เมื่อกลับมาถึงบ้าน ในบ้านกลับไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
เฉินซื่อและเฉียวซื่อออกไปขายปลายังไม่กลับมา เซียวอวิ๋นเหนียงก็ไม่อยู่
“ลูกสาวคนนี้นี่วันๆ ไม่ทำอะไร มีแต่ออกไปเที่ยวเล่น ไม่ไปช่วยกันทำนาก็ยังพอได้แต่นี่แม้แต่อาหารก็ไม่ทำไว้ให้เชียวหรือ?”เซียวจงไห่พูดอย่างโมโห “เดี๋ยวรอให้จัดการเื่ทำนาให้เสร็จก่อน ข้าจะให้แม่สื่อจัดการให้นางดูตัวเมื่อนางแต่งออกไปแล้วไม่ได้เห็นก็จะได้ไม่ต้องโมโหรำคาญใจ”
เมิ่งซื่อไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่เดินหอบฟืนเข้าครัวไปทำอาหารเงียบๆ
เซียวจิ่งเถียนไม่มีท่าทีสนใจน้องสาวคนนี้เลยแม้แต่น้อย เขาไปตักน้ำที่บ่อกลางลานบ้านขึ้นมาหนึ่งถังแล้วก็เดินถือถังน้ำออกประตูไปอาบน้ำ
ม่ายซุ่ยถือโอกาสกลับมาที่ห้องแล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เลอะดินโคลนออกเมื่อเหลือบเห็นกางกางของเซียวจิ่งเถียนที่พาดไว้ข้างเตียงก็มีรอยเลอะโคลนเช่นเดียวกันนางจึงหยิบมาวางไว้ในกะละมังไม้แล้วไปตักน้ำที่บ่อน้ำ จากนั้นก็ลงมือซักผ้าเลอะโคลนเ่าั้
เฉินซื่อและเฉียวซื่อจูงลูกเขาบ้านมา เห็นม่ายซุ่ยกำลังซักผ้าอยู่เฉินซื่อก็ถือโอกาสโยนเสื้อของตนลงในกะละมังแล้วพูดเรียบๆ ว่า “น้องสะใภ้ข้าฝากซักเสื้อตัวนี้ด้วยแล้วกัน!”
“ของข้าด้วย!”เฉินซื่อก็ถือโอกาสโยนเสื้อมาอีกสองตัว “โอย...เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ข้าวยังไม่เสร็จอีกหรือนี่!” นางพูดพร้อมทุบไปที่ด้านหลังเบาๆ
พวกเด็กๆ ต่างก็ส่งเสียงร้องงอแงด้วยความหิว
ม่ายซุ่ยรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมาก
นางเคยเห็นคนหน้าหนา แต่ไม่เคยเห็นใครที่หน้าหนาเช่นนี้มาก่อน
นี่นางจะต้องซักผ้าให้สองคนนั้นจริงหรือ?
คิดไปคิดมานางก็นำผ้าของทั้งสองคนแยกใส่อีกกะละมังหนึ่งไว้อย่างเงียบๆ
“ข้าวจวนจะเสร็จแล้ว” เมิ่งซื่อมาดูม่ายซุ่ยและก็มองไปที่เสื้อผ้าในกะละมัง“พวกเราก็เพิ่งกลับมาจากการทำงานเหมือนกัน” นางพูดคิ้วขมวด
“เหตุใดน้องสามีจึงยังไม่กลับมาจากในตัวเมืองเล่า?” เฉียวซื่อเอ่ยขึ้นราวกับรู้เื่ใดมา นางพูดด้วยความย่ามใจว่า“ในบ้านยุ่งวุ่นวายกันขนาดนี้ นางกลับมีแก่ใจไปพูดคุยหยอกล้อแตะเนื้อต้องตัวกับผู้ชายอยู่กลางถนนหากไม่รู้คงนึกว่าเป็สามีภรรยากันเสียอีก!”
