ตอนที่ 37 เชิญไปทานอาหาร
ตอนที่ 37 เชิญไปทานอาหารผู้คนต่างหลีกทางให้เซิงห่าวในทันที"นายน้อยเฉิง......" บางคนเดินมาถึงข้างตัวของเฉิงจื่อหาว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจซ่อนการแสดงออกที่ผิดปกติบนใบหน้านั้นได้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต่างได้ยินได้ฟังคำพูดของเซิงห่าวกันไปแล้วตอนนี้เฉิงจื่อหาวรู้สึกอับอายขายขี้หน้ามาก ในที่สุดเขาก็ผลักฝูงชนออกไปและเดินตรงไปที่ประตูเมื่อออกมาจากประตูของโรงเรียนแล้ว เขาก็ได้มาสถานที่ห่างไกลที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านเท่าไรนัก เอาโทรศัพท์ออกมาแล้วกดโทรออก ได้ต่อสายไปที่เบอร์โทรของชายร่างกายกำยำใหญ่โตนั่น โทรศัพท์ได้ถูกรับสายอย่างรวดเร็วเมื่อเฉิงจื่อหาวเห็นว่ามีคนรับโทรศัพท์ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบร้อนถามไปว่า : "คนเป็นยังไงบ้าง? "ไม่มีเสียงที่ปลายอีกด้านหนึ่งของโทรศัพท์ เขารู้สึกว่าท่าไม่ค่อยดีอยู่เล็กน้อย ทีนี้เมื่อเขากำลังคิดอยากที่จะพูดต่อไปอีกนั้น อีกทางด้านหนึ่งของโทรศัพท์ ทันใดนั้นที่ปลายสายก็มีเสียงเปิดประตู หลังจากนั้นก็ได้มีเสียงชายคนหนึ่งดังเข้ามาในสาย ชายคนนั้นเขาตะโกนมาประโยคหนึ่งว่า : "สารวัตรหลี่ คุณรับสายโทรศัพท์ของผู้ต้องหาไปทำไมกัน? " หลังจากนั้นจึงค่อยส่งเสียงชู่วเมื่อเฉิงจื่อหาวได้ยินดังนั้น เขาก็รู้สึกตกใจมาก รีบร้อนวางสายโทรศัพท์ไปในทันที เขาพังโทรศัพท์ที่อยู่บนพื้นด้วยความกระวนกระวาย จนทำให้โทรศัพท์ตกแตกออกเป็นชิ้นๆ หลังจากนั้นก็ทิ้งไปให้ไกลที่สุดเขาไม่คาดคิดเลยว่ากลุ่มของพวกชายร่างกำยำใหญ่โตนั้น ตอนนี้โทรศัพท์ของอีกฝ่ายจะตกไปอยู่กับทางตำรวจเสียแล้ว เป็นไปได้ว่าอีกไม่นานเท่าไรนัก จะต้องสามารถสืบสาวมาถึงเขาได้อย่างแน่นอนช่วงเวลานั้น เขาก็ได้ตื่นตระหนกขึ้นมาจริงๆ หลังจากที่เซิงห่าวได้เปิดเผยเฉิงจื่อหาวเรียบร้อยแล้วนั้น ก่อนอื่นเขาจะต้องกลับบ้าน แทบจะตลอดทั้งวันเขาก็ยังไม่ได้กลับบ้านเลย เป็นไปได้ว่าคนที่บ้านจะต้องเป็นห่วงเขามากอย่างแน่นอน เขายังไงก็ต้องกลับไปบอกกล่าวว่ายังอยู่ปลอดภัยดีตอนนี้เขายังไม่ได้ถูกถอนคำสั่งที่ถูกลงโทษให้พักการเรียน ดังนั้นเขาก็ไม่สามารถที่จะกลับไปที่โรงเรียนได้ชั่วคราว หลังจากที่กลับบ้านแล้ว เขาจึงทำได้แต่เพียงอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน เป็นเหตุผลให้เมื่อถึงช่วงยามบ่ายเขาจะไปเยี่ยมหลินเหยาที่โรงพยาบาล