ภายในภัตตาคารหรูบนชั้นที่ 9 ของอาคารระฟ้าใจกลางเมืองหลวง บรรยากาศถูกตกแต่งไว้อย่างประณีตงดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด ผนังรอบด้านเป็กระจกใสบานั์ที่เปิดเปลือยให้เห็นทัศนียภาพภายนอกอย่างเต็มตา
บริเวณระเบียงที่ยื่นออกไปจากตัวอาคารทำให้ผู้ที่นั่งอยู่รู้สึกเหมือนได้ลอยละล่องอยู่ใกล้ชิดกับดวงจันทร์สีนวลตาที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า ท่ามกลางหมู่ดาวนับร้อยนับพันดวงที่พากันเปล่งแสงระยิบระยับแข่งกันราวกับจะบอกลาโลกใบนี้เป็ครั้งสุดท้าย
เบื้องล่างนั้น แสงไฟจากรถยนต์ที่วิ่งสวนกันไปมาบนท้องถนนขวักไขว่ ผสมผสานกับแสงสีสันตระการตาจากตึกสูงและบ้านเรือน ดูราวกับอัญมณีล้ำค่าที่ถูกโปรยทิ้งไว้ในความมืดมิด ทว่าในสายตาของ 'หนิงหลง' แสงไฟเ่าั้กลับดูเปราะบางเหลือเกิน อีกไม่นาน... แสงสว่างที่เห็นอยู่นี้จะดับวูบลง และถูกแทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องและความตาย
ชายหนุ่มและหญิงสาวนั่งประจันหน้ากันอยู่ที่โต๊ะริมระเบียง บนโต๊ะมีเทียนเล่มน้อยจุดเอาไว้ให้แสงสว่างเรืองรองชวนฝัน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของขี้ผึ้งลอยอบอวล คลอเคลียไปกับเสียงเปียโนบรรเลงแ่เบาที่ช่วยสร้างบรรยากาศให้สุนทรีย์ยิ่งขึ้น แต่มันกลับยิ่งทำให้หัวใจของหนิงหลงบีบคั้น
พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเรียบกริบเดินเข้ามาอย่างรู้หน้าที่ เขาประคองถาดที่วางกุหลาบสีชมพูช่อใหญ่ กลิ่นหอมของมันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ก่อนจะยื่นให้แก่ชายหนุ่ม
“ดอกไม้ครับ...หนิงหลง”
'เฟยหลง' ชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นอันเป็เอกลักษณ์ ยื่นช่อดอกไม้ให้หญิงสาวตรงหน้า ดวงตาของเขาฉายแววรักใคร่และเทิดทูนอย่างไม่ปิดบัง
“ขอบคุณนะ... แต่น้องให้ดอกไม้พี่เนื่องในโอกาสพิเศษอะไรคะ?” หนิงหลงถามพลางรับช่อดอกไม้กลิ่นหอมฟุ้งมาไว้ในอ้อมแขน ััของกลีบดอกไม้ที่ยังชุ่มน้ำค้างทำให้เธอรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา... สิ่งที่กำลังจะกลายเป็ของฟุ่มเฟือยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
“ดอกไม้สวย... ก็ต้องเหมาะกับคนสวยสิครับ” ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“จ้า... ปากหวานจังเลยนะเรา อาหารมื้อนี้ก็อร่อยมากจริงๆ” หนิงหลงตอบกลับพร้อมรอยยิ้มที่พยายามปั้นแต่งให้ดูปกติที่สุด
ทว่าั์ตาคู่สวยกลับสั่นไหวเล็กน้อย มือที่ถือช้อนสั่นเทาจนเธอต้องวางมันลงซ่อนไว้ใต้โต๊ะ เพราะนี่คือดินเนอร์ก่อนวันสิ้นโลกที่น่าประทับใจที่สุด และอาจจะเป็มื้อที่เงียบสงบที่สุดที่เธอจะได้ััในชีวิตนี้
