ถ้าหากคนสำคัญเกิดเป็อะไรขึ้นมา พวกเขาต้องโดนย้ายแน่นอน จึงรีบค้านพร้อมกัน
“พวกคุณก็รู้ข้างในมันอันตราย แล้วยังปล่อยให้คนมากมายเข้าไปตายอีก แล้วทำไมพวกคุณไม่เข้าไปบ้าง เอาล่ะผมจะบอกความจริงให้พวกคุณฟัง ข้างในนั้นคือนรก มีผีดิบนับพันตัวอยู่ข้างใน ทุก 50 ปี ประตูมันจะเปิด เพื่อให้สิ่งมีชีวิตที่โลภมากทั้งหลาย เข้าไปเป็อาหารผีดิบ ข้างในนั้น ฉะนั้นหลังจากผมเข้าไป พวกคุณจัดการปิดประตูห้ามผู้ใดเข้าไปเป็อันขาด “ เทียนกล่าวตามที่เ้าแสงฟ้าบอกมาจากฝ่ามือ
“แล้วเธอรู้ได้อย่างไรมีผีดิบ “ ลุงหานถามด้วยความสงสัย
“ท่านบรรพบุรุษ ของเผ่าแม้วบอกผมเอง” เทียนบอกความจริง
พูดจบก็เดินตรงไปเข้าทางเข้า หุบเขาแห่งความตายทันที
ทันทีที่เข้าไปข้างในหุบเขา บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยน เป็หนาวเย็นระเยือก
ทันใดนั้นเ้าแสงฟ้าก็ปรากฏขึ้นข้างข้างเทียน “ นี่คือค่ายกล์ ค่ายกลนี้จะส่งตัวคนที่เข้ามาไปที่ต่างๆ ของหุบเขา เพื่อไปเป็อาหารของผีดิบ แต่ท่านมีกลิ่นอายของหนอนไหมฟ้า์ ท่านไม่ถูกส่งตัว เราสามารถเข้าหาพี่ข้าได้เลยที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ “ เ้าแสงฟ้าเอ่ย
“หนอนไหมฟ้า์คืออะไร” เทียนถาม
“ก็จะตัวที่พี่กินเข้าไปนั่นแหละ มันไมใช่หนอนไหมฟ้าทั่วไป หนอนไหมฟ้า์ 5 ร้อยปีจะเกิดมาซักตัว พี่นี่โชคดีจริงๆ นอกจากมันจะมีสรรพคุณทำให้ร่างกายมีพลังเพิ่มขึ้น พลังวิญญานก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย ตอนนี้พลังวิญญานของท่านน่าจะเข้าอยู่ใกล้ระดับสูงสุดใช่แล้วหรือไม่ “ เ้าแสงฟ้าเอ่ย
“ใช่ เพราะหนอนไหมฟ้า์นี่เอง” เทียนพึมพำ
“เรารีบไปหาพี่สาวข้ากันเถอะข้ารู้ว่านางคิดถึงท่านมาก ไปกันเถอะ” เ้าแสงฟ้ากล่าวอย่างเร่งรีบ
หน้าวิหารศักดิ์สิทธ์ มีเหล่าผีดิด กำลังกัดกินซากศพ คนที่เข้าเป็จำนวนมาก เืไหลเป็น้ำ เจิ่งนองไปทั่ว เทียนได้แต่มองแล้วสลดใจ เขาไม่สามารถช่วยคนเหล่าได้เลย ได้แต่มองอย่างเศร้าใจ ผีดิบหลายตัวเห็นเทียนทีแรกก็พุ่งเข้าใส่
แต่พอเข้าใกล้ได้กลิ่นก็ผละจากไปทุกตัวไม่กล้าเข้าใกล้ เทียนรีบเปิดประตูเข้าไปในวิหารศักดิ์ ปัง ! พอประตูเปิดออก ก็ได้ยินเสียงลมพุ่งเข้ามาที่หน้าอกของเทียน เทียนหลบและกระแทกหมัดเข้าที่กกหูฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว พลังวิญญานระดับสูงสุด เทียนใ เห็นวิญญานที่มีพลังได้ถึงขนาดนี้ ร่างนั้นลุกขึ้นด้วยความโกรธขณะที่จะพุ่งเข้าใส่เทียน
