The Lost Swordsman

    บทที่ 13 หกอาณาจักร

    ตลอดทั้งวันเยลรีบจัดการธุระทุกอย่างเพื่อเตรียมการสู่การค้าในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง เขาเริ่มจากนำเงินจำนวน 3 ตำลึงทองหรือเท่ากับทองคำหนัก 12 บาท มาเปลี่ยนเป็นเงินบาทจำนวน 240,000 บาทเศษ ส่วนแรกนำไปใช้เป็นค่าติดตั้งน้ำและไฟฟ้ารวมทั้งอินเตอร์เน็ตที่โกดัง
    อีกส่วนได้สั่งทำหม้อชาบูเอาไว้โดยเตรียมหาสูตรน้ำซุปและน้ำจิ้มในภายหลัง ส่วนสุดท้ายนำมาซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดเพื่อใช้กับโกดัง รวมทั้งตู้แช่และวัตถุดิบในการเตรียมอาหารอีกจำนวนหนึ่งด้วย
    ทว่า เพียงเท่านั้นก็ทำเอาเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายเงินตำลึงทองและเงินเก็บที่มีไม่เหลือหลอ ซึ่งแท้ที่จริงพื้นฐานครอบครัวของเยลก็นับว่าร่ำรวยในระดับหนึ่ง แต่เขานั้นเลิกรบกวนเรื่องเงินกับที่บ้านนับแต่ได้เข้ารับราชการทหาร อาศัยลําแข้งตัวเองในการเลี้ยงชีวิตตั้งแต่นั้นมา
    เมื่อเยลกลับมาถึงโกดังก็เริ่มทำความสะอาดอย่างคร่าวๆ แต่ด้วยความสามารถที่มีจึงส่งผลให้งานประเภทนี้เสร็จได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งระหว่างที่กำลังรอคอยคนมาติดตั้งน้ำและไฟฟ้ารวมทั้งสิ่งที่ได้สั่งซื้อไป เขาก็ทำการนั่งทบทวนบ่มเพาะพลังรอไปพลางๆ
    “กำลังว่างอยู่พอดี ระหว่างรอก็เอาซะหน่อย”
    วูบบบบบบ!!!
    ทันใดนั้น ไอความร้อนจากร่างการเกิดแผ่พุ่งออกมาทันทีที่เริ่มตั้งสมาธืผสานฝ่ามือเข้าด้วยกันในตำแหน่งท้องน้อย สิ่งที่เกิดขึ้นนับว่าไม่ต่างกับช่วงที่เขาได้เข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตน เพียงแต่ที่แตกต่างกันเห็นจะเป็นไอปราณสีดำที่ถูกขับออกมาจากร่างกายนั้น มิได้พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเฉกเช่นในคราแรก ในยามนี้ปราณของเขากลับเข้าห่อหุ้มร่างกายเพียงเบาบางไว้เท่านั้น
    "รูปอะไร เห็นแต่ก้อนสีดำๆ"เยลเงยหน้าเหลือบมองขึ้นไปในระหว่างนั้น ก็พบว่าสิ่งที่ลอยอยู่หัวศีรษะเป็นเพียงกลุ่มควันสีดำๆไม่มีรูปร่างสัตว์ประเภทใดเผยออกมาแม้แต่น้อย
    แรกเริ่มขั้นสอง!
    แรกเริ่มขั้นสาม!
    นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่เยลสามารถเพิ่มพูนพลังยุทธจนเบ่งบาน ทะลวงสู่ขั้นที่เหนือขึ้นไปได้ถึงสองขั้นในเวลาอันสั้นเพียงหนึ่งชั่วยามหรือเทียบเท่าที่โลกนี้สองชั่วโมง แท้ที่จริงเขาย่อมไม่ทราบว่าผู้อื่นจะบ่มเพาะได้รวดเร็วเพียงนี้หรือไม่ สำหรับเขาแล้วสิ่งที่สมควรกระทำในยามนี้คือบ่มเพาะฝึกปรือพลังยุทธให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
    แรกเริ่มขั้นสี่!
    “มีคนอยู่ไหมครับ ข้างในมีคนอยู่ไหม......!!?”
    “ครับ ครับบ!”
