ข้อ3.คุณจะสามารถเดินหน้าในการจีบได้เต็มที่แต่ถ้าเป็ข้อ2.คุณไม่ต้องวิตกกังวล เพราะนั่นหมายถึงคุณยังมีโอกาส
เมื่ออ่านจนจบบรรทัด ช่องว่างเป็จุดไข่ปลาก็ทอดยาวไว้หลายบรรทัดไม่ต่างไปจากหน้าแรก...แต่เสียงลมหายใจที่ยังคงทอดถอนอยู่นั้น มันเกิดจากความไม่แน่ใจในตัวเองต่างหากว่าเธอน่ะเหรอชอบผู้ชายคนนั้น
ความไม่แน่ใจยังคงกังขาอยู่อย่างนั้นเมื่อเธอเหลือบมองไปยังกล่องๆหนึ่งที่วางไว้ ข้างกระเป๋าสะพายบนโต๊ะคอมพ์
เธอควรจะช่วยกิรดาจริงๆน่ะเหรอ...
สบันงาวางหนังสือกลเม็ดฯเ้าปัญหาลงข้างกายหลังจากพลิกเปิดไปมา ก็พบว่าเหมือนเมื่อวานที่หน้าหนังสือถัดไปยังคงว่างเปล่า
และนึกทวนคำถามที่อยู่บรรทัดสุดท้ายในกลเม็ดที่สอง
2.คุณจงใช้ใจสานสัมพันธ์เพื่อเรียนรู้สิ่งที่เขาเป็แล้วคุณจะได้วิธีการในการมัดใจคนๆนั้น?
สบันงาทวนคำถามนั้นย้ำไปย้ำมาแล้วนึกหงุดหงิดในคำถามที่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกบังคับ
ความคิดกำลังสับสนทั้งเื่ลายมือตัวเองที่เป็ปริศนาคาใจ...ทั้งของในกล่องที่เป็แผนการลับในใจ...ทุกๆเื่มีแต่เข้มขาลเข้ามาเกี่ยวพัน...
แล้วนี่เธอจะปรึกษาใครดีล่ะเนี่ย...นอกจากปาลิตาเพื่อนรัก
คิดดังนั้น...มือข้างหนึ่งจึงคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ของปาลิตาเพื่อโทรหา...แต่แล้วเสียงเพลงจากสายเรียกเข้าคุ้นหูของนักร้องบอยแบนด์เกาหลี กำลังดังต่อเนื่องขึ้นอยู่ไม่ไกล
มันดังมาจากหน้าห้องของเธอเอง...ดังพร้อมๆกับเสียงเคาะประตูของคนที่เธอกำลังโทรหา
แค่คิดว่าจะโทร...เ้าตัวก็โผล่หน้ามาเอง...ยิ่งกว่าดิลิเวอรี่ซะอีก
กำลังนึกคันปากอยากจะเมาท์กับเพื่อนสาวพอดีแต่เมื่อเปิดประตูต้อนรับ...สีหน้าของปาลิตาที่ปรากฏ ทำให้สบันงาถึงกับยืนอึ้งอยู่กับที่และลืมเื่ที่อยากเมาท์ในทันที
สบันงาคว้าข้อมือเพื่อนกึ่งลากกึ่งจูงเข้ามาในห้องแล้วปิดประตู เมื่อหน้าตาสวยสะอาดสะอ้านของปาลิตา เต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่ไหลรินทั่วหน้ามีรอยคราบดำของมาสคาร่า ยาวเปรอะเปื้อนเป็ดวงจนหาเค้าความงามไม่เจอ
ไม่เพียงแต่หน้าตาที่ดูไม่ได้ เสียงที่ร้องอู้อี้อยู่ภายในลำคอก็ฟังไม่รู้เื่และเสียงนั้นค่อนข้างแหบพร่าเหมือนกับว่าร้องจนไม่มีเสียง
“เกิดอะไรขึ้นยายปุ๊กกี้...แกเล่าให้ฉันฟังเลยนะ...ว่าใครทำอะไรแก”
สบันงาถามเพื่อนด้วยความเป็ห่วง...แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆนอกจากเสียงร้องนั้นเหมือนจะดังขึ้น...ดังจนผู้ถามรู้สึกใเสียยิ่งกว่า ก่อนจะคว้าตัวเพื่อนสาวเข้ามาโอบกอดไว้
