บทที่ 27 ภารกิจครั้งที่สอง
ทันใดนั้นหลี่เต้าก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาลุกขึ้นหยิบดาบเหล็กทมิฬที่วางอยู่ที่หัวเตียง มือที่กำดาบเหล็กทมิฬไว้ ฟันลงบนแขนซ้ายอย่างรวดเร็ว
หากเป็เมื่อก่อน แม้ว่าร่างกายของเขาจะแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปถึงยี่สิบเท่า แต่ด้วยความคมของดาบเหล็กทมิฬ เขาคงาเ็อยู่ดี
เพราะในชาติก่อนเขาเคยรู้เื่ราวเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของร่างกายมนุษย์ ความแข็งแกร่งของร่างกายมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ไม่ได้สัมพันธ์กับความทนทานมากนัก กล่าวคือ แม้ร่างกายของคนเราจะแข็งแกร่งและมีความต้านทานสูง แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็เพราะกล้ามเนื้อช่วยดูดซับแรงกระแทกจากภายนอกได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น หากถึงคราวาเ็ก็ต้องาเ็อยู่ดี
อีกทั้งมีผู้คำนวณทางวิทยาศาสตร์ไว้ว่า หาก้าให้ร่างกายทนต่อะุปืนได้ ร่างกายจะต้องแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปถึงหมื่นเท่า (ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่ผู้เขียนกุขึ้นมาเอง) ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า หากความแข็งแกร่งของร่างกายไม่ได้ถึงขั้นน่าสะพรึงกลัว เมื่อถูกแรงภายนอกกระทำย่อมาเ็ได้ง่าย
การทดลองต่อไปของเขาคือการทดสอบการเปลี่ยนแปลงของิัตัวเอง
เมื่อเขาใช้ดาบเหล็กทมิฬกรีดลงไป เขาไม่ได้รู้สึกถึงความเ็ปเหมือนการถูกบาดทั่วไป กลับรู้สึกคล้ายกับการใช้มีดทื่อตัดหนังสัตว์ที่เหนียวแน่น คมกระบี่ไม่สามารถกรีดเข้าไปในิัได้เลย
เมื่อยกดาบเหล็กทมิฬขึ้นมาดู เขาพบว่าบนิัไม่มีแม้แต่รอยถลอก มีเพียงรอยแดงเท่านั้น ด้วยความสามารถในการฟื้นฟูของเขา เพียงแค่หายใจเข้าออกหนึ่งครั้ง รอยแดงก็หายไปแล้ว
เป็ไปตามที่คาด การทะลวงขีดจำกัดครั้งนี้ได้เปลี่ยนความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของิัของเขา
หากเป็ิัเดิมของเขา การถูกดาบฟันเช่นนี้ย่อมเืออกแน่นอน อาจาเ็ถึงกล้ามเนื้อด้านในได้
หลังจากนั้นหลี่เต้าเริ่มทดสอบความแข็งแกร่งสูงสุดที่ิัของตนจะรับได้ แม้จะใช้ดาบเหล็กทมิฬอันคมกริบเช่นนี้ แต่พละกำลังที่มากกว่าคนทั่วไปสองเท่าก็ยังไม่สามารถทำอันตรายได้
พละกำลังที่มากกว่าคนทั่วไปห้าเท่า สามารถทิ้งรอยถลอกไว้บนิัได้ แต่เพียงชั่วพริบตาก็หายเป็ปกติ
พละกำลังที่มากกว่าคนทั่วไปสิบเท่า แทบจะทำให้ิัของเขาถลอกได้ แต่าแระดับนี้ด้วยความสามารถในการฟื้นฟูที่มากกว่าคนทั่วไปยี่สิบเท่า เพียงชั่วครู่ก็หายเป็ปลิดทิ้ง จนสุดท้ายหลี่เต้าต้องใช้กำลังทั้งหมดฟันดาบเหล็กทมิฬลงบนแขน จึงสามารถสับคมดาบเข้าไปในกล้ามเนื้อได้สำเร็จ
แต่กลับถูกกล้ามเนื้อที่แ่าของเขาบีบรัดเอาไว้แน่น ต้องรู้ไว้ว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่เขาใช้ดาบเหล็กทมิฬ หากเป็ดาบธรรมดาทั่วไป เกรงว่าต่อให้ดาบหักก็ยังทำร้ายเขาไม่ได้
ด้วยความแข็งแกร่งของิัในตอนนี้ของเขา สามารถเรียกได้ว่าทั้งดาบและหอกไม่อาจแทงทะลุได้ และนี่เป็เพียงการทดลองกับอาวุธคมกริบเท่านั้น
หลี่เต้าเชื่อว่าการทะลวงขีดจำกัดน่าจะมีความพิเศษมากกว่านี้อีก
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ หลังจากิัของเขาผ่านการเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ ความทนทานจะเพิ่มขึ้นตามความแข็งแกร่งของร่างกายที่เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น หลี่เต้าจึงนึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมา
หากภายภาคหน้าเขาเป็ไส้ติ่งอักเสบขึ้นมาจะทำอย่างไร?
