คืนเดือนดับ... ผืนฟ้าเบื้องบนถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาทึบ ไร้ซึ่งแสงดาราทอประกาย ช่างเอื้อต่อการลอบเร้นเข้าสู่เขตหวงห้ามที่สุด
ฮองเฮาตวนหรูทรงได้เตรียมการไว้เป็ที่เรียบร้อย โดยใช้ราชการพิธีบวงสรวงประจำปีเป็ข้ออ้างในการสับเปลี่ยนเวรยามขององครักษ์ในเขตพระราชฐานชั้นใน ส่งผลให้ใน่เวลาหนึ่งของค่ำคืนนี้ การคุ้มกันรอบตำหนักเย็นเบาบางลงกว่ายามปกติอย่างเห็นได้ชัด
ท่ามกลางเงามืดสลัวริมกำแพงวัง ร่างของซ่งจิ้งอันในชุดรัดกุมสีดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืดมิด ข้างกายเขาคือเป้ยจิ้งหาน เด็กหนุ่มที่บัดนี้เติบโตเป็บุรุษวัยสิบแปดปีเต็ม ตัวเขาในยามนี้สูงโปร่ง ท่าทางองอาจ และมีวรยุทธ์แก่กล้าขึ้นหลายเท่าตัวหลังจากผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนัก ณ ชายแดนเหนือ
"ตระกูลเป้ยของข้าเป็หนี้ชีวิตตระกูลซ่งมาั้แ่รุ่นบิดา" เป้ยจิ้งหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เมื่อซ่งจิ้งอันเอ่ยถามถึงเหตุผลที่เขายอมเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตเพื่อมาช่วยงานนี้ "อีกอย่าง... ข้าไม่ได้เลื่อมใสในตัวอ๋องรอง ผู้ที่ก้าวสู่อำนาจด้วยการโป้ปดแม้กระทั่งชาติกำเนิดของตนเอง ไม่คู่ควรกับบัลลังก์ัเลยแม้แต่น้อย"
ทว่าในส่วนลึกของหัวใจ เขายังมีอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ไม่ได้เอ่ยปากออกไป... ภาพของเด็กหญิงตัวน้อยที่ช้อนตามองเขาด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ในวันเยือนจวนครบรอบสามขวบ และเสียงใส ๆ ที่เรียกเขาว่า "พี่หาน" ยังคงดังก้องอยู่ในมโนสำนึก เด็กคนนั้นคือดวงใจของตระกูลซ่ง และเขาจะไม่มีวันยอมให้ตระกูลของนางต้องล่มสลายลงด้วยน้ำมือของอ๋องรองเป็อันขาด
——————
ทั้งสองอาศัยจังหวะ่ผลัดเวรยาม ลอบเข้าสู่เขตตำหนักเย็นอย่างเงียบกริบดุจภูตพราย
ตำหนักเย็นซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือถูกปิดตายมานานกว่ายี่สิบปี ประตูไม้ผุพังทรุดโทรม มีหยากไย่เกาะหนาเตอะ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสาบสางโชยมาปะทะจมูก แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านม่านเมฆลงมาเป็ลำแสงบางเบา ยิ่งขับให้บรรยากาศรอบกายวังเวงเยือกเย็น ราวกับมีดวงิญญาเร้นลับคอยจับจ้องอยู่ทุกย่างก้าว
เป้ยจิ้งหานใช้กำลังภายในแง้มบานประตูที่ปิดตายออกอย่างแ่เบา ก่อนที่ทั้งสองจะย่องเข้าไปด้านในอย่างระแวดระวัง
ภายในตำหนักเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเขรอะ เครื่องเรือนเก่าคร่ำคร่าถูกคลุมไว้ด้วยผ้าขาว บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็สีเหลืองหม่น ซ่งจิ้งอันจุดเทียนดวงน้อยขึ้นมาเพื่อนำทาง พลางกวาดสายตามองหาเสาตามคำบอกเล่าของยายหลี่
