ต้นยามเซิน(15.00-16.59)ฮวาเซียงเซียงเดินนำโดยมีอาจือเดินตามเข้าไปในบ้านสาวใช้ที่กำลังทำงานต่างคำนับทักทายนาง นางเพียงพยักหน้าและยกยิ้มเล็กน้อย ฮวาเซียงเซียงเดินตรงเข้าไปในเรือนหลักที่มารดาของนางพักอาศัย เพียงนางเดินผ่านเข้าประตูมารดาที่กำลังนั่ง
ปักเย็บผ้าก็เงยหน้าขึ้นสบตาพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
ฮวาเซียงเซียงคำนับและเอ่ยว่า “เซียงเซียงคารวะท่านแม่ ลูกกลับมาแล้วเ้าคะ”
“อืม มานี่เถิดมานั่งข้างแม่วันนี้ใยกลับช้านักเล่าแม่นั่งรอเสียนาน” จางเหมยซูนางวางผ้าปักไว้โต๊ะด้านข้างและเอ่ยถามบุตรสาวของตนด้วยรอยยิ้มนางนั่งปักผ้าที่ห้องโถงรับแขกเพื่อรอบุตรสาวของตนกลับเรือนนานจนเริ่มรู้สึกปวดหลังฮวาเซียงเซียงเห็นมารดาขยับยืดตัวและใช้มือนวดเอวนางจึงเดินไปด้านหลังและเริ่มลงมือนวดที่คอไหล่ และหลังจนจางเหมยซูรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
“ลูกเพียงแค่เดินชมธรรมชาติและร้านค้าเล็กน้อยเท่านั้นเ้าค่ะอีกอย่างวันนี้ลูกได้พบกับซือฉีด้วยเลยนั่งคุยกันเสียนาน”
“งั้นหรือมู่ฮูหยินยอมให้นางออกจากเรือนด้วยหรืออีกไม่เกินเดือนก็ต้องเข้าพิธีปักปิ่นแล้วนะ อืม น้ำหนักดี ๆ ” จางเหมยซูหลับตาด้วยความสบายจากการบีบนวดของบุตรสาวและอดที่จะเอ่ยชมไม่ได้
“ซือฉีบอกว่าขออนุญาตท่านป้าแล้วเ้าค่ะเห็นว่านางขอเสียนานจึงได้รับอนุญาตให้ออกจวนเ้าค่ะ” ฮวาเซียงเซียงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ตนได้พบสหาย
“เด็กคนนี้นะอะไรก็ดีหมดยกเว้นความโผงผาง ไร้ระเบียบเยี่ยงกุลสตรี เ้าอย่าเอาเป็เยี่ยงอย่างเล่า” จางเหมยซูเอ่ยขึ้นด้วยความจนใจและหันไปมองบุตรสาวของนาง
“ลูกทราบแล้วเ้าค่ะ ท่านแม่หันหลังมาเถิดลูกจะนวดให้ต่อเ้าค่ะวันหลังอย่านั่งปักผ้านานอีกนะเ้าคะ ท่านแม่จะเหนื่อยเกินไป”
ฮวาเซียงเซียงประคองไหล่มารดาและเอ่ยให้มารดาหันหลังมาให้นางหลังจากที่หันมาเพื่อพูดกับนาง
“แม่รู้แล้ว ๆ วันหลังจะไม่ทำอีกท่านพ่อเ้าคิดบัญชีใกล้เสร็จหรือยัง วันนี้จะกลับบ้านมาเร็วหรือไม่แม่จะได้ให้ห้องครัวเตรียมอาหารไว้รอ”
“เห็นท่านพ่อบอกว่าใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะวันนี้น่าจะได้กลับมาเร็วเ้าค่ะ”
“งั้นดีเลยแม่จะไปห้องครัวเสียหน่อยจะได้ให้แม่ครัวเตรียมอาหารไว้รอเลย ตอนนี้ฟ้าใกล้มืดแล้วพ่อเ้าคงใกล้จะกลับมาแล้วเ้าก็กลับเรือนไปพักผ่อนเสียหน่อยเถิด” จางเหมยซูหันไปจับมือที่กำลังบีบนวดให้นางมากุมไว้และตบเบา ๆ ฮวาเซียงเซียงจึงได้ย่อคำนับมารดาและเดินกลับเรือนของตน
