คนงาน I
“เข้ามาเลยไอ้น้อง วันนี้ข้าจะทำให้เ้าปรับพฤติกรรมเอง!” มันพูดพร้อมกับพุ่งตัวมาใส่เขาอย่างรวดเร็ว อคีล่าหลบไม่ทันจึงถูกมันคร่อมและต่อยเข้าที่ใบหน้าสามที
หมัดที่สี่จากวอลลักซ์ถูกอคีล่าจับเอาไว้และออกแรงบิดจนข้อมือของมันแทบหัก ปีศาจที่ตัวโตกว่าเขาเล็กน้อยร้องลั่นก่อนถูกหน้าผากของเขากระแทกเข้าที่ปลายคาง อคีล่ายันศอกและสะบัดตัวอออกจากการเกาะกุม เขาลุกขึ้นยืนก่อนพุ่งตัวแลกหมัดกับปีศาจอันธพาลที่กำลังคุกเข่ากุมข้อมืออยู่ คราวนี้เขาเป็ฝ่ายอยู่เหนือและกระหน่ำชกมันคืนอย่างรวดเร็ว แต่อีกฝ่ายที่แรงมหาศาลไม่แพ้กันก็สะบัดตัวหลุดจนได้ อคีล่าถูกผลักกระเด็นออกไปด้านข้าง
ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังจะลุกขึ้นตั้งท่า อคีล่าก็ลุกขึ้นหมุนตัวหมายจะกระแทกศอกซ้ายเข้าที่ใบหน้าของมัน ทว่าโซ่ที่ล่ามด้วยลูกตุ้มมันรั้งขาขวาจึงทำให้ชายหนุ่มสะดุดล้มกะทันหัน
วอลลักซ์ที่เืไหลอาบใบหน้ากำลังจะเงื้อหมัดจะชกเขาที่นอนคว่ำอยู่บนพื้น แต่โชคดีที่เขาพลิกตัวหลบได้ทัน ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ขาขวาเริ่มแผลงฤทธิ์ แต่ชายหนุ่มพยายามเก็บสีหน้าเอาไว้ เขาจะไม่มีวันแสดงความกลัวต่อปีศาจอันธพาลพวกนี้เป็อันขาด
ปีศาจอันธพาลเช็ดเืสีดำที่กำลังไหลอาบดวงตาและพุ่งตัวมาหาเขาอีกครั้ง ดวงสีมรกตเหลือบมองลูกตุ้มที่วางอยู่ เขากัดฟันใช้สองมือยกโซ่ขึ้นมาและจ้องมองการเคลื่อนไหวของวอลลักซ์ เมื่อได้จังหวะเขาก็พุ่งตัว ใช้โซ่นั้นโอบเข้าเข้าที่หน้าท้องของศัตรูจนสุดวงแขน มือขวาและมือซ้ายสลับโซ่เพื่อดึงรัดตัววอลลักซ์ที่พุ่งเข้ามาเอาไว้อย่างรุนแรง แรงของปีศาจตัวโตดันตัวชายหนุ่มจนหงายหลัง
แผ่นหลังของอคีล่ากระแทกกับพื้นดินแข็งจนแตกร้าว เขาดึงรัดสายโซ่สุดแรงก่อนออกแรงดันตัวไปอยู่้าของคู่ต่อสู้ กัดฟันใช้หน้าผากกระแทกศีรษะเข้าที่ปลายคางของอีกฝ่ายซ้ำครั้งที่สอง วอลลักซ์จึงใช้แขนจับตัวของอคีล่าเอาไว้เพื่อจะใช้หน้าผากกระแทกคืน แต่ชาย้าก็เอียงหน้าหลบทันและดึงสายโซ่ให้รัดแน่นขึ้นไปอีก
สองชายล้มลุกคลุกคลานท่ามกลางสายตาของคนงานคนอื่นๆ ที่มองการต่อสู้ที่ป่าเถื่อนนี้อย่างตกตะลึง
ในขณะที่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยง อคีล่าก็ไม่ปล่อยสายโซ่ เขาดึงมันให้รัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ วอลลักซ์กระแทกศอกเข้าที่แผ่นหลังของเขาหลายทีจน ชายผมสีเพลิงจึงแรงเฮือกสุดท้ายดึงตัวคนงานอันธพาลขึ้นมายืนสองขาด้วยกัน ก่อนดันตัวคนที่ร่างใหญ่กว่าไปหาลูกต้มของตนที่วางแน่นิ่งอยู่ไม่ไกล เมื่อได้จังหวะก็ใช้ขาซ้ายเกี่ยวขาขวาของคนที่ร่างใหญ่กว่าให้ล้มลงกระแทกกับลูกพันธนาการสีดำ