จากนั้นก็อยู่แต่ในบ้านรอประกาศจากทางโรงเรียนหลังผ่านไปได้ไม่กี่วันสิ่งที่เฉิงจื่อหาวได้ทำไปนั้นไม่นานก็ได้ถูกสอบสวนจนได้ข้อสรุป ทางโรงเรียนได้ลงบันทึกความผิดพลาดครั้งใหญ่นี้ไว้ ตลอดทั้งเดือนเขาไม่ได้ปรากฎตัวที่โรงเรียนเลย และเซิงห่าวก็สามารถกลับโรงเรียนเพื่อเรียนต่อได้ตั้งแต่แรกแล้ว……เซิงห่าวก็ได้กลับมาใช้ชีวิตของการเป็นนักเรียนอีกครั้งหลังเลิกเรียนในวันนี้ เขาพึ่งจะออกมาถึงหน้าประตู ก็ได้ถูกรถยนต์คันหนึ่งขวางเอาไว้แล้ว ประตูรถยนต์ได้เปิดออก หลินเหยาก็กระโดดออกมาเธอโพสต์ท่าหนึ่งตรงเซิงห่าวจนทำให้เขาชะงักไป เธอหัวเราะฮิฮิแล้วพูดว่า : "ตึงตึงตึงตึง คุณหนูอย่างฉันกลับมาแล้ว! "หลังจากพักรักษาตัวมาแล้วหนึ่งเดือน บาดแผลบนใบหน้าของเธอหายสนิทแล้ว ใบหน้าที่บวมแดงเปลี่ยนกลับมาเป็นผิวที่ขาวผ่องแล้ว ในขณะเดียวกันนั้นเธอก็ได้หลุดพ้นจากผลกระทบที่ถูกลักพาตัวได้หลินเหยาที่พึ่งกลับมาได้เพียงไม่กี่วันนั้น เธอได้ฝันร้ายแทบจะทุกคืน ภายหลังก็ได้รับการบำบัดจากจิตแพทย์ จนค่อยๆ ออกมาจากความมืดมนนั้นได้สำหรับการมาถึงของเธอ เซิงห่าวก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง : "เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ? "และในเวลานี้เอง หลินรั่วเฉินก็ได้เดินออกมาจากอีกทางด้านหนึ่ง เขาเดินมาถึงข้างกายของเซิงห่าว บนใบหน้านั้นแสดงถึงความจนปัญญาเล็กน้อย แต่ทว่าแววตานั้นกลับจริงใจเป็นอย่างมาก "เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณที่เธอได้ช่วยหลินเหยากลับมา ฉันเลยอยากจะขอเชิญเธอไปร่วมทานอาหารด้วยกันสักมื้อเพื่อแทนคำขอบคุณ ความจริงยังคิดจะรอให้เธอเลิกเรียนก่อนแล้วค่อยมาเชิญ แต่หลินเหยารบเร้าว่าต้องเป็นวันนี้เท่านั้น ไม่รู้ว่าเธอพอจะมีเวลาหรือเปล่า? "ยังไม่ทันรอให้เซิงห่าวตอบกลับ หลินเหยากลับเป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นก่อน : "เขาต้องมีเวลาอยู่แล้ว แล้วหนูก็รู้ว่าวันนี้เขาไม่มีเรียนรอบบ่าย” เพราะว่าอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่สาม หน้าที่ในการเรียนย่อมถือเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าอยู่แล้ว เมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็มีวันหยุดแค่วันเดียวแค่นั้น วันนี้พอดีกับเป็นวันเสาร์ จึงได้ทำให้ไม่มีเรียนคาบบ่ายอย่างแน่นอนเซิงห่าวพยักหน้าอย่างจนใจแล้วพูดว่า : "วันนี้ผมไม่มีเรียนตอนบ่ายอยู่แล้วครับ ถือว่ามีเวลาอยู่หรอก แต่ว่าเรื่องอย่างการไปกินข้าวนี้คงไม่ต้องหรอกนะครับ เพราะสุดท้ายแล้วที่หลินเหยาถูกลักพาตัวไปก็เป็นเพราะผมเป็นต้นเหตุเอง""พูดแบบนี้มาได้ยังไง? " หลินรั่วเฉินส่ายหัว "เรื่องในครั้งนี้จะโทษแต่เธอทั้งหมดก็คงไม่ได้ แต่ความจริงนั้นก็คือเธอได้ช่วยเหยาเอ๋อร์ไว้อยู่ดี"หลินเหยาพยักหน้า เธอได้ดึงแขนของหลินรั่วเฉินเอาไว้ เธอสั่นศีรษะ "ใช่แล้ว ยังไงก็ไม่ได้ให้นายมาเลี้ยงข้าวอยู่แล้ว แล้วนายจะปฏิเสธไปทำไม"การไปกินข้าวเซิงห่าวต้องไม่รังเกียจอย่างแน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเขาพึ่งเลิกเรียน และที่บ้านก็น่าจะทำอาหารเอาไว้แล้ว ดังนั้นเขาถึงได้มีอาการลังเลใจอยู่บ้าง ถึงอย่างไรหลินเหยาพวกเขามากันกะทันหันเกินไป"ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากไป" เซิงห่าวโบกมือไปมาออกอย่างจนปัญญา "เพียงแค่ฉันกลัวว่าที่บ้านจะทำอาหารเอาไว้เรียบร้อยแล้ว"เมื่อหลินรั่วเฉินได้ยินดังนั้น เขาก็ได้แต่พยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ ก่อนหน้านี้เขาได้รู้สึกว่า ที่บ้านของเซิงห่าวคงจะเตรียมอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เป็นเพราะว่าหลินเหยายังคงลากเขาจนต้องมาที่นี่ เขาก็ทำอะไรไม่ได้เขาเคาะไปที่หัวน้อยๆ ของหลินเหยาเบาๆ "ดูสิ ป๊าก็บอกว่าแล้วพรุ่งนี้ค่อยมา ต่อให้จะฉุกละหุกยังไงก็ต้องนัดกับคนอื่นเอาไว้ล่วงหน้าก่อนถึงจะได้ ไม่อย่างนั้นถ้าถึงเวลาที่ไม่สะดวกกันก็จะมีแต่กระอักกระอ่วนกันเปล่าๆ "คำพูดเชิงสอนพวกนี้ได้ทำให้หลินเหยาต้องแลบลิ้นออกมา เธอที่เพียงคิดแค่จะต้องทานข้าวกันเย็นนี้ก็ยังถือว่ากะทันหันจนเกินไป ปกติเธอมักจะทำอะไรก็ล้วนแต่จะเอาแต่ใจ เคยเหรอที่จะมาคิดอะไรมากมายถึงขนาดนั้นหลินเหยาได้แต่เพียงพูดขึ้นว่า : "ไม่อย่างนั้นนายก็ถามที่บ้านของนายสิว่าได้ทำอาหารเรียบร้อยแล้วหรือยัง ถ้าหากยังไม่ทำแล้วละก็ อย่างนั้นนายก็ไปกินข้าวด้วยกันกับพวกเราเถอะ"เดิมทีแล้วเซิงห่าวอยากที่จะปฏิเสธ แต่ทว่าเขาก็เข้าใจนิสัยของหลินเหยา ถ้าหากไม่ได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัดว่าที่บ้านของเขาทำอาหารเรียบร้อยแล้วละก็ เชื่อได้เลยว่าเธอจะทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เขาพยักหน้า แล้วเห็นด้วยที่จะไปกินข้าวด้วยกันให้ได้ : "อย่างนั้น.......