“ทำไมพี่ชายของแกถึงดูอารมณ์ดีนักล่ะ หรือคราวนี้หัวหน้าสถานีรับซื้อโสมจากเขาในราคาสูงขึ้น” คุณแม่หลินถามอย่างสงสัย เพราะั้แ่ลูกชายกลับมาจากอำเภอ เขาก็เอาแต่นั่งยิ้มหรือไม่ก็หัวเราะอยู่คนเดียว
“ครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับโสมป่าเลยครับป้าสะใภ้” หลินฉีหนิงยิ้มกริ่ม “ดูท่าว่าพี่ชายของผมคงจะมีความรักเข้าแล้วล่ะครับ”
“มีความรัก!” คุณแม่หลินเกือบหลุดปากะโ เธอรีบเอามือปิดปากแล้วถามหลานชายด้วยเสียงเบา “ผู้หญิงคนนั้นเป็คนจากหมู่บ้านไหน ทำงานอะไร นิสัยดีหรือเปล่า ครอบครัวของเธออีก พวกเขาเป็ดีหรือเปล่า หรือเป็พวกเห็นแก่เงิน”
“คุณป้าถามมาเยอะขนาดนี้แล้วผมจะตอบคำถามไหนก่อนดีล่ะครับ”
“คำถามไหนแกก็รีบบอกมาเถอะน่า” คุณแม่หลินทำท่ายกมือขึ้นเพื่อหวังจะเขกหัวหลานชาย “เห็นไหมเนี่ยว่าฉันกำลังจะทำอะไร ถ้าแกไม่อยากเจ็บตัวก็รีบพูดมาเร็วเข้า”
หลินฉีหนิงจับมือป้าสะใภ้ให้ลดมือลง “เธอชื่อจางเมี่ยวเจิน ทำงานอยู่ที่ร้านขายรถจักรยาน เธอหน้าตาสวยและดูจะนิสัยดีมากๆ ด้วย แต่เื่อื่นผมไม่รู้แล้วครับ”
“ดูท่าแล้วเ้าลูกชายของฉันก็พอจะมีสมองกับเขาอยู่บ้าง อย่างน้อยผู้หญิงที่เขาชอบก็เป็คนนิสัยดีแถมยังมีงานทำ” คุณแม่หลินยิ้มอย่างพอใจ “แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ แกดูออกไหมว่าเธอชอบพี่ชายของแกหรือเปล่า”
“เธอก็ไม่ได้มีท่าทางรังเกียจหรืออะไรนะครับ กลับกันเธอยังเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพี่ชายด้วยซ้ำ”
“เข้ามาขอความช่วยเหลืออย่างนั้นเหรอ? หมายความว่ายังไง ตกลงแล้ววันนี้พวกแกไปเจอเื่อะไรมา” คุณแม่หลินจ้องหลานชาย “พวกแกคงไม่ได้ก่อเื่อะไรมาหรอกนะ”
“คืออย่างนี้ครับคุณป้า พอเราขายโสมให้หัวหน้าหวังเสร็จ พี่เฉียงก็พาผมกับพี่เจี้ยนกั๋วไปซื้อนาฬิกา ตอนที่เราเดินเข้าไปในร้านเราก็ได้ยินเสียงผู้หญิงกับผู้ชายคู่หนึ่งกำลังทะเลาะกันอยู่ แต่เรายังไม่ได้ทำอะไรผู้หญิงคนนั้นก็วิ่งมาขอความช่วยเหลือจากพี่เฉียง พอดูให้ดีเราถึงได้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือพี่เมี่ยวเจิน” หลินฉีหนิงยิ้มให้คุณแม่หลิน “คุณป้าอย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นสิครับ ที่ผมเรียกเธออย่างสนิทสนมก็เพราะเมื่อเช้าตอนที่เราไปซื้อรถจักรยาน เป็พี่เมี่ยวเจินนี่ล่ะครับที่ขายจักรยานให้เรา ผมกับพี่เฉียงถึงได้รู้จักกับเธอ”
“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรแกนี่” คุณแม่หลินยิ้มกว้าง “ตอนนี้ให้แกเรียกเธอว่าพี่ไปก่อนก็ได้ เอาไว้ให้เธอแต่งเข้าบ้านเรามาเมื่อไหร่ ตอนนั้นแกค่อยเปลี่ยนไปเรียกเธอว่าพี่สะใภ้”
