แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหน้าโรงน้ำชาเพราะว่านางนั่งอยู่บนระเบียงชั้นสองจึงได้ยินและเห็นอย่างชัดเจนเสียงเอะอะและทุบตีปนมากับเสียงร้องไห้ของหญิงสาวเรียกความสนใจของผู้คนที่อยู่แถวนั้นให้เข้ามาล้อมวงดูทันที
“ท่านพ่อ ๆท่านอย่าขายข้าให้ยายจ้าวเลยนะเจ้าคะ ท่านได้โปรดสงสารลูกคนนี้เถิดข้ายอมทำงานหนักทุกอย่างในบ้านท่าน จะให้ข้าทำสิ่งใดก็ได้ทั้งนั้นแต่ท่านพ่อได้โปรดเห็นแก่ความเป็นพ่อลูกของพวกเราเถิด”
เสียงของหญิงสาวที่ถูกชายและหญิงที่มีอายุมากกว่าฉุดดึงยกมือขึ้นอ้อนวอน
“เจ้ามันหญิงมีราคีที่ที่เหมาะที่สุดก็คือซ่องยายจ้าว หากอยากตอบแทนบิดาเจ้าก็ยินยอมไปเสียดี ๆเงินที่ขายเจ้าแม้ว่าจะไม่มากนัก แต่ก็พอให้พ่อเจ้าได้กินเนื้อนานนับเดือน”
ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่าเข้ามาฉุดกระชากลากถูให้ตามนางไปพร้อมกับกล่าวสบถและจิกตบหญิงสาวผู้นั้นไปด้วย
เมื่อเริ่มมีผู้คนเข้ามาล้อมรอบและมุงดูมากขึ้นชายสูงวัยจึงเข้ามาแบกตัวของหญิงสาวคนดังกล่าวขึ้นหลังโดยไม่สนใจคำขอร้องอ้อนวอนและเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของหญิงสาวเขายังใช้มือทุกไปที่หลังของหญิงคนนั้นอย่างแรง จากนั้นก็เดินแหวกฝูงชนก้าวออกไปโดยไม่สนใจเสียงซุบซิบนินทารอบ ๆ
อู๋เสี่ยวหรันจำได้ว่าหญิงสาวที่ถูกแบกออกไปนั้นเป็นหนึ่งในเชลยจากซ่องโจรที่นางช่วยออกมาได้คาดว่านางคงมีบ้านอยู่ที่นี่และคงจะกลับมาหาครอบครัวเดิมแต่อนิจจาที่ที่นางคิดว่านางจะปลอดภัยที่สุดกลับกลายเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดเสียอย่างนั้น
“เฮ้อ! ต้องช่วยสินะ”
อู๋เสี่ยวหรันถอนหายใจออกมาหยิบเงินวางไว้ที่โต๊ะ และลุกขึ้นเดินไปตามทิศทางที่หญิงสาวผู้นั้นถูกแบกออกไป
ในที่สุดนางก็ตามมาทันเห็นพวกเขาเดินเลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเมื่อสบโอกาสอู๋เสี่ยวหรันจึงเร่งฝีเท้าเดินเข้าไป และเรียกพวกเขาที่ด้านหลัง
“นี่พวกท่านจะพาแม่นางคนนั้นไปที่ไหนหรือ”
ชายและหญิงที่ดูมีอายุหยุดเดินและหันกลับมามองที่ต้นเสียง
“คุณชายท่านนี้นี่เป็นเรื่องในครอบครัวของข้าท่านไม่เกี่ยว”
หญิงสูงวัยเป็นผู้ตะโกนกลับมาแล้วทั้งสองก็หันหลังเพื่อจะเดินต่อไป
“ท่านจะขายนางเท่าไรข้าจะจ่ายให้มากเป็นสองเท่า”
ประโยคนี้ของอู๋เสี่ยวหรันสามารถหยุดพวกเขาให้หันกลับมาและยังเดินเข้ามาใกล้นางมากขึ้นอีกด้วยส่วนหญิงสาวถูกแบกอยู่นั้น นางน่าจะถูกตีให้สลบไปแล้ว
“โอ้คุณชายต้องการซื้อตัวนางอย่างนั้นหรือ”
ชายสูงวัยเป็นผู้พูด
“ยี่สิบตำลึง ....ข้าขายนางยี่สิบตำลึง”
หญิงสูงวัยไม่รีรอบอกจำนวนเงินที่ต้องการออกมาทันที
“ได้สิเรื่องเงินไม่เป็นปัญหาแต่ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าพวกท่านเป็นอะไรกับนาง”
