บนูเามีสัตว์ให้ล่าอยู่เต็มไปหมด ถ้ามีสัตว์อยู่เต็มแบบนี้ นั่นหมายความว่า บนผู้เขาเองก็ต้องมีหมี มีหมาป่าแล้วก็มีเสือ ในเมื่อมีพวกสัตว์ดุร้ายเหล่านี้อยู่บนเขา คนที่ทำมาหากินโดยการทำไร่ไถนาแน่นอนว่าไม่ขึ้นมาบนูเาหรอก
โชคดีที่ธรรมชาตินั้นปรับสมดุลได้ด้วยตัวของมันเอง ไม่อย่างนั้นเหล่าสัตว์ป่าบนูเาคงกลายเป็ภัยพิบัติ
หนิงเยี่ยนหยิบเอากระต่ายที่สลบอยู่บนพื้นขึ้นมา เธอหยุดการเคลื่อนไหว แล้วมองไปด้านหลัง ได้ยินเสียงร้องของหมูป่าดังขึ้นมาแว่ว ๆ เธอจึงคว้ากระต่าย พลางะโขึ้นไปบนลำต้นของต้นไม้ จากนั้นจึงก้าวเท้าปีนขึ้นไป เธอขึ้นไปอยู่บนต้นไม้เรียบร้อยแล้ว มองจาก้าลงไปด้านล่าง เสียงร้องของหมูป่าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
หนิงเยี่ยนเอากระต่ายในมือวางไว้ที่ง่ามไม้ หยิบมีดตัดฟืนขึ้นมา แล้วมองไปทางเสียงร้องของหมูป่า ตอนนี้มันเข้ามาอยู่ในระยะสายตาแล้ว เ้าหมูป่าตัวนี้เขี้ยวของมันหักไปด้านหนึ่ง ส่วนด้านหลังของมันมีหมาป่าตามมาอีก 2 ตัว
มีแค่ 2 ตัวเหรอ?
หมาป่าปกติอยู่กันเป็ฝูง ทำไมถึงเห็นหมาป่าแค่ 2 ตัวล่ะ หนิงเยี่ยนไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม แม้ว่าหมูป่าจะวิ่งไปไกลแล้วเธอก็ยังไม่รีบตามไป
ที่จริง.......เวลาไม่กี่นาทีที่แล้ว มีฝูงหมาป่าฝูงหนึ่งวิ่งผ่านไป
ในขณะที่หนิงเยี่ยนเห็นชัดแล้วว่ามีหมาป่าตัวหนึ่งวิ่งมา เธอเงยหน้าขึ้นไปมองบนต้นไม้
กระต่ายที่าเ็มีเืไหลออกมา กลิ่นเืลอยฟุ้ง เธอคำนวณพลาด สำหรับเ้าหมาป่าพวกนี้กระต่ายตัวเดียวไม่พอยาไส้หรอก หลังจากเดินวนรอบใต้ต้นไม้อยู่ 2-3 รอบ มันก็เดินหนีไปจากบริเวณต้นไม้ พอเห็นหมาป่าเดินหนีไปแล้ว หนิงเยี่ยนเอากระต่ายในมือทิ้งไว้บนต้นไม้ ลุกขึ้นแล้วะโลงจากต้นไม้ เธอวิ่งหนีไปทางด้านซ้าย
การรับมือกับฝูงหมาป่า หนิงเยี่ยนเองไม่กล้าปะทะกับพวกมันตรง ๆ เธอไม่มีปืนแล้วก็ไม่มียาชาด้วย ต้องโง่เท่านั้นล่ะเธอถึงจะกล้าอวดเก่งเอาร่างกายอ่อนแอแบบนี้ไปเผชิญหน้ากับหมาป่าพวกนั้น