"เสาต้นนั้น..." เขาชี้ไปยังเสาไม้ต้นใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง "แผ่นกระเบื้องที่สามถัดจากโคนเสา"
เป้ยจิ้งหานคุกเข่าลง เขาชักกริชคมกริบออกมางัดแผ่นกระเบื้องแผ่นที่สามขึ้นอย่างระมัดระวัง เสียงหินครูดกันเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบงัน สะท้อนก้องในโสตประสาทของทั้งสอง จนทั้งคู่นิ่งชะงัก เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวภายนอกอย่างใจระทึกอยู่อึดใจหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ เป้ยจิ้งหานจึงลงมือสะเดาะแผ่นกระเบื้องขึ้นมาจนสำเร็จ
เมื่อแผ่นกระเบื้องถูกยกออก เผยให้เห็นช่องโหว่ขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่เบื้องล่าง และภายในนั้น... มีห่อผ้าแพรเก่าแก่สีซีดจางวางอยู่ ผืนผ้าแห้งกรอบและมีคราบฝุ่นจับหนาเตอะ บ่งบอกชัดเจนว่าไม่มีผู้ใดแตะต้องมันมานานร่วมยี่สิบปี
ซ่งจิ้งอันยื่นมือที่สั่นเทาไปหยิบห่อผ้านั้นขึ้นมา ก่อนจะค่อย ๆ คลี่มันออกอย่างระมัดระวัง... ภายในมีจดหมายม้วนหนึ่งซึ่งน้ำหมึกซีดจางไปตามกาลเวลา และปิ่นปักผมเงินสลักลายดอกเหมยอันวิจิตรพิสุทธิ์อยู่หนึ่งเล่ม
เขาคลี่จดหมายออกอ่านอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่คมพลันเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง... มันคือจดหมายรักระหว่างฮองเฮาองค์ก่อนกับบัณฑิตหนุ่มแซ่เหวิน เนื้อความในนั้นระบุถึงความสัมพันธ์ลึกซึ้งอย่างโจ่งแจ้ง และที่สำคัญที่สุด มีประโยคหนึ่งที่กล่าวถึง ‘ชีวิตน้อย ๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นในครรภ์’ ก่อนที่พระนางจะถูกแต่งตั้งเข้าสู่วังหลวง
หลักฐานชิ้นนี้... มีน้ำหนักมากพอที่จะสั่นคลอนอำนาจเซียวจิ่งหรงให้พังทลายได้ในพริบตา!
"ได้ของแล้ว" ซ่งจิ้งอันเก็บห่อผ้าเข้าสาบอกเสื้ออย่างรัดกุม "รีบถอย!"
——————
ทว่าในเสี้ยวอึดใจที่ทั้งสองกำลังจะหันหลังกลับ เสียงนกหวีดแหลมสูงพลันกรีดฝ่าความมืดมิดดังขึ้นจากภายนอกตำหนัก!
"มีผู้บุกรุกตำหนักเย็น! ล้อมไว้ให้หมด อย่าให้มันหนีรอดไปได้!"
เสียงตวาดกร้าวและเสียงฝีเท้าสับสนอลหม่านดังกระหึ่มเข้ามาจากทุกสารทิศ... เป็องครักษ์ฝีมือดีของอ๋องรองที่ซุ่มกำลังรอคอยอยู่ก่อนแล้ว!
ที่แท้อ๋องรองผู้ระแวดระวังตัวอยู่เสมอก็เริ่มระแคะระคายว่าตระกูลซ่งกำลังขุดคุ้ยเื่ราวในอดีต จึงได้ส่งคนสนิทมาเฝ้าระวังตำหนักเย็นแห่งนี้เป็พิเศษ ลำพังเพียงการสับเปลี่ยนเวรยามขององครักษ์หลวง จึงไม่อาจขัดขวางสายสืบของอ๋องรองที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดได้
"พี่จิ้งอัน ท่านรีบนำหลักฐานหนีไปก่อน!" เป้ยจิ้งหานชักกระบี่ออกจากฝัก ยืนขวางประตูทางเข้าด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว "ข้าจะต้านพวกมันไว้เอง!"
"แต่ว่าเ้า..."
"หลักฐานชิ้นนี้สำคัญยิ่งกว่าชีวิตของข้าเสียอีก!" เป้ยจิ้งหานตวาดลั่น "ไปเร็วเข้า!"