    ท้ายที่สุดการบ่มเพาะพลังยุทธได้สิ้นสุดลงที่ระดับแรกเริ่มขั้นสี่ เมื่อมีเสียงร้องเรียกจากด้านนอกเยลจึงรีบออกไปเปิดประตูและพบว่า มีช่างมาติดตั้งมิเตอร์น้ำและไฟฟ้า รวมทั้งคนส่งของที่เพิ่งจะมาถึงหลังจากนั้นเพียงไม่นาน
    “ขอบคุณครับ”
    “ยินดีครับ จากการตรวจเช็ค สายไฟที่มีอยู่เดิมใช้งานได้ตามปกติไม่เป็นอันตราย ใช้งานได้ทันทีครับ”
    “น้ำก็เหมือนกัน เปิดน้ำทิ้งไว้สัก 10 นาที ก็ใช้ได้ตามปกติครับ”
    “ครับ”
    เมื่อการติดตั้งและตรวจเช็คระบบน้ำและไฟฟ้าเสร็จสมบูรณ์ เยลก็ได้ให้คนส่งของนำสิ่งต่างๆที่สั่งซื้อเข้าไปจัดวางไว้ที่ด้านในตามลำดับ ซึ่งพอธุระในวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดีเยลก็รีบกลับมานั่งบ่มเพาะพลังต่อหลังจากที่คนเหล่านั้นจากไป
    วูบบบบบ!!
    แรกเริ่มขั้นห้า!
    ‘ระดับแรกเริ่มขั้นห้าแล้วสินะ เวลานี้ก็เย็นมากแล้ว เห็นทีต้องรีบกลับไปที่โรงเตี๊ยม’เยลรีบยุติการบ่มเพาะพลางตรวจดูต่ออีกเล็กๆน้อยๆ และนำของที่แช่เอาไว้ออกมาส่วนหนึ่งเพื่อใช้สำหรับทำการค้าในวันรุ่งขึ้น
    .
    .
    .
    ณ โรงเตี๊ยมหมี่เหลือง
    “กลับมาแล้วหรือขอรับ เถ้าแก่”
    เหมาเว่ยพยักหน้าก่อนจะเอ่ยออกไปว่า”นำของเหล่านี้ไปเก็บรักษาไว้ พรุ่งนี้เราจะเปิดที่นี่ทันที”
    “ขอรับ”
    เมื่อกลับมาถึงเหมาเว่ยก็สั่งให้เสี่ยวเอ้อช่วยกันนำสิ่งที่ติดมือมาเข้าไปเก็บรักษา อีกทั้งเมื่อสองเสี่ยวเอ้อกลับมา ทั้งสามคนก็เริ่มสนทนากันถึงเรื่องต่างๆ โดยเรื่องแรกที่เหมาเว่ยเป็นกังวล เขาเกรงว่าต่อไปหากเมนูชาบูเป็นที่นิยมแล้วเสี่ยวเอ้อจะมีไม่เพียงพอ จึงถามไถ่คนงานใหม่กับอาปิงอาเปียวที่อาจจะมีคนรู้จักในเมืองนี้บ้างไม่มากก็น้อย
    “ข้ามีคนรู้จักที่สนิทกันอยู่อีกสามคน พวกมันสามารถไว้ใจได้ทั้งยังขยันทำงาน หากเถ้าแก่อยากได้คนงานเพิ่ม ข้ายินดีเป็นธุระไปชักชวนพวกมันเอง”
    “อาเปียว เจ้าหมายถึงสามคนนั้น”
    “ถูกต้อง”
    “งั้นข้าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่พวกเจ้าก็แล้วกัน ว่าแต่พวกเจ้าสองคนรู้เรื่องเมืองแห่งนี้มากน้อยแค่ไหน?”เหมาเว่ยตั้งคำถามกลับไปในสิ่งที่เขาแทบจะไม่ทราบเลย
    “ข้าโตและเกิดที่เมืองนี้ ครอบครัวข้าเป็นคนที่นี่มาหลายอายุคนย่อมรู้จักที่นี่เป็นอย่างดี หรือเถ้าแก่ไม่ใช่คนที่นี่ ท่านคนจากที่อื่นงั้นหรือขอรับ?”อาเปียวหันมาเพ่งมองเหมาเว่ย ส่งสายตาราวกับกำลังรอคำตอบ
    “จริงหรือขอรับที่ท่านไม่ใช่คนที่นี่”อาปิงกล่าวเสริม
    เหมาเว่ยพยักหน้าพลางเอ่ยตอบ“ถูกอย่างที่อาเปียวเข้าใจ ข้าไม่ใช่คนที่นี่ เช่นนั้นพวกเจ้าพอจะเล่าประวัติอย่างคร่าวๆให้ข้าฟังได้หรือไม่? เมืองนี้มีชื่อว่าอะไร แล้วถูกปกครองโดยอาณาจักรใด?”
