บทที่72
การจากลา
หลังจากนั้นอีกประมาณสามวันบาดแผลที่กัดกินร่างกายของแม่ทัพใหญ่แห่งลงมาเป็นเวลานานสูตรรักษาจนหายดีระยะเวลาสามปีหรือนานทรมานจากบาดแผลที่ได้รับจากการต่อสู้ตอนนี้ช่วงเวลาแห่งการทรมานนั้นผ่านพ้นไปแล้ว
บาดแผลของนางได้รับการรักษาจนหายดีอาการคงที่ตอนนี้เหลือเพียงแค่รอให้บาดแผลนั้นสมานและหายอีกประมาณสิบวัน
แต่อย่างไรตอนนี้ที่สามารถรักษาบาดแผลของตัวเองจนหายดีแล้วมันก็ถือว่าดีมากแล้วตัวของไป๋เฟิ่งจำเป็นจะต้องเดินทางออกจากเมืองแห่งนี้ในวันพรุ่งนี้แล้ว
กองทัพของนางถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างเสร็จเตรียมพร้อมจะออกเดินทางออกจากสถานที่แห่งนี้มุ่งตรงกับใครที่เมืองหลวง
ในราตรีก่อนที่จะแยกจากกันลู่หยางทำการจัดเตรียมงานเลี้ยงส่งให้กับไป๋เฟิ่งภายในบ้านไม้หลังเล็กๆบริเวณชานเมือง ยามราตรีที่ทองนภาด้านนอกจำนวนมืดมิด
ภายในบ้านไม้หลังนั้นมีอเปลวเพลิงจากตะเกียงสว่างไสวอยู่ภายในนั้นกลิ่นอาหารลอยฟุ้งตลบอบอวลออกมาจากด้านใน อาหารมื้อใหญ่ถูกจัดเตรียมเอาไว้บริเวณใจกลางโต๊ะขนาดใหญ่
บนโต๊ะนั้นมีอาหารมากมายล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่ถูกทำขึ้นมาจากฝีมือของลู่หยางทั้งสิ้น
เขาทำการจัดเตรียมอาหารวันนี้ด้วยความจริงจังอาหารทุกอย่างทุกท่านเตรียมขึ้นมาอย่างประณีต
อาหารส่วนใหญ่มีทั้งอาหารที่ไม่เคยเห็นภายในยุคสมัยนี้แล้วก็อาหารที่เคยเห็นภายในยุคสมัยนี้แต่ทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีหน้าตาและสีสันที่น่ากินไม่เพียงเท่านั้นกลิ่นของมันยังหอม
ไป๋เฟิ่งแทบจะไม่เคยถูกต้อนรับแบบนี้มาก่อนดวงตาของนางมองอาหารมากมายที่ตั้งเบื้องหน้าของตนเองอย่างตกตะลึง
ไม่เพียงเท่านั้นภายในโต๊ะอาหารยังมีหนิงหนิงนั่งอยู่ข้างๆแล้วก็มีลู่หยางกำลังนั่งอยู่ด้านหน้าอากาศในช่วงระยะเวลาตอนนี้ช่างเป็นบรรยากาศที่หนังไม่เคยพบเจอมาก่อน
บรรยากาศในตอนนี้มีหลากหลายบรรยากาศที่ประสมปะปนกันอยู่มันมีทั้งความสุขและก็มีทั้งความโศกเศร้า
หนิงหนิงกำลังนั่งอยู่ข้างๆนั่งนั่งด้วยท่าทางคอตกใบหน้าเอ็งก็บูดเบี้ยวแสดงความไม่พึงพอใจ
แม้ว่านี่จะเป็นงานเลี้ยงส่งที่ลู่หยางขึ้นมาเพื่อที่จะส่งไป๋เฟิ่งกลับเมืองหลวงหนิงหนิงแสดงใบหน้าโศกเศร้าออกมาอย่างชัดเจนตอนนี้ตัวของนางหลังจากที่ได้ล่วงรู้ข่าวเกี่ยวกับท่านอาจะเดินทางกลับไปที่เมืองหลวง
มีหรือว่าเด็กน้อยเช่นนั้นจะไม่โศกเศร้าปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาหลายเดือนนางรู้สึกผูกพันกับท่านอาเป็นอย่างมาก