เสียงกระดูกซี่โครงหักดังลั่น ปีศาจอันธพาลกรีดร้องเสียงดังก่อนร้องขอให้เขาคลายโซ่อย่างน่าสมเพช อคีล่าปล่อยสายโซ่และยืดตัวขึ้น พละกำลังที่อ่อนแรงทำให้แทบไม่มีแรงกำหมัด ข้อศอกซ้ายจึงถูกใช้กระแทกเข้าที่ขมับขวาของศัตรูอย่างรุนแรง
เสียงโห่ร้องเงียบลงเมื่อพวกเขาเห็นว่าวอลลักซ์สลบไป รินเดปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับหญิงสาวผมบลอนด์ที่ตัดผมสั้นระต้นคอ ชายหนุ่มผมสีดำประกายน้ำเงินอีกคนที่เดินตามมาปรบมือเสียงดังก้อง
“เป็การต่อสู้ที่ป่าเถื่อนได้ใจข้าจริงๆ” เขาผิวปาก “ท่านเวสเตอร์คงต้องพาตัวเขาไปพักผ่อนแล้วล่ะครับ”
ทั้งวอลลักซ์และอคีล่าถูกพาตัวไปรักษา คนที่ปรบมือให้เขาออกคำสั่งให้ปลดโซ่ตรวนออก ชายหนุ่ทไม่เคยโล่งสบายอย่างนี้มาก่อน หญิงสาวผมสั้นที่บอกว่าตนชื่อ แอทเทย่า ทาร์นี กำลังใช้เวทที่พวกเขาเรียกว่าคาถาน้ำรักษาชายหนุ่มอดีตมนุษย์ ความเ็ปบริเวณใบหน้าและแผ่นหลังค่อยๆ เลือนหายไป แต่ข้อเท้าที่เป็แผลมานับอาทิตย์นั้นยังไม่หาย
“สมกับเป็อดีตอัศวินัจริงๆ สู้ได้ยอดเยี่ยมและไม่ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีแม้แต่ปลายเล็บ” ปีศาจที่บอกว่าตนเป็นักรบลำดับที่สองนามว่า เฟลิกซ์ คาลิกซ์ ยังคงพูดไม่หยุด
“ข้าอยากกลับไมนีเซีย” อคีล่าเอ่ยเสียงเรียบในขณะที่แอทเทย่ายังทำการรักษาอยู่
“ไม่ได้หรอก เ้าไม่ใช่มนุษย์อีกแล้ว” เฟลิกซ์ตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ถ้าข้าปล่อยเ้าไปก็เท่ากับว่าดินแดนของเรากำลังจะมอดไหม้”
“ข้าต้องกลับไปลาคอส ข้าอยากรู้ว่าพวกเขายังสบายดี” เขาจ้องดวงตาสีนิลของเฟลิกซ์ รู้สึกเริ่มชินกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่ารังสีเวทแล้ว
เพิงพักโทรมๆ ใกล้เหมืองมรกตที่อคีล่าพักผ่อนมาร่วมอาทิตย์ปกคลุมไปด้วยความเงียบ อคีล่ากำมือแน่นราวกับข่มกลั้นความโกรธเอาไว้ “ข้า...กลายเป็ปีศาจจริงๆ หรือ” ชายหนุ่มหลับตาและเอาฝ่ามือกุมหัวอย่างจนปัญญา
“ในที่สุด วันนี้ก็มาถึง…วันที่ตัวตนที่แท้จริงของลูกตื่นขึ้น” คำพูดจากความฝันอันน่ากลัวยังคงค้างคาในหัวสมอง “ถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับตัวเ้า อย่าใ” ใบหน้าของท่านพ่อลอยเข้ามา “เ้าแตกต่างจากคนทั่วไป” ความสับสนเข้าครอบงำอดีตมนุษย์ราวกับน้ำป่าที่ไหลท่วม น้ำตาที่ข่มกลั้นเอาไว้จากหลายเหตุการณ์ไหลออกมาโดยที่ควบคุมไม่ได้ ความเสียใจประดังประเดเข้ามาไม่มีสิ้นสุด ชายหนุ่มร้องไห้ต่อหน้าปีศาจที่ชั่วร้าย
“เขาเป็อะไร” เสียงองค์หญิงแดนปีศาจกำลังดังเข้ามาใกล้