“ข้าเป็นบิดาแท้ ๆ ของนางส่วนนี่ภรรยาข้า…อืม…แม่เลี้ยงน่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินท่านนี้ช่วยเรียกรถม้าให้ได้หรือไม่ข้าคงแบกนางกลับไปเองไม่ได้”
สองผัวเมียหันสบตากันเมื่อสามีพยักหน้าให้หญิงนางนั้นจึงได้เดินออกไปทางด้านหน้าตรอกอีกครั้งรอไม่นานนางก็เข้ามาพร้อมกับรถม้าคันเล็กที่สามารถนั่งสองคนได้
หลังจากนำตัวหญิงสาวใส่ไว้ในรถม้าแล้วอู๋เสี่ยวหรันหยิบเงินตำลึงสองก้อนโยนให้กับพวกเขา
“ขอบคุณคุณชาย ๆ”
พวกเขาขอบคุณนางไม่หยุดจากนั้นก็เดินออกไปจากตรอกไม่หันมามองลูกสาวที่อยู่ในรถม้าเลยสักนิด
องครักษ์เงาปรากฏตัวขึ้นภายในรถม้าอู๋เสี่ยวหรันออกคำสั่งให้เขาติดตามสองคนนั้นไปส่วนตัวของนางเองก็ให้รถม้าไปส่งยังบ้านพัก
ตอนที่อู๋เสี่ยวหรันไปถึงบ้านพักก็เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้วหลังจากแจ้งให้คนที่พักอยู่บ้านอีกหลัง มาช่วยกันนำตัวหญิงสาวคนนั้นไปพักรักษานางก็ได้พบกับลู่หมิงหลันที่กลับมาจากการนำสมบัติทั้งหมดไปเก็บรักษาเขามาพร้อมกับม้วนกระดาษที่จดบันทึกสิ่งของทั้งหมด รวมถึงการประเมินมูลค่าจากหอเทียนเซี่ย
“ขอบใจมากหมิงหลันสมบัติที่พวกเรานำออกมาครั้งนี้ประเมินได้ล้านกว่าตำลึงจากนี้พวกเราก็ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินอีกแล้ว”
“มิกล้ารับคำขอบคุณขอรับมันเป็นหน้าที่ข้าอยู่แล้ว”
“เจ้าไปนอนพักให้เต็มที่พรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางกันแต่เช้า”
อู๋เสี่ยวหรันส่งลู่หมิงหลันออกไป
หลังจากนั้นองครักษ์เงาที่ให้ตามสองผัวเมียก็กลับมารายงานกับนางว่าสองผัวเมียนั้นเป็นพ่อและแม่เลี้ยงของหญิงสาวคนนั้นจริง ๆ พวกเขาได้เงินไปแล้วผู้เป็นพ่อก็นำเงินไปเข้าบ่อนการพนันที่ฝั่งตะวันตกของเมืองและอยู่ที่นั่นจนตอนนี้ยังไม่ออกมา
ส่วนแม่เลี้ยงก็นำเงินอีกส่วนหนึ่งไปจับจ่ายใช้สอยแล้วก็กลับบ้าน ที่บ้านนางมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบอยู่ด้วยหนึ่งคน
“ท่านจะให้จัดการพวกเขาหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ต้องทำอะไรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นไปตามชะตาฟ้าลิขิตก็แล้วกันมีบิดาที่ติดการพนัน มารดาที่ไม่รักลูกเลี้ยงเช่นนั้นข้าคิดว่าอีกไม่นานพวกเขาคงแพ้ภัยตนเอง พวกเราไม่ต้องลงมือให้เสียเวลา”
ส่วนหญิงสาวคนที่อู๋เสี่ยวหรันช่วยชีวิตเป็นครั้งที่สองคนนั้นหลังจากนางฟื้นคืนสติขึ้นมาและได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว ก็ร้องไห้ฟูมฟายอยากจะมาขอบคุณคุณชายอู๋ที่ช่วยนางด้วยตนเอง แต่ก็ถูกทหารห้ามเอาไว้ก่อน
หลังจากที่นางสงบสติอารมณ์ได้ก็เล่าเรื่องที่นางไปประสบพบเจอมาให้กับคนอื่น ๆ ฟังและเตือนด้วยความหวังดีว่าอย่าได้คิดกลับไปบ้านเดิมอีกเลย ขนาดพ่อแท้ ๆ ของนางยังจับนางขายให้กับซ่องชั้นต่ำที่มีแต่ชนชั้นแรงงานเข้ามาใช้บริการ นางเคยรู้มาว่าที่นั่นมีหญิงสาวที่ทนไม่ไหวตกตายมานักต่อนักแล้ว