“นั่นน่ะสิ ไร้ยางอายเสียจนข้าขายหน้า” เฉินซื่อพูดเสริม
“ใครไร้ยางอายเสียจนเ้าขายหน้า?” เซียวอวิ๋นเหนียงเดินเข้ามาพูดเสียงเ็า“ข้าแค่ไปส่งงานผ้าปักในตัวเมือง เหตุใดจึงถูกพวกเ้าพูดเสียจนกลายเป็เื่ไม่น่าฟังเช่นนี้ได้เล่า?”
“นั่นเ้าแค่คุยไม่กี่ประโยคหรอกหรือ?” เฉียวซื่อยิ้มเย็น “ข้าขอเกลี้ยกล่อมเ้าในฐานะที่ข้าเป็ภรรยาของพี่ชายเ้านะคุณชายสวี่ผู้นั้นมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ได้ยินว่านางเป็บุตรสาวของใต้เท้าหวังต้าซ่านเหรินสูงต่ำหนักเบาเ้าลองวัดดูเอง หากไปทำให้ใต้เท้าขัดใจขึ้นมาพวกเราจะโชคร้ายติดร่างแหเ้าไปด้วย”
ใต้เท้าหวังต้าซ่านเหรินแม้ชื่อจะมีความหมาย จะใจดีอ่อนโยน แต่แท้จริงแล้วเป็มหาเศรษฐีที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วมีที่ดินทำเลทองมากกว่าหลายร้อยไร่ บริวารมากมายจนนับไม่ถ้วน เขาเป็คนมีนิสัยตระหนี่โลภมากใจคอโเี้อำมหิตจนไม่มีใครกล้าขัดใจ
“เื่ของข้า พวกเ้าไม่จำเป็ต้องมากังวล” เซียวอวิ๋นเหนียงมองค้อนใส่ทั้งสองคนแล้วเดินเข้าห้องไป
เฉินซื่อและเฉียวซื่อมองสบตากันแล้วเหยียดริมฝีปากพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายจากนั้นเดินบิดเอวเข้าห้องกินข้าว
เซียวจิ่งเถียนถือถังน้ำกลับเข้ามาในบ้าน สายตาไปหยุดอยู่ที่ม่ายซุ่ยครู่หนึ่งจากนั้นก็เดินเข้าห้องไปโดยไม่พูดอะไรแต่ยังไม่ทันได้นั่งเมิ่งซื่อก็เข้ามาเสียก่อน “รีบไปช่วยยกน้ำที่ภรรยาเ้าซักผ้าไปเททิ้งเสียนางทำงานหนักมาแล้วทั้งวัน เ้าก็ไม่รู้จักเห็นใจนางบ้าง”
เซียวจิ่งเถียนขมวดคิ้วเดินออกไป เมื่อเห็นในกะละมังยังมีเสื้อผ้าของเฉินซื่อและเฉียวซื่ออยู่ก็ยกขาเตะกะละัะเด็นไปด้านข้างแล้วพูดเสียงเย็นว่า“เสื้อผ้าของพวกนางก็ให้มาซักเอง เ้ารีบเข้าไปกินข้าวเสีย”
“อืม” ม่ายซุ่ยแม้ว่าจะไม่ได้คิดที่จะซักเสื้อผ้าให้เฉินซื่อและเฉียวซื่ออยู่แล้วแต่เมื่อได้ยินเซียวจิ่งเถียนพูดเช่นนี้นางก็อดที่จะซาบซึ้งใจไม่ได้ อย่างน้อยในใจเขาก็ยังเข้าข้างนาง
เฉินซื่อและเฉียวซื่อได้ยินจากในห้องก็เบะปาก คิดในใจพร้อมกันว่าเ้าสามไม่ยินยอมพร้อมใจแต่งงานไม่ใช่หรือ? แต่ทุกวันนี้ภรรยาผู้นี้เพิ่งแต่งเข้าบ้านก็ออกโรงปกป้องกันถึงเพียงนี้ดูท่าคงกำลังแสดงละครให้พวกนางดูเป็แน่