เ้าแสงฟ้าก็ขัดขึ้น "หยุดก่อน ท่านขุนพลสิงขร นี้ข้าเ้าแสงฟ้าเองจำได้ไหม” ร่างนั้นถูกเรียกชื่อจึงได้หยุดกึก แล้วหันไปมองชายชราผมขาว
“ท่าน เป็ท่านจริงๆ เ้าแสงฟ้าท่านกลับมาแล้ว เ้าม่านฟ้าคงดีใจมาก ตามข้ามาเถอะ เ้าม่านฟ้ารอ พวกท่านอยู่”
ขุนพลสิงขร เอ่ยชวนทันที เ้าม่านฟ้าลืมตาขึ้น มองไปที่ชาย 2 คน เ้าแสงฟ้า
พุ่งเข้ามาหาเ้าม่านฟ้าทันที พอจะเข้ากอด เ้าม่านฟ้าเบี่ยงหลบ
" น้องพี่เ้าแก่ป่านนี้ข้ากอดเ้าไม่ลงจริงจริง"เ้าแสงฟ้าหัวเราะ พูดว่า
" จริงน่ะแหละข้าลืมไป ดูซิข้าพาใครมาด้วย” พอสายตาม่านฟ้า สบตากับเทียน
“ พี่เทพ “ หลังจากนั้นก็พุ่งตัวเข้าไปกอดร่างของเทียนในทันที
“ ข้าคิดถึงพี่เหลือเกิน พี่เทพ” เทียนกอดตอบ
“ข้าก็เช่นกัน ไม่คิดว่าเกิดใหม่แล้วจะได้พบเ้าอีก แต่เอ๊ะ ? ทำไมข้าถึงััเ้าได้ล่ะในเมื่อเ้าเหลือแต่วิญญานไม่ใช่หรือ” เทียนสงสัย
“ใช่ร่างกายนั่นเสื่อมสลายไปั้แ่ หลายร้อยปีก่อนแล้ว แต่ข้าฝึกตนตามที่หลวงปู่ท่านสอนสั่ง ข้าจึงฝึกถึงขั้นจิตวิญญานขั้นกลางได้แล้ว จึงสามารถสร้างกายหยาบขึ้นมาได้” ม่านฟ้ากล่าว
"อ้อข้าเข้าใจแล้ว แล้วหลวงปู่ท่านเป็อย่างไรบ้าง” เทียนถาม
“ท่านหลวงปู่ ได้เข้ามาในเมืองนี้ แล้วก็ละสังขาร ณ ที่แห่งนี้ พวกเราได้ทำตามคำสั่งท่านอย่างเคร่งครัด คือให้เผาร่างท่าน แล้วให้เก็บอัฐิธาตุของท่านเพื่อให้พี่เทพ สอง บอกให้พวกเราทำใจกับอนาคตของเมืองจะถูก ภัยพิบัติใหญ่ เมืองจะถูกสูบ ผู้คนจะกลายเป็ผีดิบ มีพวกเรา 11 คนที่ยังรอด และให้ฝึกพลังวิญญานใกล้กับอัฐิของท่านตามที่ท่านสั่ง แล้วรอคอยอีก400 ปี รอผู้มีบุญญาธิการกลับมาปลดปล่อยผีดิบเหล่านี้ แล้วจงมอบ ทรัพย์สมบัติที่มี ให้เขานำไปทำประโยชน์ที่เหมาะสมต่อไป แล้วคำทำนายของท่านก็เป็ความจริง” เ้าม่านฟ้าเล่าด้วยความเศร้าใจ
“ท่านพ่อของข้าถูกวางยาพิษโดยน้องชายของท่าน แล้วก่อกบฎ เหล่าขุนนางแบ่งออกเป็สองฝั่งต่างเข่นฆ่ากันไม่เว้นลูกเด็กเล็กแดง ท่านเทพ์ผู้สร้างนครแห่งนี้เคยเขียน ไว้ในวิหารศักดิ์ เมื่อใด ถ้าแผ่นดินไร้ซึงความรักความสามัคคี แก่งแย่งแข็งขัน หลงในสมบัติลาภยศ จะเกิดอาเภท แผ่นดินจะถูกสูบ ผู้คนจะล้มตาย กลายเป็ปีศาจ
จนกระทั่งสี่ร้อยปี ถึงจะมีผู้มีบุญญาธิการมาปลดปล่อยวิญญานเหล่านี้ บ้านเมืองถึงจะฟื้นฟูได้อีกครั้ง พอเกิดเื่ขึ้นท่านพ่อก่อนตายก็สั่งให้ข้าส่งเ้าแสงฟ้าไปที่เผ่าแม้ว แล้วเฝ่ารอผู้ปลดปล่อย แล้วเริ่มเปิดกลไกค่ายกล์ เพื่อป้องกันผีดิบไม่ให้เล็ดลอดออกไป แต่ว่าข้อเสียของกลไกนี้พลังจะหมดทุก 50 ปี จึงต้อง ใช้เืของคนชั่วช้า มาสังเวยแล้วจึงดำเนินต่อไปได้อีก 50 ปี ถึงแผ่นดินจะไหว จะถูกสูบยังไง วิหารนี้ก็คงอยู่เหมือเดิม พวกเราจึงอยู่กันที่นี่ไม่ได้ออกไปไหน รอจนกว่าท่านพี่จะกลับมา”