เวลาที่คนเรามีปัญหา...คนแรกที่เราจะนึกถึงก็คือเพื่อนที่สนิทที่สุด...ส่วนคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็ พ่อ แม่ พี่น้องมักจะตามมาทีหลังเสมอ...แล้วยิ่งปัญหาที่เกิดขึ้นของปาลิตา เป็ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับมารดา...ฉะนั้นคนที่เธอควรปรึกษาที่สุดในเวลานี้ก็คือสบันงา
นานร่วมสิบนาทีที่ปาลิตายังคงสะอื้นไม่หยุด ก่อนที่เธอจะเปิดปากเล่าเื่ราว
“มิ้นท์...แกต้องช่วยฉันนะ...เพราะฉันก็ไม่รู้จะไปพึ่งใคร”
“แกจะให้ฉันช่วยอะไร แกว่ามาเลย ฉันช่วยแกทุกเื่” เธอพูดอย่างจริงใจ
ปาลิตาจ้องหน้าเพื่อนคล้ายไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้อย่างไร
“นี่แกจ้องฉันอย่างนี้...แกไม่เชื่อฉันเหรอ...จะให้ฉันไปพะบู๊กับใครฉันไม่กลัวอยู่แล้ว...แกบอกมาคำเดียว” ผู้พูดวางท่านางเอกนักบู๊แบบในจอทีวี
ปาลิตาเรียบเรียงคำพูดก่อนจะสาธยายเื่ราว“แม่จะให้ฉันไปดูตัวกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้”
“โอ๊ย...ก็นึกว่าเื่อะไร...ก็แค่ดูตัว...แม่แกก็พาไปดูตัวมาไม่รู้กี่คนละ...แกก็ยื่นคำขาดแบบทุกครั้งก็สิ้นเื่ว่าไม่ชอบ...ฉันก็ไม่เห็นแม่แกจะทำอะไรได้”
แม่ของปาลิตามักจะแนะนำลูกสาวกับคนในวงสังคมอยู่เรื่อยมาผู้ใหญ่คนก่อนๆก็มักจะเออออห่อหมกกันทุกครั้งร่ำไป...มันเป็ความเห็นของผู้ใหญ่แต่ละฝ่ายโดยที่ไม่เคยถามความสมัครใจจากเ้าตัวเลยสักครั้ง
จะไม่ให้ปาลิตาตั้งแง่ได้อย่างไร...ในเมื่อผู้ชายที่มารดาคิดว่าดีและเหมาะสมสำหรับเธอ มีเพียงเหตุผลเดียว ก็คือ ต้องรวย...รวย...รวย
และผู้ชายทุกคนที่ผ่านเข้ามาก็ดูจะมีจุดเด่นอยู่ที่ความรวยอย่างเดียว...แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอ้า...ความรักสำหรับเธอไม่ได้อยู่ที่ฐานะ หรือว่าแค่หน้าตาเท่านั้น
ถ้าเธอไม่เลือกมาก ป่านนี้ก็คงจะไม่ครองความเป็โสดอยู่เป็เพื่อนสบันงาหรอก
‘แกจะเอายังไงกับฉัน ฉันหาผู้ชายมาให้แกเลือกตั้งไม่รู้กี่คนแล้วอย่างแกลองมองดูตัวเองซิ ว่าควรจะอยู่ในฐานะที่จะเลือกคนนู้นที คนนี้ทีได้เหรอ...อายุแกก็ไม่ใช่น้อยๆจะขึ้นเลขสามอยู่รอมร่อ ไม่คิดจะลงจากคานมั่งรึไงยะ...ฉันต้องเสียหน้ากับเพื่อนฝูงตั้งไม่รู้กี่หนที่แกหักหน้าฉันทุกครั้ง’คุณปัณนรีผู้เป็มารดาถอนหายใจอย่างหนัก ก่อนจะพูดต่อ
‘แต่คราวนี้ ฉันจะไม่ยอมแกเด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดยังไงแกก็ต้องเลือกผู้ชายคนนี้แกต้องแต่งงานกับคนนี้’
คำพูดของคุณปัณนรีเข้มงวดและเด็ดขาดกว่าทุกครั้ง ‘ถ้าแกไม่แต่งกับคนนี้ ต่อไปนี้แกไม่ต้องเรียกฉันว่าแม่อีกต่อไป’
