พายุหิมะกลืนรอยล้อของรถไปเกือบทันทีหลังมันแล่นผ่าน
ด้านหลังไม่มีถนนเหลือให้มองกลับไป ไม่มีสถานีวิจัย ไม่มีโรงเก็บรถ ไม่มีแนวรั้วเหล็กที่พวกเขาเพิ่งฝ่าหนีออกมา มีเพียงม่านสีขาวหนาทึบหมุนวนอยู่ในความมืดเหมือนโลกทั้งใบถูกปั่นจนไม่เหลือรูปร่าง แสงไฟท้ายสีแดงของรถสะท้อนกับเกล็ดน้ำแข็งนับไม่ถ้วน ก่อนถูกลมฉีกออกเป็นเส้นสั้น ๆ แล้วกลืนหายไปในคืนที่ไม่มีขอบเขต
ภายในรถหลักของทีม อากาศอุ่นกว่าข้างนอกเพียงเล็กน้อย แต่ความอุ่นนั้นปนกลิ่นเหล็ก เลือด ยางไหม้ น้ำมันเครื่อง และผ้าชื้นจนแทบเรียกไม่ได้ว่าเป็นที่พัก เสียงเครื่องยนต์ดังต่ำ ๆ อยู่ใต้พื้น เหมือนหัวใจของสัตว์แก่ที่ยังฝืนเต้นต่อทั้งที่ซี่โครงแตกร้าว ทุกครั้งที่ล้อบดผ่านแผ่นน้ำแข็งหรือหลุมที่ถูกหิมะกลบ ตัวรถจะสั่นทั้งคัน โลหะครางยาว กระจกที่แตกร้าวตามขอบส่งเสียงแกรกเบา ๆ เหมือนจะหลุดจากกรอบอยู่ตลอดเวลา
คาเอลนั่งอยู่เบาะหน้าข้างแจ็กซ์ มือซ้ายจับราวเหนือประตูไว้แน่น มือขวาวางใกล้ปืนพกที่เหลือกระสุนไม่มาก เขาไม่ได้จ้องไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว สายตาเลื่อนไปตามทุกจุดที่ยังให้ข้อมูลได้ กระจกหน้า กระจกข้าง หน้าจอสแกนของแจ็กซ์ เข็มวัดความร้อนเครื่องยนต์ เงาสะท้อนของคนด้านหลังบนกระจกที่สั่นตามแรงรถ และความขาวเคลื่อนไหวข้างนอกที่บางครั้งดูเหมือนลม บางครั้งดูเหมือนมีร่างบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น
ความเจ็บจากไหล่ที่กระแทกตอนลอดประตูโรงเก็บรถยังตุบอยู่ใต้เสื้อเกราะ ข้อมือขวาชาเพราะแรงกระแทกจากท่อเหล็กก่อนหน้านี้ แผ่นหลังมีรอยครูดแสบยาวจากขอบประตูโลหะ แต่เขาไม่มีพื้นที่ในหัวให้ความเจ็บเหล่านั้นนานนัก ทุกอย่างในรถกำลังเรียกร้องความสนใจพร้อมกัน และทุกอย่างนอกตัวรถก็กำลังบอกว่าเวลาพักของพวกเขาหมดลงตั้งแต่ก่อนจะได้เริ่ม
ลูน่านั่งด้านหลังใกล้โวร่า ร่างเล็กถูกห่อด้วยเสื้อคลุมหนาสองชั้นจนไหล่ดูเล็กลงกว่าเดิม แก้มเธอซีด ริมฝีปากแห้งแตกเล็กน้อย มือทั้งสองวางบนตักอย่างเป็นระเบียบเกินเด็กวัยเดียวกัน แต่ปลายนิ้วขยับเบา ๆ เป็นจังหวะ คล้ายกำลังนับบางอย่างที่ไม่มีใครได้ยิน โวร่านั่งริมประตู ร่างเรียวเอียงเล็กน้อยให้เด็กหญิงอยู่ด้านในโดยไม่ต้องบอก มือหนึ่งอยู่ใกล้ด้ามมีด อีกมือวางข้างตัวลูน่า ห่างเพียงไม่กี่เซนติเมตร ไม่ได้แตะ แต่ใกล้พอให้รู้ว่าถ้ารถส่าย ถ้ากระจกแตก ถ้ามีอะไรพุ่งเข้ามา มือข้างนั้นจะถึงตัวเด็กหญิงก่อนคมเขี้ยวใด ๆ
นิกซ์นั่งฝั่งตรงข้าม เขาก้มหน้าต่ำกว่าเดิม แขนที่พันผ้าพันแผลแนบกับลำตัว มืออีกข้างกำผ้าขาวที่ใช้ซับเลือดกำเดาไว้แน่นจนผ้าขึ้นรอยยับเป็นเส้น เลือดบนผ้าเริ่มกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม ร่างเขาสั่นเป็นช่วง ไม่ใช่การสั่นจากอากาศหนาวอย่างเดียว ใต้ผิวหนังตรงคอมีเส้นคล้ำขยับช้า ๆ เหมือนรากไม้ใต้ดินที่ยังไม่ตาย มิเลียนั่งข้างเขา เธอไม่ได้กอด ไม่ได้ปลอบ แต่ระยะมือของเธออยู่ใกล้พอจะจับทันหากเขาทรุด หากสติของเขาขาด หากบางอย่างในร่างเขาตอบสนองแทนเขาอีกครั้ง
แจ็กซ์ขับรถด้วยสองมือที่เกร็งจนข้อนิ้วซีด ดวงตากวาดไปมาระหว่างม่านหิมะตรงหน้าและหน้าจอสแกนชั่วคราวที่เขายึดติดกับคอนโซลด้วยเทปพันสายไฟ หน้าจอนั้นกะพริบไม่สม่ำเสมอ มีสัญญาณรบกวนขึ้นเป็นริ้วหลายครั้งจนเหมือนเครื่องมือเองก็ไม่อยากเห็นสิ่งที่มันจับได้ ไฟสถานะสามดวงติดดับคนละจังหวะ ราวกับทั้งระบบกำลังเถียงกันเองว่าจะพังตอนนี้หรือพังทีหลังดี
“ฉันขอแจ้งข่าวสารด้านยานยนต์ที่อาจทำให้ทุกคนเกลียดฉันน้อยลงหรือมากขึ้นก็ได้ว่ะ” แจ็กซ์พูดขึ้นโดยไม่ละสายตาจากถนน
“รถคันนี้ไม่ชอบพายุ ไม่ชอบหิมะ ไม่ชอบทางขรุขระ และจากเสียงเครื่องเมื่อกี้ ฉันค่อนข้างมั่นใจว่ามันไม่ชอบการมีชีวิตอยู่ด้วย ฮา ๆ”
ไม่มีใครหัวเราะ
ถ้าเป็นเวลาปกติ แจ็กซ์คงต่อมุกเองอีกสองสามประโยคเพื่อบังคับให้อากาศในรถขยับ แต่คราวนี้เขาหยุด ปล่อยให้คำพูดจมหายไปกับเสียงเครื่องยนต์ เพราะความตึงในรถไม่ได้เป็นช่องว่างที่มุกตลกเติมได้ง่าย ๆ มันเป็นก้อนเย็นหนักที่วางอยู่บนอกทุกคนตั้งแต่เห็นไฟล์สุดท้ายในสถานี
[สถานะ: ถูกเลือก]
คาเอลยังเห็นตัวอักษรนั้นอยู่หลังเปลือกตา
เขาไม่ได้อยากเห็น
แต่มันไม่หาย
เหมือนคำบางคำในโลกนี้ เมื่อปรากฏขึ้นแล้ว มันไม่ต้องอธิบายตัวเองก็เพียงพอจะทำให้ทุกคนหายใจยากขึ้น
“ด้านหลังเป็นยังไงบ้าง” คาเอลถาม
แจ็กซ์กดเปลี่ยนโหมดสแกนเป็นความถี่ต่ำ เส้นกราฟสีเขียวลากยาวอยู่ไม่ถึงสองวินาทีก่อนแตกเป็นฟันปลาสั้น ๆ
“เครื่องจับแรงสั่นได้บ้าง ไม่ได้บ้าง สรุปคือมันกำลังทำตัวเหมือนคนที่เห็นผีแล้วไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเห็นผี” เขาแตะหน้าจอซ้ำ
“มีอะไรเคลื่อนไหวใต้หิมะ ห่างจากเราพอสมควร หรืออาจอยู่ใกล้กว่าที่เครื่องอยากยอมรับก็ได้”
“ขอระยะคร่าว ๆ”
“ถ้าฉันตอบแบบซื่อสัตย์ จะทำให้ทุกคนกังวลเอานะ”
โวร่ามองเขาผ่านกระจกหลัง
“พูดมา”
แจ็กซ์สูดหายใจ
“บางจุดห้าสิบเมตร บางจุดร้อยเมตร บางจุดเครื่องขึ้นแล้วหายทันที เหมือนมันไม่ได้วิ่งบนพื้นเดียวกับที่เราใช้คำว่า ‘พื้น’ เรียก”
ลูน่ายกหน้าขึ้นช้า ๆ
ไม่ใช่เพราะคำของแจ็กซ์
ไม่ใช่เพราะรถกระแทกหลุม
เธอหันไปมองกระจกด้านหลัง ราวกับในม่านหิมะที่ไม่มีใครเห็นอะไร เธอเห็นเส้นทางอีกแบบหนึ่งกำลังขยับอยู่
โวร่าสังเกตทันที มือที่วางอยู่ใกล้เด็กหญิงขยับเพียงเล็กน้อย แล้วหยุด คาเอลเห็นการเคลื่อนไหวนั้นจากเงาสะท้อนบนกระจกหน้า หัวใจเขากดหนักลงโดยไม่ต้องรอคำอธิบาย
“ลูน่า”
เด็กหญิงไม่ตอบในทันที
เธอมองความขาวข้างหลังอยู่นานพอให้เสียงเครื่องยนต์เหมือนดังขึ้นเองในความเงียบ ไม่มีใครเร่งเธอ ไม่มีใครกล้าหายใจแรงเกินไป
“มันไม่ได้อยู่หลังเราตรง ๆ แล้วค่ะ” เธอพูดในที่สุด
แจ็กซ์เลิกคิ้ว
“ถ้าไม่ได้อยู่หลังเรา ก็ถือเป็นข่าวดีได้ไหม”
ลูน่ากำขอบเสื้อคลุม
“มันแยกออกไปเป็นอยู่สองข้าง”
ความรู้สึกในรถเปลี่ยนทันที
ไม่ใช่ตื่นตระหนกแบบแตกกระเจิง แต่เหมือนทุกคนพร้อมใจกันรับรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าไม่ได้เป็นเพียงถนนอีกต่อไป มันกลายเป็นกรวยแคบที่บางสิ่งกำลังค่อย ๆ บีบเข้าหากัน
คาเอลหันไปดูหน้าจอสแกน เส้นกราฟยังแสดงเพียงความรบกวน ไม่มีจุดแดงชัดเจน ไม่มีรูปร่าง ไม่มีหลักฐานยืนยันคำพูดของลูน่า แต่หลังจากตอนในสถานี ไม่มีใครในรถกล้าเชื่อเครื่องมือมากกว่าเด็กหญิงอีกแล้ว
