพวกเขาสองคนแม่ลูกค่ะ”
ถึงแม้ว่าหวงจื่อเฟยและโจวอู๋หวานจะรู้สึกโกรธเคืองคนทั้งคู่ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถปริปากออกมาว่ารู้จักกับคนทั้งคู่ได้ เนื่องจากว่าในสัญญาว่าจ้างของพวกเขานั้น ต่างก็ระบุข้อความเอาไว้บนสัญญาไว้ว่าถ้าหากเกินเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นมา ห้ามปริปากพูดเรื่องราวการว่าจ้างในครั้งนี้เด็ดขาดและห้ามทักทายหรือซัดทอดผู้อื่นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นนายจ้างก็จะไม่รับรองความปลอดภัยของครอบครัวพวกเขาเช่นเดียวกัน
ดังนั้นหวงจื่อเฟยและโจวอู๋หวานต่างกก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทนเพียงเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ต้องการยอมรับข้อกล่าวหาไปอย่างง่ายๆ เช่นเดียวกัน
“ฉันกับแม่ก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันนะคะ พวกเราเพียงแค่จะไปเข้าห้องน้ำเพียงเท่านั้น แต่ไม่รู้ทำไมนายทหารสองคนนี้ถึงไม่ปล่อยพวกเราไปเข้าห้องน้ำก็ไม่รู้”
หวงจื่อเฟยยังคงยัดเยียดความผิดทั้งหมดไปที่ชายหนุ่มตรงหน้า ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นนายทหารก็ตามที แต่เธอไม่เชื่อหรอกว่าทหารทุกคนจะเป็นคนดี เพราะขนาดผู้ร่วมขบวนการของเธอก็ยังมีหลากหลายอาชีพ และบางคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าและคอยจัดสรรงานให้กับพวกเธอ ก็เป็นถึงเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐเสียด้วยซ้ำ
“ให้เจ้าหน้าที่ผู้หญิงมาค้นตัวผู้หญิงทั้งสองคนนี้เถอะครับ อีกอย่างเงินและตั๋วต่างๆ ของพวกเราสองคนก็มีสัญญาลักษณ์ที่พวกเราสองคนทำกำกับเอาไว้อยู่ และยังมีของสำคัญที่จะมีเพียงนายทหารของกองทัพมีเท่านั้นรวมอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นแค่เพียงค้นตัวพวกเขาสองแม่ลูก พวกเราก็จะได้รู้กันซะทีว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายผิด”
นอกจากเงินและตั๋วของเขาและเสิ่นเจ๋อหยวนแล้วนั้น ยังมีตราสัญญาลักษณ์ที่เขาพึ่งได้รับหลังจากจบการปฏิบัติงานในค่ายที่หูหนานอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าตราสัญญาลักษณ์นี้เป็นเพียงที่ระลึกที่ทางค่ายหูหนานจัดทำขึ้นเพื่อมอบให้กับนายทหารอย่างพวกเขาในวันปีใหม่นั่นเอง
“ได้ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวให้ฝูไฉ่หงและลั่วเจียวจินเป็นผู้ตรวจคนสองแม่ลูกในครั้งนี้ก็แล้วกัน”
ซุนซีห่าวหันไปหาลูกน้องของเขาทั้งสองคนเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าไปตรวจค้นแม่ลูกทั้งสองคนตรงหน้า ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าหน้าที่รถไฟมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง เนื่องจากบางครั้งก็มักจะมีเหตุการณ์ที่จำเป็นจะต้องให้ผู้หญิงเข้าไปตรวจค้นเหมือนเช่นในครั้งนี้ ดังนั้นเพื่อความรวดเร็วในการตรวจสอบต่างๆ แต่ละขบวนจึงมักจะมีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงค่อยปฏิบัติการอยู่เช่นเดียวกัน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++