ตัวของนางผูกพันกับธนาคารอาจที่เรียกได้ว่าในหลายๆช่วงนางนั้นคิดว่าท่านอาของนางนั้นเป็นท่านแม่ของนางจริงๆ
ตอนนี้ท่านอาจารย์จะเดินทางจากเมืองแห่งนี้ไปมีหรือว่าตัวของนางจะไม่โศกเศร้าความโศกเศร้านั้นไม่สามารถบรรยายออกมาได้เป็นคำพูดคงจะส่งผ่านออกมาได้เพียงแค่ความรู้สึกเท่านั้น
ความรู้สึกที่แสดงออกมาจากบนใบหน้าของนางเพียงแค่มองด้วยสายตาก็รู้ได้ในทันทีว่าห่างเพียงใด
ไป๋เฟิ่งใช้ดวงตาของนางมองตรงไปที่หนิงหนิงอย่างไม่กระพริบตาแม้ว่าดวงตาภายนอกนั้นจะบ่งบอกถึงความเยือกเย็นแต่ว่าภายในใจนั้นกลับสะท้อนความรู้สึกหวั่นไหวอยู่ไม่ใช่น้อย
มันไม่ได้มีเพียงแค่คนพวกนี้ที่รู้สึกว่าช่วงเวลานี้มีความสุขนางเองก็เช่นเดียวกัน
ลู่หยางกำลังนั่งอยู่ใช้ดวงตาของตนเองมองลงไปที่หนิงหนิงที่ในยามนี้กำลังโศกเศร้า
เขาเองก็ไม่สามารถหาวิธีใดที่จะทำให้ทางนั้นแสดงรอยยิ้มออกมาได้ไปตอนนี้ได้แต่ต้องพาให้ความรู้สึกในช่วงตอนนี้หายไปเสียก่อน
เขายกมือของตนเองขึ้นมาก่อนที่จะใช้มือตบเข้าหากันเขาส่งเสียงตบมือเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ที่อยู่ด้านหน้าของตนเองในตอนนี้
เขาทำการตบมือดวงตาของผู้ที่อยู่ด้านหน้าได้ใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองมาทึ่เขา
สตรีทั้งสองใช้ดวงตาของตัวเองจ้องมองมาที่เขาลู่หยางแสดงรอยยิ้มที่มุมปากทั้งสองข้างก่อนที่เขาจะทำการพูดขึ้นมา “ ในช่วงเวลาเช่นนี้ควรจะแสดงรอยยิ้มเอาไว้สิหนิงหนิงท่านอากำลังจะเดินทางออกจากเมืองแห่งนี้แต่ก็ไม่ใช่ว่านางนั้นจะเดินทางตลอดไปต้องมีสักวันที่ทางเดินทางกลับมา ”
“ มนุษย์เรามีชีวิตอยู่ด้วยกันไม่นานนักก็ต้องแยกจากว่าจะช้าหรือเร็วความรู้สึกดีก็จำเป็นจะต้องมาถึง ”
“ สิ่งที่มนุษย์ทำได้มนุษย์ไม่สามารถหยุดยั้งการแยกจากแต่สิ่งที่ทำได้ก็คือการใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มากที่สุดเท่านั้นถ้าเจ้าเอาแต่โศกเศร้าก้มหน้าแล้วทำมากเช่นนั้นวันเวลาที่แยกจากเดินทางมาถึงเจ้าจะทำอย่างไร”
หนิงหนิงหลังจากที่ได้ฟังถ้อยคำของท่านพ่อของนางแน่นอนว่าเด็กฉลาดใช่นางสามารถตระหนักรู้ได้ในทันที
เป็นอย่างที่ท่านพ่อของนางนั้นกล่าวออกมาจริงๆช่วงระยะเวลาที่มนุษย์มีชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างไรก็น้อยนัก
อย่างไรเสียมันก็จำเป็นจะต้องแยกจากกันอยู่ดีสิ่งที่ดีที่สุดก็คือการใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มีค่ามากที่สุดต่างหาก