เรือนของนางอยู่ห่างจากเรือนหลังไปไม่ไกลมากนักเรือนหลักเป็เรือนหลังใหญ่ที่สุดเป็ที่พักของบิดามารดาของนาง ส่วนเรือนอื่น ๆต่างสร้างให้ขนาดไม่แตกต่างกันมาก เรือนที่อยู่ถัดจากเรือนหลักทางทิศตะวันออกเป็เรือนที่พี่สาวต่างมารดาของนางฮวาเย่เอ๋อร์พักอาศัยถัดจากเรือนนี้จึงจะเป็เรือนของนาง ฮวาเซียงเซียงเดินผ่านด้านหน้าเรือนของพี่สาวที่เต็มไปด้วยดอกไม้ชูช่อสวยงามนางหยุดนิ่งมองสักพักก่อนจะเห็นว่าโต๊ะด้านตะวันตกของเรือนตั้งอยู่ใต้ต้นอู๋ถงที่กำลังออกดอกสวยงามและเป็ร่มเงาให้ผู้ที่นั่งพักดังเช่นตอนนี้ที่ฮวาเย่เอ๋อร์กำลังนั่งปักผ้ามีสาวใช้ส่วนตัวคอยดูแลชงชาและจัดเก็บเข็มด้ายอยู่ข้าง ๆ
ฮวาเซียงเซียงที่เห็นฮวาเย่เอ๋อร์กำลังสนใจปักผ้าจึงคิดจะเดินเลี่ยงกลับไปที่เรือนของตนแต่ก็ต้องชะงักเมื่อนางได้ยินเสียงเรียก “น้องรองกลับมาแล้วหรือ” ฮวาเย่เอ๋อร์ที่เงยหน้าขึ้นมาเพื่อพักสายตาก็มองเห็นฮวาเซียงเซียงกำลังจะเดินกลับเรือนของตนนางจึงได้เอ่ยเรียกน้องสาว
ฮวาเซียงเซียงจำต้องเดินตรงไปหาพี่สาวของนางและย่อกายคำนับ“พี่หญิงใหญ่” ฮวาเย่เอ๋อร์เพียงพยักหน้าตอบรับและเอ่ยขึ้นว่า“เหตุใดจึงได้กลับมาช้านักเล่าวันนี้ข้าปักผ้าแล้วมีข้อสงสัยคิดว่าจะไปขอคำแนะนำจากเ้าแต่พอไปที่เรือนกลับพบว่าเ้ายังไม่กลับมาข้าจึงได้มารอเ้าที่ตรงนี้”
“ต้องขออภัยพี่หญิงข้าเพียงแต่พบสหายได้พูดคุยกันเลยทำให้กลับมาช้าเท่านั้นเ้าค่ะพี่หญิงจะให้ข้าดูลายปักใดหรือเ้าคะ”
ฮวาเซียงเซียงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางทราบดีว่าพี่สาวต่างมารดาไม่ค่อยจะชอบนางเท่าใดนัก ที่เอ่ยทักขึ้นเพียงแค่จะอวดลายปักผ้าของนางเพียงเท่านั้น
“่นี้อากาศคงจะเริ่มร้อนมากขึ้นข้าเลยปักลายเสื้อใหม่ที่ผ้าบางเบา ใส่สบายแทนตัวเดิมที่ผ้าหนาไม่เหมาะกับตอนนี้ข้ามีลวดลายใหม่ที่คิดค้นขึ้น เ้ามาดูสิว่าสวยหรือไม่ต้องปรับแก้ตรงที่ใด”ฮวาเย่เอ๋อร์ยื่นผ้าที่นางปักลวดลายไปเกือบแล้วเสร็จให้ฮวาเซียงเซียงดู และนั่งตัวตรงยกปลายคางขึ้นด้วยความถือดีว่าลวดลายที่ตนออกแบบมาและฝีมือการปักผ้าของนางไม่เป็สองรองใคร
ฮวาเซียงเซียงรับผ้าปักและนั่งลงด้านข้างพลางมองลายปักและส่งรอยยิ้มสวยงามราวกับภาพวาดให้กับพี่สาวต่างมารดาของนาง“ช่างเป็ลวดลายที่แปลกตาและสวยงามมากเ้าค่ะการปักเย็บก็ละเอียดลายดอกโบตั๋นชูช่อปักได้เสมือนจริงยิ่งนักฝีมือการออกแบบและปักผ้าของพี่หญิงพัฒนาขึ้นอีกแล้ว เซียงเซียงนับถือนัก”
ฮวาเย่เอ๋อร์ที่ได้ยินคำชมยิ่งยกแผ่นหลังและใบหน้าให้สูงมากยิ่งขึ้น“เื่นี้มันแน่นอนอยู่แล้ว หากเ้าอยากให้ข้าออกแบบลวดลายให้ก็บอกข้ามาพี่สาวอย่างข้าจะช่วยเ้าเอง”