หลังจากหนีออกมา หนิงเยี่ยนก็ฟุบอยู่ในพงหญ้าที่อยู่ไม่ไกลเพราะเธอกำลังพรางตัว นอกจากกระต่ายที่วิ่งผ่านหน้าไปเมื่อกี้ ก็ไม่มีสัตว์ตัวไหนรู้เลยว่าหนิงเยี่ยนอยู่ตรงนี้ หมอบอยู่ในพงหญ้าได้ระยะหนึ่ง ฝูงหมาป่าที่เธอเพิ่งหนีมา ก็เดินเข้ามาอย่างช้า ๆ
รอจนฝูงหมาป่าผ่านไป เชือกที่อยู่ในมือก็ถูกโยนออกไป คล้องเอาเ้าหมาป่าตัวผู้ที่อยู่ท้ายฝูงเอาไว้ได้ เธอกังวลว่าเ้าหมาป่าตัวนั้นจะคำรามขึ้นจนทำให้หมาป่าที่อยู่ด้านหน้าใ เธอจึงลากเ้าหมาป่าตัวนั้นเข้ามาในพงหญ้า เชือกคล้องอยู่ที่คอมันพอดี เธอจึงเอาเชือกรัดคอมันจนตาย
แบกมันขึ้นหลังแล้ววิ่งลงเขา หนิงเยี่ยนไม่กล้าโอ้เอ้อีกต่อไป ใครจะไปรู้ว่าเมื่อไหร่หมาป่าฝูงนั้นมันจะรู้ตัวว่าสมาชิกในฝูงมันหายไปหนึ่งตัว ถ้าเกิดมันรู้แล้วล่ะ? หมาป่าเป็สัตว์ที่อาฆาตแค้น มันจำคู่อริได้ ถ้ายังไม่ถูกจับได้ก็ดี แต่ถ้าถูกจับได้แล้ว การขึ้นเขาหลังจากนี้คงต้องหวาดระแวงไปตลอด
ระหว่างทางที่แบกเ้าหมาป่ากลับ ก็เจอเก้งคู่หนึ่ง เจอกระต่าย หนิงเยี่ยนไม่ปล่อยมันไป เธอทำตามหลักการที่คิดมา หินในมือถูกโยนออกอย่างแรง แรงราวกับะุ ตอนนี้สัตว์ที่เธอล่าได้ก็มีมากขึ้น
เ้ากระต่ายที่ถูกหินโยนใส่ยังไม่ตาย หนิงเยี่ยนคิดว่าจะเอามันกลับไปไว้ที่คอกให้เ้าหนูโหย่วหยูเลี้ยง ยังไงเสียเ้าหนูก็ชอบเลี้ยงสัตว์พวกนี้ เลี้ยงไปอีกสักหน่อย มันคงเริ่มผสมพันธุ์กันแล้ว
เส้นทางบนูเานั้นแสนขรุขระ หนิงเยี่ยนเดินจนถึงตีนเขา พระอาทิตย์เริ่มตกดิน ครั้งที่แล้วเอาลู่ต้าลงมาด้วยยังดีที่ไม่เจอใคร แต่รอบนี้....
เพิ่งลงมาจากเขา หนิงเยี่ยนก็พบกับสาวน้อยหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง เธอคนนี้มีชื่อว่า ‘อู๋เหมย’ อู๋เหมยมีพี่ชายคนหนึ่งชื่อ ‘อู๋หวยซาน’ ที่มักจะขึ้นไปบนูเาอยู่เป็ประจำ
2-3 ปีก่อนอู๋หวยซานสมัครเข้าเป็ทหารรบอยู่แนวหน้าได้ 2-3 ปี กลับมาบ้านก็พบว่าที่นาของที่บ้านถูกพวกผู้หญิงขายไปเกือบหมด พอไม่มีที่นาจึงต้องอาศัยแรงกายตัวเองขึ้นเขาไปล่าสัตว์ป่าอยู่เป็ครั้งคราว
สัตว์ที่ล่ามานั้นขายได้เงินมากกว่าปลูกข้าวหรือทำไร่ แต่บนูเานั้นมีสัตว์ร้ายเข้าไปลึกไม่ได้ ถึงอย่างนั้นก็ยังอันตรายมาก
พอเห็นอู๋เหมย หนิงเยี่ยนก็รู้ได้ทันทีว่าอู๋หวยซานยังอยู่บนูเา
“หนิงเยี่ยน ท่านเห็นพี่ชายข้าไหม?”