“แล้วเื่การปรับปรุงบ้านพักตากอากาศของเราเป็ยังไงบ้างครับ? เห็นหนิงหลงดูจริงจังกับมันมาก” เฟยหลงเอ่ยถามเข้าเื่งานด้วยความเป็ห่วง
“พี่ให้เลขาจัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ... อีกประมาณ 5 วันทุกอย่างถึงจะเสร็จสมบูรณ์”
เธอตอบพลางทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ในใจครุ่นคิดถึงแผนผังการปรับปรุงครั้งใหญ่ การเปลี่ยนบ้านพักตากอากาศบนเขาให้กลายเป็ 'ป้อมปราการ' หรือฐานหลบภัยที่มั่นคงที่สุด
ใจจริงเธออยากจะเสริมเหล็กกล้าและติดตั้งระบบป้องกันให้หนาแน่นกว่านี้ แต่ด้วยระยะเวลาที่บีบคั้นและทรัพยากรที่ต้องแอบจัดเตรียมอย่างลับๆ ทำให้เธอทำได้เพียงเท่านี้... เท่าที่เวลาที่เหลืออยู่จะอำนวย
“หนิงหลง้าอะไรเพิ่มไหมครับ? บอกผมได้ทุกเื่เลยนะ”
“ไม่ค่ะ... พี่อิ่มแล้ว”
เธอมองหน้าเขา แสงเทียนที่ตกกระทบใบหน้าคมคายของเฟยหลงทำให้เธอหวนนึกถึงอดีตที่เคยเกิดขึ้น... ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอทุกครั้งที่หลับตา
วันที่ 1 มกราคม 2222 คือวันที่กงล้อแห่งโชคชะตาบิดเบี้ยว วันที่โลกจะเปลี่ยนไปตลอดกาล ในชาติที่แล้ว... คุณพ่อกับเฟยหลงต้องเดินทางไปดูงานทางภาคใต้ใน่เวลานั้นพอดี เมื่อไวรัสระบาดและหายนะเริ่มต้นขึ้น สัญญาณการสื่อสารทั้งหมดถูกตัดขาด ฉันถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวในเมืองที่เต็มไปด้วยซากศพเดินได้ และไม่มีโอกาสได้เจอกับพวกเขาอีกเลย... ความทรมานจากการไม่รู้ชะตากรรมของคนที่รักมันเ็ปยิ่งกว่าการถูกซอมบี้รุมทึ้งเสียอีก
แต่ในครั้งนี้... เมื่อพระเ้า (หรือมิติประหลาดนี้) ให้โอกาสเธอได้ย้อนกลับมา เธอจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเด็ดขาด
“เฟยหลง... จำ ‘สัญญาณ’ ของเราได้ไหมคะ?” น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าแฝงไปด้วยพลังบางอย่าง
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “จำได้ครับ... สัญญาที่บอกว่า 'หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอร้องโดยอ้างสัญญาณนี้ อีกฝ่ายจะต้องทำตามทุกอย่างโดยไม่ถามเหตุผล' ใช่ไหม?”
เขาตอบอย่างใจดี แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัยว่าเหตุใดหญิงสาวที่เขารักถึงหยิบยกเื่นี้ขึ้นมาพูดในบรรยากาศเช่นนี้ แต่ด้วยความเชื่อใจที่สั่งสมมานาน เขาก็พร้อมจะทำตามอย่างแน่นอน
“ใช่ค่ะ... พี่อยากใช้สิทธิ์นั้นตอนนี้” หนิงหลงสูดลมหายใจเข้าลึก “พี่อยากให้คุณพ่อกับเฟยหลง ยกเลิกงานทั้งหมด แล้วไปพักที่บ้านพักตากอากาศด้วยกันในวันที่ 1 มกราคม... จะได้ไหมคะ?”