ฮวาเซียงเซียงเพียงยิ้มตอบรับและเอ่ยขอบคุณก่อนจะกล่าวลาพี่สาวของตนกลับเรือนนางรู้ว่าพี่สาวของนาง้าคำตอบอย่างไรนางก็จะพูดออกไปอย่างนั้นถึงแม้ลายผ้าและการปักเย็บจะดูธรรมดาเพียงใดนางไม่รู้ว่าเหตุใดพี่สาวที่เคยเล่นด้วยกันั้แ่ยังเด็กถึงได้ชอบแข่งขันและนำนางไปเปรียบเทียบกับตนเองในทุกเื่ขนาดนั้น
มารดาของฮวาเย่เอ๋อร์หลังจากคลอดบุตรเพียงไม่นานก็ตกเืเสียชีวิตทิ้งให้ท่านย่าคอยดูแลหลังจากบิดานางไว้ทุกข์หนึ่งปีจึงได้แต่งมารดาของนางมาเป็ฮูหยินคนที่สอง และคลอดนางออกในปีต่อมาและคลอดน้องชายของนางแต่หลังจากนั้นก็ไม่มีวี่แววว่ามารดาของนางจะมีน้องสาวน้องชายเพิ่มขึ้นมาแต่ท่านย่าและท่านพ่อก็ไม่ได้รับอนุภรรยามาเพื่อให้มีผู้สืบสกุลเพิ่ม
มารดานางหลังแต่งเข้ามาก็ดูแลพี่สาวต่างมารดาของนางอย่างดีตอนเด็กที่เริ่มจำความได้นางและพี่สาวมักจะเล่นด้วยกันแต่เพียงพี่สาวนางอายุสิบขวบก็เกิดห่างเหินกันไป และมักจะชอบในสิ่งที่นางชอบนางไม่อยากให้ท่านพ่อและท่านแม่กังวลจึงทำได้เพียงยอมรับและเก็บความไม่พอใจไว้คนเดียว
ฮวาเซียงเซียงกลับเรือนและปลดเครื่องประดับศีรษะและเปลี่ยนชุดเรียบร้อยนางนั่งสักพักแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ยังปักไม่เสร็จขึ้นมาทำต่ออาจือที่เดินนำชาผลไม้มาให้เห็นคุณหนูของนางกลับมาเหนื่อย ๆ ไม่พักผ่อนก็เอ่ยขึ้น “คุณหนูไม่พักสักหน่อยหรือเ้าคะ บ่าวเอาชาและขนมมาให้คุณหนูทานสักหน่อยนะเ้าคะ”ฮวาเซียงเซียงมองไปที่โต๊ะเห็นเป็ชาผลไม้และขนมกุ้ยฮวาจากนั้นก็หันมาสนใจปักผ้าต่อ
“อีกสักหน่อยก็ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว ข้ายังไม่อยากกินของว่างเ้าเอาไปเก็บเถอะ”อาจือมองไปที่คุณหนูของนางก็ถอนหายใจเสียงเบาก่อนจะยกจานขนมและกาน้ำชาไปเก็บที่ห้องครัวตามเดิม
จนล่วงเข้ายามโหย่ว (17.00-18.59)จึงมีสาวใช้จากเรือนหลักมาเรียกให้ฮวาเซียงเซียงไปร่วมโต๊ะอาหารเย็น นางวางผ้าที่ปักไปได้ครึ่งหนึ่งไว้ในกล่องเช่นเดิมและลุกเดินนำอาจือไปที่เรือนหลักที่ใช้สำหรับรับประทานอาหารของครอบครัว นางเดินเข้ามาก็พบว่าทุกคนในบ้านมาเกือบครบทุกคนแล้วยกเว้นเพียงน้องชายของนางที่คงจะห่วงเล่นตีไม้กับบ่าวในเรือนนางคารวะท่านย่า บิดา มารดา และพี่สาวแล้วจึงเดินไปนั่งที่นั่งของตน
