บทที่ 15: สถาปัตยกรรมผนังหินและฉนวนธรรมชาติ
สายหมอกยามเช้าตรู่ยังคงลอยอยู่เหนือผิวน้ำตกม่านไพลินแสงอ่อนของยามเช้าสะท้อนผ่านเรือนยอดของต้นบลิสโอ๊คทางทิศตะวันตกทิ้งเงาสีส้มชมพูจางๆ ลงบนลานดินของไซต์งานก่อสร้าง อากาศในป่าต้องห้ามชั้นนอกมีความเย็นะเืจับใจแต่ทว่าบริเวณลานดินบนเนินเขาที่ถูกกำหนดให้เป็ ‘ไซต์งานก่อสร้าง’ ของรัฐอิสระเฮเซลบรุค กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความคึกคักและพลังงานที่พลุ่งพล่านเตาผิงหินแม่น้ำที่กึ่งกลางแปลนบ้านยังคงแผ่รังสีความร้อน ออกมาอย่างสม่ำเสมอช่วยปัดเป่าความหนาวเหน็บออกไปจากรัศมีการทำงานได้อย่างน่าอัศจรรย์
อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปียืนกอดอกมองดูความคืบหน้าของงานด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ เหนือหัวของเขาคานไม้โอ๊กเหล็ก ขนาดใหญ่สองท่อนถูกวางพาดอย่างมั่นคงซึ่งเป็ผลงานชิ้นเอกจากการลงแขกของ ‘บาร์นีย์’ หมีั์อสูรรถเครนประจำไซต์งาน
“เอาล่ะทีมงานเฮเซลบรุค มารวมตัวกันตรงนี้หน่อย!” อีไลอัสปรบมือเรียกประชุมเช้า
เสียงฝีเท้าหนักๆดังตึงตัง บาร์นีย์เดินสี่ขาเข้ามานั่งแหมะอยู่หน้าเ้านายตัวน้อยร่างกายสูงใหญ่กว่าสองเมตรครึ่งของมันบดบังแสงอาทิตย์จนเกิดเป็ร่มเงาขนาดั์ข้างๆ กันนั้น ฟินน์ลูกจิ้งจอกอสูรสีส้มแดงก็วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามายืนยืดอกเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบหูสามเหลี่ยมของมันตั้งชันพร้อมรับคำสั่ง
“วันนี้เราจะเข้าสู่เฟสที่สองของการก่อสร้าง ซึ่งเป็เฟสที่ใช้แรงงานและเวลามากที่สุด...นั่นคือการก่อ ‘กำแพงหิน’ ” อีไลอัสอธิบายเขาใช้กิ่งไม้ชี้ไปที่กองหินแม่น้ำนับพันก้อนที่พวกเขาช่วยกันขนมาตุนไว้เมื่อวันก่อน
“บาร์นีย์หน้าที่ของแกคือการยกก้อนหินพวกนั้นมาวางเรียงตามแนวเส้นแปลนที่ฉันวาดไว้แต่ฟังนะพ่อหนุ่มคันเกียร์... งานนี้เราจะเอาหินมาวางซ้อนๆกันมั่วตั้วไม่ได้เด็ดขาด”
หมีั์เอียงคอดวงตาสีดำของมันกะพริบปริบๆ “ทำไมล่ะเ้านาย...? ก็แค่...เอาหิน... วางทับหิน... ไม่ใช่เหรอ...?”
“ถ้าเป็ในเกมตัวต่อไม้ก็คงใช่แต่นี่คือโลกแห่งความเป็จริงที่ถูกควบคุมด้วยกฎแรงโน้มถ่วง และแรงกระทำด้านข้าง อย่างเช่นแรงลมพายุ”
อีไลอัสย่อตัวลงนั่งเขาหยิบก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นมาสี่ก้อนเพื่อทำเป็สื่อการสอนจำลอง ให้เครื่องจักรกลชีวภาพของเขาได้เห็นภาพชัดเจน
“ดูนี่นะบาร์นีย์”อีไลอัสวางหินก้อนแรก แล้วเอาก้อนที่สองวางทับลงไปตรงๆจากนั้นก็ทำเสาหินอีกต้นมาวางชิดกัน “ถ้าเราก่อกำแพงโดยการเอาหินวางซ้อนกันตรงๆขึ้นไปเรื่อยๆ รอยต่อของหินแต่ละชั้นจะตรงกันเป็เส้นดิ่งยาวลงมาถึงพื้น สิ่งนี้ในภาษาสถาปัตยกรรมเรียกว่า‘รอยต่อตรง ’”
เขาหันไปพยักหน้าให้ฟินน์“ฟินน์ลองใช้ตีนหน้าแตะเสาหินจำลองนี่เบาๆ ซิ”
“ได้เลยเ้านาย!ยะฮู้!” ลูกจิ้งจอกยกขาหน้าขึ้นมาเขี่ยเสาหินที่อีไลอัสเรียงไว้เพียงสะกิดเบาๆ
ครืน... แกรก!