แน่นอนว่า ปัญหานี้เป็เพียงความคิดที่ผุดขึ้นมาลอย ๆ เท่านั้น
ต้องรู้ว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปถึงยี่สิบเท่า นอกจากด้านพละกำลังแล้ว ความทนทานต่อเชื้อโรคก็มากกว่าคนทั่วไปถึงยี่สิบเท่าเช่นกัน แล้วจะมีสิ่งใดที่ทำร้ายเขาได้เล่า?
ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้จะเกิดการอักเสบจริง ภูมิคุ้มกันของเขาก็จะรักษาได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็ต้องผ่าท้องเพื่อทำการผ่าตัดแต่อย่างใด
หลังจากเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเอง หลี่เต้ารำพึงในใจ
‘ในที่สุดข้าก็มีพลังป้องกันตัวเองบ้างแล้ว’
การเปลี่ยนแปลงของิัทำให้ความสามารถในการเอาชีวิตรอดของเขาเพิ่มขึ้น หนทางข้างหน้าก็จะราบรื่นมาก
หลังจากทำความสะอาดเศษิัที่ลอกออกมาและสวมใส่อาภรณ์เรียบร้อยแล้ว หลี่เต้านั่งลงที่โต๊ะและเริ่มกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
หลังจากกินอิ่มแล้ว เขาก็ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงและผล็อยหลับไป
เพียงชั่วพริบตา สามวันก็ผ่านพ้นไป
หลังจากที่หลี่เต้าและคนอีกสี่คนสำเร็จภารกิจลอบสังหารองค์ชายสามแห่งลั่วอวิ๋น เว่ยอวิ๋นก็ไม่ได้มาหาพวกเขาอีกเลย
พวกเขาเคยออกไปตามหาเว่ยอวิ๋นด้วยตนเอง แต่ไม่พบ จึงได้แต่รอคอยต่อไป ยังดีที่ตอนนี้สุขสบายกว่าตอนอยู่ในค่ายนักโทษปะา อย่างน้อยก็มีข้าวปลาอาหารให้กินอิ่มท้องทุกวัน
ในที่สุด่บ่ายของวันที่สาม เว่ยอวิ๋นก็นัดพบกับทั้งห้าคนด้วยตนเอง
ภายในกระโจมใหญ่
เว่ยอวิ๋นนั่งอยู่ที่โต๊ะหลัก ยกจอกสุราขึ้นชูไปทางหลี่เต้าและอีกสี่คน
"ข้าต้องขอขอบคุณพวกเ้า เนื่องจากการตายขององค์ชายสามแห่งลั่วอวิ๋น ทำให้การเจรจาระหว่างเผ่าถ่ามู่และเผ่าลั่วอวิ๋นต้องล้มเลิกไปชั่วคราว ถือว่าช่วยบรรเทาแรงกดดันในเขตชายแดนไปได้ส่วนหนึ่ง"
พูดจบ เขาก็ดื่มสุราในถ้วยจนหมด
ข้างโต๊ะสุรา เสิ่นซานดื่มสุราหมดถ้วยแล้วเอ่ยปากขึ้น "คำหวานหูพวกนี้มีประโยชน์อะไร สู้มอบผลประโยชน์ที่จับต้องได้ให้พวกเราจะดีกว่า อย่างเช่นจัดการเื่ทะเบียนราษฎร์และอิสระให้พวกเราทั้งห้า"
มุมปากของเว่ยอวิ๋นกระตุก เขาประเมินความหน้าด้านของเสิ่นซานต่ำไป เขาแค่พูดเป็เชิงให้เกียรติเท่านั้น แต่คนคนนี้กลับคิดว่าเป็เื่จริงเสียนี่
สายตาของเขาจับจ้องไปที่หลี่เต้าที่อยู่ด้านข้าง "แม้ข้าจะไม่สามารถให้ผลประโยชน์ที่เป็รูปธรรมแก่พวกเ้าได้ แต่ข้าสามารถช่วยให้พวกเ้าทำภารกิจทั้งสามให้สำเร็จได้เร็วขึ้น วันนี้ข้าเรียกพวกเ้ามาเพื่อบอกเกี่ยวกับภารกิจที่สองที่พวกเ้าต้องทำ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นซานอดบ่นพึมพำไม่ได้ "นี่ก็นับว่าเป็ผลประโยชน์ด้วยหรือ?"