“ถ้าแยกสองข้าง...” แจ็กซ์พูดค้างไว้
“มันจะดักหน้า” คาเอลต่อให้
คำตอบนั้นออกมาเร็วเกินไป
เขาเห็นถนนในหัวทันที เห็นแนวหิมะสูงสองข้าง เห็นความเร็วของรถ เห็นจุดที่เครื่องยนต์จะเสียแรงเมื่อขึ้นเนิน เห็นเส้นที่สิ่งมีชีวิตสองกลุ่มสามารถวิ่งอ้อมไปขนาบโดยไม่ต้องเร็วกว่า แค่ค่อย ๆ บังคับให้รถไปยังช่องทางที่มันเลือกไว้ก็พอ
เขากำมือแน่น
อย่าเพิ่ง
อย่าให้ทุกคนในรถกลายเป็นตำแหน่งบนแผนที่
แต่แผนที่ก็เปิดขึ้นแล้ว
เย็น
ชัด
ไร้ความเมตตา
“แจ็กซ์ ลดความเร็วลงนิดเดียว ห้ามหยุด” คาเอลพูด
“เปิดไฟสูงค้างไว้ สแกนพื้นด้านซ้ายทุกสิบวินาที โวร่า ดูด้านขวา มิเลีย ถ้านิกซ์หายใจผิดจังหวะบอกฉัน”
แจ็กซ์เหลือบมองเขา
“เอ่อ แล้วถ้าฉันหายใจผิดจังหวะล่ะ”
“นายยังพูดอยู่ แปลว่ายังหายใจได้”
“ฉันไม่ชอบตรรกะที่ใช้งานได้จริงในสถานการณ์แบบนี้เลยว่ะเพื่อน”
โวร่าเปลี่ยนท่านั่งโดยไม่ทำให้ลูน่าขยับ ร่างเธอหันเข้าหากระจกขวา มือยังไม่ชักมีด แต่กล้ามเนื้อไหล่ตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มิเลียแตะข้อมือนิกซ์เบา ๆ เด็กหนุ่มสะดุ้ง แต่ไม่ดึงหนี ดวงตาแดงก่ำของเขาเงยขึ้นจากพื้น หายใจลึกเกินไปหนึ่งครั้ง แล้วสั้นเกินไปอีกครั้ง
“ตอนนี้… ไม่ใช่แค่สองข้างแล้ว” นิกซ์พึมพำ
คาเอลหันไปหาเขา
“หมายความว่าอะไร”
นิกซ์กดริมฝีปากเข้าหากัน ราวกับคำตอบกำลังเสียดผ่านลำคอ
“มันไม่ได้เคลื่อนมั่ว ๆ”
ทุกคนเงียบ
“มันเหมือน...หลายตัวแบ่งสิ่งเดียวกันอยู่” เขาพูดช้าลง
“กลิ่น ความร้อน การสั่น พื้นที่ว่าง... แล้วก็อย่างอื่นที่ผมไม่อยากเรียกมันว่าเสียง”
ลูน่าก้มหน้าลงทันที
โวร่าเลื่อนตัวบังเธอมากขึ้นเพียงเล็กน้อย
นิกซ์เห็น เขาเจ็บ แต่ไม่โกรธ สีหน้านั้นเหมือนคนที่เข้าใจว่าความเป็นห่วงของตัวเองอาจทำให้คนอื่นกลัวได้ และเขาเกลียดมันมากกว่าจะโทษใคร
“มันตามอะไร” มิเลียถาม
นิกซ์ไม่ตอบทันที
คำว่า “ผม” เกือบหลุดออกมา
คาเอลเห็นมันติดอยู่บนริมฝีปากของเขา
เด็กหนุ่มคิดว่าฝูงตามเขา
ลูน่าคิดว่ามันอาจตามเธอ
และคาเอลไม่แน่ใจว่าความจริงโหดร้ายพอจะรวมทั้งสองคำตอบเข้าด้วยกันหรือไม่
รถกระแทกหลุมที่ถูกหิมะกลบอย่างแรง ตัวถังโยกจนไหล่คาเอลกระแทกประตู แจ็กซ์สบถแล้วดึงพวงมาลัยกลับ เสียงโลหะใต้ท้องรถขูดกับน้ำแข็งดังครืดจนทุกคนเกร็งพร้อมกัน
จากทางขวา เงาหนึ่งวาบผ่านม่านสีขาว
ต่ำกว่าหน้าต่าง
เร็วเกินกว่าจะเห็นรูปร่างเต็ม
โวร่าชักมีดออกทันที แสงพลังงานสีซีดสว่างวูบในห้องโดยสาร
“ระวังขวา!”
แจ็กซ์หักพวงมาลัยไปทางซ้ายตามสัญชาตญาณ แต่คาเอลคว้าข้อมือเขาไว้ทัน
“อย่าหักแรง!”
รถเบี่ยงเพียงเล็กน้อยแทนที่จะไถลเต็มตัว วินาทีต่อมา พื้นหิมะด้านซ้ายแตกยุบลงเป็นร่องยาว เหมือนช่องปากของสิ่งมีชีวิตใต้ดินที่อ้าไว้รอ ถ้าแจ็กซ์หักแรงกว่านี้ ล้อซ้ายทั้งแถบคงตกลงไปก่อนพวกเขารู้ตัว
แจ็กซ์หน้าไร้สี
“ขอบใจนะที่จับมือฉันในจังหวะโรแมนติกแบบนี้”
“มองถนนด้วย”
“ฉันกำลังมองอยู่ แค่ไม่ชอบสิ่งที่ถนนทำกลับมา”
เสียงหวีดแหลมลากผ่านพายุ
ไม่ใช่ลม
มันสูงกว่า คมกว่า และมีเจตนาชัดเจนกว่า เสียงนั้นมาจากด้านหลังเฉียงขวา ก่อนถูกตอบด้วยเสียงต่ำกว่าจากทางซ้าย คล้ายสิ่งมีชีวิตหลายตัวส่งสัญญาณสั้น ๆ รับกันในโลกที่มนุษย์ไม่ควรเข้าใจ
ลูน่ายกมือปิดหู
นิกซ์สะดุ้งจนมิเลียต้องจับแขนไว้แน่นขึ้น
“มันคุยกัน” เขากระซิบ
แจ็กซ์สูดหายใจผ่านฟัน
“ประโยคนี้ไม่ควรอยู่ในชีวิตประจำวันของใครทั้งนั้น”
คาเอลโน้มตัวไปข้างหน้า ถนนกำลังลงเนินเล็กน้อย ตรงหน้ามีซากรถบรรทุกอพยพเก่าถูกทิ้งไว้หลายคัน กระจัดกระจายอยู่ริมทาง บางคันเอียงครึ่งหนึ่งลงไปในหิมะ บางคันถูกน้ำแข็งกลืนจนเหลือแต่หลังคา ซากพวกนั้นอาจใช้เป็นกำบังได้ แต่ก็อาจเป็นกรงที่ฝูงเตรียมไว้ให้พวกเขาวิ่งเข้าไปเช่นกัน
พายุเปลี่ยนทุกอย่างให้ไม่น่าเชื่อถือ
แผนที่เก่าใช้ได้ไม่เต็มที่
เครื่องมือของแจ็กซ์อ่านข้อมูลขาด ๆ หาย ๆ
ลูน่ารับรู้บางอย่างก่อนเครื่องมือ
นิกซ์สัมผัสสิ่งที่เขาไม่อยากสัมผัส
และฝูงกำลังใช้ทุกอย่างนั้นย้อนกลับมาหาพวกเขา
นี่ไม่ใช่การไล่ล่าตรง ๆ
มันคือการต้อนพวกเขาแทน
“แจ็กซ์ มีทางเลี่ยงก่อนถึงซากรถไหม”
“มีถนนบริการด้านขวา แต่แคบมาก และฉันไม่รู้ว่ามันถูกหิมะฝังไปหรือยัง”
“ระยะ”
“ประมาณสามร้อยเมตร ถ้าเรายังมีสามร้อยเมตรให้ใช้”
คาเอลหันไปทางลูน่า คำถามขึ้นมาถึงปลายลิ้นแล้วเขาหยุดทันที
เขาเกือบถามว่าเส้นทางนั้นปลอดภัยไหม
เกือบใช้เด็กหญิงเป็นเครื่องมืออีกครั้ง
โวร่าไม่ได้พูด แต่สายตาจากด้านหลังคมพอให้เขารู้ว่าเธอเห็นความลังเลนั้น
คาเอลสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ แล้วเปลี่ยนคำถาม
“ลูน่า เธอไม่ต้องฝืนตอบ แต่ถ้ารู้สึกว่าเส้นทางด้านขวาอันตรายมาก ให้บอกเราได้ไหม”
เด็กหญิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
คำที่เขาเลือกไม่ได้ทำให้เธอไม่ต้องแบกอะไรเลย
แต่ทำให้เธอมีพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับปฏิเสธ
และในโลกตอนนี้ พื้นที่เล็ก ๆ ก็มีค่ามากเกินกว่าจะมองข้าม
“หนูจะบอกเท่าที่ไหวค่ะ”
โวร่ายังไม่คลายมือจากด้ามมีด แต่ความตึงตรงไหล่ลดลงเล็กน้อย
ลูน่าหันหน้าไปทางขวา ดวงตาไม่ได้ปิด แต่สายตาเหมือนหลุดผ่านกระจก ผ่านพายุ ผ่านถนน ไปยังบางชั้นของโลกที่คนอื่นแตะไม่ถึง เสียงเครื่องยนต์ยังดัง พายุยังตีตัวถัง แต่คาเอลกลับรู้สึกว่าอากาศรอบเด็กหญิงนิ่งผิดปกติ
นิ่งเหมือนผิวน้ำก่อนบางสิ่งโผล่ขึ้นมา
“มีทางค่ะ” เธอพูด
“แต่ตรงป้ายเก่า...มีตัวหนึ่งรออยู่”
แจ็กซ์เม้มปาก
“แน่นอน มีทางก็ต้องมีของแถม”
“มันหลบ
อยู่ใต้ฐานป้าย” ลูน่ากล่าวต่อ
“ไม่ขยับ”
คาเอลมองไปข้างหน้า ยังไม่เห็นป้ายที่ว่า แต่ในหัวภาพเส้นทางเริ่มชัด หากศัตรูอยู่ใต้ฐานป้าย มันไม่ได้ซ่อนเพื่อโจมตีรถที่แล่นตรง มันรอจังหวะที่รถจะเลี้ยวเข้าถนนบริการ แปลว่าฝูงไม่ได้แค่รู้ว่าพวกเขาจะหนี มันเดาว่าพวกเขาจะหนีไปทางไหน
มันกำลังวัดปฏิกิริยา
“แจ็กซ์ ขับตรงไปก่อน อย่าแสดงว่าจะเลี้ยว” คาเอลพูด
“พอเห็นป้าย ให้เร่ง ไม่ใช่ชะลอ”
แจ็กซ์หันมานิดเดียว
“เร่งเข้าหาสิ่งที่รออยู่ใต้ป้าย”
“ใช่”
“ฉันอยากให้มีบันทึกอย่างเป็นทางการว่าแผนนี้ฟังดูเหมือนเขียนโดยคนที่เกลียดคนขับรถ”
“สิบเมตรก่อนถึงป้าย หักขวาครึ่งแรง แล้วคืนพวงมาลัยทันที”
