ตอนที่ 14
พลบค่ำมาเยือนอีกครั้ง เหล่าผู้คนมากมายต่างกลับบ้านกลับช่อง ผู้ทำมาหาเลี้ยงชีพล้วนแต่เก็บผลประกอบการนำกลับบ้านมา บ้างก็ได้น้อย บ้างก็ขาดทุน เพียงเมื่อกลับถึงบ้านพบเจอครอบครัว แม้ว่าจะเศร้าหมองเพียงใด อาหารมื้อค่ำพร้อมครอบครัวจะช่วยบรรเทาและเพิ่มกำลังใจให้สู้ในวันต่อไปเสมอ
ภายในป่าเหว่ยซึ่งเป็สถานที่ตั้งของบ้านน้อยในป่าไผ่ เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในขณะที่ดวงตะวันตกลับขอบฟ้าอาภรณ์สีขาวตัดทองดูแล้วช่างขัดตากับธรรมชาติรอบกาย
“บ้านน้อยกลางป่าไผ่หรือ? เข้าใจคิดนะ” ผู้มาเยือนยิ้มที่มุมปากก่อนจะเดินเข้าไปยังตัวบ้าน
บริเวณข้างบ้านหลังเล็กนี้ตั้งไว้ด้วยศาลาขนาดไม่ใหญ่มาก แสงไฟจากตะเกียงดวงเล็กแม้ว่ามันพอจะสาดส่องไล่ความมืดไปได้ไม่มากนัก แต่ก็ยังสามารถให้ความสว่างภายในศาลาได้ ภายใต้หลังคานี้คล้ายจะมีหนึ่งหญิงสาวและหนึ่งเด็กชายนั่งอยู่ โต๊ะที่คั่นกลางทั้งสองถูกเรียงรายด้วยจานชามที่มีอาหารอยู่สองสามชนิด
“นี่เ้า...” ผู้มาใหม่เมื่อเดินมาถึงศาลาแล้วมันก็ตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้าของมัน
เด็กชายที่นั่งรับประทานอาหารโดยมีหญิงสาวยิ้มมองอยู่นั้น บัดนี้กำลังใช้พลังิญญาบังคับตะเกียบคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก ผลส้มที่ลอยอยู่ด้านข้างคล้ายจะถูกปอกลอกเปลือกโดยกระแสพลังสีแดงอ่อนๆ
“อ๊ะ.. อาจารย์!” เด็กชายเมื่อเห็นผู้มาเยือนแล้วมันก็ดีใจลิงโลด มันรีบลุกขึ้นวิ่งมาหาเทพกิเลยสายฟ้าทันที
“คารวะพี่เจี้ยน!” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มทั้งทีมีอาหารอยู่ในปาก
“เจี้ยนเหล่ย.. เ้ามาก็ดี ดูที่เสวี่ยน้อยทำสิ!” เหว่ยซานกล่าวทักทาย
“เ้ากินข้าวไปเถอะ” เจี้ยนเหล่ยว่าแล้วมันก็เดินเข้ามาใจ้ร่มศาลาก่อนจะนั่งลงด้านข้างที่นั่งหยุนเสวี่ยเฟิง เด็กชายเห็นดังนั้นมันก็กลับมานั่งที่เดิม พร้อมกับเพ่งพลังิญญาใส่ตะเกียบอีกครั้ง
“เป็อย่างไร เสวี่ยน้อยดูคล้ายจะเป็อัจฉริยะ” เหว่ยซานยิ้ม ทางด้านเจี้ยนเหล่ยที่มานั่งก็เริ่มสังเกตุเด็กชายด้านข้างนอกจากมันจะใช้พลังิญญากับตะเกียบและผลส้มแล้ว มันยังใช้แยกเนื้อปลาย่างอีกจานให้ลอยมาไว้ในชามบะหมี่สามอย่างนี้ล้วนแต่ทำไปพร้อมๆกัน