หลังจากหญิงสาวคนอื่น ๆ ได้ฟังเรื่องราวนี้แล้วพวกนางจึงตัดสินใจกันว่าจะย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ยังสถานที่ที่คุณชายอู๋จัดหาให้ดีกว่า
เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนออกเดินทาง อู๋เสี่ยวหรันให้ทหารสองนายที่บาดเจ็บหนักและหญิงสาวที่ช่วยมาทั้งหมดพักอยู่ที่เรือนไปจนกว่าจะรักษาตัวให้หายดีหลังจากที่พวกเขาทั้งสองหายดีพอจะเดินทางได้ก็ให้พาหญิงสาวทุกคนกลับไปยังหมู่บ้านที่เมืองหลวงด้วย
ออกเดินทางได้อีกหนึ่งวันก็มาถึงทางแยกที่ลู่หมิงหลันและครอบครัวจะต้องแยกไปอีกทางอู๋เสี่ยวหรันรู้สึกใจหายอยู่บ้างที่ต้องแยกจากอี้เอ๋อร์เด็กน้อยที่นางคอยประคบประหงมตลอดการเดินทางทั้งหนึ่งเดือนมานี้จึงให้หลันฮวาติดตามไปด้วย อย่างน้อยนางก็มีความสามารถในการป้องกันตัวและปกป้องลู่เจินได้ทั้งยังได้เรียนรู้วิชาแพทย์จาก เหลียนฮวาและซุนหนี่มาบ้างแล้ว
หลังจากแยกทางกับครอบครัวลู่อู๋เสี่ยวหรันก็ใช้เวลาเดินทางอีกสามวันเต็ม ๆ ในที่สุดนางก็มาถึงค่ายทหารรักษาชายแดนที่เฉิงอ๋องพักรักษาตัวอยู่
เพราะขบวนของนางมีหลี่จวิ้นเป็นผู้นำและที่ค่ายยังได้รับการแจ้งล่วงหน้าถึงการมาของคนจากตำหนักอ๋องแล้วดังนั้นการเข้าไปในค่ายจึงง่ายดาย แม้แต่รถม้าและคนทั้งหมดก็ไม่ถูกตรวจค้นด้วยซ้ำ
หลังจากผ่านประตูใหญ่เข้าไปแล้ว หลี่จวิ้นก็นำทางพวกเขาออกไปภูเขาที่อยู่ทางหลังค่าย ที่นั่นมีเรือนพักสำหรับเฉิงอ๋องโดยเฉพาะ
อย่างแรกที่อู๋เสี่ยวหรันทำเมื่อไปถึงนางก็ต้องเข้าพบกับเฉิงอ๋องเสียก่อนในตอนแรกทหารที่เฝ้ายามปฏิเสธการเข้าเยี่ยมของนางเพราะถูกสั่งเอาไว้
แต่อู๋เสี่ยวหรันหรือจะยอมถอยง่าย ๆ นางต้องการเห็นกับตาว่าเฉิงอ๋องชายที่เป็นเทพสงครามคนนั้นจะบาดเจ็บจริงหรือไม่อาการหนักเพียงใด และใครกันที่มีความสามารถเล่นงานเขาได้
หลี่จวิ้นที่เดินตามนางมาถึงหน้าห้องพักของเฉิงอ๋องด้วยเขากำลังจะเดินเข้ามาบอกให้ทหารยามคนนั้นเข้าไปแจ้งด้านในว่าผู้ที่มาพบมีตำแหน่งเป็นอะไร แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว
เพราะอู๋เสี่ยวหรันใช้วิธีการเดินสับขาบางอย่างที่เขาก็ดูไม่ออกเพียงแวบเดียวนางก็เดินผ่านทหารยามคนนั้นใช้มือสองข้างเปิดประตูเดินเข้าไปด้านในแล้ว
ทหารที่เฝ้าประตูกำลังจะไล่ตามนางเข้าไปหลี่จวิ้นจึงทำได้เพียงเข้าไปห้ามเขาแล้วปล่อยให้พระชายาอู๋เข้าไปด้านในเพียงลำพัง
ภายในห้องถูกตกแต่งอย่างง่ายไม่ได้ดูหรูหราอย่างเช่นตำหนักอ๋องด้านในสุดมีเตียงนอนซึ่งมองเห็นไม่ชัดเจนนักเพราะหน้าต่างทั้งหมดถูกปิดเอาไว้อย่างแน่นหนา อาจจะเป็นเพราะอากาศที่เริ่มหนาวคนดูแลคงเกรงว่าเขาจะต้องลมจนเจ็บป่วยอีก
แต่หากให้ผู้ป่วยนอนอุดอู้อยู่ในห้องที่มืด ๆ เช่นนี้ก็ไม่เป็นการดีต่อเขาเช่นกัน เวลานี้ยังพอมีแสงแดดอู๋เสี่ยวหรันจึงเปิดหน้าต่างออกไป เมื่อภายในห้องมีแสงสว่างเข้ามานางก็เห็นชายที่นอนอยู่บนเตียงอย่างชัดเจน
