บทที่ 54: จุดจบ
“รับเลี้ยง...?”
ดนัยขมวดคิ้ว มองเด็กตัวเล็กในอ้อมแขนก็อดหวั่นไหวในความน่ารักน่าเอ็นดูไม่ได้รู้สึกได้ทันทีว่าเด็กคนนี้กำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวตน
“เด็กคนนี้เกี่ยวข้องกับการงานวิจัยเมเจอร์ ซินไซเตียล ไวรัส มีคนอยากได้ตัวเธอฉะนั้นฉันต้องปกป้องเธอ” ชายหนุ่มยังเช็ดแว่นที่เปียกน้ำฝนแม้มันจะแห้งแล้วก็ยังเช็ดต่อไป “ไม่มีที่ไหนปลอดภัยกว่าที่นี่ พี่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับงานวิจัยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กคนนี้หรือความพิเศษของเธอเลย เพราะฉะนั้น...”
ภรรยาของดนัยเดินลงมาเมื่อได้ยินเสียงพูดคุย เธอรับเด็กหญิงไว้ในอ้อมอกเด็กคนนั้นเอื้อมมือจับนิ้วเธอ
“...” เห็นเช่นนั้น ดนัยก็ถอนหายใจยาว “ไม่ค่อยเข้าใจ... แต่เอาสิ”
คนพาเด็กมายิ้มเหมือนจะร้องไห้
“เดี๋ยวจะส่งเอกสารทุกอย่างให้ พี่แค่เลี้ยงดูเธอเหมือนเด็กปกติ พาเธอมาตรวจสุขภาพกับฉีดยาที่ศูนย์วิจัยที่ฉันระบุเท่านั้น ถ้าไปโรงพยาบาลธรรมดาแล้วพวกนั้นฉีดยาเธอสุ่มสี่สุ่มห้า อาการเธอ...”
“อย่างน้อยบอกได้ไหมว่าเธอเกี่ยวอะไรกับไวรัสนั่น?”
“บอกไม่ได้ ทั้งหมดก็เพื่อความปลอดภัยของทุกคน” ชายหนุ่มหันไปไหว้ภรรยาเพื่อน“แต่...ถึงอย่างนั้นก็...ไม่รู้จะพูดขอบคุณยังไงดี...”
กว่าดนัยจะรู้ว่าโดนอีกฝ่ายหลอก ก็อีกสิบกว่าปีให้หลัง
...
ดนัยตั้งชื่อให้เด็กคนนั้นว่าลัคนา
ลัคนาเป็นเด็กดีน่ารักแต่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง ถึงเธอจะตั้งใจฝึกดาบก็ไม่ค่อยชอบการแข่งกับคนอื่นดนัยไม่คิดอะไรมากเพราะอย่างไรเธอก็เป็นลูกสาวเขา
ดนัยและภรรยาสังเกตว่าลัคนาโตเร็วกว่าเด็กปกติ อาจเป็นผลข้างเคียงจากการที่เธอมีความเกี่ยวข้องอะไรสักอย่างกับไวรัสเลยไม่มีใครติดใจ เมื่อลัคนาอายุได้สิบขวบ เธอก็ได้พบกับผู้ชายที่เอาเธอมาฝากดนัย...
และได้พบกับลูกสาวของเขา
เด็กคนนั้นมีชื่อว่ารินคำ
รินคำมาเรียนดาบเป็นการออกกำลังกาย แม้เธออายุมากกว่าแต่ลัคนาสูงกว่านิดหน่อยหน้าตาทั้งคู่คล้ายกันจนโดนคนอื่นเข้าใจผิดว่าเป็นพี่น้องกันบ่อยๆ ทว่าในสายตาพ่อแม่ของลัคนาลูกสาวตนดูไม่เห็นคล้ายรินคำตรงไหน
ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีจนกระทั่งลูกสาวดาราคนหนึ่งมาสมัครเรียน
...ซาร่า
ด้วยสาเหตุบางประการ ซาร่าเกลียดหน้าลัคนาและไม่มีความเกรงใจเธอแม้เป็นลูกสาวเจ้าของสำนัก ดนัยมองว่านี่อาจเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ลัคนาเข้มแข็งขึ้น เลยดูอยู่ห่างๆให้ลูกสาวเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยตัวเอง
ลัคนาปรึกษาแม่ แต่เพราะติดงาน แม่เลยช่วยอะไรไม่ได้มาก เวลาเจอซาร่า ลัคนาก็ต้องจัดการกับเธอด้วยตัวเองวิธีแก้ไขปัญหาของเด็กหญิงคือการทำตัวให้ไร้ตัวตนและหวังว่าซาร่าจะไม่มายุ่งกับเธอ