“เ้าทำได้อย่างไร?” เจี้ยนเหล่ยหางคิ้วกระตุก มันอดไม่ได้ที่จะไถ่ถามทันที
“ั้แ่พี่ซานซานตั้งโจทย์ให้ข้าว่า.. ให้ใช้จะเกียบคีบเส้นบะหมี่โดยใช้พลังิญญาควบคุม ข้าก็ลองฝึกดู”
ได้ยินหยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเช่นนั้น เจี้ยนเหล่ยพลันหางคิ้วกระตุก หันไปสบตากับเหว่ยซานที่หัวเราะคิก
“ใครจะไปรู้ว่าเสวี่ยน้อยจะทำได้จริงๆ” เหว่ยซานกล่าวขัดเสียก่อนที่เจี้ยนเหล่ยจะถาม เทพกิเลนสายฟ้าก็ถอดถอนหายใจ มองเด็กน้อยที่เริ่มบังคับให้เมล็ดส้มลอยออกมาแล้วจึงนำเข้าปาก
“แล้วเ้าก็บ้าไปทำตามที่นางบอก?” แม้เจี้ยนเหล่ยจะรู้คำตอบแล้ว แต่มันก็ยังคงถามเพื่อความแน่ใจ บัดนี้มันไม่รู้ตัวเลยว่าใบหน้าของมันจะยิ้มหรือบูดเบี้ยวกันแน่
“ก่อนที่พี่เจี้ยนจะมา พี่ซานซานบอกว่าให้ข้ากินให้เสร็จก่อนแล้วค่อยตอบคำถามของนาง” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็กินส้มอีกครึ่งลูกที่เอาเมล็ดออกแล้ว
‘เ้าเด็กคนนี้ ดูจะเปลี่ยนไป’ เทพกิเลนหันไปสบตากับเหว่ยซานที่ยังคงยิ้มไม่หุบ
เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงได้ซัดทุกอย่างเข้าท้องเสร็จแล้ว มันก็เรอออกมาเสียงดัง เหว่ยซานจึงห้ามปรามพร้อมทั้งสอนเื่มารยาทบนโต๊ะอาหารอีกครู่ใหญ่
“ทีนี้จะบอกได้หรือยังว่าเ้าทำได้อย่างไร? ผู้ใช้ิญญาโดยปกติแล้ว เพียงแค่ใช้พลังห่อหุ้มสิ่งของควบคุมให้มันลอยได้เท่านั้น อย่างมากก็เพียงสี่ห้าอย่างเท่านั้น มิได้ทำซับซ้อนได้เช่นเ้า” เจี้ยนเหล่ยเป็ฝ่ายเริ่มถาม มันหยิบขวดสุราออกมาจากมิติเก็บของแล้วจึงควบคุมให้มันเทใส่จอกใบเล็ก
“เรียนตามตรง ข้านั้นเพียงจินตนาการว่าพลังิญญาที่ใช้นั้นเป็มืออีกข้างของข้า.. เพียงแต่ต้องใช้สมาธิแยกแยะโดยละเอียดเมื่อใช้ควบคุมสิ่งของหลายอย่าง อีกทั้งยังต้องฝึกควบคุมปริมาณพลังิญญาในหน่วยที่ละเอียดเอามากๆ” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็บังคับจานชามบนโต๊ะครั้งละหลายชิ้นมาซ้อนรวมกัน
“เป็ความดีความชอบของพี่ซานซานคนนี้เอง ที่ให้เสวี่ยน้อยทดลอง” เหว่ยซานกล่าวพลางกอดอกเชิดใบหย้าขาวผ่องขึ้น
“เป็เื่สนุกของเ้าสิไม่ว่า มีอย่างที่ไหน ให้ศิษย์ทำในสิ่งที่เป็ไปไม่ได้” เจี้ยนเหล่ยหน้านิ่วแย้ง
“แต่เสวี่ยน้อยก็ทำได้นี่?”