“นี่ก็นานแล้วนะ ทำไมเยี่ยนเอ๋อร์ยังไม่มาอีกเล่า”ฮูหยินผู้เฒ่าฮวาเอ่ยขึ้นด้วยความขัดใจและมองไปที่จางซื่อด้วยสายตามคาดคั้นจางซื่อหาได้ใกับสายตาของแม่สามีนางเพียงส่งสายตาไปให้บ่าวรับใช้ข้างตัวบ่าวรับใช้ก้มหน้ารับทราบและเดินออกไปจากห้องอาหารแต่เพียงไม่นานทุกคนก็ได้ยินเสียงเดินที่เร่งเร้าก่อนจะได้ยินเสียงพูดว่า “เยี่ยนเอ๋อร์มาแล้วขอรับ ท่านยาหิวมากหรือไม่ต้องโทษที่เยี่ยนเอ๋อร์อ่านตำราการค้านานไปเสียหน่อยจึงทำให้มาช้าขอให้ท่านย่าลงโทษด้วยขอรับ” ฮวาจงเยี่ยนที่ตอนนี้อายุสิบปีเดินไปนวดที่แขนของฮูหยินผู้เฒ่าด้วยสีหน้าออดอ้อนแล
ดูน่าสงสาร ทุกคนในห้องอาหารที่มองได้แต่ส่ายหน้าระอาในใจเพราะรู้ว่าสิ่งที่พูดออกมานั้นล้วนเป็เท็จคงจะมีเพียงท่านย่าที่แม้จะดูดุร้าย
และเพียงหลานชายคนเดียวออดอ้อนและพูดเอาใจเล็กน้อยความกรุ่นโกรธในใจก็คลายออกเสียแล้ว
“ช่างเถิด ๆ ติดพันการอ่านตำราก็ดีแล้วแต่วันหลังอย่าให้มาช้าอีกเล่า ไปรีบไปนั่งเถิดจะได้เริ่มกินข้าวกัน” ฮูหยินผู้เฒ่าเพียงตบไปที่มือของเขาเบาและเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
“ขอบคุณท่านย่าที่เมตตาหลานขอรับ”ฮวาจงเยี่ยนจึงลุกเดินไปนั่งที่นั่งของตนที่อยู่ถัดจากฮวาเซียงเซียงและส่งรอยยิ้มยียวนยักคิ้วให้นางราวกับว่าทุกอย่างเขาจัดการได้ฮวาเซียงเซียงที่มองน้องชายก็ได้แต่ยิ้มอ่อนให้และเริ่มจับตะเกียบทานอาหารเย็น
อีกฟากหนึ่งของอำเภอที่อยู่ติดกับชายป่ามีบ้านหลังหนึ่งที่ดูแล้วเก่าโทรมมีเพียงเรือนหลักหนึ่งหลังที่แบ่งออกเป็สามห้องมีห้องนอนสองห้องและมีห้องรับรองคั่นกลางห้องนอนทั้งสองด้านหน้าตั้งเพิงไม้ไว้สำหรับทำอาหารที่ตอนนี้มีชายหนุ่มเครายาวเต็มหน้ากำลังอุ่นอาหารที่เขาซื้อมาจากร้านอาหารจินฟงเมื่อตอนเที่ยงหลังจากอุ่นอาหารแล้วเขาจึงได้ยกไปที่เรือนรับรองที่มีมุมตั้งโต๊ะสำหรับกินข้าวไว้
“ท่านปู่มากินข้าวได้แล้ว!” หวังจงเอ่ยเสียงดังให้ปู่ของเขาที่พักในห้องได้ยินและออกมากินข้าวเย็น
“มาแล้ว ๆ วันนี้ได้อะไรมากินบ้าง”ชายสูงอายุราวหกสิบปีรูปร่างเล็กเมื่อเทียบกับหวังจงผู้เป็หลานหากใครมาเห็นทั้งสองอยู่ด้วยกันอาจไม่รู้ว่าเป็ปู่หลานเพราะทั้งรูปร่างและหน้าตาช่างต่างกันเหลือเกินเขาเดินออกมาจากห้องแม้ภายนอกจะดูสูงวัยแต่การเดินเหินและสายตาสุขภาพของเขาก็ยังแข็งแรงอยู่ได้อีกยาวนาน
“วันนี้หลานนำสัตว์ป่าไปขายที่ร้านอาหารเลยซื้อกับข้าวมาด้วยวันนี้ไม่ต้องกินอาหารฝีมือหลานอย่างข้า ท่านก็กินให้มาก ๆ เล่า”
“เฮอะ! เ้าจะว่าข้าไม่ชอบอาหารฝีมือหลานตัวเองหรือไรข้ากินอาหารฝีมือเ้ามานานปีข้าเคยต่อว่าเ้าด้วยรึ” หวังซู่เอ่ยขึ้นและเชิดหน้าค้อนให้หลานชายตนเองหวังจงที่เห็นก็เพียงส่ายหน้าและยื่นถ้วยข้าวให้ปู่ตนเองไม่เคยบ่นหรือต่อว่าแต่เวลาที่เขาซื้ออาหารมาจากร้านอาหารก็เห็นกินหมดไม่เหลือข้าวสักเม็ดน้ำแกงไม่เหลือสักหยดแต่ถ้าเป็ฝีมือเขาทำแม้แต่ข้าวก็เหลือเกือบครึ่งชามจะไม่ให้เขาพูดได้หรือ
