หน่วยเหยี่ยวดำเมื่อออกมาพ้นบ้านตระกูลถังล้วนรู้สึกราวกับได้รับอภัยโทษแต่ละคนแสดงสีหน้าโล่งอกออกมาอย่างไม่ปิดบังขนาดการทำภารกิจลับที่อันตรายยังไม่รู้สึกกดดันเท่ากับการเผชิญหน้ากับหญิงสาวคนนั้นเลย
“หัวหน้า...แล้วเราจะรายงานเบื้องบนยังไงดี?”
ลูกน้องคนสนิทของจิ้งหลินถามหัวหน้าของตัวเองอย่างไม่แน่ใจ
จิ้งหลินที่นั่งอยู่ข้างคนขับก็ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรเหมือนกัน
“รายงานไปตามจริง...เื่นี้ให้ระดับท่านนายพลออกโรงเองเถอะ”
เขาถอนหายใจออกมาขณะที่มองออกไปนอกหน้าต่างการที่ต้องมาเผชิญหน้ากับตัวตนระดับปรมาจารย์กะทันหันแบบนี้เป็เื่ที่เหนือความคาดหมายและเป็เหตุผลที่เบื้องบนไม่สามารถจะมาคาดคั้นเอาอะไรกับหน่วยของเขาได้อีก
“เฮือก!...”
อยู่ๆลูกน้องของเขาก็สะดุ้งโหยงขึ้นมาจนเพื่อนที่นั่งข้างๆต้องช่วยประคองจิ้งหลินเองก็รีบถามด้วยความใ
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ผะ...ผมแค่นึกถึงหน้าของผู้หญิงคนนั้น...”ลูกน้องของเขาหน้าซีดเผือดในขณะที่ปากสั่นระริก คำพูดที่ออกมาจึงไม่ค่อยเป็คำเท่าไร
“ผู้หญิงคนนั้น...”
จิ้งหลินงงงวยหรือจะหมายถึงผู้าุโไป่ฟานเซียน?
“เฮือก!”
และในวินาทีนั้นเองแค่เพียงเสี้ยวความคิดของเขานึกไปถึงใบหน้าและดวงตาของนางก็คล้ายกับมีแรงกดดันสายหนึ่งปะทุขึ้นมาจนเขาหน้าซีดเผือดคนในหน่วยเหยี่ยวดำหลายคนเองก็เริ่มแสดงอาการไม่ต่างกันออกมา
จิ้งหลินใช้เวลาชั่วครู่จึงสามารถควบคุมสติตัวเองได้
...หรือว่าการเผชิญหน้ากับนางจะทำให้เขาและคนในหน่วยเกิดาแในใจขึ้นมาเสียแล้ว?
กลับมาในห้องอาหารตระกูลถังติงคังิมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยท่าทีหวาดวิตก พลังของจอมยุทธ์ระดับ 5 เช่นเขายังไม่สามารถต้านทานแรงกดดันนี้ได้แม้แต่วินาทีเดียว
นี่ตระกูลถังไปหาผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่งแบบนี้มาได้ยังไงกัน!?
หมากตานี้เขาเดินผิดไปเสียแล้ว
กลายเป็ว่าการรีบมาตระกูลถังแต่เช้าเป็ผลร้ายมากกว่าดีเสียนี่
“ท่านผู้าุโ...พวกเราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยถ้าอย่างไรโปรดเมตตา...?” ติงคังิพยายามฝืนต่อแรงกดดันเพื่อขอร้อง
แต่เขาไม่คิดเลยว่าไป่ฟานเซียนจะไม่สนใจเสียงของเขาเลยสักนิดนางนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางราวกับนางพญาทั้งในเวลานี้ยังแฝงความเกียจคร้านเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน
“...ผะ...ผู้าุโ?”
เห็นได้ชัดว่านางกำลังเมินติงคังิทั้งยังเริ่มจิบชาที่เติมใหม่จนเต็มแก้วด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อน
“ชะ...ใช่แล้วพวกเราไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยสักหน่อย”
หานเซี่ยวยี่เองก็ฝืนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆแม้ว่าเธอจะมีความหวาดกลัวต่อพลังที่ไป่ฟานเซียนแสดงออกมาให้ดูแต่เธอยังมีความคิดต่อต้านและหยิ่งยโสอยู่บ้างเพราะฐานะของปู่
เธอเชื่อว่าถ้าปู่ของเธออยู่ที่นี่ผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางจองหองแบบนี้แน่!