“นับว่ายังดีที่เ้ามิได้สอนให้มันสลายพลังิญญาตนเอง”
“แล้วข้าจะให้เสวี่ยน้อยทำอย่างนั้นทำไมกัน” เหว่ยซานหางคิ้วกระตุก หยุนเสวี้ยเฟิงเริ่มรับรู้ถึงการปะทะคารมณ์ของทั้งสองคับคล้ายคับครา
“เชิญพวกท่านสทนากันต่อเถิด ข้าจะเก็บจานชามไปล้างเสียก่อน” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวขัด เด็กชายรู้สึกได้ว่าอาจารย์ของมันทั้งสองมีเื่ต้องปรึกษาหารือกัน
“เช่นนั้นก็ดี เสวี่ยน้อยจะอาบน้ำแล้วเข้านอนเลยก็ได้ พี่สาวคงต้องร่ำสุราเสียหน่อย” เหว่ยซานว่าแล้วก็ใช้พลังิญญาควบคุมขวดสุรารินใส่จอก
เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงบังคับให้จานชามลอยขึ้นมาแล้ว มันก็เดินจากทั้งสองไป เจี้ยนเหล่ยมองตามเด็กชายจนหายลับไปที่มุมบ้านไม้แล้ว มันก็เอ่ยขึ้นว่า
“เป็อย่างไรบ้าง ข้าไม่อยู่ไม่กี่วัน เ้าเด็กน้อยดูจะเปลี่ยนไป”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น.. บางทีนี่อาจจะเป็นิสัยที่แท้จริงของเสวี่ยน้อยก็ได้” เหว่ยซานเริ่มคิดถึงสามวันที่ผ่านมา เมื่อไม่มีเื่ราวให้หยุนเสวี่ยเฟิงต้องทุกข์ใจ เด็กน้อยคนนี้ก็ดูจะกลับกลายเป็คนละคน
“่แรกที่เราพบเจอมัน อาจเป็เพราะชีวิตของมันเจอมรสุมเข้าพอดี ที่เ้ากล่าวมาก็ดูมีเหตุผล... แล้วระหว่างที่ข้าไม่อยู่ เ้าได้สอนอะไรให้มันบ้าง?” เจี้ยนเหล่ยกล่าวทีก็ยกสุราขึ้นดื่นที เหว่ยซานที่เห็นอย่างนั้นก็ลองยกดื่มบ้าง แต่ทันใดนั้นนางก็สำลักออกมาทันที
แคก แคก
“นี่หรือรสชาติสุรา พวกเ้าดื่มเข้าไปได้ยังไงกัน” เหว่ยซานน้ำตาไหล แม้ว่าสิ่งนี้จะหอมชวนดื่ม แต่รสชาติกลับไม่ได้เื่เสียเลย เจี้ยนเหล่ยเห็นดังนั้นมันก็หัวเราะออกมา
“เ้ามิได้อยู่ในอารมณ์ให้อยากดื่ม สุรานี้จะยิ่งมีรสชาติเมื่อเ้ามีเื่ให้ขบคิด”
“แสดงว่าเ้าใช้เวลาขบคิดเื่บางเื่อยู่บ่อยครั้ง ข้าจึงบอกทุกครั้งว่าให้เ้าผ่อนคลายเสียบ้าง” เหว่ยซานกล่าวก่อนจะยกน้ำเปล่าดื่มแทน
“เ้าช่วยวกกลับเื่เดิมก่อนได้ไหม สรุปแล้วเ้าได้สอนอะไรให้มันบ้าง?” เจี้ยนเหล่ยถอนหายใจ
“มีเพียงการสอนใช้พลังิญญาเบื้องต้น กับให้ฝึกตำรายุทธพื้นฐานของสายกระบี่และดาบ อ้อ..ยังมีมีดด้วย” เหว่ยซานนับนิ้วในมือพลางเงยหน้าขึ้นคล้ายจะนึกย้อนอยู่
“คำนวนจากวันที่ข้าไปกลับราชวัง สมควรจะเป็เวลาทั้งหมด6วัน ประเดี๋ยว! เข้าเด็กน้อยใช้เวลาฝึกเพียงหกวันหรอกหรือ?” เจี้ยนเหล่ยถลึงตา มันตบโต๊ะพลันลุกยืนขึ้น แต่เหว่ยซานกลับชี้นิ้วแตะปากกล่าวว่า
“จุ๊จุ๊ สี่วันแรกสร้างบ้านหลังนี้ จากนั้นจึงฝึกตำรายุทธสามเล่มจบในหนึ่งวัน ส่วนการใช้พลังิญญานั้น.. ่บ่ายที่ผ่านมานี้เอง” ได้ยินเช่นนั้นเทพกิเลนกลับคล้ายถูกดึงิญญาออกจากร่าง มันทรุดตัวลงนั่งอีกครั้ง ดวงตาของมันเหมือลอยไปชั่วขณะ
‘บ้าไปแล้ว’ เป็ความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัว แต่แล้วเหว่ยซานก็กล่าวเรียกสติของมันกลับมาอีกครั้ง
“แล้วเ้ากลับราชวังไปเป็อย่างไรบ้าง? เ้าจะอยู่ที่นี่อีกกี่วัน?”