ไม่สนใจคำพูดของคนโง่อย่างเสิ่นซาน หลี่เต้าวางจอกสุราลงแล้วถามตรง ๆว่า "้าให้พวกเราทำอะไร?"
สำหรับเขาแล้ว การมีภารกิจถือเป็เื่ดี ยิ่งทำเสร็จเร็วเท่าไหร่ยิ่งสามารถหลุดพ้นจากสถานะนักโทษปะาได้เร็วเท่านั้น
เว่ยอวิ๋นได้ยินดังนั้นจึงกล่าวตรง ๆ ว่า "แม้พวกเราจะตัดการติดต่อระหว่างเผ่าถ่ามู่และเผ่าลั่วอวิ๋นของชาวเหนือได้ชั่วคราว แต่เผ่าถ่ามู่ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น"
"ตามข่าวที่แนวหน้าของพวกเราสืบมาได้ นอกจากเผ่าถ่ามู่จะเจรจากับเผ่าลั่วอวิ๋นแล้ว ยังสั่งทำลูกธนูหนึ่งแสนดอกจากเผ่าเลี่ยหั่วที่อยู่ทางเหนือด้วย หากไม่มีอะไรผิดพลาด ลูกธนูเหล่านี้คงจะใช้รับมือกับกองทัพต้าเฉียนของพวกเรา"
ได้ยินดังนั้นเสิ่นซานสีหน้าเปลี่ยนไปทันที "เ้าอย่าบอกนะว่าภารกิจครั้งนี้จะให้พวกเราไปสกัดลูกธนูหนึ่งแสนดอกนั่น?"
เว่ยอวิ๋นส่ายหน้า "แน่นอนว่าไม่ใช่"
เสิ่นซานถอนหายใจด้วยความโล่งอก "อย่างนี้ค่อยฟังดูดีหน่อย"
แต่ทันใดนั้นเว่ยอวิ๋นก็กล่าวต่อ "ไม่ใช่การต้านลูกธนูหนึ่งแสนดอก แต่เป็การหาวิธีทำลายลูกธนูหนึ่งแสนดอกต่างหาก"
ปัง!
เสิ่นซานลุกพรวดพลางตบโต๊ะ "นี่! อย่าคิดว่าพวกข้าเป็คนโง่ ลูกธนูหนึ่งแสนดอกไม่ใช่สิ่งที่องค์ชายสามแห่งลั่วอวิ๋นผู้ไร้ค่าผู้นั้นจะเทียบได้ ผู้คุ้มกันลูกธนูเหล่านี้ต้องมีจำนวนมาก อีกทั้งยอดฝีมือคงไม่น้อย เ้าคิดจะส่งพวกข้าไปตายชัด ๆ!"
เว่ยอวิ๋นไม่ได้โกรธเคืองต่อท่าทีของเสิ่นซานแต่อย่างใด ด้วยไม่มีอะไรต้องไปถือสาคนโง่เขลาเช่นนั้น
เขาหันหน้าไปมองหาหลี่เต้า "เก้าห้าสองเจ็ด เ้ามีความคิดเห็นอย่างไร?"
หลี่เต้าวางถ้วยสุราในมือลง เอ่ยเสียงเบา "ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทำได้ หากแม่ทัพเว่ยไม่อยากผิดคำพูดกับพวกข้า คงมีบางสิ่งที่ยังไม่ได้บอกกระมัง?"
เว่ยอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะปรบมือ เอ่ยด้วยความทึ่ง "ข้าประเมินความฉลาดของเ้าต่ำไป เ้าพูดไม่ผิด เื่นี้ค่อนข้างยากลำบากจริง ๆ ดังนั้น..."
เขาหันไปมองเสิ่นซานแล้วพูดต่อ "ดังนั้นครั้งนี้ไม่เพียงแต่พวกเ้าทั้งห้าคนที่ต้องไป ข้าจะนำกำลังพลบางส่วนจากค่ายเว่ยอู่ไปด้วย"
เสิ่นซานเบ้ปาก คราวนี้เขาไม่มีอะไรจะพูดแล้ว เพราะตัวเ้าของเื่ก็ไปด้วย
หากเป็การไปตายเปล่า เช่นนั้นคงเท่ากับเอาตัวเองไปพ่วงเข้าไปด้วย
เมื่อได้ยินว่าเว่ยอวิ๋นจะไปเอง หลี่เต้าก็ตั้งสติแล้วถามว่า "เื่นี้… ยากมากหรือ?"
