บทที่ 20
ความแตกต่างของผู้ฝึกยุทธ์แล้วก็ผู้บำเพ็ญ
หลังจากที่เอ่ยถึงหัวข้อเื่ของปราณิญญาแล้ว สตรีผู้นั้นก็เริ่มเอ่ยต่อในทันที “สิ่งที่แตกต่างของผู้ฝึกยุทธ์และผู้บำเพ็ญคือปราณิญญา”
นางยกนิ้วมือเรียวบางขึ้นมาจากนั้นก็ขยับนิ้วมือเพียงเล็กน้อย แม้จะมองไม่เห็นพลังสายนั้นดวงตาของตนเอง แต่ว่าสวีหยางกลับััได้ถึงคลื่นพลังบางอย่างที่ปลดปล่อยออกมาจากนิ้วมือของนาง
พริบตานั้นน้ำชาภายในกาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะก็ขยับเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ พวกมันค่อยๆลอยออกมาจากกาชาน้ำแล้วมาหมุนวนอยู่ภายในอากาศด้านหน้าของสวีหยาง
นิ้วมือของนางบังคับควบคุมน้ำชาที่กำลังลอยหมุนวนอยู่บนอากาศนั้นอย่างง่ายดายราวกับว่าเป็อวัยวะชิ้นหนึ่งของนาง ก่อนที่นิ้วมือของนางจะชี้ตรงไปที่ถ้วยน้ำชาของสวีหยาง น้ำส่วนหนึ่งแบ่งแยกออกไปเติมเต็มถ้วยน้ำชาที่ใกล้จะว่างเปล่าของสวีหยาง
นางขยับนิ้วมือของตนเองอีกครั้งนึง น้ำชาอีกส่วนหนึ่งก็แบ่งแยกออกมาหมุนวนเป็คลื่นน้ำไหลลงบนถ้วยน้ำชาของนาง
เมื่อเติมน้ำชาภายในถ้วยทั้งสองเสร็จ นางก็บังคับน้ำชาที่เหลืออยู่ให้หมุนวนกลับเข้าไปภายในกาน้ำชาบนโต๊ะเช่นเดิม
“นี่คือความสามารถของผู้บำเพ็ญงั้นหรือ?” สวีหยางเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ
เมื่อครู่แม้ว่าจะมองไม่เห็นแต่เขาััได้ถึงการมีอยู่ของพลังนั้น พลังงานที่นางใช้ออกมาจากปลายนิ้วมือของนาง นั่นคงจะเป็สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเรียกว่าปราณิญญา ไม่ใช่ลมปราณของผู้ฝึกยุทธ์
เกี่ยวกับเื่ของปราณิญญาเขาพอจะทำความเข้าใจมาบ้างแล้ว
ปราณิญญาคือพลังของฟ้าดิน ที่ผู้บำเพ็ญดูดซับเข้ามาภายในร่างกาย สกัดหล่อหลอมให้มันไปเปลี่ยนกลายเป็ปราณิญญาของตนเองนำมาใช้งาน นี่คือสิ่งที่แตกต่างจากลมปราณของผู้ฝึกยุทธ์
ผู้ฝึกยุทธเมื่อเข้าสู่ระดับปราณโลหิต จะสามารถะเิลมปราณออกมาจากภายในร่างกาย ลมปราณที่ะเิออกมามันเองก็เป็เพียงแค่ พลังงานในรูปแบบที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทำได้เพียงแค่วิธีหยาบกระด้างอย่างควบคุมลมปราณ อย่างเช่นการนำมาห่อหุ้มอาวุธหรือแม้กระทั่งใช้งานออกมาพร้อมกับกระบวนท่าสังหาร
พูดให้สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ ลมปราณของผู้ฝึกยุทธ์พลังเป็เหมือนกับพลังงานที่ใช้ได้เพียงแค่การต่อสู้อย่างเดียวเท่านั้น
แต่สำหรับปราณิญญามันไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่การต่อสู้เท่านั้น
เถ้าแก่เนี้ยมู่ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “เป็เพียงแค่เคล็ดวิชาควบคุมวารีระดับต่ำเท่านั้น”
“ผู้คนมากมายรู้ว่าเหนือกว่าปรมาจารย์คือผู้บำเพ็ญ แต่ผู้คนไม่รู้เลยว่าการทะลวงจากระดับปรมาจารย์ไปยังผู้บำเพ็ญนั้นยากเย็นเพียงใด”
“คนบางคนก้าวเดินในวิถียุทธ์รวดเร็วเป็อย่างยิ่ง สามารถทะลวงขอบเขตได้ง่ายดายจนน่าตกตะลึง แต่หลายคนก็ต้องมาหยุดค้างอยู่ที่ด้านนี้นับสิบปี รู้หรือไม่เพราะเหตุใด?”