“องค์จักรพรรดิมิได้ขุ่นเคืองเ้า อยู่ที่เ้าเลือกว่าจะไปเป็ราชครูหรือไม่ ส่วนที่ข้ามานั้น ข้าเพียงแค่แวะมาเสวนาเล็กน้อยก็จะออกเดินทางไปยังเมืองถังิทันที” เจี้ยนเหล่ยกล่าว เหว่ยซานที่ได้ยินดังนั้นนางก็หยิบม้วนสาส์นออกมาจากมิติเก็บของส่งให้เจี้ยนเหล่ย
“นี่คือจดหมายจากเสวี่ยน้อยถึงคนในสำนักอาทิตย์เหมันต์ ข้าฝากเ้าเอาไปส่งได้หรือไม่?” เหว่ยซานกล่าวเสียงเบานางสอดส่องไปรอบกายคล้ายจะมีลับลมคมใน แต่เจี้ยนเหล่ยนั้นมิได้สนใจนัก มันเพียงพยักหน้าก่อนจะเก็บม้วนสาส์นไป
“จริงสิ เห็นว่าเ้าเด็กน้อยสนใจกระบี่หนักอะไรนั่น ข้าจึงเบิกคลังสมบัติราชวังมาให้มัน” เจี้ยนเหล่ยว่าแล้วมันก็หยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาจากมิติเก็บของ ปกตำรานั้นเป็สีดำตัดขอบด้วยสีแดง เหว่ยซานมองดูชื่อสลักคราหนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า
“เป็ตำราเฉพาะ เรียนได้เพียงผู้เดียว เ้าคงจะมิได้เพียงเบิกของจากราชวังมาแน่แท้”
“ตามที่ข้าเคยบอกไว้ว่าข้าจะเตรียมการเพื่อเวลานั้น สิ่งนี้เป็ของที่องค์จักรพรรดิพระราชทานให้เ้าเด็กน้อย” เจี้ยนเหล่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง มันวางตำราสีดำแดงบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปให้หญิงสาว
“ข้าก็หวังว่าเ้าจะรักษาสัญญาดังเช่นที่ให้ไว้ สามปีคงเพียงพอสำหรับข้า” เหว่ยซานแววตาสั่นไหวเล็กน้อย
“ข้าจะเตือนเ้าเป็ครั้งสุดท้าย ความรักมันเป็สิ่งที่ดีงามเสมอ เพียงแต่เ้าต้องทำให้มันถูกต้อง” เจี้ยนเหล่ยถอนหายใจ
“ข้าได้ตัดสินใจจะมอบวาสนาของข้าให้เสวี่ยน้อยแล้ว เ้ามิต้องกล่าวสิ่งใดให้เสียเวลาอีก”
“เช่นนั้นก็ตามใจเ้า หากว่าเ้ามอบวาสนาให้มันแล้ว วันหนึ่งที่วาสนามันนำพาไปหาผู้อื่น หวังว่าเ้าจะทำใจเผื่อไว้เช่นนั้น”
“หากไม่ทำสิ่งใด ค่าตอบแทนก็คือการจากลา หากเสวี่ยเฟิงเลือกผู้อื่น ก็ยังคงเป็การจากลาเช่นกัน ข้าย่อมต้องเลือกที่จะมอบวาสนาให้เสวี่ยน้อย การเลือกกระทำกับไม่กระทำ มันแตกต่างกัน!” กล่าวถึงตรงนี้น้ำเสียงเหว่ยซานกลับกลายเป็แข็งกร้าวทันที ไม่ทราบว่าเจี้ยนเหล่ยได้กล่าวกระทบถูกจุดหรือไม่