หนิงเยี่ยนส่ายหัวหลังจากได้ยินคำถามของอู๋เหมย ป่าเขากว้างใหญ่ การจะบังเอิญเจอคนบนเขานั้นเป็ไปได้ยากมาก พอหนิงเยี่ยนขยับเข้ามาใกล้ อู๋เหมยจึงได้เห็นว่าหนิงเยี่ยนแบกอะไรบางอย่างใหญ่ ๆ มาด้วย
หมาป่า! พี่ชายของเธอยังไม่กล้าแม้แต่จะไปแหย่มัน อู๋เหมยกลืนน้ำลายแล้วถามว่า
“น่ะ..น่ะนี่มัน หมาป่าเหรอ?”
“ใช่ หมาป่า”
หนิงเยี่ยนตอบแล้วเดินต่อไป เธอจงใจเพิกเฉยแววตาโลภ ๆ ของอู๋เหมย ไม่เฉยก็ไม่ได้น่ะสิ! จะให้เธอแบ่งสัตว์ที่เธอล่ามาให้คนที่ไม่สนิทชิดเชื้อหรือไงกัน
อู๋เหมยมองตามหลังหนิงเยี่ยนไป จนกระทั่งไม่เห็นแม้แต่เงา ยืนรอต่อไปอีกสักพักก็เห็นร่างของพี่ชายตัวเองกำลังลงมา บนหลังของอู๋หวยซานแบกกระสอบที่เปื้อนเืลงมาด้วย ดูแล้วสัตว์ที่ล่าลงมาได้คงจะดีไม่น้อย
“ท่านพี่ เมื่อกี้ข้าเจอหนิงเยี่ยน นางถือกระต่ายมา 2 ตัว แล้วก็แบกหมาป่ามาด้วย 1 ตัว”
“ไร้สาระ”
“ไร้สาระอะไรกัน ข้าจะโกหกท่านทำไม คนในหมู่บ้านก็พูดกันว่าหนิงเยี่ยนน่ะดวงดี ไปได้กวางมาตัวหนึ่ง ตอนนี้ล่าหมาป่ามาได้อีกตัว ท่านว่านางเก่งขนาดนั้นจริงไหม?”
“ข้าจะไปรู้เรอะ แล้วเ้าทำไมมารอที่นี่ ไม่ใช่ข้าบอกแล้วเหรอว่าเ้าต้องอยู่บ้านเป็ลูกมือให้พี่สะใภ้ทำงานเย็บปักถักร้อยอะไรพวกนั้น ไม่ต้องออกมา......”
“ข้าอยากมารอท่าน”
อู๋เหมยว่าพลางก้มหัว ไขว้นิ้วมือของเธอเข้าด้วยกัน เล็บที่เคยโค้งนูน ใสสะอาดของเธอตอนนี้มันแตกเป็หลุม เป็ร่อง เธอเดินตามอู๋หวยซานได้ 2 ก้าวก็พูดขึ้นมาว่า
“ข้าไม่อยากแต่งงานกับน้องชายของพี่สะใภ้ ข้าได้ยินมาว่าเขากับแม่ค้าที่ขายเต้าหู้ในเมืองมีความสัมพันธ์กัน”
“พูดไร้สาระอะไรของเ้า เดี๋ยวพี่สะใภ้ก็ตีเอาหรอก”
“ท่านพี่ ข้าเหลือท่านแค่เพียงคนเดียว พ่อกับแม่ก็จากไปแล้ว ท่านจะไม่ใส่ใจข้าไม่ได้นะ”
อู๋เหมยว่าแล้วก็ร้องไห้ขึ้นมา ร้องอย่างน่าสงสารจับใจ น้ำตาหยดเป็เม็ด ไม่เหมือนกับเสียงร้องเอะอะโวยวายของพวกผู้หญิงปากร้ายในหมู่บ้านเลยแม้แต่น้อย เธอร้องไห้จนอู๋หวยซานทุกข์ใจ
“หยุดร้องเถอะ อย่าร้องเลย พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองไปขายของป่า ข้าจะไปถามให้ ถ้าเ้านั่นมันแย่อย่างที่ว่าจริง ๆ ก็ไม่ต้องแต่ง”
“ท่านพี่ ท่านช่างแสนดีเหลือเกิน”
อู๋เหมยหยุดร้องแล้วยิ้มออกมา สายตาของเธอมองไปที่บ้านตระกูลหนิง
ใครจะไปอยากแต่งกับไอ้ไร้ยางอาย ขี้ขโมยแบบนั้น เว้นเสียแต่ว่าจะไม่มีทางเลือก
แต่.....