“ครึ่งแรงนี่กี่เปอร์เซ็นต์ของความหวาดกลัวฉัน”
“นายจะรู้ตอนถึงเวลา”
“ฉันเกลียดคำตอบแบบนี้พอ ๆ กับรักการมีชีวิตอยู่”
คาเอลหันไปทางโวร่า
“เปิดประตูขวาตอนเลี้ยว ถ้ามันพุ่งเข้าล้อ ตัดขามัน ไม่ต้องฆ่า แค่ทำให้จังหวะพลาด”
โวร่าตอบด้วยการปลดล็อกประตู
แกร๊ก
เสียงเล็ก ๆ นั้นทำให้ลูน่าหันไปมอง โวร่าไม่หันกลับมา แต่มือของเธอเลื่อนไปแตะศีรษะเด็กหญิงเพียงแผ่วเดียว แล้วผละออกอย่างรวดเร็ว ราวกับความอ่อนโยนเป็นสิ่งที่ไม่ควรถือไว้นานเกินไปก่อนการต่อสู้
นิกซ์หายใจเร็วขึ้น
มิเลียจับข้อมือเขา
“นิกซ์”
“มันรู้” เขาพูด
“รู้อะไร”
“มันรู้ว่าเรากำลังจะทำอะไรบางอย่าง”
คาเอลเห็นป้ายริมทางโผล่ออกจากม่านหิมะพอดี ป้ายเหล็กเอียงครึ่งหนึ่ง ถูกน้ำแข็งเกาะจนอ่านตัวอักษรไม่ออก ฐานป้ายถูกหิมะทับสูงผิดปกติ
สูงเกินไป
“ตอนนี้” คาเอลสั่ง
แจ็กซ์เหยียบคันเร่ง
รถพุ่งไปข้างหน้าแทนที่จะชะลอ เครื่องยนต์แผดเสียงเหมือนกำลังประท้วงทุกชิ้นส่วน ล้อบดหิมะจนกระจายเป็นม่านขาวด้านข้าง ในวินาทีที่รถเข้าใกล้ป้าย สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานก็ทะลักขึ้นมา
ร่างนั้นผอมยาวกว่า ลอร์เกอร์ ที่พวกเขาเจอก่อนหน้า เคลื่อนเร็วกว่า เปลือกแข็งสีคล้ำตามลำตัวสะท้อนแสงไฟหน้าเป็นเงาเขียวหม่น ขาหน้าคล้ายเคียวสั้นแทงขึ้นจากหิมะ ส่วนหัวแคบและต่ำ กรามเปิดออกเผยฟันละเอียดเหมือนเลื่อย มันไม่ได้โผล่เต็มตัว แต่พุ่งส่วนหน้าออกมาเพื่อแทงเข้าล้อรถโดยเฉพาะ
แจ็กซ์หักขวาในจังหวะเดียวกับที่โวร่าเปิดประตู
ลมเย็นกระแทกเข้าห้องโดยสารรุนแรงจนทุกคนหายใจสะดุด หิมะพุ่งเข้ามาเหมือนเข็มเล็ก ๆ โวร่าล็อกขาไว้กับขอบเบาะแล้วเอนตัวออกไปครึ่งร่าง คมพลังงานในมือวาบเป็นเส้นสีซีด เธอฟันลงในจังหวะที่สิ่งนั้นแทงขาหน้าเข้าหายางรถ
ใบมีดตัดผ่านข้อขาหน้า ไม่ขาดสนิท แต่ลึกพอให้การแทงเสียจังหวะ ขานั้นครูดผ่านยางแทนที่จะเสียบทะลุ เสียงยางกับเปลือกแข็งเสียดกันดังแหลม รถส่ายอย่างรุนแรง โวร่าถูกแรงลมกระชากจนตัวเกือบหลุดออกไป
ลูน่าร้อง
“พี่โวร่า!”
นิกซ์ขยับก่อนคิด เขาคว้าเข็มขัดด้านหลังเสื้อของโวร่าไว้ด้วยแขนข้างที่ยังใช้งานได้ เส้นใต้ผิวหนังบนคอเขาปูดขึ้นทันที แรงของเขามากพอจะดึงเธอกลับมาในจังหวะที่รถกระแทกเข้าถนนบริการแคบ ๆ
โวร่ากระแทกกลับเข้ามา ประตูปิดไม่สนิท หิมะยังพุ่งเข้ามาตามช่อง เธอหายใจแรงครั้งหนึ่ง ก่อนหันไปมองนิกซ์
“ขอบใจ”
นิกซ์หลบตาทันที
“ผมแค่—”
“ขอบใจ”
ครั้งที่สองสั้นกว่า แต่หนักกว่า
นิกซ์เงียบลง
รถไถลเข้าสู่ถนนบริการที่ถูกหิมะกลบเกือบมิด สองข้างทางเป็นแนวต้นไม้ดำแข็งจากน้ำแข็ง ลำต้นบิดงอเหมือนนิ้วมือของศพที่ยื่นขึ้นจากพื้น พายุในช่องทางนี้เบากว่าถนนหลัก แต่ความมืดหนากว่า เสียงล้อบดหิมะดังชัดขึ้นเพราะต้นไม้กั้นลมไว้ เสียงเครื่องยนต์สะท้อนกับลำต้นกลายเป็นจังหวะหลายชั้น เหมือนมีรถอีกคันวิ่งขนาบอยู่ในป่า ทั้งที่พวกเขาไม่มีใครเห็นมัน
แจ็กซ์พยายามประคองรถ
“ล้อขวาไม่ดีแล้ว ถ้าต้องเลี้ยวแบบเมื่อกี้อีก รถอาจขอลาออกจากชีวิตพวกเรา”
“ยังมีแรงสั่นตามมาไหม”
ไม่มีใครตอบทันที
ลูน่ามองกระจกหลัง
นิกซ์กดมือที่หน้าอกเหมือนมีอะไรเคาะจากด้านใน
แล้วเสียงหวีดแหลมก็ดังขึ้นจากด้านบน
คาเอลเงยหน้าทันที
เงาหนึ่งวิ่งขนานไปกับรถบนแนวเนินหิมะด้านซ้าย สูงกว่ารถเกือบสองเมตร ร่างมันผอมยาว ตั้งตรงกว่าสิ่งที่ซ่อนใต้พื้น เปลือกหลังเป็นแผ่นซ้อนกันเหมือนเกราะชีวภาพ แขนทั้งสองงุ้มเข้าหาลำตัว ส่วนที่ทำให้ทุกคนในรถนิ่งไปคือแผงหนามยาวด้านหลังและหัวต่ำ ๆ ที่เอนไปข้างหน้าเหมือนนักล่ากำลังเล็ง
มันไม่ได้พุ่งใส่ทันที
มันวิ่งขนาน
มอง
เรียนรู้
ไฟหน้ารถจับร่างมันได้เพียงเสี้ยววินาทีในแต่ละครั้ง ก่อนม่านหิมะจะกลืนคืน แต่ทุกครั้งที่แสงแตะ มันกลับดูชัดขึ้น สูงขึ้น และไม่เหมือนสัตว์ที่ล่าเพราะหิว
แจ็กซ์เสียงแผ่ว
“นั่นไม่ใช่ตัวแบบเมื่อกี้”
“ไม่ใช่” โวร่าตอบ
นิกซ์หายใจสะดุด
“ตัวอื่นรอมันเคลื่อนไหว”
คาเอลหันไปหาเขา
“นายแน่ใจ?”
“ไม่” นิกซ์ตอบทันที
“แต่พวกที่เหลือ...เหมือนหยุดเมื่อมันหยุด”
เงาด้านซ้ายหายไปหลังม่านหิมะ
ความว่างที่ตามมาสั้นเกินไป
คาเอลรู้สึกก่อนเห็น เหมือนความสมดุลของสนามรบถูกดึงไปด้านหนึ่ง เส้นทางที่มองไม่เห็นทั้งหมดในหัวหันไปยังจุดเดียว
“หมอบ!”
ทุกคนก้มลงตามสัญชาตญาณ
วัตถุแหลมพุ่งทะลุกระจกด้านซ้ายเข้ามา
มันไม่ใช่กระสุน
มันคือหนามยาวสีคล้ำ รูปทรงเรียวเหมือนกระดูกที่ถูกฝนกรดกัดจนมันเงา มันทะลุผ่านกระจก เสียบข้ามห้องโดยสารเหนือหัวลูน่าไปไม่ถึงคืบ ก่อนปักเข้ากับแผงโลหะด้านขวาด้วยเสียงทึบหนัก กระจกแตกกระจายเป็นฝนเย็น เศษแก้วบาดแก้มแจ็กซ์เป็นเส้นบาง ลมกับหิมะทะลักเข้ามาพร้อมกลิ่นคาวฉุนเหมือนเนื้อสดแช่แข็ง
ลูน่าตัวแข็ง
โวร่าดึงเธอเข้ากับตัวทันที มืออีกข้างตัดหนามที่พุ่งผ่านรถด้วยมีดพลังงาน เสียงคมมีดเสียดกับวัสดุชีวภาพแหลมจนทุกคนกัดฟัน หนามขาดครึ่ง ของเหลวสีคล้ำกระเซ็นออกมา กลิ่นมันเหม็นคาวและขมจนมิเลียต้องเบือนหน้า
แจ็กซ์อ้าปากค้างก่อนพูดออกมา
“นี่แหละใช่ไหม ตัวที่เราไม่อยากให้เผยตัวเต็ม ๆ”
ไม่มีใครตอบ
เพราะเงานั้นกลับมาแล้ว
คราวนี้มันอยู่ข้างหน้า ห่างออกไปราวสามสิบเมตร ขวางแนวถนนบริการเหมือนตั้งใจให้รถเห็น ร่างสูงผอมยืนนิ่งกลางพายุ แผงหนามด้านหลังยกขึ้นทีละแผ่น กรามเปิดออกช้า ๆ ไม่มีคำราม มีเพียงไอร้อนสีขาวพวยพุ่งจากปากและช่องหายใจตามลำตัว
มันไม่ได้กระโจน
มันเล็ง
“เบรกไม่ได้” แจ็กซ์พูดก่อนใครสั่ง
“ถ้าเบรกเราติด ถ้าชนเราอาจตาย หรือถ้าเลี้ยวเราอาจตกถนน ทำไงดีคาเอล”
คาเอลมองระยะ
สามสิบเมตร
ยี่สิบห้า
แผงหนามบนหลังมันหุบเข้าเหมือนกลไกชีวภาพกำลังอัดแรง
ถ้ามันยิงตรงกระจกหน้า แจ็กซ์ตาย
ถ้าหักซ้าย ต้นไม้หนาเกินไป
ถ้าหักขวา มีร่องน้ำใต้หิมะ
ถ้าชนตรง ๆ รถพลิกแน่
ทุกทางเลือกจบด้วยเลือด
คำหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวเขา
เลือก
เสียงประตู B7 ดังแทรกจากความทรงจำ
ปัง
คาเอลกดมันลงไป ไม่ใช่เพื่อลืม แต่เพื่อไม่ให้มันจับมือเขาตอนนี้
“แจ็กซ์ เร่งต่อ” เขาพูด
“โวร่า เปิดประตูซ้าย มิเลีย กดนิกซ์กับลูน่าลง แจ็กซ์ พอฉันบอกให้หักขวา หักแค่ครึ่งเดียว”
“ครึ่งเดียวคือเท่าไหร่ในภาษาคนจะโดนยิงทะลุกระจก”
“นายจะรู้”
“ฉันขอให้รู้ทันจริง ๆ เถอะ”
คาเอลปลดเข็มขัด
มิเลียหันมาทันที
“นายจะทำอะไร?”