หนิงหนิงหน้าตระหนักรู้ได้ถึงความหมายดวงตาทั้งสองข้างปรากฏความจริงจังหลังจากนั้นตัวของนางเองก็เริ่มแสดงท่าทางที่ดูดีมากขึ้น
งานเลี้ยงส่งในยามราตรีได้เริ่มขึ้นทั้งสามได้นั่งทานอาหารและพูดคุยเรื่องต่างๆกันอย่างมีความสุข
ราตรีนี้เป็นราตรีที่ไป๋เฟิ่งสนทนาได้มากที่สุดและเป็นราตรีที่นางแสดงรอยยิ้มได้มากที่สุด
มันเป็นช่วงระยะเวลาที่มีความสุขจริงๆในช่วงระยะเวลาที่มีความสุขแน่นอนว่าผ่านพ้นไปรวดเร็วเสมอ
ยามราตรีราตรีสุดท้ายที่นางอาศัยอยู่ภายในบ้านไม้หลังเล็กๆแห่งนี้หนิงหนิงเข้ามานอนกับไป๋เฟิ่ง
ทั้งสองคนนอนกอดกันกลมอยู่บนเตียงเล็กๆลู่หยางที่เดินเข้ามาในยามดึกเขามองเห็นพวกนางทั้งสองนั้นนอนกอดกันอยู่บนเตียงแล้วก็หลับไหลไปเรียบร้อยแล้ว
เขาดึงทำการยื่นมือของตนเองออกไปช้าๆและก็ดึงผ้าห่มผืนเล็กขึ้นมาและก็ห่มร่างของนางทั้งสองเอาไว้
รัตติกาลที่เงียบงันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
…
เช้าวันใหม่เริ่มขึ้นแสงอรุณแรกของวันปรากฏขึ้นสู่ท้องนภาขบวนการเดินทางของไป๋เฟิ่งตั้งขบวนการเดินทางรออยู่บริเวณด้านหน้าเรือนของลู่หยาง
แม่ทัพใหญ่ไป๋จัดเตรียมร่างกายของตนเองสวมใส่ชุดเกราะเดินออกมาจากภายในเรือนตั้งแต่ในยามเช้า
เมื่อนางทำการเดินออกมาก็มองเห็นว่าตอนนี้ขบวนการเดินทางของนางไปตั้งแถวรอที่จะทำการออกเดินทางเรียบร้อยแล้ว
ไป๋เฟิ่งเมื่อก้าวเดินออกมาด้านนอกนางเดินออกมาพร้อมกับกระบี่คู่กายของตนเองนอกจากนั้นสัมภาระของนางก็ไม่มีอันใดอยู่เลย
ลู่หยางและหนิงหนิงเดินออกมาส่งนานตั้งแต่ในยามเช้าหนึ่งมือขวาของลู่หยางมือถือสัมภาระบางอย่างเอาไว้ส่วนภายในมือซ้ายก็จูงมือของบุตรสาวของตนเองเอาไว้แน่น
ในขณะที่กำลังจะก้าวเท้าออกไปจากรั้วไป๋เฟิ่งมามองผู้ที่อยู่เบื้องหลังของตนเอง
ลู่หยางทำการส่งสัมภาระภายในห่อผ้าของตัวเองออกไปจากนั้นก็ทำการกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน “ ภายในนี้มีอาหารอยู่… ”
ไป๋เฟิ่งนางยื่นมือของตนเองออกไปอย่างช้าๆและก็รับสัมภาระนั้นเอาไว้จากนั้นก็แสดงรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก
เป็นรอยยิ้มที่ปรากฏมาเล็กเป็นอย่างมากแต่ว่าลู่หยางก็สามารถมองเห็นรอยยิ้มเล็กๆที่ปรากฏที่มุมปากได้
เพียงแค่นางแสดงรอยยิ้มเล็กๆออกมาที่มุมปากมันก็ทำให้ตัวของเขานั้นแสดงรอยยิ้มออกมาได้แล้ว
การทำให้เขาได้รู้ว่าตัวของนางไม่ได้ยินชามันก่อนหน้านี้ในยามแรกที่เจอกันของนางเย็นชาเพียงใดตัวของเขานั้นรู้ดีที่สุด