ซ่งจิ้งอันขบกรามแน่นดังกรอด เขารู้ดีว่ายามนี้มิใช่เวลามาลังเลใจ มือหนากระชับห่อผ้าแนบอก ก่อนจะกระโจนตัวออกทางหน้าต่างด้านหลังตำหนัก หายไปในความมืดมิดทันที
เป้ยจิ้งหานหันกลับมาเผชิญหน้ากับกลุ่มองครักษ์ที่ดาหน้าเข้ามา คมกระบี่ในมือเปล่งประกายเย็นเยียบสะท้อนแสงจันทร์ ในฐานะทายาทของตระกูลแม่ทัพผู้พิทักษ์ชายแดนเหนือ เพลงกระบี่ของเขาจึงเฉียบคมและรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด เขาวาดกระบี่เข้าฟาดฟันและสกัดกั้นกลุ่มคนเ่าั้ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อประวิงเวลาให้ซ่งจิ้งอันหนีไปได้ไกลที่สุด
——————
เมื่อคะเนว่าซ่งจิ้งอันสามารถหลบหนีไปจนพ้นระยะอันตรายแล้ว เป้ยจิ้งหานจึงเริ่มล่าถอย เขาอาศัยความคล่องตัวและวิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยมหลบหลีกการรุมล้อม แม้จะถูกคมดาบถากเข้าที่ต้นแขนจนโลหิตซึม ทว่าเขาก็สามารถฝ่าวงล้อมและหนีรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิด
ทั้งสองกลับมาพบกัน ณ จุดนัดพบส่วนตัวนอกกำแพงวัง ก่อนจะรีบเดินทางกลับสู่ที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด
ภายในห้องทำงานลับของจวนตระกูลซ่ง บรรยากาศเงียบสนิทจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ เมื่อซ่งจิ้งอันวางห่อผ้าหลักฐานลงบนโต๊ะ ทุกคนในห้องต่างพากันกลั้นหายใจด้วยความลุ้นระทึก
ซ่งจงอี้คลี่ม้วนจดหมายออกอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน มือหนาที่ผ่านศึกาและสมรภูมิรบมาทั้งชีวิตบัดนี้กลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ "นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญ... ที่พิสูจน์ได้ว่าอ๋องรองมิใช่สายเืที่แท้จริงของฝ่าา มันคืออาวุธร้ายที่จะกระชากเขาลงมาจากบัลลังก์ที่เขาหมายปอง!"
เจิ้นกั๋วกงพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาฝ้าฟางทว่าทรงอำนาจฉายประกายแข็งกร้าว "ทว่าเราต้องเก็บรักษามันไว้ให้ดีที่สุด และรอคอย่เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเปิดโปง ยามนี้อ๋องรองรู้ตัวแล้วว่าหลักฐานชิ้นนี้ถูกชิงไป เขาจะต้องดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง และอาจถึงขั้นลงมือชิงก่อการก่อนที่เราจะทันตั้งตัว"
เป้ยจิ้งหานซึ่งนั่งพันแผลอยู่มุมห้องเอ่ยสมทบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "อ๋องรองเป็สุนัขจนตรอก ยิ่งถูกบีบคั้นก็ยิ่งอันตราย เขาคงไม่ยอมอยู่เฉยรอให้เราเปิดโปงแน่ แต่จะชิงลงมือก่อนเป็แน่ขอรับ"
——————
ขณะเดียวกัน ณ เรือนชั้นใน... เหยาเหยานอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงตลอดทั้งคืนเพื่อรอคอยข่าวคราวจากการลอบเข้าตำหนักเย็น
ทันทีที่ได้ยินเสียงกระซิบแ่เบาจากมารดาที่เดินเข้ามาบอกว่า "พี่ใหญ่ของเ้ากลับมาแล้ว เขาปลอดภัยดี และได้ของสิ่งนั้นมาแล้ว" เด็กหญิงตัวน้อยก็ลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
'ได้หลักฐานมาแล้ว! พี่ใหญ่ปลอดภัยดี! สำเร็จแล้ว!' นางร้องไห้ดีใจอยู่ในใจ ทว่าใบหน้ากลมยิ้มแย้มพลันเคร่งขรึมลงในอึดใจต่อมา 'แต่... ท่านแม่บอกว่าพี่หานได้รับาเ็ตอนที่ช่วยพี่ใหญ่หลบหนี'
'พี่หานต้องมาเจ็บตัวก็เพราะช่วยครอบครัวข้า...' หัวใจดวงน้อยของเหยาเหยาพลันบีบรัดด้วยความรู้สึกผิด 'ข้าต้องไปขอบคุณเขาด้วยตัวเอง แล้วก็... เอ๊ะ ในระบบมีของวิเศษอะไรที่พอจะช่วยเขาได้บ้างไหมนะ'
นางรีบเปิดหน้าต่างร้านค้าบุญกุศลขึ้นมาตรวจสอบทันที สายตากลมโตสะดุดเข้ากับ ‘ยาสมานแผลวิเศษ’ ซึ่งมีราคาแปดสิบแต้มบุญ
'ยาสมานแผลวิเศษ! ยานี้ต้องช่วยรักษาาแของพี่หานได้แน่!' เหยาเหยาคิดอย่างกระตือรือร้น ทว่าก็แอบลังเลอยู่ในใจ 'แต่ยามนี้ข้ามีแต้มบุญสะสมอยู่เพียงหนึ่งร้อยสี่สิบสองแต้ม หากใช้ไปแปดสิบแต้มก็จะเหลือแต้มน้อยนิดเหลือเกิน... เฮ้อ แต่พี่หานยอมเจ็บตัวเพื่อช่วยครอบครัวเรานะ เหยาเหยา เ้าจะมาตระหนี่ได้อย่างไรกัน!'