    เหมาเว่ยเพิ่งจะนึกได้ว่าเรื่องทั่วไปเช่นนี้เขาไม่มีความรู้เลยแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่ชื่อเมืองที่อาศัยอยู่ แม้แต่ตั้งอยู่บนอาณาจักรใดก็ไม่ทราบ สิ่งที่เขารู้ก็มีเพียงว่าที่นี่ถือเป็นเมืองในการปกครองของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่านั้น
    “ท่านล้อเล่นพวกข้ารึเปล่าเถ้าแก่ ชื่อเมือง ชื่ออาณาจักร นี่ท่านไม่ทราบจริงๆหรือ?”สีหน้าอาเปียวที่แสดงออกมาราวกับว่าไม่เชื่อถือในคำพูดของเหมาเว่ยก่อนหน้า
    “จริงแท้แน่นอน!”
    “อาเปียว อย่ามัวแต่สงสัย เจ้าก็เล่าให้เถ้าแก่ฟังซะสิ”
    “ใช่ๆเล่าเลย เอาตั้งแต่อดีตเท่าที่พวกเจ้ารู้เลยก็ได้”เหมาเว่ยรีบรบเร้าให้อาเปียวเปิดปากเล่า’ข้าต้องทราบข้อมูลพื้นฐานทั้งหมดเพื่อวางรากฐาน และกำหนดทางเดินในชีวิต’
    “ได้ ข้าจะเริ่มตั้งแต่ตำนานในยุคบรรพกาล แรกเริ่มเดิมทีแผ่นดินนี้หรือทวีปที่พวกเรากำลังอาศัยอยู่เคยเต็มไปด้วยสัตว์ปีศาจ มารร้ายและคนชั่วมากมาย ก่อนที่จะถือกำเนิดอาณาจักรต่างๆก็เคยมีเมืองน้อยใหญ่ตั้งอยู่ก่อนเป็นจำนวนมาก หลายพันปีก่อนหรืออาจจะถึงหมื่นปี ก็ได้ปรากฏยอดคนทั้งหก ภายหลังถูกเรียกว่า หกนักบุญ”
    “หกนักบุญ!!”เหมาเว่ยเริ่มเกิดอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
    “ถูกต้อง ยอดคนทั้งหกมีฝีมือล้ำเลิศพลังยุทธสูงส่ง เป็นผู้ที่สามารถก้าวเข้าสู่ระดับนักบุญขั้นสูงสุดได้ และใช้ความสามารถที่มีขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป ทั้งยังรวบรวมผู้คนก่อตั้งเมืองจนภายหลังกลายเป็นอาณาจักรอันแสนใหญ่โตทั้งหก และยังเป็นผู้ถือครองอาวุธล้ำค่าเป็นยุทธภัณฑ์วิเศษที่มีในตำนาน ภายหลังได้หายสาบสูญไปไม่ปรากฏบนแผ่นดินอีกเลย บ้างก็ว่าถูกเก็บรักษาโดยจักรพรรดิของอาณาจักรต่างๆ บ้างก็ว่าถูกนำไปซ่อนในสถานที่ลึกลับที่ใดสักแห่งบนแผ่นดินนี้”
    “ยุทธภัณฑ์วิเศษ? แล้วไงต่อ เป็นยุทธภัณฑ์ระดับใดบ้าง?”