“ป้าสะใภ้! พวกเขาสองคนยังไม่ได้ตกลงที่จะคบกันเลยด้วยซ้ำ แต่คุณป้าคิดไปไกลถึงเื่แต่งงานแล้วเหรอครับ”
“ไม่รู้ล่ะ แค่ได้ยินชื่อฉันก็รู้สึกว่าฉันชอบลูกสะใภ้คนนี้แล้ว”
หลินฉีหนิงถึงกับพูดไม่ออก ‘นี่คืออยากให้ลูกชายแต่งงานจนไม่คิดที่จะทำความรู้จักกันก่อนเลยเหรอ หวังว่าแม่ของฉันจะไม่คิดอย่างนี้เหมือนกันหรอกนะ ฉันยังอยากใช้ชีวิตโสดไปอีกหลายปี’
“ฉีหนิง! แกเล่าต่อสิ แกจะเงียบทำไมเนี่ย” คุณแม่หลินเห็นว่าอยู่ดีๆ หลานชายก็เงียบไป เธอจึงเรียกเขาเสียงดัง “ตกลงว่าเป็เื่อะไรที่เมี่ยวเจินถึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากเสี่ยวเฉียง”
ได้ยินเสียงของป้าสะใภ้ หลินฉีหนิงถึงกับสะดุ้ง เขาจึงรีบพูดต่อ “ดูเหมือนหวงเจ๋อจะถูกใจพี่เมี่ยวเจิน คือ...เขาอยากได้พี่เมี่ยวเจินไปเป็คู่ควงของเขาน่ะครับ แต่พี่เมี่ยวเจินไม่ยอม เธอก็เลยโกหกหวงเจ๋อไปว่าพี่เฉียงเป็คู่หมั้นของเธอ แล้วพี่เฉียงก็ไม่ปฏิเสธด้วยนะครับ แถมพี่เขายังบอกกับพี่เมี่ยวเจินไปด้วยว่าเขาจะปกป้องพี่เมี่ยวเจินและจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเธอได้ ป้าสะใภ้คิดดูสิครับ ถ้าพี่เฉียงไม่ได้ชอบพี่เมี่ยวเจิน แล้วทำไมเขาต้องออกตัวแรงถึงขนาดนั้น”
“ลูกชายฉันก็กล้าหาญเหมือนกันนะเนี่ย สู้คนอื่นเขาก็ไม่เป็ ต่อยตีก็มีแต่แพ้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้จักออกหน้าปกป้องผู้หญิง เห็นทีคราวนี้เสี่ยวเฉียงของฉันคงมีความรักแล้วจริงๆ” คุณแม่หลินยิ้มอย่างปลื้มใจ “ฉีหนิง แกว่าป้าไปดูฤกษ์งามยามดีไว้จัดงานแต่งเลยดีไหม”
“มันจะไม่เร็วไปเหรอครับคุณป้า พวกเขายังไม่ได้ตกลงที่จะคบกันเลยนะครับ”
“จะมาคบกันให้เสียเวลาทำไม เมื่อก่อนตอนที่ฉันกับลุงของแกแต่งงานกัน เรายังไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนด้วยซ้ำ ครั้งแรกที่เราได้เจอกันก็คือวันแต่งงาน แต่เราสองคนก็ยังรักกันดีไม่ใช่หรือไง” คุณแม่หลินส่ายหน้า “เด็กสมัยนี้นี่มันยังไง แกก็อายุยี่สิบเข้าไปแล้ว พี่ชายแกก็อายุยี่สิบสองเข้าไปแล้ว ถ้าเป็เมื่อก่อนตอนอายุเท่าพวกแก ลูกๆ ของเราได้ออกมาวิ่งเล่นกันเต็มลานบ้านแล้ว”
“ใครมีลูกหรือใครกำลังจะแต่งงานครับแม่” หลินเฉียงถาม
คุณแม่หลินเห็นลูกชายเดินมาหาก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ก็แกไงที่กำลังจะแต่งงาน”
“ผม!” หลินเฉียงชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “ผมเนี่ยนะจะแต่งงาน ผมบอกแม่เมื่อไหร่ว่าผมจะแต่ง ในเมื่อตอนนี้คนรักสักคนผมยังหาไม่ได้เลย”
