ย้อนกลับไปเมื่อคืนก่อน... ก่อนที่ซูิจะถูกจับ ณ วันที่หลิงเยว่ได้พบกับฉีซิ่น!
.
.
หลิงเยว่ตัดสินใจทิ้งสามองครักษ์ไว้เื้ั นางมุ่งหน้ามาพบกับฉีซิ่นเพียงลำพัง
แม้จะถูกจอมโจรเฒ่าเอ่ยวาจาลบหลู่เสียดสีอยู่บ้าง แต่นางก็พยายามรักษาความสงบเยือกเย็นไว้ หลิงเยว่ผ่านความเป็ตายมามากมาย ทว่ายามต้องเผชิญหน้ากับฉีซิ่นตามลำพัง ลึกๆ ในใจของนางกลับสั่นสะท้านอย่างมิอาจควบคุม
“ท่านฉี... ข้ามีข้อเสนอจากท่านเสวียนเจินมามอบให้”
ฉีซิ่นได้ยินดังนั้นพลันะเิเสียงหัวเราะลั่น
“ฮ่าฮ่า! ข้อเสนอจากเ้านั่นน่ะหรือ? นอกจากเื่ใช้กำลังหักหาญทำลายข้าวของแล้ว มันจะคิดอ่านสิ่งใดเป็! วะฮ่าฮ่าฮ่า!”
หลังจากหัวเราะจนเหนื่อยหอบ ชายชราจึงกลับมาเข้าเื่ “เอาเถอะ... เห็นแก่ความพยายามของเ้า ลองว่ามาสิว่าข้อเสนอนั้นคือเื่อันใด”
แววตาของหลิงเยว่พลันเปลี่ยนเป็เฉียบคม นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเยือกเย็น
“ท่าน้าแก้แค้น ‘โกว่เหลียง’ แห่งตระกูลโกว่หรือไม่?”
สิ้นคำถามนั้น บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยือก ฉีซิ่นชะงักนิ่ง สายตาทอประกายอำมหิตวูบหนึ่ง ก่อนที่มืออันหยาบกร้านจะพุ่งเข้าบีบคอเรียวระหงของนางอย่างรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน!
หลิงเยว่รู้สึกปวดร้าวปานกระดูกลำคอจะแตกสลาย ลมหายใจติดขัด มิหนำซ้ำยังมีลมปราณอันร้อนระอุแทรกซึมผ่านฝ่ามือเข้าสู่ร่างกาย บังเกิดอาการแสบร้อนทรมานราวกับถูกแผดเผาจากภายใน
“หลิงเยว่... เ้ารู้หรือไม่” เสียงของฉีซิ่นทุ้มต่ำกลายเป็น่าเกรงขาม “นับแต่เ้าก้าวเข้ามาในเรือนนี้ ทุกชั่วยามที่สนทนากัน ข้าต้องยั้งมือมิให้สังหารเ้าไปไม่รู้กี่สิบครา หากข้าปลิดชีพเ้าเสียตอนนี้ ก็เท่ากับทำลายกองกำลังเต่าดำไปได้กว่าครึ่ง! ข้าหวังว่าเ้าคงมิได้เอาความแค้นในอดีตของข้ามากล่าวอ้างเลื่อนลอย!”
ชายชราจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง หมายจะเห็นความหวาดกลัว ทว่าหลิงเยว่ยังคงเด็ดเดี่ยว นางจ้องกลับมาด้วยสายตาที่ไม่ยอมจำนนแม้เพียงเศษเสี้ยว
‘นางไม่ได้มาเล่นๆ...’ ฉีซิ่นรำพึงในใจก่อนจะยอมคลายมือออก
หลิงเยว่ทรุดตัวลงกับพื้น หอบหายใจเฮือกใหญ่เพื่อตักตวงอากาศเข้าปอด นางรู้ซึ้งถึงทรวงว่าเมื่อครู่คือวินาทีเฉียดตาย และชายผู้นี้ลงมือจริงมิใช่เพียงคำขู่ นางข่มใจที่ยังสั่นรัว เล่าถึงเหตุการณ์ปะาอันโเี้ในวังเทียนอี้ รวมถึงความโกรธเกี้ยวของเสวียนเจินอย่างตรงไปตรงมา นางรู้ดีว่าต่อหน้าชายผู้นี้... คำลวงย่อมไร้ผล
แผนการของนางก็คือ... เสวียนเจินจะลอบเปิดเส้นทางนอกเมือง เพื่อให้กองกำลังโจรสามารถลำเลียงพลบุกเข้าตีเมืองหลวงได้โดยสะดวก ในขณะที่กองกำลังเต่าดำ เมื่อถึงเมืองจะคอยถ่วงดุลและปะทะคารมโรมรันกับเฟิงเหยียน มิให้สามารถปลีกตัวมาจัดการกับกลุ่มโจรได้ด้วยตนเอง
”อืมม…ช่างน่าสนุกดีนัก แล้วตระกูลเสือขาวเล่า มันจะไม่มาร่วมวงด้วยหรือ“ ฉีซิ่นเอ่ยถามเสียงเรียบ
”ตระกูลเสือขาวนั้นหามีสิ่งใดน่ากังวลไม่ เนื่องจากราชวังตั้งอยู่ไกลออกไปทางเหนือ อีกทั้งกิจการท่าเรืออันสลับซับซ้อนก็ดึงรั้งความสนใจของพวกมันไปจนสิ้น
ยิ่งั้แ่ ไป๋อี้ ผู้นำเสือขาวสิ้นชีพไปเมื่อเจ็ดปีก่อน ทิ้งภาระให้ ไป๋หลิง บุตรชายเป็ผู้สืบทอด ยิ่งมิมีสิ่งใดต้องกังวล... ท่านฉี หากท่านรับแผนการนี้ เป็โอกาสเดียวที่จะสังหารตระกูลโกว่ แผนการนี้ย่อมมีแต่ได้กับได้สำหรับท่าน...”
ฉีซิ่นฟังจบก็ยกมือขึ้นลูบเคราครุ่นคิด ท่าทางดูสุขุมขัดกับสารรูปมอมแมมของมันยิ่งนัก “เ้าหลงลืมชื่อของ หลงเทียนห่าว ไปหรือไม่?” จอมโจรเฒ่าถามกลับด้วยเสียงเรียบ
หลิงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย “ชื่อนี้ข้าไม่มีวันมองข้าม! ทว่าดูจากสถานการณ์ยามนี้ ความอุกอาจของเฟิงเหยียนขัดแย้งกับการไร้ความเคลื่อนไหวของตระกูลัฟ้าอย่างสิ้นเชิง แม้ในวันเปลี่ยนแผ่นดิน หลงเทียนห่าวยังมิยอมปรากฏกาย ข้าจึงคาดการณ์ไว้สามทาง...
หนึ่งคือเขาป่วยหนัก
สองคือเขาเดินทางไปยังดินแดนอันไกลโพ้นนานวันจึงจะกลับมา
หรืออย่างสุดท้าย...”
นางเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงหนัก “...หลงเทียนห่าวอาจสิ้นชีพไปแล้ว!”
สิ้นคำตอบของนาง แม้แต่ฉีซิ่นยังต้องดวงตาเบิกโพรงวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเป็แววตาเกียจคร้านเช่นเดิม “อี้หลิง... เ้าเห็นว่าอย่างไร?”
หลังสิ้นคำเรียก พลันปรากฏเงามืดสายหนึ่งออกมาจากมุมห้อง ก่อนจะมาหยุดนิ่งและโค้งคำนับให้ฉีซิ่น
“เื่หลงเทียนห่าว ข้าเห็นพ้องกับนาง... เื่ปะาสองตระกูลใหญ่ะเืแผ่นดินถึงเพียงนี้ หากัฟ้าผู้นั้นยังอยู่ ไม่มีทางที่เขาจะนิ่งดูดายอย่างเด็ดขาด”
หลิงเยว่ลอบตระหนกในใจ อี้หลิงผู้นี้มีวรยุทธ์สูงส่งเกินคาด นางหาได้ล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของมัน จนกระทั่งมันปรากฏกายออกมา...