“เฮ่อ.. สตรีย่อมงมงายในรัก” เจี้ยนเหล่ยถอดถอนหายใจ มันยกสุราขึ้นดื่มจนหมด
“ผู้ใดมีชีวิต ย่อมต้องรู้จักรัก มิได้แบ่งแยกเพศแยกลักษณ์ทั้งสิ้น” เหว่ยซานแย้ง บัดนี้ใบหน้าของนางกลับกลายเป็ยิ้มแย้มอีกครั้ง เมื่อพบว่าหยุนเสวี่ยเฟิงกพลังเดินเข้ามาหา
“ตามใจเ้าเถิดสหายข้า เมื่อครบสามปีหวังว่าตอนนั้นเ้าจะยังคงมีรอยยิ้มเช่นวันนี้” เจี้ยนเหล่ยกล่าวแล้วก็ลุกขึ้น มันหันไปหาหยุนเสวี่ยเฟิงที่กำลังเดินมาแล้วกล่าวต่อว่า “เด็กน้อย ข้าเพียงแวะมาหาไม่นาน ตอนนี้ก็ถึงเวลาต้องเดินทางต่อแล้ว”
“ท่านจะไปที่ใดหรือพี่เจี้ยน?” หยุนเสวี่ยเฟิงเอียงใบหน้าฉงน บุคคลนี้ไปมาคล้ายรวดเร็ว แม้ค่ำคืนยังคิดจะออกเดินทาง
“ที่ๆข้าจะไปล้วนเป็โลกกว้างใหญ่ วันหน้าไว้ข้าจะพาเ้าไปบ้าง” เจี้ยนเหล่ยตบบ่าเด็กชาย มันหันมามองตำราสีดำแดงบนโต๊ะแล้วจึงกล่าวกับเด็กน้อยต่อว่า “ในฐานะอาจารย์.. ข้ามีของขวัญให้เ้า ข้าออกเดินต่อล่ะ”
หยุนเสวี่ยเฟิงมองตามสายตาของเจี้ยนเหล่ยไปบนโต๊ะ แม้ว่ามันอยากจะรีบเข้าไปดูตำราสีแดงดำนั้นเพียงใด แต่บัดนี้เจี้ยนเหล่ยกำลังจะออกเดินทาง มันจึงค้อมคำนับอาจารย์ชายของมันเสียก่อน
“ศิษย์อำลาอาจารย์ ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
“ดีมากเด็กน้อย แล้วพบกันใหม่” เจี้ยนเหล่ยหันไปโบกมือให้เหว่ยซานคราหนึ่ง จากนั้นมันก็เร่งเร้าพลังิญญาสีทองออกมา สองเท้าก็ค่อยๆลอยขึ้นเหนือพื้น จากนั้นจึงะเิพลังออกมา ร่างของเทพกิเลนสายฟ้าก็กลายเป็ดวงแสงพุ่งขึ้นไปบนฟากฟ้า
หยุนเสวี่ยเฟิงยืนมองดวงแสงสีทองหายลับไปจากขอบฟ้าแล้ว มันจึงเดินเข้าไปหาเหว่ยซาน
“พี่ซานซาน.. สุราเป็อย่างไรบ้าง” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อได้กลิ่นหอมหวล มันจึงอยากลองลิ้มรสบ้าง
“เสวี่ยน้อยลองชิมดูสิ” เหว่ยซานยื่นจอกเหล้าของนางที่ดื่มไม่หมดให้เด็กชาย หยุนเสวี่ยเฟิงดมดูก่อนจะยกขึ้นจิบดูพร้อมกันนั้นเองที่มันก็สำลักออกมาทันที
“แคก แคก รสชาติแย่ชะมัด” หยุนเสวี่ยเฟิงน้ำหูน้ำตาไหล มันไม่รอช้า ยกน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มแล้วบ้วนออกล้างปากทันที