ก็ได้"เขาเดินไปอีกด้านหนึ่งเพื่อที่จะโทรศัพท์ ไม่นานเท่าไรนักเขาก็กลับมา เขาพูดออกมาว่า : "ที่บ้านยังไม่ได้ทำอาหาร ผมบอกพวกเขาเรียบร้อยแล้วว่าไม่กลับไปกินข้าว พวกเราไปกันเถอะ"หลินรั่วเฉินเมื่อได้ยินดังนั้น กลับตำหนิออกมาว่า : "ในเมื่อยังไม่ได้ทำอาการ อย่างนั้นพวกเราก็ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ เธอรีบคุยกับคนที่หน้าหน่อยเร็วเข้า ให้พวกเธออย่างพึ่งทำอาหาร พวกเราไปรับพวกเขาด้วยกัน"“ห๊า?” เซิงห่าวอ้าปากค้างเค่อเซียนจูเป็นร้านที่เก่าแก่ที่เปิดมานานกว่าศตวรรษ เกือบทุกวันในช่วงเวลาของการรับประทานอาหาร ร้านอาหารนี้มักจะเต็มอยู่ตลอด แทบจะบอกได้เลยโต๊ะทุกตัวแทบจะต้องอาศัยคำว่าแย่งกันเพื่อให้ได้มาเลยทีเดียวเมื่อในตอนที่พวกหลินรั่วเฉินได้ไปถึง ด้านนอกของร้านอาหารเค่อเซียนจูก็เต็มไปด้วยรถยนต์หรูหราจอดไว้มากมายหลินเหยาก็เป็นคนแรกที่ได้กระโดดลงมาจากรถยนต์ เธอกระโดดลงมากก็ได้พูดกับเขาทั้งสองคนที่อยู่ในรถอย่างไม่เกรงใจว่า : "ถึงแล้ว พวกคุณทั้งสองคน รีบลงมาเร็วเข้า ฉันหิวแทบตายแล้ว "เซิงห่าวและหลินรั่วเฉินเดินลงมาจากรถ หลินรั่วเฉินก็มองไปที่เธออย่างจนปัญญา "เซิงห่าวเขายังไม่ได้พูดว่าหิวเลย ลูกมาอยู่ที่นี่แล้วตะโกนว่าหิวได้ยังไง"หลินเหยาเอาแต่แลบลิ้นออกมา : "หนูเป็นคนตรงไปตรงมา ว่ากันตามตรง เซิงห่าวนายก็ต้องหิวแล้วอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ"เรียนมาทั้งวันพึ่งเลิกเรียกก็ถูกลากมาแล้ว เซิงห่าวต้องหิวอยู่แล้วแน่นอน เขาพยักหน้าแล้วมองไปยังป้ายแผ่นนั้นตรงหน้าประตูของร้านเค่อเซียนจู : "ก็หิวอยู่นิดหน่อยแล้ว"หลินรั่วเฉินไม่คาดคิดเลยว่าจะได้ยินเซิงห่าวยอมรับว่าหิวแล้วได้อย่างผาเผยออกมาแบบนี้ เขาก็ได้ยิ้มขึ้นมา ถ้าหากเปลี่ยนเป็นคนอื่นแล้วละก็ เพื่อรักษาหน้าของตัวเองถึงแม่ว่าจะหิวแค่ไหนก็ไม่มีทางที่จะปล่อยให้เลยตามเลยแบบนี้อยู่แล้ว ชั่วขณะหนึ่งก็ได้ทำให้เขายิ่งเกิดความรู้สึกที่ดีต่อเซิงห่าวมากยิ่งขึ้นหลินรั่วเฉินโบกมือครั้งหนึ่ง พาทั้งสองคนเดินเข้าไป : "เอาล่ะ พวกเราเข้าไปกันเถอะ แต่ก็น่าเสียดายจริงๆ ไม่คิดเลยว่าคนที่บ้านของเซิงห่าวจะไม่มาด้วยกัน"เมื่อเซิงห่าวได้ยินเรื่องนี้ก็รู้สึกจนใจอยู่เล็กน้อย หลังจากที่เขาได้บอกเรื่องที่จะไปกินข้าวกับจงซิ่วฉินแล้ว เธอเพียงแค่กําชับสองสามคําเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องระวังในระหว่างมื้ออาหาร สำหรับเรื่องที่จะให้มากินข้าวด้วยกันนั้นเธอก็ปฏิเสธในทันที...