“เหมือนจะเก็บกด” แอเทเทย่าตอบเสียงเรียบ “เหมือนจะยังหลอกตัวเองว่าไม่ใช่ชาวโลหิตสีดำโดยสมบูรณ์”
เชลีน่ามองชายหนุ่มผมสีเพลิงด้วยสายตาที่เวทนา วันนี้นางไม่เห็นเขาที่เหมือง จึงถามคนแถวนั้น ได้ความว่ามีเื่ชกต่อยก็เลยจะมาดูเสียหน่อย มนุษย์ที่หยิ่งในศักดิ์ศรีมาตลอดสองอาทิตย์ ตอนนี้กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ราวกับเด็กน้อยที่หาบ้านไม่เจอ
“พวกข้าแฝงตัวเข้าไปที่เมืองมนุษย์ได้ห้าปีก่อน” เฟลิกซ์เริ่มพูดหลังจากที่เขาเลิกร้องไห้ “ข้ารู้จักลอร์ดเฮนรี่ และข้ารู้จักเ้า อคีล่า ฟอลคอน เ้าเป็อัศวินัที่ไม่เคยมาเยือนแวนเดียเลยแม้แต่ครั้งเดียว ข้าเคยบอกพ่อของเ้าแล้วว่าให้ล้มเลิกความคิดที่จะผูกมิตรนั่นเสีย แต่เขาก็ยืนยันว่าต่อให้ต้องตายก็ไม่กลัว สองอาทิตย์ก่อนที่เ้าจะตายในสนามประลองมาเรน่า ข้าเห็นกับตาว่าเ้าตายไปแล้ว และบิดาของเ้าก็ตายและถูกเสียบหัวประจานหน้าประตูวัง”
“เ้าจะพูดอีกทำไม” อคีล่านั่งหันหลังให้เหล่าปีศาจ เพราะอับอายที่เสียน้ำตาให้พวกเขาได้เห็น
“ข้าไม่รู้ว่าเ้า...จะกลายเป็ปีศาจ จนกระทั่งองค์หญิงส่งข่าวมาบอกว่ามีปีศาจที่อ้างว่าตัวเองเป็มนุษย์ และข้าเข้าใจถูกต้องว่านั่นคือเ้า” เฟลิกซ์เงียบไปสักพัก “พวกข้าจะให้เ้าพักผ่อนก่อน”
“มีอะไรก็บอกข้ามาเถอะ มันคงไม่มีอะไรที่แย่กว่านี้อีกแล้ว” อคีล่าพูดอย่างคนสิ้นหวัง
“องค์าาอยากบอกเ้าเองน่ะ ข้ามาวันนี้เพราะจะมายืนยันว่าตระกูลฟอลคอนยังสบายดี” เฟลิกซ์พูดจบก็เดินออกจากห้องไป ตามด้วยแอทเทย่า รินเดอยากจะดูอาการของอคีล่าต่อ ทว่าองค์หญิงยังไม่เดินออกไป และเมื่อเห็นสายตาของนางเขาก็รู้ทันทีว่าเขาเป็ฝ่ายที่ต้องปลีกตัวก่อน
“เ้าจะมาตามดูข้าตอนนอนด้วยหรือไง”
“ตอนเป็มนุษย์เคยพูดจาแล้วฟังรื่นหูบ้างไหม” เชลีน่าพูดพลางกลอกตา “ข้ามีเื่จะถาม” ชายหนุ่มยังคงนั่งหันหลังให้เธอ เชลีน่าจึงเดินอ้อมมาอีกฝั่ง พินิจพิเคราะห์ชายหนุ่ม ใบหน้าที่ดูไม่ได้กำลังหายดี ดวงตาสีมรกตที่เคยแข็งกร้าวดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “แค่คำถามเดียว แล้วข้าจะไป”
“...ว่ามาสิ”
“มารดาของเ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มผมสีเพลิงนิ่งงันไปสักพัก ก่อนตอบเสียงเบา “ราซาลิน”
“ขอบใจ” นางเอ่ยเสียงเบา เขาได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้นห่างออกไป ทว่านางก็ได้ทิ้งท้ายคำพูดเอาไว้ “...อยู่เหมืองมรกตมาสองอาทิตย์ คงได้รู้แล้วนะ ว่าปีศาจและมนุษย์ ก็เคียดแค้นและอันธพาลได้เช่นเดียวกัน”