เขาไม่มองเธอนานเกินไป เพราะกลัวสายตานั้นจะทำให้เวลาในตัวเขาช้าลง
“ฉันจะเบี่ยงความสนใจมัน”
“ด้วยอะไร” แจ็กซ์ถาม
คาเอลคว้าปืนพก ตรวจแม็กกาซีนในเสี้ยววินาที เหลือกระสุนไม่มาก อาวุธแบบนี้แทบไม่มีค่าเมื่อเทียบกับเปลือกเกราะของสิ่งตรงหน้า แต่เขาไม่ได้ต้องการฆ่า
เขาต้องการให้มันพลาด
“ด้วยความน่ารำคาญ”
โวร่าเปิดประตูซ้าย ลมหนาวกรีดเข้ามารุนแรงกว่าเดิม คาเอลก้าวครึ่งตัวออกไป เหยียบขอบประตูและจับราวหลังคาไว้ ความเย็นกัดใบหน้าจนผิวชา หิมะพุ่งเข้าตา แต่ร่างสูงผอมกลางถนนชัดกว่าทุกสิ่ง เพราะในหัวเขาทั้งสนามรบหดเหลือมันกับระยะยิงเพียงเสี้ยวเดียว
สิบห้าเมตร
มันยิง
คาเอลยิงพร้อมกัน
กระสุนสามนัดพุ่งเข้าหาใบหน้าของมัน หนึ่งนัดสะท้อนจากเกราะแก้ม สองนัดฝังเข้าเนื้ออ่อนใกล้ดวงตา ไม่ลึกพอทำให้ตาย แต่พอให้หัวของมันสะบัดเฉียงในจังหวะเดียวกับที่หนามจากแผงหลังพุ่งออกมา
“หักขวา!”
แจ็กซ์หักพวงมาลัยครึ่งแรง
หนามพุ่งเฉียดกระจกหน้าไปแทนที่จะทะลุเข้ากลางรถ มันขูดผ่านเสาด้านซ้าย เสียงโลหะฉีกดังสนั่น ประกายไฟแตกออกพร้อมเศษกระจก คาเอลถูกแรงลมและแรงเหวี่ยงกระชากจนเกือบหลุดจากรถ มือที่จับราวหลังคาเจ็บเหมือนเส้นเอ็นจะขาด
โวร่าคว้าเข็มขัดด้านหลังเสื้อเขาไว้จากในรถ
“กลับเข้ามา!”
“ยัง!”
รถวิ่งเฉียด Hydralisk(ไฮดราลิสก์) ไปด้านข้างในระยะไม่ถึงสองเมตร สัตว์นั้นเหวี่ยงแขนยาวเข้าใส่ด้านข้างรถ
คาเอลยกปืนยิงใส่ข้อศอกอีกนัด กระสุนไม่หยุดแรงเหวี่ยง แต่ทำให้มุมเบี่ยงเล็กน้อย กรงเล็บครูดผ่านประตูแทนที่จะเจาะเข้าห้องโดยสาร เสียงขูดโลหะดังยาวจนฟันสั่น
โวร่าฟันสวนจากช่องประตู คมมีดตัดปลายกรงเล็บข้างหนึ่งขาด ของเหลวสีคล้ำกระเด็นใส่เสื้อเธอ ไฮดราลิสก์ ถอยไปหนึ่งจังหวะ
แจ็กซ์เร่งเครื่องเต็มที่ รถพุ่งผ่านมันไป
คาเอลถูกโวร่ากระชากกลับเข้ามา เขากระแทกพื้นห้องโดยสารด้วยไหล่ ความเจ็บแล่นขึ้นคอจนเห็นแสงขาววาบในหัว ลมยังพุ่งเข้ามาจากประตูที่ปิดไม่สนิท โวร่าดึงประตูเข้ามาปิดด้วยแรงแทบทั้งหมด กลอนล็อกดังปัง
มิเลียหันมาหาเขาทันที
“นายบาดเจ็บตรงไหนไหม”
คาเอลสูดลมหายใจเข้าลึก มือกุมไหล่ข้างที่กระแทกแน่น
"อึก... ยังขยับได้"
“นั่นไม่ใช่คำตอบที่ฉันถาม”
“ตอนนี้ยังไม่มีคำตอบดีกว่านี้”
เธอเม้มปาก สีหน้าโกรธและกลัวปนกัน แต่ยังไม่มีเวลาพูดต่อ เพราะจากด้านหลัง เสียงหวีดแหลมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิม และไม่ได้มาจากตัวเดียว
แจ็กซ์มองกระจกหลังที่แตกเป็นเส้นร้าว
“มีเพื่อนมันมาเพิ่มแล้ว”
ลูน่ากระซิบ
“ไม่ใช่เพื่อนค่ะ”
เธอก้มหน้าลง มือสั่น
“มันเรียกตัวอื่นมา”
นิกซ์หายใจถี่ขึ้นจนมิเลียต้องจับไหล่เขา
“มันส่งทิศทาง...ไม่ใช่คำพูด มันเหมือนโยนตำแหน่งเราให้ตัวอื่น”
“รู้จากอะไร” แจ็กซ์ถาม
นิกซ์ไม่ตอบ
ลูน่าก็ไม่ตอบ
คาเอลมองทั้งสองคนจากพื้นรถที่ยังไม่ทันลุกเต็มตัว คำตอบอยู่ระหว่างพวกเขาเหมือนเงาบางอย่างที่ไม่มีใครอยากตั้งชื่อ
“จากสัญญาณ” มิเลียพูดเบา ๆ
ความเงียบหลังคำนั้นหนักกว่าเสียงเครื่องยนต์
รถยังแล่นต่อ แต่บรรยากาศในห้องโดยสารเหมือนแคบลงทุกวินาที คาเอลลุกขึ้นช้า ๆ พิงเบาะด้านหน้าไว้เพื่อทรงตัว เขามองนิกซ์ เห็นเด็กหนุ่มพยายามหายใจให้เป็นจังหวะมนุษย์ มองลูน่า เห็นเด็กหญิงพยายามไม่หันไปหาสิ่งที่แตะขอบความคิด มองโวร่า เห็นเลือดสีดำบนแขนเสื้อและสายตาที่พร้อมจะฆ่าอะไรทั้งโลกหากมันยื่นมาหาเด็กในรถ มองมิเลีย เห็นความกลัวที่ไม่ได้กลัวตาย แต่กลัวว่าเขาจะเริ่มคิดแบบเดียวกับสิ่งที่กำลังล่าพวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
แล้วเขาเห็นตัวเองในกระจกแตกด้านหน้า
ดวงตานิ่งเกินไป
เย็นเกินไป
“ฉันคิดว่าพวกมันไม่ได้มาแค่ล่าเรา” คาเอลพูด
แจ็กซ์หันมา
“ขอร้อง อย่าพูดประโยคที่ทำให้สถานการณ์แย่ลงได้ไหม”
“มันกำลังทดสอบอะไรสักอย่าง”
ไม่มีใครค้าน
เพราะทุกคนรู้สึกได้แล้ว
นักล่าร่างสูงไม่ฆ่าทันทีทั้งที่มีโอกาส มันยิงเพื่อบังคับให้รถเบี่ยง มันต้อนให้เข้าถนนบริการ มันดูว่าพวกเขาตอบสนองอย่างไร แล้วเรียกตัวอื่นมาในจังหวะที่พวกเขาเปิดเผยวิธีเอาตัวรอด
ฝูงกำลังเรียนรู้ทีม
และทีมกำลังหนีอยู่ในบทเรียนของมัน
“ถ้ามันจับสัญญาณได้” มิเลียพูด
“เราหลอกมันได้ไหม”
แจ็กซ์หัวเราะแห้ง
“ห้ะ ด้วยอะไร ผ้าห่ม? คำอธิษฐาน? หรือเทปพันสายไฟที่ฉันเหลือครึ่งม้วน?”