'เอาละ! แลกก็แลก! แลกยาสมานแผลวิเศษให้พี่หานเลย!' นางตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
[ติ๊ง——]
[ตรวจพบว่าโฮสต์มีจิตใจกตัญญูรู้คุณ ยอมเสียสละสิ่งของล้ำค่าเพื่อตอบแทนผู้มีพระคุณ มอบแต้มบุญพิเศษเพิ่มขึ้น 60 แต้ม ก่อนหักแต้มแลกเปลี่ยน แต้มบุญสะสมปัจจุบัน: 122 แต้ม]
'อ้าว! เพียงแค่คิดจะตอบแทนผู้มีพระคุณ ระบบก็มอบแต้มบุญเพิ่มให้อีกตั้งหกสิบแต้มเลยหรือ!' ดวงตาของเหยาเหยาพลันเปล่งประกายวิบวับ 'สรุปแล้วแลกยาไปแปดสิบแต้ม แต่ได้คืนมาหกสิบ เท่ากับว่าข้าเสียแต้มบุญจริง ๆ ไปเพียงยี่สิบแต้มเท่านั้น! ระบบนี้ช่างใจดีและยุติธรรมยิ่งนัก สมกับเป็รางวัลสำหรับผู้มีน้ำใจงามจริง ๆ!'
เด็กหญิงกำขวดยาสมานแผลที่ปรากฏขึ้นในอุ้งมือแน่น ก่อนจะรีบวิ่งต้วมเตี้ยมไปหามารดา "ท่านแม่! เหยาเหยามียาดีเ้าค่ะ! รีบนำไปทาแผลให้พี่หานเร็วเข้า!"
เสิ่นว่านอวี๋รับขวดยามาจากมือลูกสาว นางมองดูขวดยาสมานแผลที่มีกลิ่นอายสมุนไพรหอมจรุงอันแปลกประหลาดพลางเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือ ‘ของวิเศษ’ ที่มาจากความสามารถลึกลับของบุตรสาว นางก้มลงสวมกอดร่างกลมป้อมของเหยาเหยาไว้แน่นด้วยความรู้สึกตื้นตันใจจนล้นอก
บุตรสาวตัวน้อยของนางรู้จักรักและตอบแทนผู้มีพระคุณ ทั้งยังรู้จักห่วงใยผู้อื่นที่ยื่นมือมาช่วยเหลือครอบครัว... คุณธรรมอันงดงามนี้ทำให้เสิ่นว่านอวี๋รู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้ยิ่งกว่าความฉลาดปราดเปรื่องใด ๆ ทั้งปวง
——————
ตรงกันข้ามกับบรรยากาศในจวนตระกูลซ่ง... ณ ตำหนักอ๋องรอง ยามนี้กลับเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารและความโกรธเกรี้ยวอันรุนแรง
เซียวจิ่งหรงยืนตระหง่านอยู่กลางห้องโถงของตำหนักเย็นที่เพิ่งถูกบุกรุก สายตาคมกริบจดจ้องไปยังแผ่นกระเบื้องที่สามซึ่งถูกงัดจนเผยให้เห็นช่องอันว่างเปล่า ใบหน้าหล่อเหลาและสุภาพอ่อนโยนที่เขาเพียรสร้างขึ้นบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"หายไปแล้ว..." น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเทาด้วยความโทสะ "จดหมายกับปิ่นปักผม... หายไปแล้ว!"
ความลับดำมืดที่เขาปกปิดและปกป้องมาตลอดชีวิต ความลับที่เป็ทั้งจุดอ่อนและจุดตายของเขา บัดนี้ตกไปอยู่ในมือของศัตรูเป็ที่เรียบร้อยแล้ว!
เขาหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นกลับเย็นเยียบและไร้ความรู้สึก ราวกับหลุมอเวจีอันลึกซึ้ง
"ตระกูลซ่ง..." เขาเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน "ในเมื่อพวกเ้ากล้าล้วงคอหงส์ เช่นนั้นข้าก็ไม่มีความจำเป็ต้องรอคอยสิ่งใดอีกต่อไป!"
เขาหันไปสั่งการขุนนางคนสนิทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและเฉียบคม "เร่งดำเนินการตามแผนการทั้งหมดทันที! ก่อนที่หลักฐานชิ้นนั้นจะถูกเปิดโปงกลางราชสำนัก ข้าจะชิงลงมือก่อน... ทั้งบัลลังก์ั และตระกูลซ่ง ข้าจะบดขยี้และแย่งชิงมันมาไว้ในมือของข้าด้วยตัวเอง!"
เงามืดทมิฬแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตำหนัก ราวกับพายุร้ายระลอกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นเหนือฟากฟ้าของเมืองเซิ่งจิง...