เสาหินทั้งสองต้นพังครืนลงมาอย่างง่ายดายหินกลิ้งหล่นกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง บาร์นีย์สะดุ้งเล็กน้อยจนหูตั้ง “โอ๊ะ... มันล้ม... ง่ายจัง...”
“เห็นไหมล่ะ”อีไลอัสยิ้มกริ่ม “รอยต่อตรงคือหายนะของงานก่ออิฐและงานหิน เพราะเมื่อมีแรงมากระแทกจากด้านข้างมันจะไม่มีโครงสร้างอะไรมาช่วยกระจายแรง ทำให้กำแพงฉีกขาดออกจากกันและพังทลายลงมาทับหัวเราตอนนอนหลับได้เลย”
เด็กชายรวบรวมก้อนหินกลับมาใหม่คราวนี้เขาวางหินสองก้อนไว้ที่พื้นให้ห่างกันเล็กน้อย จากนั้น...เขานำหินก้อนที่สามไปวางทับไว้ ‘กึ่งกลาง’ ระหว่างรอยต่อของหินสองก้อนแรกล่าง
“แต่ถ้าเราทำแบบนี้...วางหินก้อนบน ให้คร่อมรอยต่อของหินชั้นล่าง สลับกันไปมาเรื่อยๆ ซ้ายทีขวาที...สิ่งนี้เรียกว่าเทคนิค ‘การสลับรอยต่อ ’หรือ Running Bond”
อีไลอัสอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉานแววตาของเขาเป็ประกายราวกับศาสตราจารย์ที่กำลังบรรยายในคลาสเรียน “เมื่อเราวางแบบสลับรอยต่อน้ำหนักของหินก้อนบนสุด จะถูกถ่ายเทและกระจายลงสู่หินสองก้อนด้านล่างเสมอ และแรงกดจากแรงโน้มถ่วงจะทำหน้าที่ ‘ล็อก’ หินทุกก้อนให้ขัดกันเองอย่างสมบูรณ์แบบ ทีนี้ต่อให้ลมพายุพัดแรงแค่ไหน แรงกระแทกก็จะถูกกระจายไปตามแนวกำแพงทั้งหมดทำให้มันกลายเป็ป้อมปราการที่ไม่มีวันพังทลาย!”
เขาพยักหน้าให้ฟินน์อีกครั้งลูกจิ้งจอกลองเอาตีนเขี่ยโครงสร้างที่สลับรอยต่อดู คราวนี้มันนิ่งสนิทฟินน์ต้องออกแรงกระแทกถึงสองสามครั้งกว่ามันจะขยับ
บาร์นีย์เบิกตากว้างร้องครางในลำคอด้วยความตื่นเต้น “โอ้... หินขัดกัน... หินล็อกกัน... บาร์นีย์เข้าใจแล้ว!วางคร่อม... วางคร่อม... จะไม่ให้มัน... เป็เส้นตรง!”
“ฉลาดมากพ่อหนุ่ม!ถ้าเข้าใจแล้วก็ลุยกันเลย วันนี้ฉันจะรับบทเป็ช่างก่อ ส่วนแกรับบทเป็รถเครนส่งหิน เตรียมตัวเหนื่อยได้เลย!”