นิกซ์เงยหน้าขึ้น
“ผมอาจทำให้มันสับสนได้”
โวร่าหันไปทันที
“ไม่”
คำเดียว
แข็งเหมือนโลหะ
นิกซ์ไม่หลบ
“ผมไม่ได้บอกว่าจะควบคุมมัน แค่...ถ้าผมปล่อยรูปแบบผิด มันอาจตามผิดทาง”
“แล้วนายจะเป็นอะไร” มิเลียถาม
นิกซ์ไม่ตอบ
นั่นคือคำตอบ
คาเอลมองเขา เห็นความกลัว เห็นความตั้งใจ เห็นเด็กหนุ่มที่กำลังเสนอให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อล่อ เพราะเขาคิดว่าทุกอย่างเป็นความผิดของเขา
“ไม่” คาเอลพูด
นิกซ์หันมาหาเขา
“แต่ถ้าไม่ทำ—”
“นายไม่ใช่เหยื่อล่อ”
เสียงของเขาแข็งไปนิดหนึ่ง
แข็งพอให้นิกซ์หยุด
และแข็งพอให้คาเอลเองสะดุ้งในใจ
เขาลดเสียงลง
“เราไม่เอาใครคนเดียวไปวางให้มันกัด”
ลูน่าพูดขึ้นเบามาก
“ถ้าไม่ใช่พี่นิกซ์ ก็เป็นหนูใช่ไหมคะ”
ห้องโดยสารเหมือนเย็นลงอีกชั้น
โวร่าหันไปมองเด็กหญิง นิ้วของเธอขยับเข้าหาด้ามมีดแน่นขึ้น เหมือนอยากตัดคำถามนั้นทิ้งก่อนมันจะกลายเป็นความจริง
คาเอลคุกเข่าลงตรงกลางรถ ระดับสายตาใกล้กับลูน่ามากขึ้น
“ไม่ใช่เธอเหมือนกัน”
“แต่หนูทำให้มันรู้ใช่ไหม”
คำถามนั้นไม่มีน้ำตา
นั่นทำให้มันเจ็บกว่าเดิม
“ฉันไม่รู้” คาเอลตอบ
ลูน่าก้มหน้าลง
“ถ้าหนูไม่ช่วย เราอาจตายกันหมด แต่ถ้าหนูช่วย มันก็เรียนรู้มากขึ้นใช่ไหมคะ”
ไม่มีคำตอบที่สวยงามพอสำหรับเด็กคนหนึ่ง
คาเอลมีเพียงสิ่งเดียวที่ยังเลือกได้
“เราจะไม่ให้ใครเป็นตัวล่อ หรือเสียสละเพียงคนเดียว”
เธอเงยหน้าขึ้น
คาเอลหันไปหาแจ็กซ์
“นายสร้างสัญญาณล่อได้ไหม”
แจ็กซ์กะพริบตา
“สัญญาณล่อแบบไหนล่ะ”
“แรงสั่น ความร้อน คลื่นรบกวน อะไรก็ได้ที่ทำให้มันคิดว่ามีแหล่งผิดปกติอีกจุดแยกออกไป”
สายตาแจ็กซ์เปลี่ยนจากความกลัวเป็นการคำนวณแบบช่าง
“ถ้ามีแบตสำรองกับโมดูลเครื่องส่งของรถสำรวจที่เราทิ้งไว้...เดี๋ยว เราเอาโมดูลมันมาหรือเปล่านะ”
เขาคว้ากระเป๋าเครื่องมือขึ้นมาเปิดอย่างรุนแรง ของด้านในกระแทกกันดังกรุ๊งกริ๊ง สายไฟ ม้วนเทป แผงวงจรเก่า แบตเตอรี่สำรอง และโมดูลเล็ก ๆ ที่เขาดึงจากรถสำรวจก่อนหนีถูกโยนออกมาทีละชิ้น
แจ็กซ์พึมพำอะไรสั้น ๆ กับตัวเอง แล้วเริ่มต่อสายโดยไม่เงยหน้า
“ทำได้ไหมนะ”
“ทำให้มันคิดว่ามีแหล่งสั่นอีกแหล่งได้ อาจไม่เหมือนลูน่าหรือนิกซ์ แต่อาจพอให้ลังเล ถ้ามีคนโยนออกไปไกลพอ”
“ต้องหยุดรถไหม”
“ถ้าหยุด รถอาจไม่ติดอีก และเราตายแบบน่าอายมาก” แจ็กซ์ตอบ
“ต้องโยนตอนผ่านทางแยก ให้สัญญาณกลิ้งไปคนละทิศกับเรา”
โวร่าพูดทันที
“ฉันโยนเอง”
“ไม่ได้” คาเอลตอบ
เธอหรี่ตา
“ทำไม”
“เธอต้องอยู่กับลูน่า”
คำตอบนั้นทำให้โวร่าเงียบ
ไม่ใช่เพราะยอมง่าย แต่เพราะรู้ว่าเขาพูดถูก
นิกซ์ยกมือขึ้นช้า ๆ
“ผมทำได้”
โวร่ากำลังจะปฏิเสธ แต่คาเอลหันไปมองนิกซ์ก่อน
เด็กหนุ่มไม่หลบตา แม้ดวงตาจะยังแดงก่ำ แม้มือจะสั่น แม้ร่างกายกำลังทรยศเขาทีละส่วน แต่เขายังอยู่ตรงนั้น ครั้งนี้สิ่งที่เขาเสนอไม่ใช่เอาตัวเองเป็นเหยื่อล่อทั้งหมด
มันคือการช่วย
ในขอบเขตที่เขายังเลือกได้
คาเอลพยักหน้า
“ได้ แต่รอฉันบอกนะ”
นิกซ์สูดหายใจเข้า
“ครับ”
แจ็กซ์ประกอบอุปกรณ์บนตักอย่างรวดเร็ว เขาใช้ฟันกัดสายไฟ ฉีกเทปด้วยมือเดียว เสียบแบตสำรองเข้ากับโมดูลจนประกายไฟแตกเล็ก ๆ กลิ่นพลาสติกไหม้ลอยขึ้นในรถ มิเลียช่วยถือไฟฉายให้แม้รถจะส่ายไม่หยุด ลูน่ามองออกไปนอกหน้าต่าง กระซิบตำแหน่งที่รับรู้ได้เป็นประโยคสั้น ๆ
“ซ้าย มันอยู่ไกล ๆ ค่ะ”
“และข้างหลังมีสองตัว”
“ทางขวา แต่... อยู่ข้างบนเนิน”
ทุกครั้งที่เธอพูด โวร่าจะมองเธอเหมือนอยากบอกให้หยุด แต่ไม่พูด เพราะคำของลูน่าทำให้รถยังไม่ถูกเจาะตาย และนั่นคือความโหดร้ายของคืนนี้
ไฮดราลิสก์ปรากฏอีกครั้งบนเนินด้านหลัง ไม่ได้อยู่ลำพังแล้ว เงาต่ำ ๆ หลายตัววิ่งกระจายรอบมัน คล้ายเซิร์กลิง แต่ใหญ่กว่า ผอมกว่า ขาหลังดีดหิมะกระจายเป็นเส้น พวกมันไม่พุ่งตรงเข้ามา แต่ขนานตามสองข้างทาง รอจังหวะเหมือนหมาป่าที่เรียนรู้ว่ากระต่ายตัวนี้มีเขี้ยว
แจ็กซ์ปิดฝาอุปกรณ์ชั่วคราวแล้วส่งให้นิกซ์
“กดปุ่มนี้ก่อนโยนสามวินาที ถ้าระเบิด ไม่ใช่ความผิดฉันคนเดียวนะบอกก่อน”
นิกซ์รับไว้ด้วยมือที่ยังดูปกติมากกว่าอีกข้าง
“แล้วอีกส่วนเป็นความผิดใคร”
“จักรวาล รัฐบาลเก่า ระบบโง่ ๆ และใครก็ตามที่สร้างสิ่งใต้หิมะพวกนี้”
นิกซ์เกือบยิ้ม
เกือบเท่านั้น
คาเอลมองถนนข้างหน้า ทางบริการกำลังแยกเป็นสองสาย ทางซ้ายลงต่ำเข้าสู่พื้นที่เปิดที่น่าจะเป็นลานเก็บเสบียงเก่า ทางขวาไต่ขึ้นเนินกลับสู่ถนนหลัก ถ้าโยนอุปกรณ์ไปทางซ้ายแล้วเลี้ยวขวา ฝูงบางส่วนอาจแยกไปตรวจสัญญาณ ถ้าโชคดี พวกมันจะเสียเวลาไม่กี่วินาที ถ้าโชคร้าย มันจะเรียนรู้ว่าพวกเขาหลอกมันได้ และครั้งต่อไปจะไม่หลงอีก
ไม่มีแผนสมบูรณ์
มีแต่จังหวะที่ต้องเลือกก่อนมันหายไป
“เตรียม” คาเอลพูด
นิกซ์ขยับไปใกล้หน้าต่างแตกด้านหลัง มือกำอุปกรณ์แน่น ลมเย็นพัดเข้ามาจนผมของเขาปลิว มือเขาสั่น แต่ดวงตาเริ่มนิ่งขึ้นแบบคนที่เอาความกลัวไปกดไว้ใต้การกระทำ
“กด”
นิกซ์กดปุ่ม
อุปกรณ์เริ่มสั่นเบา ๆ เสียงฮัมต่ำเกิดขึ้นจากภายใน ไม่ดัง แต่คาเอลรู้สึกได้ในกระดูกฟัน มันคล้ายหัวใจกลไกเล็ก ๆ ที่เต้นผิดจังหวะ
ลูน่าสะดุ้ง
“มันหันมาแล้วค่ะ”
“โยน!”
นิกซ์เหวี่ยงอุปกรณ์ออกไปทางหน้าต่างแตกด้านซ้ายในจังหวะที่แจ็กซ์หักพวงมาลัยขวา รถเอียงขึ้นเนินอย่างแรง อุปกรณ์กระเด็นลงบนพื้นหิมะทางซ้าย กลิ้งสองครั้งก่อนหายไปในม่านขาว
หนึ่งวินาที
สองวินาที
สามวินาที
เสียงฮัมต่ำขยายขึ้น กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนผิดธรรมชาติที่กระจายผ่านพื้นหิมะเป็นวงกว้าง เครื่องสแกนของแจ็กซ์กระพริบขึ้นเป็นจุดรบกวนขนาดใหญ่ทางซ้าย
ฝูงลังเล
คาเอลเห็นชัด เงาหลายตัวที่วิ่งขนานด้านหลังแยกออกไปครึ่งหนึ่ง พวกมันหันตามสัญญาณล่อเหมือนปลาถูกดึงด้วยเหยื่อเรืองแสง
แต่ร่างสูงบนสันเนินไม่ขยับตาม
มันหยุดนิ่งอยู่บนเนิน
ลูน่าตัวแข็ง “ตัวนั้นไม่เชื่อค่ะ”
แผงหนามบนหลังมันยกขึ้นอีกครั้ง
“แจ็กซ์ เร่ง!”
รถพุ่งขึ้นเนิน เสียงเครื่องยนต์แทบแตกเป็นชิ้น ล้อหลังฟรีหนึ่งจังหวะก่อนกัดพื้นหิมะได้ สิ่งมีชีวิตติดหนามยิงหนามสามอันจากด้านหลัง อันแรกเฉียดหลังคา อันที่สองเจาะท้ายรถทะลุเข้ามาใกล้ขานิกซ์ มิเลียดึงเขาหลบได้ทัน อันที่สามเสียบเข้ากับถังอะไหล่ด้านท้ายจนของเหลวบางอย่างรั่วออกมา กลิ่นน้ำมันแรงขึ้นทันที
แจ็กซ์หน้าซีด
“ถ้าประกายไฟโดนตรงนั้น เราจะกลายเป็นเรื่องเล่าสั้น ๆ ที่ไม่มีใครอยากเล่า”
“มีทางตัดไปถนนหลักไหม”
“ข้างหน้าอีกห้าสิบเมตร!”
มันไล่ขึ้นเนินตามมา ไม่เร็วแบบฝูงตัวเล็ก แต่ทุกก้าวหนักและยาวเกินธรรมชาติ มันใช้แขนเกี่ยวพื้นน้ำแข็ง ดึงตัวเองขึ้นอย่างมั่นคง เปลือกหลังสะท้อนแสงไฟท้ายเป็นสีดำอมเขียว น่ากลัวที่สุดคือมันไม่รีบ
มันรู้ว่ารถเจ็บแล้ว
รู้ว่าพวกเขาหลอกได้
และรู้ว่าครั้งต่อไปควรรอใครสั่งก่อน
คาเอลมองจุดรั่วท้ายรถ กลิ่นน้ำมัน ไฟฟ้าในห้องโดยสาร หนามที่เสียบค้างอยู่ และทางขึ้นเนินแคบ ความเป็นไปได้หนึ่งผุดขึ้นมา
เสี่ยง
แต่ทุกอย่างคืนนี้มีคำนี้ติดอยู่แล้ว
“แจ็กซ์ พอถึงถนนหลัก หักซ้ายแล้วดับไฟท้ายทั้งหมด”
“ทำไม”
“มันเล็งจากแสง ความร้อน และแรงสั่น ใช่ไหม”
แจ็กซ์เข้าใจทันที
“อาจใช่”
“ถ้าเราทิ้งความร้อนกับน้ำมันไว้ตรงนี้?”