ถึงใจจะคิด แต่พวกนางก็ยังเกรงกลัวอารมณ์อันดุร้ายของเซียวจิ่งเถียนจึงไม่กล้าพูดอะไร
สมาชิกในครอบครัวนั่งอยู่กันพร้อมหน้า
“อวิ๋นเหนียงต่อไปเมื่อเ้าได้พบกับคุณชายสวี่ห้ามพูดคุยกับเขาอีก ที่สำคัญห้ามมีความเกี่ยวข้องใดๆกับเขาเป็อันขาด” เซียวฝูเถียนพูดสั่งสอนหน้านิ่ว “เ้าไม่คิดเสียบ้างหรือ ว่าข้ากับพี่รองของเ้าเป็ชาวประมงหาปลายังชีพหากเ้ามีข่าวลือใดๆ เกี่ยวกับคุณชายสวี่แล้วได้ยินไปถึงหูของใต้เท้าหวังต้าซ่านเหรินเขาไม่มีทางปล่อยพวกเราไว้แน่นอน”
“เป็สาวเป็นาง ต้องรู้จักรักนวลสงวนตัว” เซียวกุ้ยเถียนก็ตำหนินาง
“พี่ใหญ่พี่รองปากเน่าๆ ใครกันที่บอกพวกท่านว่า ข้ากับคุณชายสวี่มีความเกี่ยวข้องกัน?” เซียวอวิ๋นเหนียงมองค้อนเฉินซื่อและเฉียวซื่อพร้อมพูดด้วยความโมโห “คุณชายสวี่เพียงแต่ถูกใจฝีมือปักลายของข้า จึงพูดคุยกับข้าต่อเพียงสองสามคำก็เท่านั้นเหตุใดพวกท่านต้องทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่เช่นนี้ ไม่อยากเห็นข้าอยู่อย่างมีความสุขใช่หรือไม่?”
“ที่พวกเราเตือนเ้าก็เพราะหวังดีต่อเ้า เหตุใดเ้าจึงแยกแยะไม่ออก?” เซียวฝูเถียนพูดหน้าเครียด “เป็สาวเป็นางเช่นเ้าต่อไปห้ามไปปรากฏตัวในเมืองตามอำเภอใจอีก เข้าใจหรือไม่?”
“อวิ๋นเหนียงพี่ใหญ่กับพี่รองต่างก็หวังดีต่อเ้า” เมิ่งซื่อกลัวว่าบุตรสาวจะไม่ฟังความจึงรีบพูด“คุณชายสวี่ผู้นั้นไม่ใช่บุคคลที่พวกเราจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยได้”
“ใครใช้ให้พวกท่านมายุ่ง” เซียวอวิ๋นเหนียงโมโหจนปาตะเกียบทิ้งแล้วลุกหนีออกไปทันที
“เ้า...เ้าเด็กคนนี้...” เมิ่งซื่อถอนหายใจ นางรีบวางตะเกียบลงแล้ววิ่งตามออกไป
“อารมณ์ของนางยิ่งรุนแรงขึ้นทุกวัน” เฉียวซื่อกระซิบ
“ก็ท่านแม่ตามใจนางจนเสียคนน่ะสิ” เฉินซื่อเหยียดริมฝีปากตาม “ถึงแม้ว่าจะไปส่งงานปักจริงก็ควรจะมีคนไปด้วยถึงจะถูกมีที่ไหนเป็สาวเป็นางเข้าตัวเมืองไปคนเดียว”
“พอแล้ว พวกเ้าพูดให้น้อยลงหน่อยจะได้หรือไม่!” เซียวจงไห่หน้าเครียดวางตะเกียบดังปึง “อวิ๋นเหนียงมีข้าและมารดาของพวกเ้าเป็คนสั่งสอนอยู่พวกเ้าไม่ต้องเป็กังวล”