การประสานงานระดับมาสเตอร์พีซระหว่างสถาปนิกและหมีั์ได้เริ่มต้นขึ้น
บาร์นีย์เดินสี่ขาไปที่กองหินแม่น้ำมันไม่ได้ใช้ปากคาบ แต่ใช้มนุษยธรรมในการเรียนรู้ที่จะใช้ ‘อุ้งเท้าหน้า’ ที่กว้างใหญ่และทรงพลัง ช้อนเอาก้อนหินแม่น้ำขนาดเท่าแตงโม(ซึ่งน้ำหนักไม่ต่ำกว่าสิบห้ากิโลกรัม) ขึ้นมาประคองไว้ในอ้อมอกราวกับกำลังอุ้มทารกแรกเกิด หมีั์เดินอาดๆ กลับมาที่แนวแปลนบ้านอย่างระมัดระวัง
“ตรงนี้บาร์นีย์วางทับรอยต่อตรงนี้เลย” อีไลอัสชี้ตำแหน่ง
บาร์นีย์ค่อยๆ ย่อตัวลงวางก้อนหินห้าสิบกิโลกรัมลงบนตำแหน่งที่อีไลอัสชี้ได้อย่างนุ่มนวลและแม่นยำระดับมิลลิเมตรไม่มีเสียงกระแทกดังตึงตัง ความละเอียดอ่อนที่แฝงอยู่ในพละกำลังมหาศาลนี้ทำให้อีไลอัสต้องทึ่งทุกครั้งที่ได้มอง
ทันทีที่หินถูกวางลงอีไลอัสก็ยื่นปลายนิ้วที่เรืองแสงสีทองของสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] แตะลงไปที่รอยััของหินก้อนใหม่กับหินชั้นล่าง
วาบ... กึก!
เวทมนตร์แห่งการก่อสร้างแล่นปลาบเข้าไปในโครงสร้างจุลภาคของแร่ธาตุอนุภาคของหินแกรนิตถูกบีบอัดและผสานเข้าหากันอย่างไร้รอยต่อแม้พื้นผิวของหินแม่น้ำจะมีความโค้งมนและลื่นแต่สกิลนี้ก็ช่วยสร้างแรงยึดเหนี่ยวระดับโมเลกุล ทำให้การสลับรอยต่อ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเทียบเท่ากับการเทคอนกรีตเสริมเหล็ก
“ดีมาก!ก้อนต่อไป ขอไซส์เล็กลงหน่อยเพื่อปรับระดับความสูง!” อีไลอัสสั่งการ
บาร์นีย์หันขวับกลับไปหยิบหินก้อนใหม่มาส่งให้การทำงานดำเนินไปอย่างเป็จังหวะจะโคน จากหนึ่งก้อนเป็สิบก้อนจากสิบก้อนเป็ร้อยก้อน กำแพงหินแม่น้ำค่อยๆ ก่อตัวสูงขึ้นจากระดับพื้นดินผ่านระดับหัวเข่า ขึ้นมาจนถึงระดับเอวของอีไลอัส
ลวดลายของกำแพงที่ถูกก่อด้วยเทคนิคInterlocking นั้นดูสวยงามและมีมนต์ขลังอย่างบอกไม่ถูก หินสีเทา สีดำ และสีน้ำตาลแดงถูกจัดเรียงสลับสีและขนาดกันอย่างลงตัว มันไม่ได้ดูเป็กล่องสี่เหลี่ยมทื่อๆแต่ดูเป็ศิลปะพื้นบ้าน ที่กลมกลืนไปกับธรรมชาติของป่าต้องห้าม
เวลาผ่านไปจนถึง่บ่ายคล้อยกำแพงทั้งสี่ด้าน (ที่เว้นช่องประตูและหน้าต่างทางทิศใต้ไว้แล้ว)ถูกก่อขึ้นมาจนได้ความสูงที่้า คือระดับสองเมตร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขึ้นโครงหลังคาในวันต่อไป
อีไลอัสทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงหินที่เพิ่งสร้างเสร็จเขายกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อที่ชุ่มหน้าผากบาร์นีย์เองก็ทิ้งตัวลงนอนหงายแผ่หลาอยู่กลางบ้าน ลิ้นห้อยแฮกๆด้วยความเหนื่อยล้าจากการแบกหินนับพันก้อน