นั่นเป็คำขาดสุดท้าย ก่อนที่คุณปัณนรีจะหันหลังให้ลูกสาวแล้วเดินเข้าห้องตัวเองด้วยใบหน้าที่เรียกว่าโกรธอย่างเอาเป็เอาตาย
ซึ่งก็ไม่ต่างกับผู้ที่ถูกบังคับที่โกรธมารดาไม่แพ้กัน แต่ในความโกรธนั้นกลับแฝงความรู้สึกน้อยใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
จะไม่ให้ปาลิตารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจได้อย่างไรในเมื่อลูกสาวคนเล็กอย่างเธอ เคยเป็คนที่ทั้งพ่อและแม่ต่างเอาอกเอาใจและโอ๋เป็พิเศษไม่เคยขัดใจมาั้แ่เป็เด็ก เพราะเธอเป็เด็กเรียนตัวยง ที่ผลการเรียนเป็ที่หนึ่งมาตลอดั้แ่ประถมศึกษายันจบปริญญาตรี ก็ยังได้เกียรตินิยมอันดับสองมาไว้
เื่การเรียนมันยังบังคับกันได้...แต่เื่ของความรักนี่สิมันบังคับกันไม่ได้
แต่เหตุผลของคุณปัณนรีก็มีเสียมากมาย...ไม่ว่าจะตำแหน่งทางการเมืองที่เป็ถึงรองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของคุณอลงกรณ์บิดาของผู้ชายคนนั้น...รวมถึงตำแหน่งนายกสมาคมสารพัดสมาคมที่คุณหญิงทอรุ้งมารดาของผู้ชายคนนั้น ที่เหมือนมันค้ำคอคุณปัณนรีจนไม่สามารถปฏิเสธได้
เื่ของลาภยศสรรเสริญเื่ตำแหน่งใดๆนั้นไม่เคยอยู่ในสายตาของเธอ
“แกก็ลองไปดูตัวเขาก่อนก็ได้นี่นา...บางทีเขาอาจจะเป็ผู้ชายที่ตรงสเป็กแบบที่แก้าก็ได้นะ” สบันงาพูดหวังให้เพื่อนสบายใจ
“แต่ฉันไม่ชอบวิธีการแบบนี้...ฉันไม่ชอบให้ใครมาบังคับ” น้ำเสียงยังคงขุ่นมัว
“ทีพี่ปองอายุมากกว่าฉันตั้งสองปี จนป่านนี้ยังไม่เคยพาแฟนเข้าบ้านแม่ยังไม่เห็นบังคับให้เขาแต่งงานมั่ง”
“แล้วแกไม่ถามแม่แกล่ะ...ว่าทำไมไม่ให้พี่ปองเขาแต่งงานก่อน”
“ถามแล้วย่ะ”
“แล้วแม่แกว่ายังไง”
“เขาบอกว่าผู้ชายจะแต่งงานควรมีอายุสักสามสิบห้า ให้มีความเป็ผู้ใหญ่ มีการมีงานมั่นคง...แต่ผู้หญิงอย่าให้เกินสามสิบไม่งั้นจะไม่ทันการ”
สบันงาขมวดคิ้วกับคำว่าไม่ทันการ
“หมายความว่าไงยะ...ยายปุ๊กกี้...ที่แม่แกบอกว่าไม่ทันการ”
“ก็เค้ากลัวว่าพอเลยสามสิบไปแล้ว มันจะลงจากคานยากน่ะสิ”
ทั้งปาลิตาและสบันงาต่างจ้องตากัน เมื่อคำว่าขึ้นคานมันแว้บขึ้นมา
“ผู้ชายคนนั้นเป็ใครกัน” สบันงาแอบถาม “ฉันรู้จักหรือเปล่า”
“ฉันก็ไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร เพราะแม่ฉันนัดทานข้าวกับครอบครัวเขาในวันเสาร์นี้”
“เขาชื่ออะไรล่ะ...เผื่อเราลองหาข้อมูลของเขาดูก่อน”
สบันงาทำเหมือนจะสืบเื่ราวของชายหนุ่มแทนปาลิตาทั้งๆที่เื่วุ่นวายคอยรบกวนจิตใจตัวเองก็มีไม่น้อย
“ฉันก็จำไม่ได้ล่ะ...คลับคล้ายคลับคลาว่าชื่ออะไรน้า...”