คุณแม่หลินยิ้มให้ลูกชายอย่างรู้ทัน “ไม่ต้องมาแกล้งทำเป็ไม่รู้เื่ ไม่ใช่ว่าวันนี้แกไปออกโรงช่วยคู่หมั้นจัดการกับเ้าอันธพาลหวงเจ๋อนั่นหรอกเหรอ ว่าแต่เมื่อไหร่จะพาลูกสะใภ้มาให้ฉันรู้จักล่ะ”
หลินเฉียงมองไปที่น้องชายอย่าง้าคำตอบ
หลินฉีหนิงรีบโบกมือปฏิเสธ “พี่อย่ามองผมแบบนั้นสิ ผมแค่เล่าให้คุณป้าฟังเื่ที่พี่ช่วยพี่เมี่ยวเจินจากการคุกคามของหวงเจ๋อเท่านั้น ส่วนเื่อื่นผมไม่ได้พูดอะไรจริงๆ นะ เป็ป้าสะใภ้ที่คิดเองเออเองทั้งนั้น”
“คิดเองเออเองอะไร ก็แกเป็คนบอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่าหนูเมี่ยวเจินยอมรับแล้วว่าพี่ชายของแกเป็คู่หมั้นของเธอ แถมพี่ชายของแกก็ไม่ปฏิเสธ” คุณแม่หลินจ้องหลานชายเขม็ง “หรือที่แกเล่ามาทั้งหมดเป็เื่โกหกที่แกแต่งขึ้นมาหลอกฉัน”
“ผมไม่ได้โกหกนะครับ!” หลินฉีหนิงหันไปมองพี่ชาย “ผมแค่เล่าเื่ที่พี่ช่วยพี่เมี่ยวเจินด้วยการรับสมอ้างว่าพวกพี่เป็คู่หมั้น แต่คุณป้ากลับคิดไปเองว่าพวกพี่เป็คู่หมั้นกันจริงๆ แถมคุณป้ายังจะไปหาฤกษ์ดีไว้แต่งลูกสะใภ้แล้วด้วย”
หลินเฉียงถึงกับถอนหายใจ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหน คนเป็พ่อเป็แม่ก็คงอยากจะเห็นลูกของตัวเองได้แต่งงานเป็ฝั่งเป็ฝาสินะ ถึงแม้ตอนนี้เขาจะยอมรับว่าเขารู้สึกดีกับจางเมี่ยวเจินแล้วจริงๆ แต่มันยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเื่แต่งงาน
อีกอย่างเขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอจะคิดกับเขาแบบเดียวกับที่เขาคิดกับเธอหรือเปล่า และตัวเขาก็อยากจะทำให้ทุกอย่างมันค่อยเป็ค่อยไป ไม่ใช่พอแม่ถูกใจเขาก็ต้องแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นตามใจแม่ เพราะการจะแต่งงานและการจะใช้ชีวิตร่วมกับใคร เขาก็อยากจะลองคบหาดูใจเพื่อจะได้ทำความรู้จักและเรียนรู้กันไปก่อน เขาไม่อยากให้พอแต่งงานกันไปแล้วรู้ว่ามันไม่ใช่ก็ต้องจบลงด้วยการหย่า
หลินเฉียงอธิบายให้คุณแม่หลินฟังอย่างใจเย็น “แม่ครับ ผมรู้ว่าแม่อยากเห็นผมสร้างครอบครัวเป็ของตัวเอง และผมก็ยอมรับว่าผมมีความรู้สึกพิเศษกับคุณเมี่ยวเจินแล้วจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเร็วเกินไปที่จะเรียกมันว่าความรัก อีกอย่างเื่นี้ไม่ใช่ว่าผมคิดไปเองคนเดียวแล้วจะสำเร็จ มันต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายหญิงด้วยว่าเขาคิดแบบเดียวกับผมหรือเปล่า เพราะฉะนั้นแม่ให้เวลาผมหน่อยนะครับ”
คำพูดของหลินเฉียงไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล ในยุคนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ลูกหลานจะแต่งงานตามคำสั่งของผู้ใหญ่ คุณแม่หลินได้แต่ถอนหายใจ “นั่นสินะ ตอนนี้การแต่งงานต้องเกิดจากความสมัครใจ พ่อแม่ไม่มีสิทธิ์ไปบังคับให้ลูกๆ แต่งงานเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันต้องบอกแกไว้ก่อนเลยนะว่าฉันให้เวลาแกแค่สามปี ถ้าอายุยี่สิบห้าปีแล้วแกยังหาผู้หญิงมาแต่งงานด้วยไม่ได้ ถึงตอนนั้นฉันบอกให้แกไปแต่งงานกับใครแกก็ต้องแต่ง”
หลินฉีหนิงได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะออกมาเสียงดัง “พี่ได้ยินหรือยังว่าพี่มีเวลาอีกแค่สามปี เพราะฉะนั้น่นี้นอกจากจะต้องรีบหาวิธีพิชิตใจสาว พี่ยังต้องใช้ชีวิตโสดให้คุ้มค่าด้วย”
คุณอาสะใภ้หลินที่นั่งฟังมาได้สักพักก็เริ่มมีส่วนร่วม เธอเดินไปดึงหูลูกชาย “ป้าสะใภ้ให้โอกาสพี่ชายแกสามปี แต่ฉันรอนานขนาดนั้นไม่ได้หรอกนะ ถ้าครั้งนี้แกยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ฉันก็จะไปหาผู้หญิงให้มาแต่งกับแก แล้วแกก็ห้ามปฏิเสธด้วย”
คราวนี้เป็หลินเฉียงที่เป็ฝ่ายได้หัวเราะเสียงดังบ้าง “ฉันยังมีเวลาตั้งสามปี แต่แกมีเวลาแค่ปีเดียว ดีใจด้วยนะเ้าน้องชาย”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปกันเถอะ” หลินฉีหนิงรีบเดินเข้าไปฉุดแขนหลินเฉียง
“ไปไหน? นายกำลังจะพาฉันไปไหน” หลินเฉียงถามอย่างไม่เข้าใจ
“พี่อย่าบอกนะว่าพี่ลืมคำพูดของตัวเองไปแล้ว” หลินฉีหนิงมองพี่ชายด้วยท่าทางใ “พี่ลืมที่พี่สัญญากับผมไปแล้วเหรอ”
“ฉันไปสัญญากับนายตอนไหน” หลินเฉียงยังนึกไม่ออก
“ก็วันที่เราไปดูโรงเลี้ยงไก่นั่นไง พี่บอกว่าถ้าผมทำตามคำสั่งของพี่ พี่จะช่วยผมติวหนังสือเพื่อให้ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ั้แ่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผมทำตามคำสั่งของพี่ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นก็ถึงเวลาที่พี่ต้องติวหนังสือให้ผมแล้วไม่ใช่เหรอ”
“เดี๋ยวนะฉีหนิง แกจะให้เสี่ยวเฉียงสอนหนังสือให้แกอย่างนั้นเหรอ” คุณแม่หลินพูดกับหลานชายก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายอย่างสงสัย “แกเรียนจบแค่ชั้นประถม ส่วนฉีหนิงเรียนจบชั้นมัธยมปลาย แล้วแกจะเอาความรู้จากไหนไปสอนหนังสือให้น้อง”
“แม่ครับ แม่จำไม่ได้แล้วเหรอครับว่าก่อนหน้านี้หมู่บ้านของเรามีอาจารย์กับยุวชนถูกส่งตัวให้มาช่วยงาน พวกเขาสอนหนังสือให้ผมตั้งมากมาย หนังสือที่กองอยู่ที่บ้านของเราแม่ก็เคยเห็นมาแล้วไม่ใช่เหรอครับ ถ้าผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยั้แ่ครั้งแรกที่มีการเปิดรับสมัคร ป่านนี้ผมคงได้เป็นักศึกษามหาวิทยาลัยไปแล้ว”
