หลังจากที่ปรึกษาหารือกันเรียบร้อยโดยมีหลี่หวังฟางพูดอยู่ฝ่ายเดียว เขาและจินเฉิงตัดสินใจว่าจะเดินตรงไปก่อน ของที่เด็กชายต้องหามี โสมสิบปี ไข่มุกแสงจันทร์และคัมภีร์สมุนไพร
"พี่เฉิงๆ ท่านต้องหาอะไรบ้างหรือขอรับ?"
"..." จินเฉิงไม่ตอบแต่ยื่นกระดาษมาให้แทน
"อืมๆ มีตังกุย แหวนมิติ แล้วก็...กระบี่เมฆา?" ของบางอย่างไม่น่าจะอยู่ในป่าได้เลย จะหาเจอทันหรือ?
"ของข้ามีโสมสิบปี ไข่มุกแสงจันทร์และคัมภีร์สมุนไพรขอรับ พี่เฉิงมีความเห็นว่าอย่างไงบ้างขอรับ?"
"..."
"..." อย่าเงียบสิขอรับ
"หาโสมสิบปีกับตังกุยก่อน ไข่มุกแสงจันทร์มักอยู่ในถ้ำ ส่วนที่เหลือค่อยคิดอีกที.." เป็ประโยคที่ยาวที่สุดั้แ่รู้จักกันมา และมีประโยชน์มาก ๆ เลย
"ตกลงตามนั้นขอรับ"
อย่างที่บอกไปการหาโสมสิบปีกับตังกุยเป็อะไรที่ง่ายสุดเนื่องจากที่เป็พืชสมุนไพรทั้งคู่และหาได้ตามป่าทั่วไป ใช้เวลาไม่ถึงเค่อก็ได้ของทั้งสองอย่างมา ต่อไปต้องหาแหล่งน้ำที่มีถ้ำเพื่อเอาไข่มุกแสงจันทร์ จะต้องเริ่มจากฝั่งไหนดีละ ซ้าย ขวา หน้า หลัง?
"ทางนี้" ขณะที่กำลังเลือกทางอยู่ จินเฉิงก็จับจูงมือเล็กให้เดินตามไปทางซ้าย แต่เดี๋ยวนะ ทำไมต้องจับมือด้วยเล่า?
"พี่เฉิง มือขอรับมือ"
"เดี๋ยวหลง"
"เอ่อ.." เขามิใช่เด็กแล้วนะ!
ทั้งคู่เดินกันไปสักพักโดยมีจินเฉิงเป็คนนำทางและมีหลี่หวังฟางที่ถูกจูงเหมือนเด็ก ๆ เดินตามอยู่ บอกให้ปล่อยมือจินเฉิงก็เมิน เขาบอกว่าเดี๋ยวหลง จากนั้นก็ปล่อยเบลอคำทักท้วงจากคนเด็กกว่า
ผ่านไปพักใหญ่ในที่สุดก็เจอลำธาร เราเดินสำรวจไปสักพักจินเฉิงก็เสนอให้เดินไปดูต้นทางของน้ำ ใช้เวลาไม่นานก็พบกับน้ำตกขนาดใหญ่ แต่ต้องหาถ้ำตามที่จินเฉิงบอก..
อ๊ะ ใช่แล้ว! มันต้องมีแน่ๆ
เหมือนเด็กชายจะคิดบางอย่างออกไม่รอช้าเขารีบเดินไปใกล้ ๆ น้ำตก ปีนไปด้านหลังน้ำตกและเด็กชายก็พบถ้ำ มันถูกซ้อนไว้หลังน้ำตกจริง ๆ ด้วย! ต้องขอบคุณความจำเมื่อชาติก่อนหน้านี้ จำได้ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ถูกเรียกว่านิยาย แน่นอนว่าในนิยายมักจะมีฉากที่ตัวเอกไปเที่ยวน้ำตกแล้วเจอถ้ำลับ! ฮ่าๆๆ แค่คิดเล่น ๆ แต่ก็เจอจริง ๆ
"พี่เฉิง ดูเหมือนตรงนี้จะเป็ถ้ำขอรับ"
"เข้าไปดู"
"ขอรับ"
"เดี๋ยว" หมับ มือของเด็กชายถูกโดยจินเฉิงอีกครั้ง
ท่านกลัวข้าหลงอีกแล้วหรือ เด็กชายมองมือที่ถูกจับกุมด้วยความรู้สึกที่อธิบายยาก แต่ก็ไม่ได้สะบัดออกเพราะรู้ว่าคงไม่มีทางหลุดออกง่าย ๆ เป็แน่
ภายในถ้ำค่อนข้างมืด ยิ่งเดินเข้าไปลึกมากเท่าไรก็ยิ่งมืดจนแทบมองทางไม่เห็น ดีที่จับมือจินเฉิงอยู่ไม่งั้นหากันไม่เจอแน่ไม่รู้ว่าเดินอยู่นานแค่ไหน เส้นทางภายในถ้ำนั้นมีทางเดียวยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไรก็รู้สึกว่าทางมันแคบลงเรื่อย ๆ