เว่ยอวิ๋นพยักหน้า "แน่นอน มันค่อนข้างยุ่งยาก ข้าได้รับข่าวมาว่าในกลุ่มคนที่คุ้มกันขบวนครั้งนี้ มีผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนอยู่ด้วย"
ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียน!
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าและคนอื่น ๆ ต่างตะลึงงัน
ใน่เวลาที่ผ่านมา หลี่เต้าได้เรียนรู้เกี่ยวกับระดับวรยุทธ์จากการพูดคุยกับเหล่ากุ่ย และคนอื่น ๆ
โลกใบนี้แบ่งระดับการฝึกฝนวรยุทธ์ออกเป็ ขั้นโฮ่วเทียน ขั้นเซียนเทียน ขั้นจงซือหรือจอมยุทธ และขั้นต้าจงซือหรือปรมาจารย์
ในบรรดาระดับทั้งหมด ปรมาจารย์ถือเป็บุคคลระดับค้ำบ้านค้ำเมือง โดยทั่วไปพวกเขาจะเป็กำลังสำคัญของแต่ละแคว้น ไม่ออกโรงง่าย ๆ
ส่วนจอมยุทธนั้นถือเป็ผู้แข็งแกร่งที่สุดในยุทธภพ แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก แม้แต่ในราชสำนักก็นับว่าเป็กลุ่มคนระดับสูงสุด
ส่วนขั้นเซียนเทียนถือเป็กลุ่มผู้ฝึกยุทธ์หลักในยุทธภพ
เมื่อผู้คนพูดถึงยอดฝีมือที่มีชื่อเสียง ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในระดับนี้
หากให้หลี่เต้าวิเคราะห์ ในสายตาของเขา คนธรรมดาก็เปรียบเสมือนสัตว์อสูรตัวเล็ก ผู้ฝึกยุทธ์โฮ่วเทียนเปรียบเสมือนสัตว์อสูรชั้นยอด ส่วนผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนเปรียบเสมือนราชันย์อสูร
แม้ว่าขั้นโฮ่วเทียนกับขั้นเซียนเทียนจะต่างกันเพียงแค่คำเดียว แต่ความแตกต่างของพลังนั้นมีมากถึงสิบเท่าเป็อย่างน้อย
ส่วนจินเซิ่งที่เขาเคยเผชิญหน้าด้วยครั้งก่อนนั้น เป็เพียงแค่ผู้ฝึกยุทธ์โฮ่วเทียนระดับสองเท่านั้น ยังไม่ถึงระดับหนึ่งด้วยซ้ำ
"ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียน? เ้าไม่ได้พูดเล่นกระมัง ใครจะรับมือไหว?" เสิ่นซานร้อนรน เห็นได้ชัดว่าเขารู้ดีถึงความร้ายกาจของผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียน
เว่ยอวิ๋นเอ่ยปาก "พวกเ้าวางใจได้ ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนผู้นั้นไม่จำเป็ต้องให้พวกเ้าลงมือ ข้าจะจัดการเอง"
"หืม?" เสิ่นซานทำหน้าตกตะลึง "เ้าอยู่ขั้นเซียนเทียนหรือ?"
เว่ยอวิ๋นยิ้มบาง ๆ "มีอะไรไม่สมควรหรือ?"
เสิ่นซานถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกว่าตนเองช่างกล้าหาญเหลือเกิน ที่แท้่เวลาที่ผ่านมาเขากำลังเถียงกับผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนมาตลอด
"เ้าคิดอย่างไรบ้าง ภารกิจครั้งนี้พวกเ้าจะรับหรือไม่?" เว่ยอวิ๋นหันกลับไปมองหลี่เต้า "จะรับหรือไม่รับ?"
หลี่เต้าหันกลับไปสบตากับเว่ยอวิ๋นตรง ๆ แล้วเอ่ยว่า "พวกเราไม่อยากรับ แต่ท่านจะยอมหรือ?"
"ไม่ยอม"
"แล้วจะพูดให้เปลืองน้ำลายทำไม?"
เว่ยอวิ๋น "..."
เอาเถอะ ถือว่าเขาโง่เอง