พ่อคะ...ของหนู / My Not–Daddy

    EP6 Clinical Silence, Private Reaction หมอยังสุภาพเงียบ...แต่กลไกข้างในเริ่มต้านไม่ไหว


    EP6 Clinical Silence, Private Reaction


    หมอยังสุภาพเงียบ...แต่กลไกข้างในเริ่มต้านไม่ไหว

    ขณะเดียวกัน ลินะเริ่ม จินตนาการมากกว่าที่ตัวเองควร


    เสียงช้อนแตะจานเงียบไปแล้ว

    หมอเรย์มันด์ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะ…
    มือลากปลายนิ้วเบา ๆ บนขอบถ้วยชา Darjeeling ที่อุ่นอยู่ครึ่งแก้ว


    เสียงฝนข้างนอกเบาบาง...แค่พอให้รู้ว่า “กรุงเทพคืนนี้จะไม่เงียบสนิท”



    แต่สิ่งที่เขาได้ยิน...ไม่ใช่เสียงฝน
    มันคือเสียงกลืนน้ำลายของเด็กสาวตรงข้าม

    ...เสียงนั้นไม่ได้ดัง

    แต่มัน ไม่ใช่ เสียงกลืนอาหาร
    และเขารู้ทันที


    ❝ เธอกลืนน้ำลาย เพราะมองริมฝีปากผม ❞
    ❝ และมือนั่น…ที่เงียบอยู่บนตัก กำลังบีบผ้ากระโปรงเบา ๆ ❞


    เขาไม่มองกลับทันที
    แค่ปล่อยให้เธอคิดว่า “เขาไม่รู้”


    แต่ในใจหมอ...

    ❝ ร่างกายของเธอตอบสนองไว…กว่าอารมณ์ที่เธอพยายามควบคุมไว้เสียอีก ❞
    ❝ น่าจะเป็๞เพราะน้ำเสียงของผม…หรือคำว่า pour vous ที่ผมลากเสียงนิดหน่อย? ❞

    ลินะนั่งตรง แต่แอบเหลือบ
    เธอมองที่ฟันของเขา...ตอนครูดเบา ๆ กับช้อนทองเหลืองนั่น
    มองริมฝีปากของเขา — ที่ชัดเจนกว่าภาพ 

    แล้วเธอก็คิดขึ้นมาแบบที่ไม่ควรคิด...

    ❝ เขาใช้ปากนั้น...พูดกับหนูด้วยน้ำเสียงแบบนั้น… ❞

    หมอไม่ได้หันมา
    แต่เขารู้ว่าเธอไม่ได้ก้มหน้าเพราะกิน
    เธอกำลังคิด — และเธอไม่ซ่อนได้เลย


    เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะด้านข้างดังขึ้น
    หมอเงยหน้าเล็กน้อย
     

    “ขอโทษนะครับ” เขาพูดเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นไปรับสาย

    เสียงปลายสายคือ “อังเดร” — ผู้ช่วยคนสนิทของหมอ
    พูดด้วยภาษาฝรั่งเศสสั้น ๆ เกี่ยวกับตารางงานและเคสคนไข้วันพรุ่งนี้


    ระหว่างหมอคุยสาย…



    ลินะ…ลอบมอง

    มือของเขา มือนั้น—ยาว เรียว แต่แน่นแรง ข้อมือชัด เส้นเ๧ื๪๨ชัด
    แขนเสื้อเชิ้ตสีขาวพับขึ้น เผยให้เห็นขนแขนรอบผิวขาวสะอาด


    ❝ หนูไม่เคยคิดว่าเส้นเ๧ื๪๨จะดูดีขนาดนี้ ❞
    ❝ และหนูก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้…หัวใจหนูกำลังเงียบ หรือกำลังเต้นเสียงดังอยู่ข้างใน ❞


    หมอยังพูดกับปลายสาย

    แต่เขา “เห็น” ทุกสายตาของเธอที่กวาดมาทางเขา


    ในหัวของเขา มีคำเดียวดังขึ้นอีกครั้ง


    ❝ Transfer Projection... ❞


    เธอไม่รู้หรอก
    ว่าการที่เธอเริ่มรู้สึก “ปลอดภัย–อยากมอง–อยากใกล้” กับเขา

    คือกลไกทางจิตวิทยาที่หมอ…ต้องจัดการ


    แต่เขาไม่ใช่แค่หมอ เขาคือ เรย์มันด์ วีเรลลี  และตอนนี้เขากำลังถามตัวเองเบา ๆ…


    ❝ ผมต้องแค่ประเมินเธอ หรือผมต้องเริ่มระวังเธอด้วย ❞


    เสียงสายจบลง
    หมอวางโทรศัพท์ช้า ๆ บนโต๊ะ

    หันกลับมาที่อาหาร…
    ลินะนั่งตัวตรงเหมือนเดิม

    แต่ในตาเธอมีแววอะไรบางอย่าง ที่เขา เพิ่งเคยเห็นเป็๞ครั้งแรก บนหน้าเด็กอายุ 19 คนหนึ่ง…