    “เรื่องนั้นข้าน้อยไม่ทราบ ต่อมาเมื่อก่อตั้งอาณาจักรทั้งหกเสร็จสิ้น ก็ได้ส่งผ่านสู่คนรุ่นหลัง โดยหนึ่งอาณาจักรจะมีเมืองใหญ่เพียงหนึ่งเมือง แต่ก็ใช่ว่าบนแผ่นดินจะมีเมืองของหกอาณาจักรเพียงอย่างเดียว ใต้หล้านี้กว่าใหญ่ เมืองเล็กเมืองน้อยยังมีให้เห็นในพื้นที่อันห่างไกลรกร้างอีกมากมาย พื้นฐานก็มาจากสำนักต่างๆที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ก่อสร้างเมืองของตนและขึ้นปกครองเป็นเจ้าเมือง ส่วนจำนวนอาณาจักรที่แท้จริงเวลานี้เหลือเพียงห้าอาณาจักรเท่านั้น”อาเปียวเล่ามาถึงช่วงนี้ก็เริ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไป แสดงถึงความรู้สึกเจ็บแค้นเป็นอย่างมาก
    “เจ้านี่รู้เยอะจริงๆ แล้วเรื่องเป็นอย่างไรต่อ เหตุใดถึงเหลือเพียงแค่ห้าอาณาจักร”
    “สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าจากท่านพ่อท่านแม่ของพวกข้าเล่าต่อๆกันมา และเหตุที่เหลือเพียงห้าอาณาจักรก็เป็นเพราะพวกชั่วนั่น มันก่อสงครามขึ้นและยึดครองเมืองแห่งนี้ที่เคยเป็นหนึ่งในอาณาจักรทั้งหกไปปกครองซะเอง”
    “ชู่...! เบาๆหน่อยอาเปียว เดี๋ยวมีใครผ่านมาได้ยิน”อาปิงเร่งบอกให้น้องชายของตนลดเสียงลง
    “หมายความว่าที่นี่ก็เคยถือเป็นหนึ่งในอาณาจักรทั้งหกงั้นสินะ”
    “ถูกแล้วเถ้าแก่ เคยเป็นเช่นนั้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน สุดท้ายความโลภความกระหายในอำนาจของมนุษย์ก็มิได้สิ้นสุด และด้วยเหตุผลนี้จึงกลายเป็นว่า อาณาจักรที่เราอยู่ในยามนี้จึงถือเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และมีชื่อว่าอาณาจักรมังกรฟ้า ส่วนเมืองที่พวกเราอยู่นี้ยังใช้ชื่อเดิมก่อนที่จะล่มสลาย หรือก็คือเมืองดารากระจ่าง”
    “ดารากระจ่าง!”
    หลังจากนั้นสองพี่น้องเสี่ยวเอ้อที่ถือเป็นคนท้องถิ่นก็เริ่มเล่าสิ่งต่างๆนาๆให้เหมาเว่ยได้ฟัง แม้ว่าอาณาจักรทั้งห้าในยามนี้จะเคยมีที่มาร่วมกัน แต่ไฟสงครามก็ยังคุกรุ่นโดยแต่ละฝ่ายยังคงหาโอกาสแย่งชิงดินแดนของกันและกันอยู่ตลอดเวลา
    ตามชายแดนหรือรอยต่อระหว่างอาณาจักรยังเกิดสงครามมีผู้คนเข่นฆ่ากันไม่รู้จบ แม้ว่าฉากหน้าอาณาจักรทั้งห้าเหมือนจะยังมีไมตรีต่อกัน แต่ทว่าแท้ที่จริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ส่วนการเดินทางไปยังอาณาจักรต่างๆโดยชาวบ้านหรือผู้ฝึกตนก็ยังสามารถกระทำได้มิได้ถูกกีดกันแต่อย่างใด
    ส่วนเมืองแห่งนี้เมื่อถูกยึดครองโดยอาณาจักรมังกรฟ้า ก็จะมีคนในราชวงศ์หรือคนใกล้ชิดจักรพรรดิผู้ปกครองถูกส่งมาดูแลเมืองแห่งนี้ในฐานะเจ้าเมือง จะเรียกเก็บภาษีกับชาวเมืองที่อยู่อาศัยและผู้ที่ทำการค้าในอัตราที่แพงกว่าอาณาจักรอื่นๆถึงสามเท่าตัว
    “ภาษีที่นี่แพงกว่าที่อื่นสามเท่า?”
    “ถูกต้องแล้วเถ้าแก่ นี่ท่านทำการค้าแต่กลับไม่ทราบเรื่องพวกนี้ เดี๋ยวคอยดูเถอะ จะมีคนถูกส่งมาเก็บภาษีที่นี่ในเร็ววัน ท่านเตรียมเงินจ่ายได้เลย”