ปู่ของเธอเป็ถึงตัวตนระดับปรมาจารย์ทั้งยังมีอิทธิพลของผู้ฝึกตนในภูมิภาคตะวันออกนี้อยู่ในมือ
หานเซี่ยวยี่ได้แต่เก็บความไม่พอใจไว้และเตรียมจะรายงานเื่ที่เกิดให้ท่านปู่ของเธอมาทวงคืนศักดิ์ศรีและความเป็ธรรมให้
ส่วนทางอี้ฟานและเหลียงจงซินนั้นกลับเต็มไปด้วยท่าทีหลุกหลิกทั้งยังไม่กล้าสบตาไป่ฟานเซียน เพราะพวกเขาทั้งสองคนมีชนักติดหลังอยู่!
หากนางคิดจะเอาเื่เมื่อวานขึ้นมาแม้แต่พ่อของเขาที่เป็ผู้นำตระกูลอี้ก็คงจะขวางไม่ได้!
“...ท่านปรมาจารย์ไป่จะทำอย่างไรกับพวกเขาครับ?”
ถังเทียนจี๋อดที่จะถามขึ้นมาอย่างสงสัยไม่ได้เพราะั้แ่ที่หน่วยเหยี่ยวดำจากไปก็ผ่านมาเกือบสิบนาทีแล้ว แต่ไป่ฟานเซียนกลับไม่ได้ลงมือทำอะไรต่อนางเพียงเหยียดตัวลงบนเก้าอี้ที่นุ่มสบายแล้วจิบชาเงียบๆเท่านั้น
“...เ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”
“...ท่านหมายถึง?”ถังเทียนจี๋ถามด้วยความแปลกใจ
“สังหารทิ้งตัดปัญหาไปเลยดีหรือไม่?”
คำพูดและการกระทำของไป่ฟานเซียนทำให้ถังเทียนจี๋สะดุ้งและใจนหน้าซีดเขาไม่นึกว่านางจะสามารถพูดเื่การฆ่าคนด้วยท่าทีเหมือนถามว่า “วันนี้อากาศดีเ้าว่าไหม?” แบบนี้!
“นั่นคงจะมีปัญหานิดหน่อย...”
ถังเทียนจี๋ไม่กล้าขัดไป่ฟานเซียนตรงๆเขาแสดงสีหน้าหนักใจอยู่ครู่หนึ่งจึงอธิบายว่า
“ชายชราคนนั้นคือติงคังิเป็าุโรองของตระกูลติง พี่ชายของเขาค่อนข้างจะมีอำนาจในหน่วยงานของรัฐบาล”
“ส่วนนั่นคือคุณชายอี้จากตระกูลอี้ตระกูลของเขามีฐานอำนาจอยู่ที่เมืองอื่น แต่อำนาจในมือก็มีพอๆกับตระกูลถังของผม”
ถังเทียนจี๋ใช้วิธีกระซิบเบาๆเพื่อแนะนำไป่ฟานเซียนแล้วมองไปยังเด็กสาวคนสุดท้ายที่มันจะมีปัญหาที่สุด
“ส่วนผู้หญิงคนนั้นคือหานเซี่ยวยี่ปู่ของเธอเป็ตัวตนระดับปรมาจารย์ ท่านปรมาจารย์ไป่รู้จักปรมาจารย์หานจุนโป๋ไหมครับ?”