คิ้วเข้มของเฟยหลงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “วันที่ 1 มกราคม... ผมกับคุณพ่อมีนัดสำคัญมาก ต้องไปดูงานที่โรงแรมทางใต้นะครับ มันเป็โครงการใหญ่ที่เราลงนามไว้แล้ว”
“พี่รู้ค่ะ... แต่เฟยหลงช่วยเลื่อนการเดินทางออกไปก่อนได้ไหม? ถือว่าพี่ขอร้อง...” แววตาของเธอดูจริงจัง เว้าวอน และเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นที่ซ่อนลึกจนคนมองััได้ถึงความผิดปกติ
เฟยหลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาจ้องลึกลงไปในดวงตาของพี่สาวที่เขารักที่สุด แม้จะไม่เข้าใจเหตุผล แต่น้ำหนักของ 'สัญญาณ' และความหวาดกลัวในแววตานั้นทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้
“ได้ครับ... เพื่อความสบายใจของหนิงหลง เดี๋ยวผมจะให้เลขาจางเลื่อนการเดินทางไปเป็วันที่ 5 มกราคมแทน อย่างน้อยเราจะได้อยู่ฉลองปีใหม่ด้วยกันที่นั่น”
“แล้วเื่ไปพักที่บ้านพักตากอากาศด้วยกันั้แ่วันที่ 1 เลย... ตกลงไหมคะ?” หนิงหลงย้ำเพื่อความมั่นใจ
ในใจของหนิงหลงหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่ถ่วงอยู่ หากเธอสามารถะโบอกทุกคนได้ว่า 'วันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง!' หรือ 'ซอมบี้จะบุกเมือง!' เธอคงทำไปแล้ว แต่ในโลกที่สงบสุขเช่นนี้
คำพูดเ่าั้ไม่ต่างอะไรกับอาการป่วยทางจิต ทั้งคุณพ่อที่เป็นักธุรกิจผู้สุขุม และเฟยหลงที่ยึดถือเหตุผล คงไม่มีทางเชื่อ และอาจจะมองว่าเธอเพ้อฝันจนพาไปพบจิตแพทย์ ซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง เธอจึงต้องแบกรับความลับนี้ไว้เพียงลำพัง และใช้วิธีที่ดูไร้เหตุผลที่สุดเพื่อรักษาชีวิตของพวกเขาเอาไว้
“ได้ครับ ผมจะจัดการทุกอย่างเอง เดี๋ยวผมจะแจ้งคุณพ่อให้ทราบว่าหนิงหลงอยากพักผ่อนแบบครอบครัว แล้วมีอะไรที่้าเพิ่มอีกไหมครับ?”
เฟยหลงตอบตกลงโดยง่าย แม้จะรู้สึกว่าหนิงหลงมีท่าทีแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการกักตุนอาหาร การปรับปรุงบ้านที่ดูเหมือนคุกมากกว่าบ้านพัก แต่หากนี่คือสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุข เขาก็พร้อมจะสนับสนุน
“อีกข้อจ้า...” หนิงหลงพยายามปรับสีหน้าให้ดูผ่อนคลายขึ้น “่นี้พี่อยากฝึกมวยและศิลปะป้องกันตัว แต่พี่ไม่มีคู่ซ้อมเลย อยากชวนเฟยหลงมาเป็คู่ซ้อมให้พี่หน่อยได้ไหม?”
หลังจากที่เธอใช้เวลาคลุกตัวอยู่ในมิติส่วนตัวและอ่านหนังสือ ‘วิถีแห่งหมัด’ จนจบกระบวนความ ทฤษฎีทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในสมอง แต่มันยังขาด 'สัญชาตญาณ' และการปฏิบัติจริง เฟยหลงซึ่งเป็สายดำในหลายชนิดกีฬารวมถึงมีทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม จึงเป็คู่ซ้อมที่ดีที่สุดที่เธอจะหาได้
เฟยหลงหัวเราะออกมาเบาๆ “ได้แน่นอนครับ... แต่่นี้หนิงหลงดูเปลี่ยนไปมากจริงๆ นะ ทั้งความกระตือรือร้นเื่ความปลอดภัยและการฝึกตัวเอง แต่เอาเถอะ... ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็บอกผมได้เสมอ ไม่ว่าเหตุผลของหนิงหลงคืออะไร ผมเชื่อใจและผมจะอยู่ตรงนี้รอคำอธิบายจากหนิงหลงเสมอครับ”
“ขอบคุณมากนะเฟยหลง... พี่เองก็อยากบอกทุกอย่าง แต่ช่วยรอพี่อีกนิดนะคะ อีกไม่นานหรอก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พี่จะอธิบายทุกอย่าง และตอบทุกคำถามที่เฟยหลงสงสัยเลย”
“ครับ... ผมจะรอวันนั้น วันที่เราไม่ต้องมีลับลมคมในกัน”
หนิงหลงมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว เธอโชคดีเหลือเกินที่ในชีวิตนี้ยังมีคุณพ่อและเฟยหลงเป็ครอบครัว พวกเขาคือแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในอดีตที่มืดมิด และจะเป็เหตุผลเดียวที่ทำให้เธอต้องเข้มแข็ง
'นับจากนี้ไป ไม่ว่าจะเป็วันสิ้นโลก ภัยพิบัติห่าฝน หรือฝูงซอมบี้กระหายเื ฉันจะต้องต่อสู้เพื่อให้คนที่ฉันรักปลอดภัย ถึงจะต้องกลายเป็ปีศาจในสายตาใคร หรือต้องเสี่ยงอันตรายแค่ไหน ฉันก็จะฝ่าไปให้ได้... เพื่อครอบครัวของฉัน!'