“ฮิฮิ ได้รู้ว่ามันไม่อร่อยั้แ่ตอนนี้ วันหน้าจะได้ไม่ต้องดื่มมัน” เหว่ยซานกล่าว พร้อมกันนั้นก็ดันเลื่อนหนังสือบนโต๊ะมาให้หยุนเสวี่ยเฟิง
‘เคล็ดวิชายุทธระดับเก้า เพลงกระบี่ดับตะวัน (เรียนรู้ได้เพียงผู้เดียว)’ เป็คำสลักบนปกตำราที่หยุนเสวี่ยเฟิงได้รับมาหยุนเสวี่ยเฟิงเกือบจะดีใจเป็ลิงโลด แต่มันกลับสงสัยข้อความบรรทัดล่างตัวเล็กๆเสียก่อน
“เรียนรู้ได้เพียงผู้เดียว.. แต่ตำรานี้ใครๆก็เปิดอ่านได้ไม่ใช่หรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงถาม
“ตำราที่เรียนรู้ได้เพียงผู้เดียว เสวี่ยน้อยต้องแผ่ััเข้าไปเรียนรู้ด้านในตำรา” ว่าแล้วเหว่ยซานก็กางตำราออกมาแบบสุ่มหน้า หยุนเสวี่ยเฟิงมองตามก็พบว่าด้านในตำรานี้ไม่มีรูปและตัวหนังสือใดๆเลย
“ข้าลองตอนนี้เลยได้หรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงอดรู้สึกตื่นเต้นมิได้
“ตามใจเสวี่ยน้อย พี่สาวจะไปอาบน้ำเสียก่อน.. เ้าไปเข้านอนก่อนแล้วค่อยลองใช้ตำราก็ได้ จะได้มิต้องเจอยุงข้างนอกนี้หามไปซะก่อน” เหว่ยซานว่าแล้วนางก็ลุกเดินจากไป ส่วนเ้าเด็กน้อยตอนนี้มันก็ลิงโลด รีบเดินเข้าบ้านหลังน้อยไปในทันที
หยุนเสวี่ยเฟิงในขณะนี้ได้ผลัดเปลี่ยนเป็ชุดนอนแล้วก่อนหน้านี้ที่อาบน้ำเสร็จ มันล้มตัวนอนบนเตียงนุ่มก่อนจะนำตำราสีแดงดำขึ้นมาชูขึ้นเหนือใบหน้า แล้วจึงแผ่พลังิญญาเข้าไป วินาทีนั้นเองตำราสีแดงดำที่มันจ้องอยู่ก็ทอแสงขึ้นมา สติของเด็กชายพลันถูกฉุดให้เข้าไปอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดจินตนาการ
ภายในห้วงภวังค์นี้ทุกอย่างกลับกลายเป็เพียงความมืดมิด กลุ่มหมอกควันทอแสงสีแดงจางๆลอยล่องไปรอบๆพื้นที่หยุนเสวี่ยเฟิงพบว่าตัวมันกลับลอยตัวอยู่ท่ามกลางห้วงภวังค์ไร้ก้นบึ้งนี้
‘ที่นี่คือ?’ ยังไม่ทันที่หยุนเสวี่ยเฟิงจะสงสัยอะไรใดๆ ภายในหัวของมันก็บังเกิดเป็ข้อมูลบางอย่างไหลแล่นเข้ามาในหัว
‘เพลงกระบี่ดับตะวัน มี9ขั้น ระดับขั้นจะแปรผันตามระดับของพลังิญญา ผู้เรียนรู้จะต้องสามารถใช้พลังปราณธาตุความมืด แสงสว่าง ไฟ และสายฟ้า อย่างน้อยที่ระดับต่ำ และและเรียนรู้พื้นฐานการใช้กระบี่แล้ว หาก้าเรียนรู้ให้ใช้พลังิญญาระดับอย่างน้อย10 เพื่อปลดผนึกเป็เ้าของเคล็ดวิชา’
ตุบ!