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบมีเพียงเสียงเท้าที่กระทบพื้นและสะท้อนไปทั่วบริเวณ จนผ่านไปไม่นานในที่สุดก็เจอแสงสว่างอยู่ไม่ไกล
เมื่อออกมาจากทางที่มืดมิดมาเจอแสงสว่างแบบกะทันหันทำให้สายตาต้องใช้เวลาปรับแสงสักพัก พอลืมตาขึ้นมาก็ต้องตะลึงในความสวยงามที่เป็อยู่ตรงหน้า เบื้องล่างเป็บึงน้ำสีมรกตขนาดใหญ่ ้ามีรูไม่ใหญ่มากแต่พอให้มีแสงส่องลงมาตรงกลางบึงที่มีศิลาตั้งอยู่
บนศิลาดูเหมือนจะมีบางอย่างวางอยู่ด้วย แต่ทั้งคู่มองไม่เห็นเพราะมันไกลจากที่ยืนอยู่มาก
"พี่เฉิง ข้าคิดว่าน่าจะมีอะไรวางอยู่ตรงนั้น"
"อืม ระวังตัวด้วย" พวกเราเดินลงไปข้างล่าง ปัญหาหลักคือจะไปตรงกลางบึงอย่างไง
เด็กชายชะโงกดูเงาน้ำ มันเป็บึงที่มีน้ำลึกและกว้างใหญ่จนไม่รู้เลยว่าจุดสิ้นสุดความลึกของบึงแห่งนี้อยู่ตรงไหน ให้ว่ายไปไม่น่าจะไหว ใช้วิชาตัวเบาก็ไม่น่าถึง ถ้าเหาะไปได้ก็ดีนะสิ คิดได้แต่ทำไม่ได้
"เอาเยี่ยงไรดีเล่า"
ในตอนนั้นเองพื้นน้ำก็ได้สั่นไหวอย่างรุนแรง มีบางอย่างปรากฏขึ้นมาเหนือผิวน้ำ สัตว์อสูรระดับกลางมันมีรูปร่างคล้ายปูแต่มีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าปกติหลายร้อยเท่าตัว กระดองของมันเป็สีดำและมีหนามแหลมคมขึ้นอยู่เต็มไปหมด หลี่หวังฟางที่เห็นดังนั้นก็ตื่นเต้นขึ้นมา ตัวเขาไม่เคยได้ต่อสู้แบบจริงจังมาก่อนหลังจากมาเกิดใหม่นี้ ดังนั้นนี้จะเป็การต่อสู้แรกที่เขาจะได้ลองใช้วิชาอันน้อยนิดที่เรียนมา เขารู้สึกตื่นเต้นแบบสุด ๆ
ฉับพลันมันตวัดก้ามแขนใหญ่ของมันมาทางที่พวกเขาอยู่ทันทีที่โผล่ขึ้นมาจากน้ำ
หลี่หวังฟางกับจินเฉิงะโหลบไปคนละทาง ดูท่าแล้วต้องจัดการเ้าปูั์ตัวนี้ก่อนแล้วค่อยหาวิธีข้ามบึงไป เด็กชายเร่งคิดหาวิธีจัดการเ้าปูั์ไปพลางะโหลบการโจมตีไปเรื่อย ๆ มีการปล่อยพลังปราณโจมตีกลับไปบ้างแต่ก็ทำอะไรมันไม่ได้เลย เพราะพลังที่เด็กทั้งสองปล่อยไปเป็แค่ก้อนพลังที่ไม่ได้มีพลังโจมตีอะไรเลย นั้นเป็เพราะทั้งคู่ยังไม่ได้ร่ำเรียนวิชาที่จะให้ในการต่อสู้จริง ๆ นะสิ
ถึงหลี่หวังฟางจะพัฒนาเร็วแค่ไหนแต่อี๋หยินและอี๋หยาไม่สามารถสอนทักษะการต่อสู้ให้ได้จริง ๆ เด็กชายจึงต้องมาศึกษาไกลถึงสำนักเหินฟ้า ความรู้ที่มีคงเป็แค่วิชาดาบ แต่ตอนนี้ไม่มีดาบวิชาที่มีจึงใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้
เ้าปูั์เห็นว่าพวกมนุษย์หลบการโจมตีของมันได้หลายครั้ง มันก็ส่งเสียงร้องแหลมด้วยความโมโห เด็กชายเลยใช้โอกาสนั้นะโไปหาจินเฉิง
"ตอนนี้เราไม่มีอาวุธ ถ้าสู้มือเปล่าเห็นทีจะไม่น่ารอดนะขอรับ"
"อืม อสูรปูระดับกลางมักจะใช้ก้ามของมันในการโจมตี ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ทำให้มันขยับตัวค่อนข้างช้า หนามแหลมคมที่อยู่บนกระดองของมันมีพิษระวังอย่าไปโดนเข้าล่ะ" จินเฉิง ท่านช่างมีความรู้เยอะเสียจริง ๆ
"เช่นนั้นเราจะจัดการมันอย่างไรดีขอรับ?"