“งานหยาบ ของผนังเสร็จสมบูรณ์...” อีไลอัสหอบหายใจ แต่รอยยิ้มกลับกว้างจนถึงหู “กำแพงหนาสามสิบเิเสลับรอยต่อร้อยเปอร์เซ็นต์ แข็งแกร่งยิ่งกว่าบังเกอร์หลบภัยซะอีก”
ทว่าในขณะที่สถาปนิกน้อยกำลังชื่นชมผลงานสายลมเย็นะเืยามบ่ายก็พัดวูบผ่านช่องว่างของกำแพงหินเข้ามาปะทะใบหน้าของเขา
อีไลอัสลืมตาขึ้นเขาหันไปมองที่ผนังหินแม่น้ำแม้สกิลสถาปนิกจะช่วยประสานจุดััของหินแต่ละก้อนให้ติดกันแ่าเพียงใดแต่ด้วยรูปทรงของหินแม่น้ำที่มีความโค้งมนและไม่สม่ำเสมอ ทำให้มันไม่อาจประกบกันได้สนิทร้อยเปอร์เซ็นต์ในทุกอณู
ผลที่ตามมาคือ...กำแพงหินที่ดูแข็งแกร่งนี้ กลับเต็มไปด้วย ‘ช่องว่าง ’ และรูโพรงขนาดเล็กมากมายนับไม่ถ้วนแสงแดดที่ส่องทะลุผ่านรูเ่าั้เข้ามาดูราวกับดวงดาวระยิบระยับ
“เวรล่ะ...”อีไลอัสสบถเบาๆ “ฉันมัวแต่ดีใจกับความแข็งแรงจนลืมเื่ประสิทธิภาพทางอุณหพลศาสตร์ ไปซะสนิท”
“มีอะไรเหรอเ้านายกำแพงเราพังเหรอ?” ฟินน์ที่วิ่งไปกินน้ำที่ลำธารกลับมาพอดีเอียงคอถามเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของอีไลอัส
“มันไม่พังหรอกฟินน์แต่มันรั่ว” อีไลอัสลุกขึ้นยืนเดินไปเอามือทาบกับรูโพรงขนาดใหญ่ระหว่างก้อนหิน “แกลองเอาหน้ามาจ่อตรงนี้สิ”
ลูกจิ้งจอกยื่นจมูกเข้าไปใกล้ๆก่อนจะสะดุ้งโหยง “บรื๋อ!ลมพัดเข้ามาเย็นเฉียบเลย!”
“นั่นแหละคือปัญหาใหญ่”อีไลอัสกอดอก สีหน้าจริงจังขึ้น “ในทางวิศวกรรมอาคารรูรั่วพวกนี้คือสะพานความร้อน และช่องทางของกระแสลม ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ พอถึงฤดูหนาวหรือตอนที่มีพายุ ความร้อนจากเตาผิงที่เราอุตส่าห์สะสมไว้ในก้อนหินจะถูกสายลมที่พัดลอดรูพวกนี้หอบเอาออกไปจนหมด ต่อให้เราก่อไฟกองเบ้อเริ่มบ้านนี้ก็จะเย็นเยียบเหมือนตู้เย็นอยู่ดี”
อีไลอัสเคาะกำแพงหินเบาๆ“แถมรูพวกนี้ยังเป็ประตูทางเข้าวีไอพีของพวกแมลงป่าแมงมุม หรือแม้แต่งูพิษตัวเล็กๆ ที่จะเข้ามาร่วมชายคาเดียวกับเราตอนเราหลับด้วย”
ฟินน์เบิกตากว้างขนพองสยองเกล้า “อึ๋ย!ไม่เอานะเ้านาย! ฉันเกลียดแมงมุม! เราจะทำยังไงดีล่ะ ทุบกำแพงสร้างใหม่เหรอ?!”
“ไม่ทุบหรอกไอ้หนูโครงสร้างหลักมันดีอยู่แล้ว เราแค่ต้องทำกระบวนการที่เรียกว่า ‘การอุดรอยรั่ว ’”
อีไลอัสหันไปหาลูกบ้านหมายเลขหนึ่งของเขา“ฟินน์ตอนนี้บาร์นีย์หมดสภาพไปแล้ว งานนี้ต้องพึ่งพาฝีเท้าและความคล่องตัวของแกฉัน้า ‘วัสดุฉนวนธรรมชาติ’ ด่วนที่สุด”
ลูกจิ้งจอกอสูรยืดอกรับคำสั่ง“ว่ามาเลยเ้านาย!จะให้ดมหาอะไร!”