ยังมิทันที่หยุนเสวี่ยเฟิงจะได้คิดการใดๆ ตำราที่มันชูขึ้นในท่านอนก็พลันตกลงมากระแทกใบหน้าของมัน บริเวณสันอันหนาเตอะ เคาะกับหน้าผากของมันจนเกิดเสียงและความเ็ป
“อูย..”
หยุนเสวี่ยเฟิงคราง มันหยิบตำราบนหน้าออกมาวางไว้ข้างหมอนก่อนจะทบทวนข้อมูลที่มันได้รับมา
‘ข้าต้องเรียนรู้การใช้พลังปราณก่อน’ หยุนเสวี่ยเฟิงคิด ไม่นานนักเหว่ยซานที่อาบน้ำเสร็จก็เดินเข้าห้องมา หยุนเสวี่ยเฟิงรู้ได้ในทันทีว่ามันจะต้องทำสิ่งใด
“ฮิฮิ” เหว่ยซานหัวเราะคิกเมื่อเห็นเด็กน้อยขยับเป็นอนตะแคงหันหน้าไปอีกด้าน นางก็ถอดอาภรณ์ออกแล้วจึงมุดผ้าห่มผืนหนามานอนด้านข้างเด็กชาย
“พี่ซานซาน ตำรานี้ต้องใช้พลังปราณธาตุระดับต่ำ มันหมายความว่าอย่างไร พลังธาตุนั้นมีระดับด้วยหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงถาม มันยังนอนท่าเดิม ดวงตาจ้องมองตะเกียงด้านข้างเตียงนอน
“พื้นฐานของการใช้พลังปราณก็คือการใช้พลังิญญาชักนำธาตุทั้ง9ออกมาใช้ แต่ละธาตุนั้นจะมีระดับไล่ั้แ่ ต่ำกลาง สูง สุดขั้ว” เหว่ยซานกล่าว นางนอนตะแคงหันไปหาเด็กชาย
“แล้วเราจะต้องทำยังไงเพื่อเรียนรู้ที่จะชักนำพลังปราณออกมาใช้ และจะทำยังไงเพื่อเลื่อนระดับ?”