“อืม...” ฉีซิ่นครางรับในลำคอพลางบิดกายไล่ความเกียจคร้านรอบหนึ่ง ก่อนที่อี้หลิงจะเอ่ยสมทบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าคิดว่าข้อเสนอของแม่นางหาได้เลวร้ายไม่ ดูไปแล้วพวกข้ามีแต่ได้กับได้... ทว่าในทางกลับกัน ตระกูลเต่าดำจะได้สิ่งใดเป็การตอบแทน? นอกเสียจากยืนดูพวกข้าอาละวาดปล้นชิง ผู้คนทั่วแผ่นดินย่อมต้องเคลือบแคลงสงสัย ในเมื่อตำหนักเต่าดำตั้งตระหง่านคอยกันเหล่าโจรอยู่หน้าด่าน แต่กลับปล่อยให้กองกำลังนอกกฎหมายบุกเข้าเมืองหลวงได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ตระกูลเต่าดำจะรับมือเื่นี้อย่างไร แม่นางโปรดอธิบายให้กระจ่างแจ้งด้วยเถิด”
หลิงเยว่ผงกศีรษะรับคำถามนั้นอย่างใจเย็น “ข้าขอเรียนตามตรง แผนการนี้หาได้มุ่งเน้นผลประโยชน์ต่อตระกูลไม่ ข้าเพียง้าผ่อนหนักเป็เบาให้กับท่านเสวียนเจิน... ยามที่ไร้เงาของหลงเทียนห่าว ก็ดุจดั่งไร้โซ่ตรวนที่คอยเหนี่ยวรั้ง มิมีผู้ใดหยุดยั้งโทสะของท่านเสวียนเจินได้อีก ทว่าเฟิงเหยียนในยามนี้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ บัญชาทหารนับแสนนาย หากเต่าดำบุ่มบ่ามลงมืออย่างเปิดเผยจนผิดกฎเหล็กของสี่ตระกูลหลัก ตระกูลเต่าดำของพวกเราย่อมต้องถึงกาลล่มสลายเป็แน่”
ยิ่งนางเอ่ย ั์ตาคู่สวยก็เริ่มรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา ภาพสาวงามในคราบน้ำตาช่างเป็ภาพที่ชวนให้ผู้คนใจอ่อนยิ่งนัก
“ฮ่าๆๆๆ เสวียนเจินก็ยังคงเป็เสวียนเจิน ข้าล่ะชอบความมุทะลุไร้สมองของมันเสียจริง!” ฉีซิ่นตบเข่าพลางหัวเราะร่า “แต่หากสถานการณ์เป็เช่นนั้น... ข้ามิสู้ไปนั่งร่ำสุรา ก่อกองไฟแทะเนื้อแพะดูพวกเ้าตีกันจนตายมิดีกว่าหรือ?”
หลิงเยว่ลอบชำเลืองมองอี้หลิงด้วยความหวังว่าเขาจะช่วยเอ่ยสิ่งใด ทว่าอี้หลิงกลับยังคงนิ่งสนิทดุจขุนเขา นางจึงฝืนสะกดความอ่อนแอ ปาดหยาดน้ำตาออกจากใบหน้าแล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
“หากไร้ตระกูลเต่าดำ ข้อตกลงและผลประโยชน์ที่พวกเราเคยมีร่วมกันมาเนิ่นนานย่อมพังทลาย! อย่าลืมว่าตราบใดที่ท่านมิล้ำเส้นทางปลอดภัยที่เสวียนเจินขีดไว้ เขาก็จะมิก้าวก่ายกิจการของท่าน... ทว่าหากเต่าดำพ่ายศึกนี้ เฟิงเหยียนย่อมกระหายที่จะขยายอาณาเขต สั่งทหารนับแสนกวาดล้างรังโจรให้สิ้นซาก