ได้ยินดังนั้นเฉินซื่อและเฉียวซื่อจึงสงบปากสงบคำ ส่วนเซียวจิ่งเถียนและม่ายซุ่ยต่างก็นั่งกินข้าวไปอย่างเงียบๆไม่มีใครปริปากพูดสิ่งใด
่บ่ายคล้อยหลังจากที่เซียวจงไห่และเซียวจิ่งเถียนกลับมาจากทำนา ก็ไปพบผู้นำหมู่บ้านหวงโหย่วฉายเพื่อปรึกษาเื่ที่ดินรกร้างผืนนั้น
หวงโหย่วฉายอาศัยอยู่ด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เขาและลูกชายสองคนก็เป็ชาวประมงเช่นเดียวกันบริเวณบ้านจึงเต็มไปด้วยแหอวนและอุปกรณ์จับปลามากมายกองสุมกันจนไม่มีที่จะเดิน สองพ่อลูกไม่ได้เข้าไปด้านในแต่ใช้วิธีะโบอกจุดประสงค์ที่มาหาเขาจากนอกบ้าน
“ที่ดินรกร้างที่พวกเ้าพูดถึงผืนนั้น แต่เดิมเป็ของใต้เท้าหวังต้าซ่านเหริน เมื่อก่อนก็เป็ที่ดินผืนที่อุดมสมบูรณ์มากผืนหนึ่งต่อมาใต้เท้าหวังต้าซ่านเหรินไม่รู้ว่าไปได้ยินใครบอกเล่ามาว่า ในที่ดินผืนนั้นหากปลูกต้นหยวนเป่าที่แปลว่าต้นไม้เงินทองแล้วจะทำให้ทางบ้านมีทรัพย์สินเงินทองร่ำรวยยิ่งๆ ขึ้นไป เขาจึงให้คนงานทำการเพาะปลูกต้นหยวนเป่าจนเต็มที่ดินผืนนั้นแต่น่าเสียดายที่ปีนั้นฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องหลายวัน จนทำเกิดน้ำป่าไหลหลากทำให้ต้นหยวนเป่าทั้งหมดถูกน้ำขังจนรากเน่าตายั้แ่นั้นมาที่ดินผืนนั้นก็ไม่สามารถเพาะปลูกสิ่งใดได้อีก” หวงโหย่วฉายสวมใส่รองเท้าหญ้าเก่าๆขาดๆ ยืนอยู่หน้าประตูบ้านพูดกับเซียวจงไห่
“พี่สี่ท่านยังจำเื่นี้ได้ใช่หรือไม่ ปีนั้นที่จิ่งเถียนเพิ่งจะจากบ้านไปได้ไม่นานก็เกิดน้ำป่าไหลหลากหมูแกะเป็ดไก่ในหมู่บ้านต่างก็โดนน้ำพัดพาหายไปหมด ตอนนั้นท่านอยู่บนเขาไปทุบวอลนัทอยู่พอดีเกือบโดนน้ำป่าพัดไปด้วยแล้ว”
พูดไปก็ตบบ่าเซียวจิ่งเถียนไป “จิ่งเถียนเ้าเกือบจะไม่ได้พบบิดาเ้าอีกแล้วรู้ไหม”
“บิดาข้าเป็คนดี ฟ้าดินจะต้องคุ้มครอง” เซียวจิ่งเถียนฝืนยิ้ม
เขาจากบ้านไปสิบปีเช่นนั้น ก็หมายความว่าที่ดินผืนนี้ถูกปล่อยให้รกร้างมาสิบปีเช่นกัน
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/989b72eeb7cc486fe81b7f5e2bdce5a8
******เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ Fisherman หนุ่มประมงที่รักที่ไหน ขอฝากแฮชแท็ก #Fishermanหนุ่มประมงที่รัก #readAwrite ด้วยน้า