แจ็กซ์มองกระจกหลัง “นายอยากเผาทางขึ้นเนิน”
“แค่พอให้มันชะงัก”
แจ็กซ์กลืนน้ำลาย
“ฉันไม่ชอบคำว่าแค่ในแผนนี้นายเลย”
คาเอลหันไปหาโวร่า
“ยิงจุดรั่วได้ไหม”
โวร่าเหลือบมองด้านท้ายรถ
“ได้ ถ้าประตูเปิด”
มิเลียพูดทันที
“คาเอล นี่มันเสี่ยงเกินไปนะ”
“อืม ฉันรู้”
เธอมองเขา สีหน้าเหมือนอยากพูดว่าอย่าเปลี่ยนทุกอย่างเป็นตัวเลข แต่เธอเห็นเขามองนิกซ์ มองลูน่า มองทุกคนก่อนมองแผน คำตำหนินั้นจึงไม่หลุดออกมา
“โวร่า ยิงตอนฉันบอก นิกซ์ ดึงประตูท้ายให้เปิดพอช่อง มิเลีย จับเขาไว้ แจ็กซ์ เตรียมดับไฟท้ายหลังเลี้ยว”
รถถึงถนนหลักในจังหวะที่นักล่าร่างสูงขึ้นเนินมาเกือบถึงระยะยิงอีกครั้ง แจ็กซ์หักซ้าย รถกระแทกเข้าสู่ถนนที่หิมะตื้นกว่าเดิมแต่ลื่นกว่า ล้อหลังสะบัดอย่างรุนแรง นิกซ์คว้ากลอนประตูท้ายที่เสียหายแล้วดึง มันเปิดออกเพียงฝ่ามือเดียวก่อนติด
เขากัดฟัน
เส้นใต้ผิวบนแขนขยับชัดขึ้น แรงของเขาเพิ่มขึ้นผิดธรรมชาติ ประตูท้ายถูกดึงเปิดกว้างกว่าเดิมพร้อมเสียงโลหะบิด มิเลียจับเอวเขาไว้เพื่อไม่ให้แรงเหวี่ยงกระชากออกไป
โวร่านั่งต่ำ ยกปืนพกที่เหลือกระสุนไม่กี่นัดขึ้นแทนมีด เธอเล็งผ่านช่องประตูท้ายที่สั่นไหว กลิ่นน้ำมันแรงจนแสบจมูก ตัวนั้นอยู่กลางแนวขึ้นเนินด้านหลัง กำลังยกแผงหนามอีกครั้ง
“ตอนนี้” คาเอลพูด
โวร่ายิง
กระสุนพุ่งเข้าหาจุดรั่วบนถังอะไหล่ด้านท้าย ไม่ใช่เป้าหมายง่าย รถกำลังส่าย พายุบังทัศนวิสัย และทุกอย่างเกิดในเวลาไม่ถึงสองวินาที แต่มือของโวร่านิ่งเหมือนเงาในห้องไร้ลม นัดแรกพลาดเฉียดโลหะ นัดที่สองกระแทกขอบถัง เกิดประกายไฟเล็ก ๆ นัดที่สามเข้าเป้า
ไฟลุกวาบด้านท้ายรถ
แจ็กซ์ดับไฟท้ายพร้อมเหยียบคันเร่ง รถพุ่งออกไปในความมืด
ด้านหลัง เปลวไฟจับน้ำมันที่รั่วอยู่บนหิมะและอะไหล่ที่แตกกระจาย มันไม่ได้ระเบิดใหญ่เหมือนเรื่องเล่าของคนชอบแต่งฉากสวยงาม แต่ลุกพรึบอย่างรุนแรงและต่ำ เปลวไฟสีส้มแผ่ขวางทางขึ้นเนินพร้อมควันดำหนา ร่างสูงที่กำลังพุ่งขึ้นมาถูกแสงและความร้อนตัดจังหวะ ร่างมันหยุดกะทันหัน หนามที่ยิงออกมาพุ่งผิดมุม เฉียดหลังคารถไปไกล
เสียงหวีดของมันดังแหลมและโกรธขึ้นเป็นครั้งแรก
แจ็กซ์หัวเราะออกมาแบบคนเกือบเสียสติ
“มันโกรธแล้ว! ฉันไม่รู้ว่านี่คือข่าวดีหรือข่าวร้าย!”
“ข่าวว่าเรายังไม่ตาย” โวร่าตอบ
รถหนีออกจากแนวไฟได้สำเร็จ พายุข้างหน้าหนาขึ้นอีกครั้ง ถนนหลักพาพวกเขาลงสู่พื้นที่ต่ำกว่าเดิม ที่นั่นมีแนวสะพานเก่าและอุโมงค์สั้นใต้เนินหิมะ ถ้าเข้าอุโมงค์ได้ พวกเขาอาจตัดการมองเห็นจากด้านหลังชั่วคราว
คาเอลยังไม่ผ่อนลมหายใจ
เพราะลูน่ายังมองด้านหลัง
นิกซ์ยังตัวแข็ง
และในความมืดหลังเปลวไฟนั้น เงาสูงติดหนามยังไม่ล้ม
มันเพียงหยุด
เรียนรู้ว่าไฟทำให้มันชะงัก
จดจำว่าพวกเขาใช้สัญญาณล่อ
จดจำว่าผู้หญิงถือมีดฟันที่ขา
จดจำว่าเด็กหนุ่มกลายพันธุ์ดึงประตูได้แรงเกินมนุษย์
จดจำว่าเด็กหญิงในรถรู้ตำแหน่งก่อนเครื่องมือ
และจดจำว่าคำสั่งมาจากใคร
รถพุ่งเข้าอุโมงค์เก่า ช่องปากอุโมงค์ถูกหิมะเกาะรอบขอบเหมือนฟันสีขาว แสงไฟหน้าส่องเข้าไปเห็นผนังคอนกรีตชื้น น้ำแข็งย้อยจากเพดานเป็นเส้น ๆ พื้นด้านในมืดและแคบ แต่ไม่มีรอยเคลื่อนไหวชัดเจน
เมื่อรถเข้าสู่ด้านใน เสียงพายุถูกตัดลงทันที เหลือเพียงเสียงอื้อทึบหลังผนังคอนกรีต เสียงเครื่องยนต์สะท้อนในพื้นที่ปิดดังขึ้นมากจนเหมือนมีรถอีกคันวิ่งอยู่ข้าง ๆ กลิ่นน้ำมันและควันไฟติดรถเข้ามาด้วย ทำให้อากาศในห้องโดยสารแสบคอ
“เราต้องหยุดดูความเสียหาย” แจ็กซ์พูด
“ถ้าวิ่งต่อทั้งแบบนี้ รถอาจดับกลางทาง”
“อุโมงค์ยาวแค่ไหน”
“จากแผนเก่า สองร้อยเมตร แล้วออกไปถนนลงเขา ถ้าโชคยังไม่เดินออกจากกลุ่ม”
คาเอลมองกระจกหลัง ไม่เห็นเงาตามมาในทันที
“เราหยุดพักได้ไม่นาน ให้สิบวิ”
“ขอสิบวิ ซ่อมได้แค่ด่าเครื่องยนต์นะเพื่อน”
“งั้นด่าเร็ว ๆ เลย”
แจ็กซ์เบรก รถหยุดกลางอุโมงค์ ทุกคนในรถนิ่งทันที ไม่ใช่พัก แต่ฟัง
เสียงเครื่องยนต์เดินเบา
เสียงน้ำหยดจากเพดาน
เสียงลมหายใจของคนที่ยังไม่กล้าถอนหายใจจริง ๆ
ไม่มีอะไรจากด้านหลัง
นั่นไม่ได้แปลว่าปลอดภัย
แจ็กซ์ลงจากรถอย่างรวดเร็ว เปิดฝากระโปรงด้านหน้า ควันขาวพุ่งขึ้นทันที เขาสบถเป็นชุดยาวพอให้โวร่าเหลือบมอง มิเลียตรวจขานิกซ์ที่เกือบโดนหนาม เด็กหนุ่มกัดฟันแต่ไม่ร้อง ลูน่านั่งนิ่งเกินไปจนโวร่าหันมามองซ้ำ คาเอลยืนข้างประตูด้านหลัง ปืนพกในมือเหลือกระสุนไม่กี่นัด สายตาจับปากอุโมงค์ด้านหลังที่มืดสนิท
“หม้อน้ำไม่ดี สายไฟท้ายขาด ถังอะไหล่พัง และฉันคิดว่าช่วงล่างขวากำลังเขียนพินัยกรรม” แจ็กซ์รายงานจากด้านหน้า “แต่ยังวิ่งได้ ถ้าเราไม่คาดหวังให้มันมีศักดิ์ศรี”
“พอไปต่อถึงที่ที่ไกลกว่านี้ไหม”
“ถ้านิยามของที่ไกลคือยังไม่ตายตรงนี้ ก็พอ”
ลูน่าพูดขึ้นโดยไม่มองใคร
“มันไม่ได้อยู่ข้างหลังแล้ว”
คาเอลหันไปทันที
แจ็กซ์ชะงักมือ
นิกซ์หลับตาเหมือนรู้ก่อนแล้ว
โวร่าลุกขึ้นช้า ๆ
“อยู่ไหน”
เด็กหญิงหันหน้าไปทางปากอุโมงค์ด้านหน้า
น้ำหยดจากเพดานดังลงพื้น
ติก
ติก
ติก
ไกลออกไปหน้ารถ ในความมืดของปลายอุโมงค์อีกฝั่ง มีเสียงครูดเบา ๆ ดังขึ้น
ไม่ใช่จากพื้น
จากผนัง
แจ็กซ์ปิดฝากระโปรงแรงเกินจำเป็น
“ขึ้นรถ”
ไม่มีใครต้องให้พูดซ้ำ
ทุกคนกลับขึ้นรถในเวลาไม่ถึงสามวินาที แจ็กซ์เหยียบคันเร่ง รถกระชากไปข้างหน้า ไฟหน้าส่องปลายอุโมงค์ที่ค่อย ๆ ใกล้เข้ามา และในแสงนั้น เงาหลายเงาปรากฏบนผนังคอนกรีตสองข้าง
พวกมันเกาะอยู่ด้านข้างอุโมงค์
เซิร์กลิง หลายตัว ฝังกรงเล็บเข้ากับคอนกรีตเหมือนแมลงขนาดใหญ่ที่รออยู่ในรัง กรามเปิด แผ่นหลังขยับตามลมหายใจ พวกมันไม่ได้โจมตีทันทีจนกระทั่งไฟหน้ารถแตะถึงตัว
แล้วทั้งหมดก็พุ่งลงมาพร้อมกัน
“ไป!” คาเอลตะโกน
แจ็กซ์เหยียบเต็มที่ รถพุ่งไปข้างหน้าในพื้นที่แคบ สิ่งมีชีวิตตัวแรกกระแทกหลังคารถ เสียงกรงเล็บข่วนโลหะดังแสบหู ตัวที่สองพุ่งใส่กระจกหน้า คาเอลยิงผ่านกระจกที่ร้าวอยู่แล้ว กระสุนเจาะเข้าปากมัน เลือดดำสาดกระจก แต่ร่างมันยังติดอยู่กับหน้ารถจนบดบังครึ่งหนึ่งของภาพ
แจ็กซ์ร้อง
“ฉันมองไม่เห็น!”