เ้าม่านฟ้าพูดอย่างยืดยาว ทำให้เทียนเห็นภาพตามไปด้วยทันที
“แล้วข้าจะปลดปล่อยผีดิบเหล่านี้ได้ยังไง ข้ายังไม่รู้เลย “ เทียนถามอย่างสงสัย
เ้าม่านฟ้าเดินเข้าไปหยิบ กล่องใส ใบหนึ่งที่วางอยู่เหนือสุดของแท่นบูชา แล้วเอามาให้เทียนแล้วบอกว่า
“หลวงปู่บองว่าท่านัั อัฐิของหลวงปู่ แล้วจะรู้เอง” เทียนยกขึ้นแล้ว ส่งจิตวิญญานเข้าไป และเหมือนได้ยินเสียงหลวงปู่ก้องอยู่ในหัว
“หลวงปู่หรือครับ"เทียน พูดแล้วพยามมองหาหลวงปู่
“เ้าไม่ต้องมองหาหรอก ข้าอยู่ในจิตวิญญานของเ้าแล้ว “ หลวงปู่พูด
" ต่อไปนี้ เ้าจะต้องไปช่วยปลดปล่อยผีดิบ ให้พวกเขาไปเกิดใหม่"
" แล้วข้าต้องทำอย่างไร " เทียนตั้งคำถาม
“เ้าขึ้นไปชั้นบนสุดของวิหารศักดิ์สิทธ์ แล้วนำอัฐิของข้าไปด้วย แล้วนำมาวางไว้ด้านหน้าแล้วท่องบทสวดแผ่เมตตา ให้ครบจำนวนผีดิบ สุดท้ายพวกเขาจะได้ไปสู่สุขติ “ หลวงปู่กล่าว
"โอ้โห 2-3 พันจบเลยนะหลวงปู่ "เทียนร้อง
“เ้าไม่รู้หรือไง ชาติก่อนเ้าฆ่าคนกี่ร้อยกี่พันคน มาเกิดใหม่ทำไมถึงเกิดเป็หมอ ต้องช่วยชีวิดคนไปชั่วชีวิต"
หลวงปู่ตอบไปแบบดุ ดุ
“อ้าวแล้วเกี่ยวอะไรกับวิญญานพวกนี้ล่ะ” เทียนแกล้งถามหลวงปู่
“ในอนาคตเ้าจะต้องเผชิญหน้ากับวิญญาน อาฆาตอีกมากมาย หากเ้าไม่หมั่นทำบุญสร้างกุศลไว้เยอะ เยอะ ถึงคราวเจอปัญหาเ้าจะได้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี” หลวงปู่พูดเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง
“ได้ครับหลวงปู่ข้าจะขึ้นไปจัดการเดี๋ยวนี้” เทียนพูดไปเพราะรู้สิ่งที่หลวงปู่นั้นเขาจะต้องเจอกับบางสิ่งที่อันตรายแน่นอน
"สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ นิททุกขา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ "
หลังจากเทียนเริ่มสวดแผ่เมตตา ได้สิบกว่าบท บริเวณหน้าวิหารศักดิ์สิทธ์ ก็เต็มไปด้วยพวกผีดิบ แต่แปลกยิ่ง ผีดิบทั้งหมดเหล่านี้กลับไม่มีทีท่าโหดร้าย กระหายเืกันอีก ได้แต่นั่งพนมมือ แล้วหันหน้าไปที่เทียนสวดมนต์
เ้าม่านฟ้าและขุนศึกมองภาพนี้แล้วตื่นตะลึง
“เขาเป็ผู้ปลดปล่อยจริง จริง”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ขอให้ไปสู่สุขคติ”
“ท่านพี่ ลาก่อน”
“ลูกข้าลาก่อน”
“ท่านแม่ลาก่อน”
เหล่าขุนศึกที่มองลงมาล้วนเห็นคนรู้จัก กำลังสลายไปทีละคน และ น้ำตาของพวกเขาก็ไหลอาบแก้ม ไม่รู้ตัว