“เอาล่ะ ๆ ไม่พูดแล้วกินข้าวกันเถิดขอรับ”ทั้งคู่จึงเริ่มลงมือกินข้าวด้วยความเอร็ดอร่อยมีความสุขรถมือของหลานหรือจะอร่อยเท่าพ่อครัวร้านอาหารเล่าหวังซู่คิดในใจและกินต่อไปด้วยรอยยิ้ม
หลังจากครอบครัวฮวากินอาหารเย็นเสร็จแล้วทั้งหมดจึงได้มานั่งคุยกันที่โถงรับรองมีฮูหยินผู้เฒ่านั่งเป็ประธาน ถัดลงมาซ้ายขวาเป็
ฮวาเจียงซิ่วและจางซื่อ จากนั้นจึงเป็หลาน ๆ ที่นั่งประจำที่ของตนเองเมื่อทุกคนนั่งเสร็จแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้เอ่ยขึ้นว่า“เอาหล่ะ วันนี้ที่ข้ามีเื่จะบอกกับทุกคนไว้ตอนนี้เย่เอ๋อร์ก็อายุสิบเจ็ดแล้วสมควรที่จะมีคู่หมายได้แล้วย่าไม่อยากที่จะบังคับใจเ้า ย่าจึงอยากถามว่าเ้ามีชายในดวงใจหรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยขึ้นแล้วหันไปถามฮวาเย่เอ๋อร์
“เื่นี้เย่เอ๋อร์แล้วแต่ท่านย่าจะจัดการเ้าค่ะ”ฮวาเย่เอ๋อร์ก้มหน้าเอียงอายนางไม่มีชายในดวงใจแต่หากนางเป็คุณหนูใหญ่ท่านย่าคงจะไม่ให้นางแต่งกับคนที่ฐานะต่ำต้อยแน่แต่หากคู่หมายไม่เป็ที่ถูกใจนางก็ต้องหาทางยกเลิกการหมั้นหมายนี้แน่นอน
“อืมถ้าเช่นนั้นตอนนี้ย่าและเหมยซูได้หมายตาคนหนึ่งไว้” ฮูหยินผู้เฒ่าหยุดคำพูดตนเองแล้วหันไปมองจางซื่อจางซื่อเห็นแม่สามีหันมาทางตนเองจึงได้ขยับตัวแล้วเอ่ยกับฮวาเย่เอ๋อร์
“ท่านย่ากับแม่หมายตาคุณชายใหญ่สกุลเฉินเฉินจิ่นเทา ร้านผ้าเจียนเหยาสกุลเฉินถึงแม้จะเป็ครอบครัวค้าขายแต่ก็เป็คหบดีที่มีชื่อเสียง คุณชายใหญ่ก็เป็ชายที่มีคุณธรรมดูแลครอบครัวและร้านค้าั้แ่อายุยังน้อย ตอนนี้ก็สิบเก้าปี ไม่น้อยไม่มากเกินไป เ้าเห็นเป็อย่างไร”จางเหมยซูเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าอ่อนโยนนางเองก็ลำบากใจในการจัดการเื่คู่ครองของลูกเลี้ยงหากหาคู่หมายที่ไม่ดีก็กลัวจะกลายเป็ที่ครหา แต่หากคู่หมายที่ดีเกินไปก็กลัวว่าครอบครัวฝ่ายชายจะเห็นว่าสกุลของนางหวังสูงเกินไป
“เย่เอ๋อร์แล้วแต่ท่านย่ากับท่านแม่จะเห็นสมควรเ้าค่ะ เย่เอ๋อร์ไม่ขัดข้อง” ฮวาเย่เอ๋อร์ก้มหน้าเอียงอายเช่นเดิมนางต้องเป็เด็กสาวที่เชื่อฟังคำของท่านย่าและท่านแม่เพราะในบ้านหลังนี้นางไม่มีใครให้พึ่งพิงได้
คงมีเพียงแต่ท่านป้าของนางที่หวังดีกับนางจริง ๆ มือของนางกลับกำผ้าเช็ดหน้าที่มือแน่น ครอบครัวคหบดีมีชื่อเสียงงั้นหรือถ้าหวังดีกับนางทำไมไม่หมั้นหมายกับครอบครัวขุนนางเล่า นางอยากเป็ฮูหยินของขุนนาง!