คุณแม่หลินนึกไปถึงหนังสือกองโตที่วางอยู่ที่มุมห้องของลูกชาย ซึ่งหนังสือกองนั้นก็เป็หนังสือที่คนเมืองพวกนั้นทิ้งไว้จริงๆ แต่ตอนนั้นลูกชายบอกว่าจะเอาหนังสือพวกนั้นไปขายไม่ใช่เหรอ เธอจำไม่ได้เลยสักนิดว่าลูกชายใช้หนังสือพวกนั้นเรียน “ที่แกพูดมามันคือเื่จริงเหรอ”
คุณอาสะใภ้หลินก็ไม่เชื่อหลานชายเหมือนกัน “เสี่ยวเฉียง อาหวังกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของฉีหนิงมากนะ แกอย่างมาให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กับเขาเชียว ต่อให้อาจะรักแกมากขนาดไหน แต่อาก็ยอมไม่ได้หรอกนะที่จะให้แกมาทำลายอนาคตของน้องชาย”
“โธ่...ทุกคนมองผมเป็คนยังไงกันครับเนี่ย อะไรที่ผมไม่มั่นใจผมไม่มีทางพูดออกมาหรอก” หลินเฉียงนั่งลงแล้วตบโต๊ะด้วยท่าทางมั่นใจ ในชีวิตที่แล้วคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเขาติดหนึ่งในสิบของคะแนนสูงสุดประจำเมืองเชียวนะ ในเมื่อทุกคนไม่เชื่อเขาก็จะพิสูจน์ให้เห็น ซึ่งก็ถือว่าดี เขาจะได้ใช้โอกาสนี้ลบชื่อเสียงของคำว่าี้เีออกไปอีกครั้ง “ฉีหนิง นายไปเอาหนังสือมาสักเล่มสิ”
หลินฉีหนิงวิ่งกลับไปเอาหนังสือวิชาคณิตศาสตร์ออกมา เขาอยากรู้ว่าพี่ชายจะสอนวิชานี้ให้เขาได้หรือเปล่า
หลินเฉียงเปิดหนังสือก็ยิ้มที่มุมปาก ข้อสอบคณิตศาสตร์โอลิมปิกเขาก็เคยผ่านมาแล้ว โจทย์คณิตศาสตร์ง่ายๆ แค่นี้มีหรือที่เขาจะทำไม่ได้ หลินเฉียงอ่านโจทย์เสร็จก็เริ่มลงมือเขียนไปบนสมุด ใช้เวลาไม่นานเขาก็แก้โจทย์คณิตศาสตร์ออกมาได้ถึงสิบข้อ
เมื่อหลินฉีหนิงเอาวิธีคิดไปเทียบดูกับเฉลย เขาก็แทบจะคุกเข่าให้พี่ชาย “พี่เฉียง! คำตอบของพี่ถูกต้องทั้งหมด แถมวิธีคิดของพี่ก็กระชับและเข้าใจง่ายกว่าเฉลยที่อาจารย์เคยเขียนไว้ให้ผมเสียอีก พี่เป็อัจฉริยะจริงๆ ด้วย คราวนี้ผมต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่”
คุณป้าหม่าที่เดินผ่านหน้าบ้าน เมื่อได้ยินคำพูดของหลินฉีหนิง เธอก็พูดสวนกลับขึ้นมาเสียงดัง “นี่ถึงขนาดกับจะให้หลินเฉียงสอนหนังสือเพื่อเตรียมสอบ โง่แบบนี้ยังคิดที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกเหรอ ชาติหน้าก็ไม่มีวันสอบติดหรอก”
คุณแม่หลินกับคุณอาสะใภ้หลินได้ยินอย่างนั้นก็พุ่งออกไปที่หน้าบ้านทันที หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงเพื่อนบ้านทั้งะโเชียร์ทั้งะโห้าม และที่สำคัญคือเสียงร้องโอดโอยของคุณป้าหม่า หลินเฉียงกับหลินฉีหนิงต่างหันมายิ้มให้กันด้วยความสะใจ