และที่สำคัญ...“
นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของฉีซิ่น “...หากตระกูลโกว่ไม่ทรยศหักหลังท่านเมื่อสามสิบปีก่อน ตำแหน่งสี่ตระกูลหลักในยามนี้ อาจเป็ชื่อของฉีซิ่น หาใช่เฟิงเหยียนไม่!” คำพูดนั้นดุจดั่งใบมีดกรีดลึกลงกลางใจฉีซิ่นอีกครา แม้ภายนอกเขาจะทำตัวเสเพล ปล่อยตัวตามอารมณ์ราวกับมิยึดติดสิ่งใดในโลก ทว่าความอัปยศที่โกว่เหลียงฝากไว้นั้นยังคงเป็หนามยอกอกที่กัดกินใจไม่เคยจางหาย
โกว่เหลียง... ชายผู้เคยได้รับความไว้วางใจให้เป็ดั่งแขนซ้ายแขนขวาของตระกูลฉี กลับทรยศหักหลังไปสวามิภักดิ์ต่อเฟิงเหยียน มิหนำซ้ำยังเป็ผู้นำกำลังเข้าปิดล้อมเข่นฆ่าสังหารคนในครอบครัวของเขาจนสิ้นซาก มีเพียงฉีซิ่นผู้เดียวที่หนีรอดออกมาอย่างทุลักทุเลและต้องระหกระเหินเข้าป่าตั้งตนเป็โจร เวลาผ่านไป ยิ่งเฟิงเหยียนเรืองอำนาจโตใหญ่เพียงใด โอกาสที่เขาจะลากคอโกว่เหลียงมาลงทัณฑ์ก็ยิ่งห่างไกลออกไปทุกที
“ได้! ข้ารับคำ!”
ฉีซิ่นคำรามลั่น แววตาที่เคยเกียจคร้านพลันโชติ่ด้วยเพลิงแค้น “จะเกิดสิ่งใดขึ้นต่อจากนี้ก็ช่างมารดามันเถอะ! ข้าจะบุกไปถล่มตระกูลมันให้ย่อยยับ สังหารพวกมันให้สิ้นซากด้วยมือของข้าเอง!!”
ภายหลังจากข้อตกลงลับสิ้นสุดลง ฉีซิ่นมิรอช้า พลันออกคำสั่งระดมพล "สิบกองโจรเงา" โดยด่วนเพื่อวางแผนบุกถล่มเมืองฉินตั้ว คำบัญชานี้เปรียบเสมือนเชื้อไฟที่จุดประกายความตื่นเต้นให้แก่เหล่าโจรป่า
ทว่าในขณะที่แต่ละกองกำลังกำลังรุดหน้ามาตามเส้นทางต่างๆ กองโจรเงาที่สามกลับบังเอิญไปพบกับซูิระหว่างทาง ในคราแรกมูซูว์หมายจะลงมือสังหารผู้ขวางทางให้สิ้นซาก ทว่าหนิวเหยียกลับตาไวและจดจำใบหน้าของซูิได้ทันควัน มันหวนนึกถึงความสามารถอันน่าอัศจรรย์ของพ่อค้าหนุ่มที่เข้าออกประตูเมืองหลวงได้อย่างอิสระราวกับเดินอยู่ในบ้านตนเอง เมื่อตรวจสอบพบว่าซูิยังมีลมหายใจอยู่ พวกโจรต่างก็ส่งเสียงเฮลั่นด้วยความสมหวัง ก่อนจะแบกร่างของซูิกลับมายังค่ายกองโจรเงาที่หนึ่ง
ทันทีที่ฉีซิ่นได้รับรายงาน แผนการลอบเข้าเมืองหลวงพลันผุดขึ้นในหัวทันที ทว่าปัญหาสำคัญคือจะทำอย่างไรให้พ่อค้าผู้นี้ยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดี? จะใช้การทรมานขู่เข็น หรือจะตบรางวัลล่อใจ?