“เื่เริ่มเรียนรู้นั้นเสวี่ยน้อยมิต้องห่วง พี่สาวมีหินพลังธาตุระดับต่ำให้เ้าเรียนรู้แล้ว ส่วนการจะเพิ่มระดับอย่าไรนั้นพรุ่งนี้พี่สาวจะสอนอีกที.. ตอนนี้เ้าควรจะนอนได้แล้ว” เหว่ยซานว่าแล้วก็เอื้อมมือไปลูบหัวเด็กชายเบาๆ และนางยังคงลูบอยู่อย่างนั้นจนเ้าตัวน้อยผลอยกลับไป
บริเวณใจกลางของมหาทวีปเทียนฉิน อันเป็ที่ตั้งของเมืองหลวง แสงสีภายในเมืองหลวงยังคงส่องสว่างไม่เว้นแม้กระทั่งกลางคืน ผู้คนต่างมีการทำมาค้าขายทั้งกลางวันและกลางคืน แม้ว่าจะมีผู้คนพลุกพล่านไปทั่วสารทิศ แต่ถึงกระนั้นเมืองหลวงนี้ก็ยังมีเขตที่ผู้คนไม่ค่อยสันจรผ่านไปมาสักเท่าใดนัก
บริเวณตรอกซอยแห่งหนึ่งคล้ายจะเงียบสนิทที่หนึ่ง แสงจากตะเกียงข้างทางส่องให้เห็นป้ายด้านหน้าโรงน้ำชาที่ยังคงเปิดรับแขกรอบดึก
‘โรงน้ำชาหลิว’ เป็ชื่อที่สั้น แต่ผู้คนในเมืองนี้ต่างก็ขนานนามว่าเป็โรงน้ำชาที่เงียบสงบที่สุด ด้านในโรงน้ำชาแห่งนี้มิได้ใหญ่โตโอ่อ่าอันใด พื้นที่ตรงกลางเป็พื้นที่สำหรับชงชา บรรดาลูกค้าที่มาพักผ่อนจะนั่งบนที่นั่งนุ่มนวลเพื่อรอรับน้ำชาอย่างสงบ บนโต๊ะที่ใช้วางชุดน้ำชาจะถูกสลักไว้ด้วยบทกวีมากมายที่โด่งดัง
ท่ามกลางความเงียบสงบในร้านน้ำชา เวลานี้กลับมีเพียงบุรุษสองคน คนหนึ่งนั่งหลับตาด้วยความสงบ เฝ้ารอบุรุษผู้ชราภาพกำลังชงชาด้วยศิลปะการชงชาในร้านน้ำชาแบบดั้งเดิม
“นานเพียงใดแล้วที่เราผู้เฒ่ามิได้ชงชาให้แก่ท่าน.. ครั้งสุดท้ายที่ท่านมานั้น คล้ายว่าจะเนิ่นนานมาแล้วหรือเพียง่ดึกของวันคืนก่อน..” ชายชรากล่าวพลางก็ชงชาไปพลาง บุรุษผู้ที่นั่งสงบมิได้ลืมตาขึ้นมา เพียงแต่ว่ามันหยิบม้วนคัมภีร์ขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วคลี่แผ่ออกมา
“โอ... บทกวีนี้ เหตุใดจึงได้กล่าวเช่นนั้นกันเล่า? อยู่ต่อไป จะอยู่ในกรงต่อหรือไรกัน?” ชายชราเมื่อได้อ่านแล้วก็สายหัวถอดถอนหายใจ บุรุษผู้ที่นั่งอยู่พลันลืมตาขึ้นมาก็พบว่าเบื้องหน้าของตนนั้น บัดนี้ได้มีชุดน้ำชาพร้อมให้ดื่มมาวางไว้แล้ว
“ท่านธิดาเทพได้บอกว่าท่านก็จะกล่าวเช่นนี้” บุรุษในชุดสีขาวเอ่ยตอบ มันรินน้ำชาลงในแก้วแล้วยกขึ้นมาสูดดม
“ท่านธิดาเทพยังคงมีความข้องใจกับทุกอย่าง เพียงแต่ข้าผู้ชรานั้น จะว่าชราก็ยังมิอาจจะตีความบทกวีนี้ได้อย่างถ่องแท้ ช่างน่าละอายใจนัก..” ชายชรากล่าวคล้ายจะเลื่อนลอย แต่ก็แฝงไว้ด้วยถ้อยคำที่กลั่นกรองมาด้วยความคิดแล้ว
“อืม.. เช่นนั้นก็ต้องรอดูกันต่อไป ผู้ที่อยู่ในบทกวีนี้จะอยู่ในกรงต่อหรือจะได้โบยบิน” บุรุษชุดขาวกล่าว ดวงตาของมันหลับลงอีกครั้งเพื่อซึมซับความสงบภายในโรงน้ำชายามดึก
“โบยบิน.. หากได้โบยบิน ก็แสดงว่าบทกวีนี้ยังมิได้จบ” ชายชรากล่าวอย่างเลื่อยลอย
จบตอน.