อู๋เหมยเผยแววตาที่คับแค้นใจออกมาอย่างช้า ๆ เธอชอบหนิงเชียนฉือที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน อายุยังน้อยแต่เป็ซิ่วฉาย รูปหล่อ สะอาดสะอ้าน อยู่กับตำรับตำรา เสียอย่างเดียวยายแก่บ้านนั้นไม่น่าคบหาเอาเสียเลย
หนิงเชียนฉือยังไงก็คงสอบติดได้เป็ขุนนาง พอได้เป็แล้วคงต้องออกไปรับราชการข้างนอก ไม่ต้องมาอยู่ดูแลพวกยายแก่ในบ้านหลังนั้น
แล้วจะทำยังไงให้หนิงเชียนฉือมาชอบเธอล่ะ? อู๋เหม่ยครุ่นคิดอย่างละเอียดลึกซึ้ง
อู๋หวยซานนั้นไม่รู้อะไรเลยตั้งหน้าตั้งตาแบกกระสอบ ยกแขนเสื้อมาเช็ดเหงื่อที่หน้าผากแล้วจึงเดินกลับบ้าน
.....
.....
เมื่อหนิงเยี่ยนกลับถึงบ้าน เธอเอาหมาป่าที่แบกมาโยนไว้ที่พื้น
เ้าหนูหนิงโหย่วหยูที่ถูกลู่หานจางกำกับให้เขียนหนังสืออยู่บนโต๊ะได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวดังมาจากด้านนอก จึงรีบวิ่งออกไป
ลู่หานจางที่นอนบนเตียงเองก็อยากออกไปดู แต่เมื่อเช้าลุกขึ้นเดินไปทั่วบ้านหลังนี้ ทำให้แผลเปิด จะใส่ยาใหม่ก็ลำบาก คงต้องให้าแหายสนิทอีกหน่อย ตอนนี้แค่จะนอนพลิกตัวไปมายังทำไม่ได้ ทำได้เพียงมองออกไปด้านนอก
เ้าหนูน้อยยืนอยู่ต่อหน้าแม่ พลางมองสิ่งที่หนิงเยี่ยนล่ามา
“หมาป่า!”
“แน่นอน แม่เก่งมากใช่ไหม?”
“มีกระต่ายด้วย”
กระต่ายที่เพิ่งฟื้นจากการสลบได้กลิ่นของหมาป่าเข้า ก็หมอบลงไปกับดินแกล้งตายอย่างน่ารัก เ้าหนูน้อยเอานิ้วไปจิ้มที กระต่ายก็ะโออกไปที
“กระต่ายยังไม่ตาย”
เ้าหนูน้อยอุทาน
“แน่นอน เอามาให้เ้าเลี้ยง ไม่ใช่ว่าชอบเลี้ยงกระต่ายเหรอ?”
“ข้าชอบเลี้ยงหมาป่าด้วย”
เ้าหนูว่าแล้วเอื้อมมือไปลูบหมาป่าที่ตาย ขนสาก ๆ หยาบๆ ของมันตำเข้าที่มือ แต่เ้าหนูก็ไม่อยากปล่อยมือออก ขนาดกระต่ายที่อยู่บนพื้นยังไม่สนใจ
หมาป่าตัวใหญ่ขนาดนี้ แพงแน่!
อาการโลภนี่มันเก็บอาการได้ยากจริง ๆ
เสียงที่เ้าหนูน้อยคุยกับหนิงเยี่ยนดังไปถึงในห้อง ทำเอาลู่หานจางเองก็อยากลุกออกไปดู
..............