เป็นเฉิงอ๋องอย่างแน่นอนแต่ตอนนี้เขากลับไม่ได้สติ แม้กระทั่งนางเข้ามาถึงในห้องแล้วเขาก็ยังไม่รู้ตัวนั่นแสดงว่าคงจะบาดเจ็บหนักจริง ๆ
นางเดินเข้าไปใกล้ ๆ เขาตอนนี้ยังคงนอนหายใจแผ่วเบา ผมที่เคยเกล้าเก็บอย่างดีก็ปล่อยสยายอยู่บนหมอนเมื่อนางค่อย ๆ ดึงผ้าห่มออก ก็พบว่าเขามีได้สวมเสื้อแต่ร่างกายกลับถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลจำนวนมากพร้อมกับรอยเลือดที่ซึมออกมาทางด้านอกซ้าย
เมื่อมองตั้งแต่ใบหน้าเขาให้ดียิ่งขึ้นก็เห็นว่าปากของเฉิงอ๋องมีสีม่วงอ่อน ๆ รอบดวงตาดำคล้ำจมูกแดงผิดปกตินี่เป็นอาการของคนถูกพิษไม่ผิดแน่นอน
“ไม่คิดเลยว่าท่านจะอาการหนักถึงเพียงนี้” อู๋เสี่ยวหรันอุทานเบา ๆ
อู๋เสี่ยวหรันเดินออกมาจากห้องเปิดประตูออกไปและตะโกนขึ้นทันที
“หลี่จวิ้นไปตามซุนหนี่เหลียนฮวาแล้วก็หมอที่ดูแลท่านอ๋องมาพบข้าเดี๋ยวนี้” นางพูดเสร็จก็หลังกลับเข้าไปในห้องปิดประตูลง
“ปัง!”
ทหารยามที่เฝ้าหน้าประตูเขาหันมามองหน้าของหลี่จวิ้นที่ยังคงยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกพร้อมกับเขา
“หัวหน้าองครักษ์หลี่คุณชายคนนั้นเป็นใครกันขอรับ”
“ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องรู้ไปตามท่านหมอที่ดูแลท่านอ๋องมาเดี๋ยวนี้”
“ดะ ดะ ได้ ๆ ขอรับ” ทหารนายนั้นรับคำและวิ่งออกไปทันที
ส่วนหลี่จวิ้นเองก็ได้เรียกให้ลูกน้องของเขาไปตามคนมาพบพระชายาตามคำสั่งทันที
ภายในห้องที่อู๋เสี่ยวหรันกลับเข้าไปนางหยิบเก้าอี้และนั่งลงข้างเตียงของเฉิงอ๋องเพื่อรอเวลาให้หมอมา
ขณะที่นางกำลังจัดผ้าห่มให้เขาอยู่นั้น จู่ ๆ มือของนางก็ถูกคว้าจับเอาไว้โดยชายที่นอนหลับไม่ได้สติอยู่ และเขายังบีบมือนางแน่น
“ท่านอ๋อง! พี่เสวี่ยเยวียน!นี่ข้าเอง”
ระหว่างที่ร้องเรียกชื่อเขาอยู่นี้ก็พยายามที่จะดึงมือตนเองกลับมา โดยที่ไม่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ แต่มือของเขานั้นราวกับเป็นคีมเหล็กกำลังหนีบมือของนางไว้
อู๋เสี่ยวหรันจึงใช้มืออีกข้างแงะนิ้วมือของเขาออกทีละนิดปากก็เรียกชื่อเขาไปด้วย
“พี่เสวี่ยเยวียน! พี่เสวี่ยเยวียนนี่ข้าเองเสี่ยวหรัน”
แต่สิ่งที่อู๋เสี่ยวหรันมองไม่เห็นคือระหว่างที่นางก้มหน้าก้มตาเพื่อจะดึงมือของเขาออกนั้นมุมปากของเฉิงอ๋องยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยซึ่งหากไม่มองให้ดีก็อาจจะไม่เห็นยิ้มที่มุมปากของเขา
จนกระทั่งมือที่บีบแน่นค่อย ๆ คลายตัวเองออกแต่ก็ยังคงจับมือของนางเอาไว้อยู่ เมื่อนางพยายามดึงออกเขาก็บีบมือแน่นขึ้นอีกอู๋เสี่ยวหรันจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ให้เขาจับมือนางเอาไว้อย่างนั้น
“นี่เป็นเพราะว่าข้าเห็นท่านไม่ได้สติหรอกนะ”
นางบ่นอุบแล้วก็นั่งลงบนเก้าอี้แขนข้างหนึ่งก็ยังคงถูกเฉิงอ๋องยึดเอาไว้