ถังเทียนจี๋พอพูดมาถึงตรงนี้ก็ถามไป่ฟานเซียนเพราะโลกของผู้ฝึกตนมันแคบ ตัวตนระดับปรมาจารย์ส่วนมากย่อมรู้จักซึ่งกันและกันถ้าหากไป่ฟานเซียนรู้จักหานจุนโป๋เื่นี้ก็จะจัดการได้ง่ายขึ้นมาก
"..ไม่"
ไป่ฟานเซียนส่ายหน้าปฏิเสธเธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดเสริมไปว่า
“ข้าเก็บตัวฝึกตนมาจนถึงเมื่อไม่นานนี้...ไม่ค่อยรู้เื่ราวภายนอกนักหรอก”
เธอแค่ไม่ได้บอกว่าการเก็บตัวฝึกตนนั้นกินระยะเวลายาวนานถึงหนึ่งหมื่นปีทั้งยังเป็การปรุงโอสถไม่ใช่การฝึกตนเสียด้วย!
แต่คำอธิบายของเธอก็ทำให้ถังเทียนจี๋เข้าใจในตัวตนของไป่ฟานเซียนมากขึ้น
เขาสรุปว่าท่านปรมาจารย์ไป่น่าจะเป็ศิษย์ของยอดฝีมือสักท่านและเก็บตัวฝึกตนมาั้แ่เด็กเพราะทั้งคำพูดของเธอที่ดูโบราณและการที่ไม่ค่อยรู้เื่ราวภายนอกเท่าใดนัก
แต่นั่นก็สามารถอธิบายถึงความเก่งกาจของเธอได้การบรรลุระดับปรมาจารย์ในวัยยี่สิบกว่าปีต้องอาศัยทั้งพร์และความทุ่มเทปรมาจารย์ไป่จะต้องสละ่เวลาในวัยเยาว์ให้กับการฝึกตนและการปรุงโอสถแน่ๆถึงได้โดดเด่นเช่นนี้
ในไม่ช้าชื่อเสียงของนางย่อมเลื่องระบือไปทั้งประเทศและถึงตอนนั้นถ้าตระกูลถังสามารถใกล้ชิดกับเธอได้ย่อมหมายถึงความรุ่งโรจน์ของตระกูลถังเช่นกัน
“ผมคิดว่าเรายังต้องไว้หน้าพวกเขาอยู่บ้าง...”
“ยิ่งถ้าพวกเขามาตายที่นี่ ทั้งกองทัพและรัฐบาลก็คงจะไม่อยู่เฉยถึงอย่างไรบ้านเมืองก็ยังมีกฎหมายอยู่ครับ”
แม้ถังเทียนจี๋จะทั้งไม่พอใจและโกรธเป็อย่างยิ่งกับการกระทำก่อนหน้าของคนพวกนี้แต่ด้วยเื้ัของพวกเขาก็ทำให้เขาทำอะไรบุ่มบ่ามไม่ได้
“อืม...ถ้าพวกนี้ตายก็คงจะมีปัญหาวุ่นวายไม่จบสิ้นสินะ?”
“จะว่าแบบนั้นก็ได้ครับ...”
ถังเทียนจี๋พยักหน้ารับอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าไป่ฟานเซียนเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาแล้ว
“งั้นจะปล่อยไปก็ได้...”
คำพูดของไป่ฟานเซียนเป็เหมือนประกาศิตติงคังิและอี้ฟานเงยหน้าขึ้นมามองอย่างมีความหวังแต่ต่างจากหานเซี่ยวยี่ที่เหยียดยิ้มขึ้นมาอย่างดุร้าย
“เหอะ...รอให้ท่านปู่มาถึงก่อนเถอะทั้งเธอ ทั้งตระกูลถัง จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำในวันนี้!”
หานเซี่ยวยี่แผดเสียงโดยไม่สนว่าสถานการณ์ของตนเองในตอนนี้กำลังอยู่ในกำมือของไป่ฟานเซียนเลยสักนิดเมื่อเห็นว่าไป่ฟานเซียนจะยอมปล่อยไปอย่างง่ายดายจึงคิดว่าหญิงสาวคนนี้หวาดกลัวอิทธิพลของท่านปู่ของเธอ
ท่าทีของเธอจึงกลับมาหยิ่งผยองอีกครั้ง
“รีบปล่อยฉันซะสิ! ฉันอาจจะใจดีบอกกับท่านปู่ให้ปล่อยตระกูลถังไปก็ได้นะ”
ตูม!