ชายาุโท่าทางใจดีกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายใจที่สวนอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง ผมสีเทาซีดและการแต่งกายที่ดูเรียบร้อยตลอดเวลาทำให้เขาดูเป็คนเ้าระเบียบในเวลาเดียวกัน มือข้างขวาใช้ถือหนังสือเล่มเก่าไว้อ่าน อีกมือหนึ่งถือแก้วน้ำชาใบเล็ก
พฤติกรรมที่ชายคนนี้กำลังทำอยู่ช่างขัดกับชาวปีศาจเหลือเกิน ไม่มีปีศาจตนไหนชื่นชอบกลิ่นของน้ำชาจากดินแดนมนุษย์เช่นเขา ชายาุโคงจะไม่ถูกปากกับเครื่องดื่มของดินแดนปีศาจสักเท่าไร
“อืม เย็นเสียแล้ว” มือแกร่งที่ล่วงเลยไปตามกาลเวลาวางหนังสือและแก้วน้ำชาลง แล้วจึงหยิบถือเอาก้นกาน้ำสีดำขึ้นมา กลุ่มไฟก้อนเล็กๆ ลุกล้อมรอบกานั้นชั่วครู่ ไอน้ำหอบเอากลิ่นหอมจางๆ ของใบชาชั้นดีอบอวลไปทั่ว ชาหอมกรุ่นเป็สิ่งเดียวที่เคเนดิสยอมรับว่าพวกมนุษย์มีหัวคิดที่ยอดเยี่ยม เพราะที่แดนปีศาจปลูกของพรรค์นี้ไม่ขึ้น ถึงปลูกได้ก็มีชีวิตอยู่แค่อาทิตย์เดียว
ชั่วขณะนั้นเอง องค์หญิงั์ตาสีอเมทิสต์ก็ปรากฏกายขึ้นต่อหน้าเขา เคเนดิสใจนแก้วชาแทบร่วง องค์หญิงที่ดำรงตำแหน่งนักรบลำดับที่หนึ่งนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามเขา แววตาของนางไม่พอใจและสับสนอย่างเห็นได้ชัด
“ปกติองค์หญิงไม่ไร้มารยาทเช่นนี้ แต่ข้าจะไม่ถือโทษ องค์หญิงคงจะมีเื่ที่กังวลใจเป็อย่างมากใช่หรือไม่” เขารินชาให้เธออย่างใจเย็น เชลีน่ายกชาขึ้นจิบเบาๆ สีหน้าของเธอบูดบึ้งหลังจากลิ้มรสชาเขียวจากเมืองมนุษย์
“ทำไมท่านอาและท่านอาจารย์ถึงปิดบังข้า”
“ปิดบังเื่อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง” ดวงตาสีซีดมองอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู
“เื่ท่านราซาลิน ที่แท้นางก็ไม่ได้หายสาบสูญ นางไปอยู่กับพวกมนุษย์เองงั้นรึ”
ผู้เป็อาจารย์ยกกาน้ำชาวางลงเบาๆ พลางขมวดคิ้ว นั่งขบคิดบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นเล็กน้อย
“…อย่าพูดเสียงดังพ่ะย่ะค่ะ เื่นี้จะให้ชาวเมืองรู้ก็คงเป็อันตรายต่อคีล่า องค์หญิงอย่าได้ถือโทษโกรธข้าเลย ข้าและองค์าาแค่ไม่อยากให้องค์หญิงตอนเก้าขวบบุกไปในแดนมนุษย์เท่านั้นเอง”
เชลีน่าตวัดสายตาไปทางอื่น ยกมือกอดอกระงับอารมณ์ด้านลบของตน “พวกท่านทำให้ข้ารู้สึกผิด ข้าโทษท่านราซาลินทุกครั้งที่นึกได้ว่านางทิ้งข้าโดยไร้เหตุผล” หญิงสาวเอ่ยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าก็นึกได้ตั้งนานแล้วว่าทั้งสีผมและต่างหูนั่นคืออะไร ข้าควรจะถามเขาตั้งนานแล้ว”
“องค์หญิงไม่ได้บอกเขาใช่ไหม ว่าตัวตนของเขาคือใคร” เคเนดิสเอ่ยเสียงเข้ม
“ข้าไม่ได้บอกอะไรแก่เขา” เชลีน่าพูดเสียงเบา
“ดีแล้วล่ะพ่ะย่ะค่ะ เพราะเขาจะต้องเรียนรู้ว่าเขากำลังจะเป็ใครด้วยการกระทำของเขานับจากนี้ไป”