ดินเนอร์มื้อนี้สิ้นสุดลงด้วยความเงียบสงบที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง มันจะเป็ความทรงจำที่ล้ำค่าที่สุดก่อนที่โลกใบเดิมจะพังทลายลง เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง ทุกคนจะได้อยู่พร้อมหน้ากัน ไม่เหมือนในฝันร้ายที่ผ่านมา และเธอ... จะไม่ยอมให้ใครต้องตายอย่างทรมานอีกเป็อันขาด
ภายในมิติแห่งความลับ: แสงแห่งความหวัง
[ณ ห้องนอน]
หลังจากกลับมาจากดินเนอร์ที่เต็มไปด้วยความอึดอัดใจ หนิงหลงกลับมาถึงห้องนอนที่เงียบสงบ เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงขนาดคิงไซส์ ความเหนื่อยล้าจากการตระเตรียมการและแบกรับความกดดันมาทั้งวันทำให้เธออยากหลับลึกไปชั่วนิรันดร์ แต่ภารกิจสำคัญยังคงค้ำคออยู่ เธอจะประมาทไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว
หญิงสาวหลับตาลง รวบรวมสมาธิจดจ่อไปที่จุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว เพียงชั่วพริบตา ร่างของเธอก็หายไปจากห้องนอน และปรากฏขึ้นท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่อบอวลไปด้วยไอพลังชีวิตภายในมิติส่วนตัว
“สวัสดีครับเ้านาย ยินดีต้อนรับกลับครับ” เสียงทักทายที่คุ้นหูและนุ่มนวลดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“สวัสดีจ๊ะเวก้า” หนิงหลงหันไปยิ้มให้จิติญญาผู้พิทักษ์มิติ
“เ้านายดูเหนื่อยล้านะขอรับ มีอะไรให้กระผมรับใช้หรือ้าพักผ่อนก่อนไหม?” เวก้าถามด้วยความใส่ใจ
“ขอบใจนะเวก้า แต่พี่มีเื่สงสัย... ในมิตินี้ นอกจากตำราและพืชพรรณแล้ว มีอาวุธหรือเครื่องป้องกันที่พอจะใช้รับมือกับพวกสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์บ้างไหม?”
หนิงหลงถามด้วยความคาดหวังลึกๆ เพราะขนาดหนังสือ ‘วิถีแห่งหมัด’ ที่เธออ่านยังมีความลึกลับและทรงพลังขนาดนั้น หากมิตินี้มีอาวุธล้ำสมัยหรือชุดเกราะที่สามารถป้องกันกรงเล็บและฟันของซอมบี้ได้ มันคงจะเป็ไพ่ตายชิ้นสำคัญที่ช่วยให้ครอบครัวของเธอรอดพ้นจากวิกฤต
เวก้ายิ้มกว้างจนดวงตาเป็ประกาย “มีแน่นอนขอรับเ้านาย มิตินี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับทุกสถาณการณ์อันตราย เ้านายตามกระผมไปที่บ้านไม้หลังนู้นสิขอรับ ของที่เ้านาย้า... ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องลับใต้ดินของบ้านไม้หมดแล้ว”
“จริงเหรอ!”
ดวงตาของหนิงหลงเป็ประกายขึ้นมาทันที ความเหนื่อยล้าหายไปเป็ปลิดทิ้ง เธอแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะได้เห็นว่า 'คลังแสง' ที่ซ่อนอยู่ในมิตินี้จะยอดเยี่ยมขนาดไหน
เธอรีบก้าวเดินตามเวก้าตรงไปยังบ้านไม้หลังเล็กที่ดูธรรมดา แต่ภายใต้ความธรรมดานั้น อาจเป็กุญแจสำคัญที่จะตัดสินชะตากรรมของเธอกับครอบครัวในวันสิ้นโลกที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่อึดใจ...
……………………