โวร่าพุ่งไปข้างหน้า เปิดกระจกข้างที่แตกครึ่งหนึ่ง ใช้มีดแทงทะลุหัวสิ่งที่เกาะหน้ารถแล้วสะบัดออก ร่างมันหลุดกลิ้งไปใต้ล้อ เสียงบดดังทึบ รถสะเทือนแรงจนลูน่าเกือบตกจากเบาะ โวร่าคว้าเธอไว้ทันโดยไม่มอง
อีกตัวหนึ่งเจาะกระจกด้านหลังเข้ามา ครึ่งร่างทะลุเข้าห้องโดยสาร กรงเล็บกวาดใส่นิกซ์ มิเลียผลักเขาหลบ แต่ปลายกรงเล็บเฉี่ยวแขนเธอเป็นรอยยาว เลือดสดพุ่งออกมาทันที
“มิเลีย!” คาเอลตะโกน
นิกซ์เห็นเลือด
ดวงตาเขาเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที
ไม่ใช่สัตว์เต็มตัว
แต่บางอย่างในร่างตอบสนองก่อนเขา แขนที่เปลี่ยนแปลงบางส่วนพุ่งออกไปจับคอ เซิร์กลิง ที่ทะลุเข้ามา แรงบีบมากเกินกว่ามนุษย์ปกติจะทำได้ เสียงเปลือกหรือกระดูกแตกดังกรอบ สิ่งนั้นดิ้น กรงเล็บข่วนแขนนิกซ์จนเลือดกับของเหลวสีคล้ำปนกัน แต่เขาไม่ปล่อย
เขาคำราม
เสียงนั้นต่ำและแปลกจนทุกคนในรถหยุดหายใจไปชั่ววินาที ตัวที่เกาะหลังคาสะดุ้งเหมือนรับรู้แรงสั่นนั้นเช่นกัน
นิกซ์เหวี่ยงร่างมันออกไปทางหน้าต่างแตก ครึ่งร่างกระแทกผนังอุโมงค์แล้วหายไปหลังรถ
เขาหอบหายใจ แววตากลับมาเป็นความกลัวทันที
“ผม...”
มิเลียกดแผลที่แขนตัวเอง แต่ยังเอื้อมมืออีกข้างไปแตะไหล่เขา
“นายช่วยฉันไว้”
นิกซ์เหมือนจะร้องไห้
“พวกมันชอบ ที่ผมทำแบบนี้”
เขามองมือของตัวเอง ราวกับไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่คนที่บีบคอ เซิร์กลิง คือเขา หรือบางอย่างที่อาศัยอยู่ข้างในกันแน่
ไม่มีใครเข้าใจประโยคนั้นในทันที
หรือบางทีทุกคนเข้าใจมากเกินไป
รถพุ่งออกจากอุโมงค์พร้อมเศษกระจกและเลือดดำติดทั่วตัวถัง พายุด้านนอกกลับมาฟาดใส่ทันทีเหมือนกำแพงสีขาว รถเสียหลักเล็กน้อยก่อนแจ็กซ์ประคองไว้ได้ ถนนลงเขาทอดไปข้างหน้า ไกลออกไปมีแนวป่าสนหนาทึบ ถ้าไปถึงแนวต้นไม้และดับไฟ พวกเขาอาจซ่อนตัวชั่วคราว
แต่นักล่าร่างสูงยังอยู่
มันยืนอยู่บนสันเนินด้านหลังอุโมงค์ ท่ามกลางพายุและควันไฟไกล ๆ ร่างสูงผอมเหมือนเครื่องหมายสีดำบนผืนโลกขาว มันไม่ตามลงมาในทันที
มันมองมาที่พวกเขา
ลูน่ากระซิบ
“มันจำเราได้แล้ว”
ไม่มีใครถามว่าจำอะไร
เพราะทุกคนรู้คำตอบอยู่แล้ว
มันจำวิธีที่พวกเขาหนี
คาเอลนั่งนิ่งอยู่เบาะหน้า ความเจ็บจากไหล่ ข้อมือ และรอยกระแทกหลายจุดเริ่มกลับมาพร้อมกันหลังอะดรีนาลีนลดลง แต่สิ่งที่หนักกว่าเจ็บกายคือสายตาของมันจากระยะไกล
มันไม่ได้มองเหมือนสัตว์เห็นเหยื่อ
มันมองเหมือนผู้เรียนเห็นโจทย์ที่ยังแก้ไม่เสร็จ
“มันจะตามมาอีกไหม” แจ็กซ์ถาม
นิกซ์กับลูน่าตอบเกือบพร้อมกัน
“ตาม”
คำเดียวจากสองเสียง
ทำให้ทุกคนเงียบ
คาเอลมองถนนลงเขา แล้วมองสภาพรถ เขารู้ทันทีว่าหนีต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ รถจะพังก่อน พวกเขาจะหมดแรงก่อน และฝูงจะเรียนรู้มากขึ้นทุกครั้งที่พวกเขารอด
ต้องเปลี่ยนจากถูกไล่
เป็นเลือกสนามเอง
ความคิดนั้นชัดขึ้นอย่างเย็นจัด
และครั้งนี้เขาไม่ผลักมันทิ้ง
เพราะหากยังเป็นมนุษย์อยู่ การปกป้องคนในรถก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์เหมือนกัน
“แจ็กซ์ เห็นสะพานไม้เก่าข้างหน้าหรือยัง”
แจ็กซ์หรี่ตามองผ่านม่านหิมะ
“เห็น ถ้าคำว่าสะพานยังใช้กับไม้ผุ ๆ ที่เหมือนพร้อมตายในอีกสามนาทีได้”
“เราจะข้าม แล้วทำให้มันข้ามตามไม่ได้”
“ไม่ใช่ระเบิด แค่ทำให้มันรับน้ำหนักไม่ไหว”
โวร่ามองไปข้างหน้า
“ฉันทำได้”
“เธอต้องไม่ทำคนเดียว” คาเอลตอบ
“นิกซ์ นายไหวไหม”
นิกซ์เงยหน้าขึ้น สีหน้าซีดมาก แต่ดวงตานิ่งกว่าเดิม
“ไหว”
“นายไม่ต้องใช้สิ่งที่อยู่ในหัว ไม่ต้องฟังมัน แค่ช่วยฉันดึงโครงสะพานหลังรถผ่านไป”
นิกซ์พยักหน้า
มิเลียมองคาเอล แผลที่แขนเธอยังมีเลือดซึมผ่านผ้าที่พันไว้ชั่วคราว
“นี่คือแผนที่มีโอกาสรอดเท่าไหร่”
ตัวเลขผุดขึ้นมา
คาเอลปล่อยให้มันผ่านไป แต่ไม่พูด
“มากกว่าขับหนีต่อ”
เธอพยักหน้าช้า ๆ
“งั้นอย่าหายเข้าไปในแผนนั้น”
คาเอลรับคำด้วยสายตา
รถเข้าใกล้สะพานไม้เก่าที่ทอดข้ามร่องน้ำแข็งลึกด้านล่าง ตัวสะพานเป็นโครงไม้ผสมเหล็ก หิมะจับหนาจนไม่รู้ว่าส่วนไหนยังแข็งแรง ส่วนไหนผุพัง แจ็กซ์ลดความเร็วเท่าที่จำเป็น ล้อขึ้นสะพาน เสียงไม้ใต้ล้อครางยาว ทุกคนในรถหยุดหายใจไปพร้อมกัน
ด้านหลัง เสียงหวีดของมันดังขึ้นอีกครั้ง
มันเริ่มลงเขา
พร้อมเงาต่ำ ๆ อีกหลายตัว
“เร็วขึ้นได้ไหม” โวร่าถาม
“ถ้าเร็วขึ้น เราอาจทะลุสะพานลงไปก่อนมัน ซึ่งฉันมองว่าไม่เหมาะกับเป้าหมายเอาตัวรอด” แจ็กซ์ตอบ
รถข้ามสะพานช้าเกินไปในความรู้สึกของทุกคน ไม้แต่ละแผ่นลั่นเหมือนนับถอยหลัง หิมะจากขอบสะพานร่วงลงไปในความมืดด้านล่าง ไม่มีเสียงกระทบน้ำหรือพื้นกลับขึ้นมา
ในที่สุดล้อหน้าก็พ้นสะพาน
ล้อหลังตามมา
“หยุดตรงนี้!”
รถเบรกทันที คาเอล โวร่า และนิกซ์ลงจากรถพร้อมกัน ความเย็นด้านนอกกระแทกเข้าปอดจนเจ็บ พายุทำให้มองศัตรูได้เพียงเงา แต่เสียงฝีเท้าบนหิมะหนักขึ้นเรื่อย ๆ จากอีกฝั่งสะพาน
“คานขวา!” แจ็กซ์ตะโกนจากรถ
“ถ้าตัดคานขวากับหมุดกลาง สะพานจะบิดเอง!”
“โวร่า คานขวา” คาเอลสั่ง
“นิกซ์ มากับฉัน”
โวร่าเคลื่อนทันที มีดพลังงานวาบตัดหิมะขาวเป็นเส้น เธอฟันเข้าคานไม้ผสมเหล็กด้านขวา เสียงวัสดุเก่าฉีกดังแหบ ควันจากพลังงานกับไอน้ำแข็งลอยขึ้นรอบตัวเธอ
คาเอลกับนิกซ์พุ่งไปกลางสะพาน หมุดเหล็กขนาดใหญ่ถูกหิมะเกาะจนแทบมองไม่เห็น คาเอลใช้ท่อเหล็กงัด นิกซ์ใช้แขนที่แข็งแรงผิดธรรมชาติจับโครงเหล็กแล้วดึง เส้นเลือดดำใต้ผิวเขาขยับแรงขึ้น สีหน้าเขาบิดด้วยความเจ็บ แต่ไม่ปล่อย
“ไม่ต้องฝืนเกินไป!”
“ไม่ต้องห่วง ผมไหว!”
อีกฝั่งสะพาน เงาแรกโผล่จากพายุ
ร่างสูงติดหนาม
มันมาถึงเร็วกว่าที่คาด
แผงหนามด้านหลังยกขึ้น
“หมอบลง!”