ในระหว่างที่ปาลิตากำลังนึกชื่อของผู้ชายที่มารดาหมายจับให้มาเป็คู่นั้น สบันงาก็ลุกขึ้นเดินลงไปนั่งอยู่หน้าคอมพ์ แล้วกดสวิตซ์เปิดเครื่อง...เมื่อเครื่องโหลดหน้าจอเสร็จไม่รอช้ามือเรียวยาวก็กดตัวอักษรบนแป้นพิมพ์...เซิร์ชหาข้อมูลของชื่อผู้ชายคนนั้นทันที
“อ๋อ...ฉันนึกออกแล้ว...เขาชื่อ ระกากลบันลือรักษ์...ชื่อเล่นว่านายไก่”
“ตายละ...แม่คุณ...บอกไม่สนใจเขา แต่จำได้แม่นยำทั้งชื่อทั้งนามสกุลเลยนะยะ”
สบันงาแอบแขวะเพื่อน...ก่อนจะหันกลับมาดูชื่อกับนามสกุลที่พิมพ์ลงไป
เธอแอบย่นหัวคิ้วเข้าหากันเมื่อนามสกุลของนายไก่คนนี้ ดันไปตรงกับนามสกุลของเข้มขาล เ้านายคนใหม่ของเธอ
ไม่ทันที่ความสงสัยจะผ่านออกมาเป็คำถามเธอก็ได้คำตอบปรากฏบนหน้าจอคอมพ์ เมื่อคลิกเข้าไปดูหน้าข่าวที่ลงข้อมูลและรูปภาพของชายคนนั้น
ในภาพสามภาพ...ภาพแรกเป็ภาพที่ระกากลยืนถ่ายคู่กับบิดามารดาเพราะมีข้อมูลบรรยายไว้ใต้ภาพ...ส่วนภาพที่สองเป็ภาพที่ชายหนุ่มถ่ายรูปคู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง...คล้ายกับภาพนั้น เป็ภาพที่นักข่าวกอซซิปแอบถ่ายไว้จึงเห็นภาพที่ไม่ค่อยชัดนัก มีเพียงคำบรรยายแค่ว่าเขาถ่ายรูปคู่กับคนรัก ไม่ได้ระบุชื่อว่าผู้หญิงในภาพนั้นเป็ใคร
เมื่อเปิดแค่ภาพที่สองสบันงาก็ขมวดคิ้วหนักขึ้นไปอีกเพราะเธอกำลังรู้สึกว่าเคยเห็นผู้หญิงในภาพนั้นที่ไหน...แน่นอนล่ะ...ว่าเธอจะจำผู้หญิงคนนั้นไม่ได้...เพราะภาพมันมัว
แต่สบันงาก็หมดความสนใจกับภาพที่สองไปชั่วคราวเมื่อพบว่าภาพที่สามนั้นเป็รูปคู่ของนายระกากลกับเข้มขาล เ้านายของเธอนั่นเอง
ความสงสัยที่ว่า ทำไมถึงนามสกุลบันลือรักษ์...เธอได้รับคำตอบด้วยประโยคในเนื้อข่าวนั้นเองว่าคนทั้งคู่เป็ลูกพี่ลูกน้องกัน
ทำไมนะ...แค่เวลาเพียงสองวันหลังจากได้หนังสือปกหนาสีน้ำตาลเล่มนั้นมาชื่อของนายเข้มขาล ก็คอยจะเวียนวนอยู่ข้างหูตลอดเวลาภาพของนายเข้มขาลก็มักจะปรากฏ ให้เธอต้องพบเห็นทั้งยามหลับและยามตื่น
“แกรู้จักเขาเหรอยายมิ้นท์...ทำไมทำหน้าอย่างกับเห็นผี”
สบันงาหันขวับ...จ้องตาเพื่อนสนิทอย่างไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง...ทำให้นึกถึงเื่ที่อยากจะเมาท์จนต้องกดโทรศัพท์หาปาลิตา
“ว่ายังไงล่ะยายมิ้นท์...ตกลงแกรู้จักคนไหนกัน”
“ฉันรู้จักนายคนนี้...เขาชื่อเข้มขาล...เ้านายของฉันเอง” สบันงาชี้นิ้วไปที่ภาพของชายหนุ่มที่ใส่สูทสีเข้มยืนยิ้มปั้นหน้าเ้าเล่ห์จนเห็นฟันกระต่ายชัดเจน
.........................................