"ตอนน--" ตู้ม! ยังไม่ทันได้คุยต่อก็โดนขัดโดยเ้าปูั์เสียก่อน มันตวัดก้ามใหญ่ ๆ โจมตีมาอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเมื่อกี้
หลี่หวังฟางขมวดคิ้วไม่พอใจ ตวัดตามองเ้าปูั์ที่มาขัดบทสนทนา อะไร โมโหแล้วพลังเยอะขึ้นหรือไง กล้าดีอย่างไงมาขัดการสนทนาของพวกเขา ถ้าข้าหาวิธีจัดการเ้าได้ข้าจะนำเ้ามาทำเป็อาหารเที่ยงเสียเล-- อ่ะ
พลัก--ตู้ม!!
"อาหวัง!!" จินเฉิงร้องขึ้นอย่างใเมื่อคนตัวเล็กโดนเ้าปูั์ฟาดตกลงน้ำอย่างแรงแบบไม่มีออมมือ มันเล่นทีเผลอ!! หลี่หวังฟางคนนี้ขอสาบานเลยว่าก่อนที่จะออกไปเขาจะฆ่ามันและเอามันมาเป็อาหารเที่ยงให้จงได้!
หลังจากที่อสูรปูจัดการฟาดเ้ามนุษย์อวดดีลงน้ำแบบไม่ออมมือแล้วมันก็มองดูผลงานตัวเองด้วยความพึงพอใจสักพักก่อนจะหันไปจัดการมนุษย์อีกคนที่ทำท่าจะะโลงไปหวังช่วยเพื่อนของมัน
ตู้ม! มันฟาดก้ามแขนงาม ๆ ของมันกั้นทางไม่ให้มนุษย์อวดดีตรงหน้าไปช่วยเพื่อนได้ เ้าปูั์เริ่มคิดว่าจะจัดการมนุษย์ตรงหน้าอย่างไรดีและมันก็คิดออก มันจะทำการตัดเ้ามนุษย์อวดดีตรงหน้าออกเป็สองส่วน หึหึ มันคิดได้ก็ไม่รอช้าทำการโจมตีทันที
แต่จินเฉิงหาใช่คนอ่อนแอไม่เขาหลบการโจมตีของอสูรปูตรงหน้าได้อย่างสบาย ๆ แต่จะให้โจมตีกลับคงทำได้ยาก อีกอย่างเขาเป็ห่วงอีกคนที่ตกน้ำไปตอนนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะขึ้นมามากกว่า
อสูรปูเริ่มโมโหอีกครั้งที่จับจินเฉิงไม่ได้เสียที มันเริ่มฟาดทุกอย่างอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้นประกายบางอย่างขึ้นมาทางด้านหลังของอสูรปู เมื่อมองดี ๆ นั้นคือหลี่หวังฟางกำลังถือกระบี่มีสีฟ้าขาวลายเมฆาอยู่
"ข้ากลับมาแล้วไอปูั์!! " ฉับ ฉับ! กระบี่ที่อยู่ในมือร่างเล็กถูกตวัดฟันข้อต่อตรงก้ามแขนของอสูรปูอย่างแรงทำให้ก้ามของมันกระเด็นออกจากตัวไปคนละทิศคนละทาง
"หึหึหึ บังอาจมาลอบทำร้ายข้าหรือ!" ว่าแล้วก็ไปฟันขาของอสูรปูอย่างรวดเร็ว
"จงมาเป็อาหารให้ข้าซะดีๆ!"