คาเอลกดนิกซ์ลงพร้อมตัวเอง
หนามพุ่งผ่านเหนือหัวไป ปักเข้าข้างรถด้านหลังจนทุกคนในรถร้องออกมา แจ็กซ์ตะโกนด่าด้วยคำที่ฟังไม่เป็นประโยค มิเลียยิงปืนจากหน้าต่างแตกใส่ เซิร์กลิง ที่กำลังขึ้นสะพานตามมา แม้มือข้างหนึ่งยังเจ็บ เธอกัดฟันยิงทีละนัด ไม่ได้แม่นที่สุด แต่พอทำให้ตัวหน้าชะงัก
โวร่าฟันคานขวาขาดครึ่งหนึ่งแล้วหันไปเจอเซิร์กลิง กระโจนเข้าหา เธอหมุนตัวต่ำ หลบกรงเล็บ ฟันเข้าช่วงท้อง มันไม่ตายในทันที แต่เสียจังหวะพอให้เธอเตะมันตกจากขอบสะพาน ร่างนั้นหายลงไปในความมืดด้านล่าง
คาเอลกับนิกซ์ดึงหมุดกลางอีกครั้ง
หมุดขยับ
น้อยมาก
แต่ขยับ
มันก้าวขึ้นสะพาน
ไม้ทั้งโครงครางดังลั่น น้ำหนักของมันมากพอให้สะพานเก่าสั่นสะเทือน คาเอลรู้ทันทีว่าถ้ามันข้ามมาได้ในระยะใกล้ ไม่มีใครหยุดมันได้ในสภาพนี้
“นิกซ์ อีกครั้ง!”
นิกซ์กรีดเสียงผ่านฟัน ดึงสุดแรง แขนของเขาเกิดเสียงกรอบเบา ๆ จากภายใน แผ่นแข็งใต้ผ้าพันแผลดันขึ้นจนผ้าฉีกบางส่วน คาเอลจับโครงเหล็กแล้วดึงพร้อมกัน ความเจ็บแล่นผ่านข้อมือและไหล่ แต่หมุดกลางหลุดออกมาในที่สุด
สะพานบิดทันที
คานขวาที่โวร่าฟันค้างไว้รับน้ำหนักไม่ไหว มันฉีกออกพร้อมเสียงไม้แตกยาว เสียงนั้นเหมือนกระดูกยักษ์หักกลางพายุ พื้นสะพานด้านหนึ่งยุบลง นักล่าร่างสูงเสียหลัก กรงเล็บฝังเข้ากับไม้ พยายามยึดตัวเองไว้
มันหันมาทางคาเอล
ในดวงตาสีหม่นนั้น ไม่มีความโกรธแบบสัตว์
มีการจดจำ
คาเอลรู้สึกมันในกระดูก
มันเห็นเขาแล้ว
ไม่ใช่แค่เห็นร่าง
เห็นรูปแบบคำสั่ง
เห็นคนที่ทำให้ทีมรอดหลายครั้ง
เห็นสิ่งที่มันยังไม่เข้าใจ
เหมือนทั้งสองฝ่ายต่างจดจำกันในเวลาเดียวกัน
โวร่าคว้าแขนคาเอล
“ถอยมา!”
คาเอลดึงนิกซ์กลับ ทั้งสามวิ่งออกจากสะพานในจังหวะที่โครงสร้างทั้งช่วงพังลง ร่างสูงติดหนามกับ เซิร์กลิง หลายตัวร่วงลงไปพร้อมเศษไม้และเหล็ก เสียงกระแทกจากด้านล่างถูกพายุและความลึกกลืนเกือบหมด เหลือเพียงเสียงกรีดแหลมหนึ่งครั้งที่ขาดกลางอากาศ
พวกเขากลับขึ้นรถ
แจ็กซ์เหยียบคันเร่งทันที รถพุ่งออกจากสะพานที่ขาดไปครึ่งหนึ่ง เขาไม่ถามว่าตัวนั้นตายไหม ไม่มีใครถาม เพราะคำตอบไม่สำคัญเท่าการหนีให้ไกลจากจุดนี้ก่อนที่สิ่งอื่นจะมาถึง
รถวิ่งต่อไปอีกหลายนาทีโดยไม่มีใครพูด
พายุเริ่มบางลงเล็กน้อย หรือบางทีพวกเขาเพียงออกจากแนวที่มันหนักที่สุด ไฟหน้ารถส่องเห็นแนวถนนชัดขึ้นบ้าง เงาต้นไม้ลดลง ท้องฟ้ายังขาวหม่นและปิดสนิท แต่โลกดูเหมือนเริ่มมีระยะหายใจกลับมาเล็กน้อย
แจ็กซ์ลดความเร็วเมื่อถนนราบขึ้น เขามองหน้าจออีกครั้ง
“สัญญาณหายไปหลายจุด แต่ฉันไม่กล้าดีใจดัง ๆ เดี๋ยวโดนกรรมตามทัน”
โวร่ากลับมานั่งข้างลูน่า เลือดดำบนเสื้อเธอแห้งเป็นคราบแข็ง เด็กหญิงมองมือของตัวเอง เธอไม่ได้ร้องไห้ แต่ดวงตาไร้แสงเกินไปสำหรับเด็กอายุเท่านั้น โวร่าวางเสื้อคลุมทับไหล่เธออีกครั้ง ทั้งที่มันแทบไม่ช่วยอะไรแล้ว
นิกซ์นั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มองแขนตัวเองที่ผ้าพันแผลฉีกออกบางส่วน แผ่นแข็งสีคล้ำใต้ผิวเห็นชัดขึ้น เขาค่อย ๆ ใช้มืออีกข้างดึงผ้าปิดกลับ ไม่ใช่เพราะมันซ่อนจากคนอื่นได้ แต่เพราะบางทีการปิดมันไว้ยังทำให้เขารู้สึกเหมือนร่างนี้ยังเป็นของเขาอยู่บ้าง
มิเลียพันแผลแขนตัวเองอย่างเงียบ ๆ คาเอลยื่นมือจะช่วย เธอส่ายหน้าเบา ๆ ไม่ใช่ปฏิเสธเขา แต่บอกว่าแผลนี้เธอจัดการได้ เขาจึงลดมือลง แล้วนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ความเจ็บเริ่มขึ้นมาทีละจุด แต่เขาไม่สนใจมันเท่าความรู้สึกที่ติดอยู่ในอก
ครั้งนี้เขาสั่ง
สั่งเร็ว
สั่งชัด
ทุกคนทำตาม
พวกเขารอดเพราะมัน
แต่ทุกครั้งที่คำสั่งของเขาทำให้คนรอด บางส่วนในตัวเขากลับเงียบลงทีละนิด
เสียงร้องของลูน่าตอนโวร่าเกือบหลุดจากรถ
เสียงนิกซ์บอกว่า
“พวกมันชอบ…”
สายตาของมิเลียที่ถามว่าเขายังอยู่กับคนตรงหน้า หรือหายเข้าไปในแผนแล้ว
ทั้งหมดวนอยู่ในอกเหมือนเศษแก้วที่ยังไม่ถูกดึงออก
“พวกมันไม่ได้ตาย” นิกซ์พูดขึ้น
ไม่มีใครถามว่าหมายถึงตัวไหน
แจ็กซ์หลับตาสั้น ๆ
“แน่นอน มันต้องไม่ตาย เพราะคืนนี้ยังไม่พอใจเรา”
“ไม่ใช่แค่นั้น” นิกซ์ก้มหน้าลง
“มันเรียนรู้สิ่งที่เราทำ”
ลูน่าเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“มันเรียนรู้จากพี่คาเอลด้วย”
คาเอลมองเธอ
เด็กหญิงหลบตา
“ตอนสะพานพัง มันไม่ได้มองรถค่ะ มันมองพี่”
ในรถไม่มีใครพูด
คาเอลหันไปมองกระจกหน้า ถนนยาวข้างหน้าถูกหิมะกลบเป็นเส้นซีด ไฟหน้ารถส่องไปไกลเท่าที่มันทำได้ แต่โลกยังใหญ่และมืดกว่านั้นมาก
เขาอยากบอกว่าไม่เป็นไร
อยากบอกว่ามันก็แค่สัตว์
อยากบอกว่าพวกเขาหนีพ้นแล้ว
แต่เขาเพิ่งเห็นมันคิด
เห็นมันรอ
เห็นมันเรียนรู้
และเห็นว่ามันจำรูปแบบการสั่งการของเขาได้
คาเอลจึงพูดเพียง
“งั้นครั้งหน้า เราต้องเปลี่ยนวิธีรอด”
มิเลียมองเขา
“ครั้งหน้า?”
เขาไม่ตอบทันที
นอกหน้าต่าง ไกลออกไปหลังแนวป่าและสะพานที่พังลง พายุหิมะขยับเหมือนม่านบาง ๆ ถูกสิ่งข้างหลังดันขึ้น เงาสูงหนึ่งเงาลากตัวเองขึ้นมาจากร่องลึกช้า ๆ เปลือกบนลำตัวแตกหลายจุด ของเหลวคล้ำไหลลงบนหิมะเป็นทาง มันบาดเจ็บ หนามด้านหลังหักไปบางส่วน ขาหน้าข้างหนึ่งบิดผิดรูป
แต่มันยังยืน
ร่างสูงติดหนามเงยหน้าขึ้นในทิศที่รถของพวกเขาหายไป
รอบตัวมัน เงาเล็กกว่าหลายเงาค่อย ๆ โผล่จากหิมะทีละตัว
ไม่มีคำสั่งที่มนุษย์ได้ยิน
ไม่มีคำรามแบบสัตว์หิว
มีเพียงความนิ่งที่เหมือนฝูงทั้งหมดกำลังรับข้อมูลเดียวกันพร้อมกัน
เส้นทาง
ความร้อน
กลิ่นเลือด
จังหวะหัวใจ
และบางสิ่งที่ดังเกินกว่าจะเป็นของมนุษย์ธรรมดา
ในรถ ลูน่ากอดเสื้อคลุมแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
นิกซ์ยกมือแตะหน้าอกเหมือนมีอะไรเคาะจากด้านใน
คาเอลมองถนนข้างหน้า ความหนาวจากพายุไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาขนลุกอีกต่อไป
แจ็กซ์ขับต่อไปท่ามกลางหิมะที่เริ่มบางลง เสียงเครื่องยนต์ยังดังต่ำเหมือนสัตว์แก่ที่ฝืนเดินต่อแม้ร่างกายใกล้พัง ทุกคนในรถนิ่งเกินกว่าจะเรียกว่าพัก แต่เหนื่อยเกินกว่าจะระวังเต็มที่
ผ่านไปนานกว่าสิบนาที ลูน่าพูดขึ้นเบามาก
“มันไม่ได้หลงสัญญาณล่อนานเลย”
แจ็กซ์มองกระจกหลัง
“แปลว่ามันฉลาดมาก”
นิกซ์ตอบก่อนใคร
“แปลว่ามันเรียนรู้เราได้จริง ๆ”
รถเคลื่อนหายไปในม่านหิมะเบาบาง เหลือเพียงรอยล้อสองเส้นทอดยาวบนถนนสีขาว
ด้านหลัง ร่างสูงบนสันเนินยังคงยืนนิ่ง
มันไม่ได้กำลังตามล่า
มันกำลังเรียนรู้
และคืนนี้ มันได้เรียนรู้ชื่อของเหยื่อแล้ว…