เก๋าจ้วน ขุนพลโจรจอมเ้าเล่ห์จึงเสนอความคิดขึ้นว่า ในเมื่อมิทราบตื้นลึกหนาบางของนิสัยใจคอ เราย่อมต้องลองดูทั้งสองทาง จึงกลายเป็ที่มาของแผนการ "หนึ่งดำหนึ่งขาว" หรือแผนคนดีและคนเลวอันแยบยล เมื่อตกลงกันเป็ที่เรียบร้อย พวกกองโจรที่สามจึงลากตัวซูิออกไปนอกค่าย จับมัดไว้กับต้นไม้ใหญ่ แล้วก่อกองไฟแสร้งทำเป็หยุดพักแรม โดยมีฉีซิ่นและอี้หลิงลอบสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ รอเพียงชั่วเวลาที่เหยื่อลืมตาตื่น...การแสดงทั้งหมดก็ได้เริ่มขึ้น…
กลับมา ณ เวลาปัจจุบัน
ซูิแล้ะอี้หลิง เดินทางมาถึงกองโจรที่หนึ่ง ค่ายบัญชาการหลักของอี้หลิง ที่นี่ถูกก่อสร้างอย่างใหญ่โตเกินกว่าจะเป็ค่ายโจร มันคล้ายค่ายทหารที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมีแบบแผน แนวกำแพงไม้ไผ่ถูกเหลาจนคมกริบและเรียงกันเป็รูปทรงที่คำนวณมาแล้ว ภายในค่าย แม้กระทั่งดึกดื่นเช่นนี้ยังได้ยินเสียงการฝึกฝนกระบวนท่าดาบอย่างพร้อมเพรียง เหล่าโจรที่นี่แต่งกายคล้ายทหารรับจ้าง ไม่ใช่โจรป่าไร้ระเบียบ เหล่าเวรยามเดินเหินอย่างมีวินัย ทักทายกันด้วยการโค้งคำนับสั้น ๆ ราวกับอยู่ในสำนักศึกษา ซูิหาได้รู้ไม่ว่ามันเคยถูกแบกมาที่แห่งนี้แล้วครั้งหนึ่ง
ทุกคนเมื่อเห็นอี้หลิงต่างโค้งคำนับรอบหนึ่ง มันก็โบกมือวูบเป็สัญญานว่าให้ไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ เมื่อทั้งคู่ลงจากหลังม้า อี้หลิงคว้าข้อมือซูิมาตรวจชีพจร เพื่อหาดูอาการาเ็ภายใน มันตะลึงเล็กน้อย เมื่อพบว่าชีพจรมันปกตินัก ไร้การาเ็ภายในใดๆ อี้หลิงเงยมองใบหน้าอัน "โง่งม" และดูไม่รู้ความของซูิแล้วก็ได้แต่ลอบคิดในใจว่า มันคงไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ ดูไปมันคงเป็เพียงวัวถึกเท่านั้น
อี้หลิงะโเรียกใครคนหนึ่ง ไม่นานนักเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับซูิก็ปรากฏตัวขึ้น แต่งกายด้วยชุดบัณฑิตสะอาดสะอ้าน ท่าทางคล่องแคล่วว่องไว อี้หลิงสั่งให้เขาเป็ผู้ดูแลซูิ ก่อนจะตบไหล่เด็กหนุ่มสองคราแล้วเดินจากไป ทิ้งให้บัณฑิตผู้นั้นจ้องมองซูิด้วยสายตาที่มีเลศนัย
ซูิถูกนำตัวมายังกระท่อมส่วนตัว แม้ภายนอกจะดูทรุดโทรมไปบ้าง ทว่าภายในกลับมีเครื่องนอนและของใช้ครบครัน ระหว่างทางที่เดินมา เขาได้ทำความรู้จักกับบัณฑิตหนุ่ม ทั้งคู่พูดคุยกันอย่างถูกคอจนซูิเริ่มคลายความกังวล
เมื่อได้อยู่ลำพัง ซูิทรุดนั่งลงบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า แม้เหน็ดเหนื่อยเพียงใด มันยังไม่ลืมที่จะกำหนดลมหายใจฟ้าก่อนนอน ยังมิทันที่มันจะได้กำหนดลมหายใจอันใด สติพลันหายไป ร่างกายแผ่นอนลง หลับใหลไปด้วยความอ่อนเพลีย..
ในค่ำคืนเดียวกันนั้น ณ วังเทียนอี้... แสงตะเกียงยังคงสว่างไสว จดหมายรายงานลับหลายฉับถูกส่งผ่านไปมาอย่างเร่งด่วน โดยมีใจความสำคัญระบุว่า:
‘ไป๋หลิง ประมุขแห่งตระกูลเสือขาว เริ่มเดินทางออกจากเมืองทางเหนือแล้ว จุดหมายปลายทางคือเมืองฉินตั้ว!’