    และมันคือสิ่งที่เขาจะ “ไม่พูดถึง”…
    …แต่จะ “ไม่ลืม” ได้เลย



    ลินะ: เงียบแบบเด็กผู้ดีที่ไม่รู้ว่าตัวเองยั่ว
    หมอ: เงียบแบบจิตแพทย์ที่รู้ทุกอย่าง...แต่ไม่สามารถ “หยุดวินิจฉัย” เธอได้จริง ๆ


    ❝ ถ้าผมขยับอะไรไปมากกว่านี้...
    คนที่ ‘เผลอแสดงออกก่อน’ อาจไม่ใช่เธอแต่อาจจะเป็๞ผมเอง ❞

    ❝ ผมนั่งวิเคราะห์ emotional intensity ของตัวเองอยู่เงียบ ๆ❞



    Transfer Projection กำลังพัฒนาเป็๞ Emotional Bond

    การตอบสนองทางกายภาพ → เพิ่มขึ้นตามทุก interaction ของหมอ

    หมอเริ่มหลุดจาก Neutral Observer Zone

    กลไก suppression ของลินะเริ่ม overloaded (หน้าแดง, มือบีบชายกระโปรง, หายใจถี่)


    Contact but not touch
    ทั้งคู่เงียบ แต่สื่อถึงกันในแบบที่ยังไม่ได้สื่อสารกันจริงๆ


    แต่สิ่งที่หมอเรย์มันด์พอรู้… “แค่ยังไม่ได้เปิดแฟ้มลึกพอ” แต่ก็พอเดาได้


    ตามที่ระบุไว้ในโปรไฟล์ของเธอ —
    ลินะเรียนโรงเรียนหญิงล้วนมาตลอดชีวิต
    ไม่มีเพื่อนชาย ไม่มีพี่ชาย หรือเคยอยู่กับพ่อ (เคนจิ)
    และ “ไม่เคยมีคอนแทคทางกาย” กับผู้ชายแม้แต่คนเดียว แม้แต่กับพ่อของเธอ



    และตอนนี้


    เขากำลังกลายเป็๲ “ผู้ชายคนแรก”
    ที่เธอได้ เยื้อง และใกล้มากพอ ที่จะทำให้ลินะแอบมองได้แบบเต็มตา



    เขาไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ดื่มชา เสียงเบา ๆ ครูดกับขอบถ้วย

    แค่คำพูดสุภาพอย่าง “หนูเหนื่อยไหมครับ” 

    ก็ทำให้เด็กที่ไม่เคยใกล้ชิดเพศตรงข้าม


    “รู้สึกเหมือนถูกแตะ...จากภายใน” 


    ❝ นี่คือผู้ชายคนแรกที่หนูได้มองริมฝีปากเขาตรง ๆ แล้วรู้สึกว่า...มัน ไม่ควรจะน่ามองขนาดนั้น ❞


    ❝ เสียงของเขา...กลิ่นของเขา...มือของเขา... ❞


    หนูไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน
    ...และตอนนี้หนูไม่แน่ใจว่า “เขาเป็๞ผู้ปกครอง” หรือ “สิ่งเร้า” หรืออะไรกันแน่



    ลินะไม่รู้ว่า “อาการแบบนี้” คืออะไร
    แต่หมอรู้…ทั้งหมด และพอเข้าใจได้



    เขาเริ่มเห็นสัญญาณ
    จากการกดริมฝีปากของเธอกับช้อน
    จากการหลบตาแค่เสี้ยววินาทีแล้วหันกลับมาใหม่
    จากการ “จ้องนิ้วมือเขา” ขณะเขากำลังคุยงาน


    และทั้งหมดนั้น...ไม่ได้ทำให้เขายิ้มแต่มันทำให้เขา เก็บเธอเข้าไปในสมองชั้นลึกสุดทันที


    ❝ ผมคือจิตแพทย์...ผมแยกแยะได้ ❞ แต่เธอ...คือ 


    “เคสที่ผมไม่แน่ใจว่าอยากรักษา หรืออยากรู้จักให้ลึก…..ขึ้นทุกวัน” ❞



    Website รวมลิ้งค์นะคะ


    https://sites.google.com/view/narisaracwriting/home