เ้าม่านฟ้าและเ้าแสงฟ้า ก็เช่นกันเห็นญาติพี่น้อง ประชาชน กำลังสลายหายไปด้วยใบหน้าเป็สุขไม่ต้องหิวกระหาย ทั้งหันสบตากันแล้วยิ้มอย่างมีความสุข
เทียนยังคงสวดมนต์ต่อไปเป็วันที่ 2 เขาไม่กินไม่นอน ไม่แสดงความอ่อนล้าใดใด เพราะิญญาที่เขาช่วยเหลือ ทีละคน ทีละคน กลับทำให้พลังวิญญาน ตอนนี้ของเขาเข้าใกล้ขั้นจิตวิญญานเริ่มแรก ยิ่งสวดมนต์ปลดปล่อย พลังนี้กลับย้อนกลับมาสู่เทียนทำให้เขาไม่รู้จักเหนื่อย จนกระทั่ง 7 วัน ผีดิบตัวสุดท้ายก็จางหายไป เทียนลืมตาขึ้นพอดี
“ อา จิตวิญญานขั้นต้น มันดียังงี้นี่เอง “
หลังจากนั้นเ้าม่านฟ้าก็นำเทียนไปห้องเก็บสมบัติ ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินใต้วิหารนั่นเอง มีทั้งหมด 3 ห้อง แบ่งห้องบรรจุทองคำแท่ง ราว 40 ตัน 1 ห้อง บรรจุเพชรพลอย เครื่องประดับ มีค่า 1 ห้อง และห้องสุดท้ายคือ ห้องเก็บคัมภีร์หนังสัตว์
คัมภีร์ทองคำ คัมภีร์หยก และอาวุธโบราณต่างๆ มากมาย เทียนรู้สึกดีกับสมบัติห้องที่ 3 ม่านฟ้าเดินเข้ามาใกล้เทียนและบอกว่า
“สมบัติเหล่านี้เป็ของท่านพี่ ทั้งหมดอยู่ท่านพี่ จะทำอะไรกับมันก็ขึ้นอยู่กับท่าน และท่านพี่ไม่ต้องห่วงเื่การขนย้าย” เ้าม่านฟ้าเข้ามาหยิบหยกในกล่องขึ้นมาให้เทียน 1 อัน และยื่นให้เทียน”
นี่คือหยกมิติ เพียงท่านหยดเืแสดงความเป็เ้าของไป แล้ว เวลาใช้ท่านก็ส่งพลังวิญญาน เข้าไปท่านจะหยิบของ เข้าหรือออกได้ตามใจปราถนา หยกอันนี้สามารถบรรจุสิ่งของ เนื้อที่เท่ากับห้องสมบัติ 2 ห้อง
“ เทียนหยิบหยกมาลองใช้อยู่ แล้วลองกวาดคัมภีร์โบราณเกี่ยวกับสมุนไพร การแพทย์ ไปศึกษาหลายเล่ม และอาวุธไปหลายอย่างติดไปด้วย เทียนบอกว่าเอาไปแค่นี้ก่อน แล้วคราวหน้าข้าจะมาใหม่ ทีเหลือเก็บไว้ที่นั่นแหละ ปลอดภัยที่สุดแล้ว “ เทียนบอกแล้วนำหยกมิติมาห้อยคอแล้วเดินกลับไปห้องโถง
“ม่านฟ้า เ้าจะทำอย่างไรต่อไป “ เทียนนั่งคุยกับม่านฟ้าเพียง 2 คน
“ข้าคงต้องอยู่ที่นี่ต่อไป ที่นี่มีพลังวิญญานสูง หากพวกข้าออกไปข้างนอก วิญญานคงดับสลายไปแน่ บางทีข้ามีชิวิตอยู่มานานไปแล้ว ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรต้องห่วง ข้าคงต้องบำเพ็ญเพียรภาวนาจิต ต่อไป พี่เทพต้องมาหาข้าอีกนะ “
ม่านฟ้าเริ่มอาลัยอาวรณ์ “ได้ข้าต้องมาหาเ้าแน่” เทียนตอบกลับ
“พี่เทพ หากมาอีกพี่แค่ส่งจิตเข้ามาประตูก็จะเปิดให้ท่านเข้ามาทันที แต่เพียงคนเดียวเท่านั้น อย่าลืมนะ” แล้วทั้งสองก็กอดกันแน่น แบบไม่อยากให้แยกจากกัน ม่านฟ้าค่อยค่อยปล่อยเทียนไป แล้วเทียนก็เดินออกจากหุบเขาไปอย่างอาลัยอาวรณ์...