“อย่างแรกฉัน้า ‘ดินเหนียวริมตลิ่ง ’แบบเดียวกับที่เราใช้ทำเตาผิง เอาแบบที่เปียกและเหนียวหนึบที่สุดอย่างที่สอง... ฉัน้า ‘มอสส์หิน ’หรือตะไคร่น้ำเส้นใยหนาๆ ที่ขึ้นอยู่ตามโขดหินใกล้น้ำตก เอามาเยอะๆเลยนะ”
“รับทราบ!ปล่อยให้เป็หน้าที่ของเรดาร์จมูกทองคำแห่งเฮเซลบรุคเอง!” ฟินน์หมุนตัวกลับแล้ววิ่งสับขาพุ่งทะยานออกไปทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ในขณะที่รออีไลอัสก็เริ่มเตรียมสถานที่ เขาหาแอ่งหินตื้นๆ มาทำเป็กระบะผสมปูนชั่วคราวไม่นานนัก ฟินน์ก็วิ่งกลับมาพร้อมกับก้อนดินเหนียวเต็มปากมันคายดินเหนียวแหมะลงในแอ่งหิน ก่อนจะวิ่งกลับไปรอบแล้วรอบเล่านำพามอสส์สีเขียวเข้มที่ดูดซับความชื้นไว้จนชุ่มฉ่ำมากองรวมกันจนเป็ูเาขนาดย่อม
“ยอดเยี่ยมมากฟินน์!ทำเวลาได้ดีเยี่ยม!”
อีไลอัสไม่รอช้าเขาเริ่มต้นกระบวนการทำ ‘ฉนวนกันความร้อน ’ ฉบับป่าเถื่อนทันทีเขาหยิบก้อนดินเหนียวมาขยำ ผสมน้ำลงไปเล็กน้อยให้พอปั้นได้ จากนั้น...เขาก็หยิบกอบมอสส์สีเขียวสด ยัดและนวดผสมลงไปในก้อนดินเหนียวนั้นอย่างจริงจัง
ฟินน์ชะโงกหน้ามาดูด้วยความสงสัย“เ้านายทำไมเราไม่ใช้แค่ดินเหนียวอุดรูไปเลยล่ะ? ทำไมต้องเอามอสส์ไปขยำรวมกับดินให้มันเลอะเทอะด้วยอะ?”
“เป็คำถามที่ดีมากวิศวกรน้อย”อีไลอัสอธิบาย มือยังคงขยำส่วนผสมอย่างเมามัน “ถ้าเราใช้แค่ดินเหนียวล้วนๆ อุดเข้าไปในร่องหิน พอเวลาผ่านไปดินเหนียวจะสูญเสียความชื้นและหดตัว สุดท้ายมันก็จะแตกร้าวและร่วงหล่นลงมารูรั่วก็จะกลับมาเหมือนเดิม”
เขาชูค้อนดินเหนียวที่ผสมมอสส์จนเป็เนื้อเดียวกันให้ฟินน์ดู
“แต่เมื่อเราเอา‘มอสส์’ ซึ่งเป็พืชที่มีเส้นใยเหนียวแน่นมาผสมลงไป เส้นใยของมอสส์จะทำหน้าที่เป็ ‘ตัวประสาน ’หรือถ้าให้เทียบก็เหมือนกับเหล็กเส้นในโครงสร้างคอนกรีตหรือเส้นใยฟางในบ้านดิน มันจะช่วยยึดเกาะโครงสร้างของดินเหนียวไว้ไม่ให้ปริแตกเมื่อมันแห้งสนิท”
สถาปนิกน้อยเดินไปที่กำแพงหิน“และที่สำคัญที่สุด...มอสส์มีความโปร่งฟูในตัวของมัน มันช่วยสร้าง ‘ช่องอากาศขนาดจิ๋ว’ ภายในก้อนดินเหนียว ซึ่งในทางฟิสิกส์ ‘อากาศที่อยู่นิ่ง’ คือสุดยอดฉนวนกันความร้อนที่ดีที่สุดในโลก!มันจะบล็อกไม่ให้ความร้อนจากเตาผิงแผ่ทะลุกำแพงออกไปและบล็อกความเย็นจากด้านนอกไม่ให้ซึมเข้ามา”
เมื่ออธิบายจบอีไลอัสก็เริ่มลงมือปฏิบัติการ ‘Chinking’ ทันที
เขาหยิบก้อนดินเหนียวผสมมอสส์ อัดยัดเข้าไปในร่องหินรอยต่อทีละร่องทีละช่องว่าง เขาใช้ปลายนิ้วโป้งกดบีบอัดอย่างแ่าเพื่อให้ดินเหนียวแทรกซึมลึกเข้าไปจนเต็มโพรงอากาศด้านในจากนั้นก็ใช้สันมือปาดให้เรียบเนียนไปกับขอบหินเพื่อให้น้ำฝนสามารถไหลผ่านได้โดยไม่ขังสะสม