ตู้ม! ร่างกายที่ไม่มีขาช่วยในการทรงตัวทำให้ตัวของอสูรปูล้มลงนอนกับพื้นอย่างช่วยไม่ได้ ปิดท้ายด้วยการที่ร่างบางทำการฟันร่างของมันออกเป็สองส่วนดังเช่นที่มันเคยคิดจะทำกับจินเฉิง และศึกอสูรปูก็จบลงแต่เพียงเท่านี้
"เ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่? " จินเฉิงเดินมาจับตัวเด็กชายหมุนไปมาเมื่อเห็นว่าไม่เป็อะไรจึงปล่อยออกด้วยความโล่งใจ
"พี่เฉิงเล่าขอรับ าเ็หรือไม่? " จินเฉิงส่ายหน้าตอบ
"แล้วเ้าเอามันมาจากไหน? " ว่าพลางมองกระบี่ในมือของเด็กชายด้วยความสงสัย
"อ๋อ ข้าเห็นมันอยู่ใต้น้ำเลยหยิบมา"
"อืม"
"กระบี่เมฆาเป็สิ่งที่ท่านต้องหา เอาไปเถอะขอรับ" หลี่หวังฟางยื่นส่งให้โดยที่จินเฉิงรับไว้โดยไม่คัดค้าน
จะว่าไปทำไมเอากระบี่ไปทิ้งไว้ใต้น้ำ ถ้าไม่สังเกตดีๆ หรือถ้าไม่ลงน้ำคงไม่เห็น ไม่สิ ใครไม่จะไปหาเจอ ถ้ำก็หายาก! น้ำก็ลึก! ใครมันคิดการทดสอบบ้า ๆ นี้ขึ้นมา! หงุดหงิดไปก็ชักหิว เอาปูมาย่างกินดีไหมเนี่ย
"เดี๋ยว! นั้นเ้าจะทำอะไร" จินเฉิงทักขึ้นเมื่อเห็นว่าเด็กชายกำลังจะััอสูรปู
"ท่านไม่หิวหรือขอรับ?"
"ข้าหิว"
"เช่นนั้นก็ทำกินกันเถอะ"
"หยุดมือเ้า! แล้วถอยออกมา" หลี่หวังฟางไม่เข้าใจว่าทำไมจินเฉิงถึงดูใขนาดนั้น แต่เด็กชายก็ทำตามที่บอกโดยถอยออกมาสองก้าวไม่คิดแตะหรือััศพอสูรปูั์ตรงหน้าอีก ก่อนจะหันไปถามด้วยความสงสัย
"มีอะไรหรือขอรับ? "
"อสูรปูตัวนี้กินมิได้มันมีพิษ ถ้าเ้ายังไม่อยากเกิดใหม่ก็ถอยออกมาเสีย" อ่า..มีพิษหรือ จริงสิ เ้าปูั์เ้ารอดตัวไปนะ!
"เ้ารออยู่นี้ เดี๋ยวข้าไปเอาของที่อยู่กลางบึงให้เอง"
"ท่านจะไปเอาอย่างไรหรือขอรับ? " ว่ายน้ำไป? เหนื่อยจะตายเพราะมันไกลจากฝั่งมาก กว่าจะถึงไม่โดนตะคริวกินไปก่อนหรือ ใช้วิชาตัวเบาก็ไม่ถึงหรอก บิน? บ้าใครมันบินได้กัน..
"ข้าจะขี่กระบี่ไป" นั้นสิตอนนี้ก็มีกระบี่ขี่กระบี่ไปก็ได้ เหตุใดเขาถึงได้โง่ถึงเพียงนี้หน๋อ
ใช้เวลาไม่นานจินเฉิงก็กลับมาพร้อมคัมภีร์สมุนไพรกับไข่มุกแสงจันทร์ หลี่หวังฟางชักสงสัยจริง ๆ เสียแล้วว่าใครมันเป็คนเอาของมาซ้อน ซ้อนที่ยาก ๆ ไม่พอซ้อนที่เดียวกันสามอันอีก แต่ดูเหมือนวันนี้เขาจะโชคดีมากที่หาเจอทั้งหมด แบบนี้คือควรดีใจสินะ
พอออกมาข้างนอกทั้งคู่ก็นั่งพักและหาอะไรกินก่อนที่จะทำการทดสอบต่อ
ระหว่างนี้ขอสรุปง่าย ๆ ตอนนี้ของที่เด็กชายต้องหาก็ครบแล้ว เหลือแต่ของจินเฉิงที่เหลือหาอีกหนึ่งอันนั้นคือ แหวนมิติ
ส่วนเวลาคาดเดาได้ว่าน่าจะเหลือประมาณสามถึงสี่ชั่วยามและปัญหาหลักคือเราไม่รู้ว่าจะไปหามันมาจากไหน