ในตอนนี้นางไม่ได้เย็นชาเหมือนก่อนหน้านี้เรียกได้ว่านางในตอนนี้ดูมีความรู้สึกมากขึ้นไม่ได้เป็นหญิงสาวที่เย็นชาแล้วแข็งกระด้างเหมือนก่อนหน้านี้
เพียงแค่รู้ว่านางแล้วเปลี่ยนไปตัวของเขาเองก็ดีดีมากแล้ว
ไป๋เฟิ่งหลังจากที่บอกลาลู่หยางโดยการใช้สายตาจ้องมองกันและกันเสร็จทางได้ใช้ดวงตาของตนเองมองตรงไปที่หนิงหนิง
หนิงหนิงให้ดวงตากลมโตใส่ประหนึ่งลูกแก้วของนางจ้องมองมาที่ท่านอาดวงตาคู่นั้นสะท้อนแมวตาแห่งความเศร้าหมองออกมาแม้ว่านางจะพยายามเก็บความรู้สึกบนใบหน้าของตนเองแล้ว
แต่แววตาของนางกลับไม่สามารถเก็บซ่อนความรู้สึกได้ไป๋เฟิ่งเองสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่สะท้อนออกมาจากในดวงตาคู่นั้น
นางใช้ดวงตาของตัวเองจ้องมองกันและกันแต่ก็ยังไม่มีผู้ใดพูดอันใดไป๋เฟิ่งเองนางก็เป็นสตรีที่มีบุคลิกท่าทางสุขุมในยามนี้ไม่รู้ว่าจะกลับอันใดบอกกับเด็กน้อยผู้นี้ดี
รู้สึกมากมายภายในจิตใจเอ่อล้นแต่กลับไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้แม้สักประโยค
ไป๋เฟิ่งพอเพียงการยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมาสัมผัสศีรษะของหนิงหนิงอย่างเอ็นดูก่อนที่นางจะทำการปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของนาง
หนิงหนิงเงียบนิ่งไปสักพักรอให้ฝ่ามือที่กำลังสัมผัสอยู่บนศีรษะของนางค่อยๆถอยไปเด็กน้อยทำท่าทางกำลังพึ่งก่อนที่นางจะทำการกลั้นใจแล้วก็กล่าวออกมา “ ข้า…ข้าเรียกท่านว่าท่านแม่ได้หรือไม่เจ้าคะ ”
นางทำการรวบรวมความกล้าทั้งหมดแล้วก็พูดออกมาเป็นเพราะว่าความรู้สึกภายในจิตใจของนางผูกพันกับท่านอาเป็นอย่างมากไม่มีผู้ใดสามารถบรรยายได้แรงเงาทับซ้อนของผู้เป็นมารดากำลังแฝงเร้นบนกลิ่นไอของท่านอาไป๋
ไป๋เฟิ่งใบหน้าปรากฏความตื่นตระหนกตกใจดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างขึ้นก่อนที่นางจะลองนึกย้อนถึงเรื่องราวเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ช่วงเวลารายเดือนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่สถานที่แห่งนี้นางเองก็ผูกพันกับเด็กน้อยพรุ่งนี้เช่นเดียวกัน
ไป๋เฟิ่งทำการยื่นแขนทั้งสองข้างของตนเองออกไปโอบรัดร่างของหนิงหนิงเอาไว้ในอ้อมอกก่อนที่นางจะทำการยื่นใบหน้าของตนเองเข้าไปใกล้ๆกระซิบบางอย่างข้างหูของหนิงหนิงหลังจากนั้นนางก็ทำการถอยใบหน้าของตนเองออกมา
ทั้งสองก็แยกจากกันด้วยดีท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความปิติลู่หยางที่ยืนอยู่ก็ได้แต่สงสัยว่านางพูดอันใดกับหนิงหนิงคำพูดนั้นมีเพียงแค่พวกเขาทั้งสองเท่านั้นที่รู้
จบบท