ฟินน์เห็นเ้านายสนุกก็อยากมีส่วนร่วม มันใช้ปากงับก้อนดินเหนียว แล้วเอาหัวพุ่งชนอัดดินเหนียวเข้าไปในรูหินที่อยู่ระดับพื้นดินด้านล่าง“ฮึ้บ! อุดเข้าไป!แมงมุมห้ามเข้า!” ลูกจิ้งจอกส่งเสียงอู้อี้
สองนายบ่าวช่วยกันอุดรอยรั่วตามแนวกำแพงอย่างขะมักเขม้นแสงแดดสีส้มของยามเย็นเริ่มสาดทอลงมาอาบไล้ไซต์งานก่อสร้างการอุดรอยรั่วด้วยดินเหนียวผสมมอสส์สีเขียว ไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพทางวิศวกรรมให้กับตัวบ้านแต่มันยังเพิ่มความสวยงามทางสถาปัตยกรรม อีกด้วยเส้นสายของมอสส์สีเขียวที่ตัดกับหินแม่น้ำสีเทาดำทำให้บ้านหินหลังนี้ดูราวกับถูกสร้างขึ้นโดยภูตป่า มันกลมกลืน เป็หนึ่งเดียวและมีชีวิตชีวา
เมื่อรอยรั่วรูสุดท้ายตรงบริเวณใกล้ระดับหลังคาถูกอุดจนสนิทอีไลอัสก็ปัดมือที่เปื้อนดินเหนียวเข้าด้วยกันเขาเดินถอยหลังออกมาประเมินผลงานภาพรวม
โครงสร้างกำแพงหินแม่น้ำทั้งสี่ด้านตั้งตระหง่านอย่างมั่นคงท้าทายสายลม ไม่มีแสงแดดลอดผ่านรูโพรงไม่มีกระแสลมพัดลอดเข้ามาได้อีกต่อไป ความอบอุ่นจากเตาผิงหินที่เพิ่งถูกบาร์นีย์(ที่ตื่นขึ้นมาด้วยความหิว) จุดไฟใหม่ เริ่มแผ่กระจายและถูก ‘กักเก็บ’ ไว้ภายในกรอบกำแพงหินอย่างสมบูรณ์แบบ
“อุณหภูมิภายใน เริ่มสูงกว่าภายนอกอย่างชัดเจน” อีไลอัสััได้ถึงไออุ่นที่ปะทะใบหน้าเมื่อเดินเข้าไปในเขตแปลนบ้าน “ฉนวนธรรมชาติทำงานได้ร้อยเปอร์เซ็นต์”
“โฮก...อุ่นดีจัง... ไม่หนาวแล้ว...” บาร์นีย์นั่งพิงกำแพงหินด้านในอย่างสบายอารมณ์
“ไม่มีแมงมุมด้วย!เย้!” ฟินน์ะโขึ้นไปนอนขดตัวอยู่บนหน้าตักของบาร์นีย์
สถาปนิกในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีมองดูลูกบ้านทั้งสองของเขาที่กำลังเสพสุขกับ ‘เซฟโซน’ ที่แท้จริงรอยยิ้มแห่งความสำเร็จปรากฏขึ้นบนใบหน้า การผนึกกำลังระหว่างปัญญาของมนุษย์พละกำลังของหมีั์ และความว่องไวของจิ้งจอกอสูรได้สร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่ฝืนกฎเกณฑ์แห่งป่าต้องห้ามขึ้นมาได้สำเร็จ
“ฐานรากพร้อมกำแพงหินพร้อม ฉนวนพร้อม...” อีไลอัสเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เปิดโล่งเบื้องบนซึ่งรอคอยการปิดทับด้วยโครงสร้างที่สำคัญที่สุด “พรุ่งนี้...เราจะมาปิดจ็อบนี้ด้วย ‘หลังคา’ และ ‘ชั้นลอย’ กันเถอะ ทีมงานเฮเซลบรุค!”
เงาของต้นบลิสโอ๊คทางทิศตะวันตกทอดยาวเข้ามาแตะกำแพงหินที่เพิ่งสร้างเสร็จราวกับเป็พยานเงียบๆ ต่อการถือกำเนิดของเซฟโซนแห่งแรกของพวกเขา”