“เชิญเถ้าแก่เนี้ยมู่ชี้แนะ” สวีหยางส่ายหน้าพลางแสดงท่าทางขอคำชี้แนะอย่างจริงจัง
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดสตรีผู้นี้จึงมาเอ่ยเกี่ยวกับเื่นี้ให้เขาฟัง แต่ความรู้ในส่วนนี้ก็เป็สิ่งที่เขาไม่รู้ถือว่าเป็ประโยชน์กับเขาเป็อย่างมาก
สวีหยางทะลุมิติมาอยู่ภายในร่างกายนี้โดยที่ตัวของเขานั้นไม่มีความทรงจำอะไรเลย เกี่ยวกับเื่ความรู้ของเคล็ดวิชาก็เป็ความรู้ที่ได้จากพวกเคล็ดวิชาของผู้ฝึกยุทธภายในคัมภีร์เล่มต่างๆเท่านั้น
ภายในคัมภีร์เ่าั้มีอธิบายเกี่ยวกับขอบเขตของผู้ฝึกยุทธ์เอาไว้ ั้แ่ขอบเขตหลอมกายา ปราณโลหิตและก็ระดับปรมาจารย์
แต่ว่าเนื่องจากเป็เคล็ดวิชาของผู้ฝึกยุทธ์ มันจึงไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการชี้ตรงไปยังขอบเขตที่สูงกว่าปรมาจารย์เลย
นี่เองก็เป็สิ่งที่อสวีหยางยากจะรู้เช่นกันว่า ถ้าเกิดว่าอยากจะเปลี่ยนจากผู้ฝึกยุทธ์ พัฒนาไปอีกระดับเข้าสู่ระดับของผู้บำเพ็ญจะต้องทำอย่างไร
เถ้าแก่เนี้ยมู่ให้คำตอบออกมาอย่างรวดเร็ว “เป็เพราะว่าเคล็ดวิชา”
“เคล็ดวิชางั้นหรือ?”
เถ้าแก่เนี้ยมู่พยักหน้าแล้วเอ่ยอธิบาย “ใช่แล้วเป็เพราะว่าเคล็ดวิชา นั้นเพราะว่าต่อให้ผู้ฝึกยุทธ์จะฝึกฝนให้ตายอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะสามารถใช้เคล็ดวิชาของผู้ฝึกยุทธ์ชักนำเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญได้”
“เริ่มแรกต้องกล่าวถึงใน่สามระดับของผู้ฝึกยุทธ์ก่อน พวกเหล่าผู้บำเพ็ญเรียกสามระดับนี้ว่าการขัดเกลาร่างกาย ท่านรู้หรือไม่ขัดเกลาร่างกายไปทำไม นั่นก็เพราะว่าต้องขัดเกลาร่างกายทำให้ร่างของมนุษย์ธรรมดาสามารถรองรับพลังฟ้าดินหรือปราณิญญาได้”
“เพราะแบบนั้นเมื่อผู้ฝึกยุทธ์ก้าวสู่ระดับปรมาจารย์จึงเริ่มััได้ถึงปราณิญญา เป็สัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายที่ขัดเกลาใกล้จะพร้อมก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญแล้ว”
“ทว่านั่นก็เพียงแค่คนๆนึงที่มาหยุดลงตรงหน้าประตูแห่งการบำเพ็ญเท่านั้น แต่ว่าต่อให้พยายามเท่าไหร่ถ้าเกิดว่าไม่มีกุญแจก็จะไม่สามารถผ่านประตูบานนั้นไปได้”
เมื่อนางพูดมาถึงตรงนี้ก็หันมองสวีหยาง สวีหยางก็ให้ความร่วมมือโดยการตอบกลับ “และกุญแจนั้นก็คือเคล็ดวิชา”
เถ้าแก่เนี้ยมู่พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ถูกต้อง!”
“ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ถ้าเกิดอยากจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญ ต้องใช้เคล็ดวิชาเพื่อหล่อเลี้ยงรากปราณเทียมขึ้นมาเพื่อเป็ภาชนะในการกักเก็บปราณิญญา”
“รากปราณเทียม” สวีหยางขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
เถ้าแก่เนี้ยมู่จึงอธิบายต่อ “รากปราณ กระดูกปราณ สองสิ่งคือรากฐานของผู้ฝึกตน เป็คุณสมบัติขั้นพื้นฐานที่คนผู้นึงจะเป็ผู้บำเพ็ญได้”
“การฝึกฝนร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ในสามขอบเขตแรก เปลี่ยนให้ร่างกายประหนึ่งกระดูกปราณที่สามารถดูดซับและรองรับปราณิญญาที่เข้าสู่ร่างกายได้”
“เพราะแบบนั้นก็ขาดแค่รากปราณ จึงมีเคล็ดวิชาของผู้ฝึกตนที่สามารถชักนำปราณิญญาผนวกเข้าสู่ร่างกายก่อกำเนิดสิ่งที่เรียกว่ารากปราณเทียมขึ้นมา เพื่อทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตนได้”
สวีหยางได้ฟังคำอธิบายทั้งหมดแล้วก็พอจะเข้าใจเกี่ยวกับเื่ของรากปราณแล้ว เขาจึงเอ่ยถามสิ่งที่ตนเองสงสัยต่อ “แล้วคำว่าเทียมนี้คงหมายความว่าไม่ใช่ของแท้ใช่หรือไม่?”
เถ้าแก่เนี้ยมู่พยักหน้า “แน่นอนในโลกใบนี้คนมากมายถือกำเนิดมาโดยไร้พร์ในการบำเพ็ญเพียร พวกเขาไม่มีรากปราณและไม่มีกระดูกปราณ จึงต้องใช้เส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญ”
“แต่ก็ย่อมมีคนที่ถือกำเนิดมาโดยมีพร์ในการบำเพ็ญ พวกเขามีรากปราณและกระดูกปราณั้แ่กำเนิด ทำให้สามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญได้ในทันที ไม่จำเป็จะต้องก้าวผ่านเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์”
สวีหยางเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดที่ตนเองได้รับมาภายในหัว ต้องยอมรับว่าจากคำพูดของเถ้าแก่เนี้ยมู่ทำให้ความรู้เกี่ยวกับเื่เส้นทางแห่งการฝึกตนของเขานั้นเปิดกว้างมากขึ้นหลายเท่า
ส่วนเกี่ยวกับเื่ของคนที่สามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตนได้เลย โดยที่ไม่จำเป็จะต้องผ่านเส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์มาก่อนเื่นี้ก็ไม่ใช่เื่แปลก
สำหรับภายในโลกที่แปลกประหลาดแห่งนี้แล้ว พวกคนที่มีพร์ในการฝึกตนั้แ่กำเนิดคงจะมีอยู่ไม่น้อย
แต่จากที่นางอธิบายออกมาแล้วสวีหยางก็พอจะคาดเดาได้ว่า สำหรับคนที่ไม่สามารถฝึกตนได้ั้แ่กำเนิด ต้องใช้วิธีแห่งการฝึกฝนยุทธ์เพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำ เกรงว่าคงจะถูกนับเป็พวกที่ไร้ซึ่งพร์
เพราะกว่าคนผู้หนึ่งจะสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกตน ต้องผ่านสามขอบเขตของผู้ฝึกยุทธ์ก่อน และกว่าที่จะสามารถสำเร็จ 3 ขอบเขตใหญ่ได้อายุเองก็คงจะไม่น้อยแล้ว
เมื่อเปรียบเทียบกับพวกผู้บำเพ็ญที่ั้แ่เกิดมา เมื่ออายุถึงเกณฑ์ก็สามารถบำเพ็ญได้ ่เวลาที่สูญเสียไปนี้ไม่ใช่ช่องว่างเล็กๆเลย
สวีหยางเหลือบมองสตรีข้างกาย มองดูจากรูปลักษณ์ภายนอกของนางอายุเพียงแค่ 30 กว่าๆเท่านั้น เกรงว่านางเองก็น่าจะเป็พวกที่มีรากปราณแล้วก็กระดูกปราณั้แ่กำเนิด สามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญได้ในทันทีไม่จำเป็จะต้องผ่านเส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์เหมือนกัน
สวีหยางเก็บความคิดทั้งหมดของตนเองลงไปจากนั้นก็จ้องมองสตรีข้างกายแล้วเอ่ยถามเข้าเื่ในทันที “ท่านมาเสียเวลาพูดคุยกับข้ามามากมายเช่นนี้ คงไม่ใช่เพียงแค่ว่าอยากจะมาพูดเื่พวกนี้ให้ข้าฟังเฉยๆหรอกกระมัง”