“เช่นนั้นย่าจะไปคุยกับสกุลเฉินเื่หมั้นหมายกันก่อนเย่เอ๋อร์เด็กดีของย่า เชื่อย่าเถิดย่ากับแม่ของเ้าหวังดีกับเ้าเสมอ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกับจางเหมยซู
หลังจากพูดคุยกันไม่นานจึงได้แยกย้ายกันกลับเรือนของแต่ละคนฮวาเย่เอ๋อร์เดินกลับเข้าเรือนได้ไม่นานหลังสาวรับใช้ปิดประตูใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มเอียงอายก็หายไปเหลือเพียงความโกรธเกรี้ยวนางหันไปปัดชุดน้ำชาบนโต๊ะตกพื้นเสียงดัง
“จะให้ข้าแต่งกับตระกูลพ่อค้างั้นหรือ! ฮึ ให้บุตรสาวของตัวเองแต่งไปเถอะ! เป็ดังที่ท่านป้ากล่าวไว้ไม่มีผิดคู่ครองของข้าจะดีได้อย่างไรคอยดูเถอะข้าจะทำให้ฮวาเซียงเซียงได้สามีที่ด้อยกว่าข้าให้ได้” ฮวาเย่เออร์เอ่ยด้วยสีหน้าทมึงทึง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยอารมณ์โกรธจนอาจู
สาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังต้องรีบมาบีบนวดตามตัวเพื่อคลายความโกรธลง “อาจูจะช่วยคุณหนูเองเ้าค่ะ แค่คุณหนูสั่งมาอาจูจะทำทุกอย่างให้เอง”
“อืมที่บ้านหลังนี้คงมีเพียงเ้าที่หวังดีต่อข้าอย่างจริงใจ”ฮวาเย่เอ๋อร์เอ่ยด้วยเสียงที่ผ่อนคลายขึ้น
“คุณหนูล้างหน้าเปลี่ยนชุดเลยหรือไม่เ้าค่ะจะได้พักผ่อนนี่ก็ดึกมากแล้ว” อาจูถาม
“ก็ดีวันนี้ข้าก็เหนื่อยแล้วเหมือนกันเ้าไปจัดการเถิด” อาจูเดินออกไปเพื่อนำน้ำอุ่นมาเพื่อล้างหน้าฮวาเย่เอ๋อร์จึงเดินไปนั่งรอที่เตียง
ฮวาเซียงเซียงเดินกลับเข้าเรือนหลังล้างหน้าและเปลี่ยนชุดเตรียมนอนอาจือที่เดินมาปูที่นอนด้านล่างเพื่อนอนเป็เพื่อนคุณหนูของตน
ฮวาเซียงเซียงจึงเอ่ยขึ้นกับอาจือว่า “เ้าว่าพี่หญิงใหญ่จะเห็นด้วยกับการหมั้นหมายนี้หรือไม่ข้าคิดว่าพี่หญิงไม่ค่อยจะพอใจเท่าใดนัก แต่นางกลับไม่เอ่ยคัดค้านบ้างเลย”
อาจือที่กำลังปูผ้าจึงเงยหน้าพูดตอบ “อาจือว่าคุณหนูใหญ่น่าจะไม่ได้พอใจนะเ้าคะ คุณชายใหญ่เฉินทั้งรูปงาม ใจดีร่ำรวย เป็คหบดี
มีชื่อเสียง มีส่วนใดให้ไม่พอใจกันเ้าคะ”
“ไม่รู้สิ แต่ข้ารู้สึกไม่สบายใจแปลก ๆ”ฮวาเซียงเซียงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าหนักใจ ก่อนจะส่ายหน้าและเอ่ยขึ้น “ช่างเถิดเื่นี้ใช่เื่ที่ข้าจะไปข้องเกี่ยวได้ เรารีบนอนกันเถิด” ฮวาเซียงเซียงและอาจือจึงได้นอนหลับไปด้วยสีหน้าสุขใจ