แค่เพียงพริบตาที่หานเซี่ยวยี่พูดจบแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลก็กดทับร่างกายของนางจนพื้นแตกร้าวเกิดเป็หลุม เด็กสาวกรีดร้องออกมาสุดเสียงโดยไม่ได้ช่วยอะไร กระดูกบางส่วนของนางแตกหักเืสีแดงซึมออกมาจากทุกส่วนของร่างกายส่งผลให้สติของนางสลบลงไปในที่สุด
สภาพของคุณหนูตระกูลหานยับเยินราวกับผ้าขี้ริ้ว!
“ทะ...ท่านปรมาจารย์ไป่?”
ถังเทียนจี๋อ้าปากค้างหันมาถามเสียงสั่น
“แค่ไม่ตายก็พอไม่ใช่รึ?”
“...”
นั่นก็ใช่! แต่ท่านแน่ใจหรือว่าเธอจะไม่ตายไปก่อนเพราะาแนั่นน่ะ!?
“ไม่ต้องห่วง...”
“ข้ายั้งมือไว้แล้ว...”
ไป่ฟานเซียนมองด้วยหางตาแรงกดดันทั้งหมดที่กดทับลงมาจากฟากฟ้าก็หายไป นางจิบชาแล้วเหยียดตัวอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้นั่น
เหตุการณ์กะทันหันที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาทำให้ทั้งติงคังิและอี้ฟานตัวสั่นพวกเขาหวาดกลัวว่าคนที่จะโดนคนต่อไปคือตนเองจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับหรือส่งเสียงใดแต่นั่นกลับทำให้ไป่ฟานเซียนสนใจจนหันมามอง
“พวกเ้ายังไม่ไปอีก...?”
คำพูดของนางเหมือนกับแฝงคำสั่งไว้กลายๆทั้งอี้ฟานและติงคังิรีบลุกขึ้นมาจากพื้นอย่างว่องไวโดยไม่สนว่าร่างกายของตัวเองจะยังสั่นสะท้านควบคุมไม่ได้เกิดเป็ภาพประหลาดๆที่น่าขบขันเหลียงจงซินที่อยู่ด้านหลังอี้ฟานมาโดยตลอดในใจล้วนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเมื่อจบเื่นี้เขาจะไปคุยกับพ่อเพื่อที่จะไม่ต้องมาติดตามคุณชายอี้อีก
เพราะมันเป็ประสบการณ์ที่น่าหวาดหวั่นอย่างแท้จริง!
เขารู้สึกว่าอายุขัยคงจะลดลงไปอีกหลายปีถ้าต้องมาเผชิญกับเื่แบบนี้บ่อยๆ
“ขะ...ขอบคุณผู้าุโที่เมตตา”ทั้งสามคนประสานมือไว้ที่หมัดแล้วก้มตัวอย่างอ่อนน้อมแต่ในวินาทีที่พวกเขาเงยหน้าขึ้นมาบางสิ่งบางอย่างก็พุ่งเข้ามาใส่ปากและไหลลงคอไปโดยไม่สามารถตั้งตัวหรือต้านทานได้ทัน
“อึ้ก!?”
อี้ฟานจับไปที่คอตัวเองอย่างใเขาไม่สามารถหยุดสิ่งที่ไหลเข้าไปในร่างกายของเขาได้และไม่รู้ด้วยว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร
หรือจะเป็...ยาพิษ!?
แต่ร่างกายของพวกเขากลับไม่มีท่าทีผิดปกติแม้แต่พลังปราณก็ยังไหลเวียนได้อย่างลื่นไหล ถึงจะยังหวาดระแวงแต่ความหวาดกลัวนั้นมีมากกว่าทั้งสามคนก้มหัวคำนับอีกครั้งแล้วรีบจ้ำยาวๆออกไปจากบ้านตระกูลถังอย่างไวที่สุด
ส่วนทางด้านหานเซี่ยวยี่บอดี้การ์ดที่มีพลังฝึกตนระดับจอมยุทธ์ขั้น 1ไม่ได้โดนโจมตีจนสลบไปเช่นคุณหนูของพวกเขาทำให้หลังจากไป่ฟานเซียนสลายแรงกดดันทิ้งไปพวกเขาก็สามารถขยับได้อีกครั้ง
ทั้งสามคนแบกคุณหนูของตัวเองที่ไม่รู้ว่าเป็หรือตายขึ้นมาบนหลังทำความเคารพไป่ฟานเซียนด้วยความหวาดกลัวครั้งหนึ่งก็รีบจากไปเช่นกัน
“โอสถพวกนั้นคืออะไรเหรอครับ?”
เมื่อแน่ใจว่าพวกเขาจากไปแล้วถังเทียนจี๋จึงถามอย่างสนใจ เพราะเขาไอยู่ข้างๆจึงเห็นกับตาว่ามีโอสถสามเม็ดปรากฏขึ้นในมือของท่านปรมาจารย์ไป่กะทันหันก่อนพวกมันจะซัดเข้าปากติงคังิ อี้ฟาน และเหลียงจงซินไปแบบขัดขืนไม่ได้
“อืม...การลงโทษนิดหน่อยกระมัง?”
“ยาพิษเหรอครับ?”ถังเทียนจี๋เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
“ไม่ใช่หรอก...”
ไป่ฟานเซียนปฏิเสธรอยยิ้มเย็นะเืปรากฏที่ริมฝีปากบางครู่เดียวก็หายไป
“แค่ทำให้ บางอย่างลุกขึ้นมาไม่ได้แล้วน่ะ...”
ชายหนุ่มบริเวณนั้นเสียวสันหลังวาบชายชราที่เดาได้ในทันทีว่า “บางอย่าง” นั่นคืออะไรก็รีบก้าวออกมาเพื่อเปลี่ยนเื่มืออีกข้างที่ว่างอยู่หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อที่ไหลซึมออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่
“ท่านปรมาจารย์ไป่...ไม่ว่าอะไรจะเกิดตระกูลถังก็พร้อมจะเป็กำลังให้ท่านเสมอนะครับ”
ถังเทียนจี๋ถือโอกาสสร้างคะแนนเขากระแอมแล้วตีหน้าเคร่งขรึมขณะที่พูดประโยคนั้นข้างๆไป่ฟานเซียนแต่มีหรือว่าหญิงสาวจะไม่รู้ว่าชายชรานี่คิดอะไรอยู่นางหัวเราะเบาๆสร้างความตื่นตะลึงให้กับสมาชิกตระกูลถังทุกคน
นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาเห็นท่านปรมาจารย์ไป่หัวเราะ!
มันเต็มไปด้วยเสน่ห์และความอ่อนโยนแตกต่างกับตัวตนอีกด้านของนางราวกับเหรียญคนละด้าน
นางลุกขึ้นช้าๆมือทั้งสองข้างก็ลูบไปบนศีรษะน้อยๆทั้งสองของฮุ่ยเอ๋อและถังเย่เย่อย่างแ่เบากระแสลมปราณบริสุทธิ์พลันไหลเวียนผ่านร่างของเด็กน้อยทั้งสองในพริบตาเมื่อแน่ใจว่าทั้งสองคนไม่เป็อะไรแล้วไป่ฟานเซียนก็หันมามองสมาชิกตระกูลถัง
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด...”
“ครับ! รีบเตรียมรถ เราจะไปที่บ้านของท่านปรมาจารย์ไป่กัน!”
ถังเทียนจี๋รีบหันไปสั่งการคนดูแลและคนขับรถรีบเข้าไปประจำการในขณะที่คนส่วนหนึ่งต้องจัดการกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวบ้าน โดยเฉพาะรอยร้าวที่พื้นซึ่งเกิดจากพลังของท่านปรมาจารย์ไป่นั่น!
คงจะต้องใช้เวลาซ่อมแซมกันสักพัก
“อืม...เหมือนว่าโลกใบนี้ก็ยังน่าสนใจอยู่กระมัง?”
ไม่มีใครได้ยินทันว่านางพูดอะไรไป่ฟานเซียนก็ก้าวเท้าเดินนำออกไปโดยมีเด็กน้อยฮุ่ยเอ๋อที่ถือกระเป๋าและถังเย่เย่วิ่งตามเป็ขบวน
จบเล่มแรกปฐมบท ตัวตนที่ข้ามผ่านกาลเวลา