ช่วงนั้นลัคนาเรียนดาบญี่ปุ่นเองจากการดูวิดีโอ เธอฝึกคนเดียวลับๆ ไม่ยุ่งกับคนอื่นรินคำที่แวะเวียนมาสม่ำเสมอจึงมาฝึกเป็นเพื่อนและเป็นคู่ซ้อมให้ลัคนาไม่ขาด รู้ตัวอีกทีรินคำก็เก่งอย่างก้าวกระโดดจนเกือบไล่เธอทัน ลัคนาก็พยายามซ้อมหนักขึ้น
ทว่ายิ่งลัคนาเก่ง ซาร่าก็ยิ่งอิจฉา นอกจากพูดจาถากถางแล้ว แฟนคลับของซาร่าบางคนเกือบลวนลามลัคนานอกสำนักเด็กหญิงไม่กล้าบอกใครเพราะกลัวโดนกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายไปยั่วเขาก่อน นับวันเธอก็เริ่มเก็บตัวเอาแต่ซ้อมคนเดียว รินคำรู้สถานการณ์นี้แต่ทำอะไรไม่ได้ เธอลองไกล่เกลี่ยกับซาร่า แต่อีกฝ่ายไม่ยอมอธิบายเหตุผลและรังแกลัคนาต่อไปเรื่อยๆ
“สิ่งที่ทำให้พวกเขาทำร้ายเรามีสามอย่าง อย่างแรกคือความโลภ อย่างที่สองคือความไม่รู้อย่างที่สามคือความไม่เข้าใจ” รินคำบอก “คนที่คุยกับซาร่าต้องเป็นน้องลัคนาไม่ใช่พี่”
“ถึงคุยไปก็...ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลย...” ลัคนากอดเข่าตอบ ตอนนั้นเองซาร่าก็แสร้งทำเป็นบังเอิญผ่านมา
“พวกเธออีกแล้ว ฮะๆ ขอบใจที่ยกตำแหน่งตัวแทนสำนักให้ฉันไปแข่ง!” เด็กหญิงที่ย้อมผมทองทั้งหัวตอกย้ำที่จริงลัคนาเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งและคาดหวังว่าจะคว้าเหรียญรุ่นเด็ก แต่เธอกลับไม่ยอมไปคัดตัวซาร่ากับรินคำก็ถูกส่งไปแทน
ลัคนาไม่ตอบโต้ เธอนั่งกอดเข่าจิกแขนตัวเองอยู่อย่างนั้น
“สำออย!” ซาร่าตะโกน ลัคนายังไม่ยอมพูดอะไรแม้โดนรินคำสะกิดสุดท้ายซาร่าก็เป็นฝ่ายผละไปเอง แต่หารู้ไม่ว่านั่นยังไม่ใช่จุดจบ...
“อาคัตสึกิ มานี่สิ อาคัตสึกิ”
แม้จะถือนมอัดเม็ดสำหรับสุนัขมาเต็มสองมือ แต่ลัคนาก็หาลูกหมาตัวนั้นไม่เจอ ทั้งที่ปกติ แค่ได้ยินเสียงก็วิ่งมาแล้วแท้ๆ ลืมเวลาขนมตอนเย็นแล้วหรือไงกัน?
“อยู่ไหนนะ อาคัตสึกิ...?”
เธอไม่ได้เป็นคนตั้งชื่อให้มัน หนึ่งในลูกศิษย์ของพ่อเธอนึกสนุกตั้งให้และสุดท้ายก็กลายเป็นชื่อทางการของมัน คิดไปคิดมาก็เป็นชื่อที่เท่อยู่
เธอเดินมาไกลกว่าปกติ ตอนนี้ค่ำแล้ว ลัคนาอยากวิ่งกลับบ้านให้เร็วที่สุดแต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับลูกหมาจรจัดตัวนั้น เธอต้องนอนไม่หลับแน่ เพราะฉะนั้นเธอจึงปิดกั้นความกลัวและก้าวเดินไปข้างหน้า
“อยู่ตรงนั้นเองเหรอ...? ผะ ผู้หญิงคนนั้นมัน...”
เด็กหญิงผมทองคนหนึ่งยืนอยู่อีกฟากถนน
อาคัตสึกิโดนดึงท้ายทอย ดิ้นอยู่ในมือเธอ ขนมันดูเรียบลื่นแปลกๆ โดยเฉพาะหางที่เปียกอะไรบางอย่าง ซาร่าชูลูกสุนัขตัวนั้นขึ้น มืออีกข้างจุดไฟแช็ก... และเอามันลนหางที่โชกน้ำมัน
“หยุดนะ!!!”
“ระวัง!!!”
รินคำที่ออกมาตามหาตัวเด็กหญิงเรียกไว้ แต่ก็ไม่ทันแล้ว ไฟหน้ารถสีขาวจนตาแทบบอดพุ่งเข้าใส่ลัคนาที่ถลาออกไปช่วยลูกหมาตัวนั้น
ซาร่าวิ่งหนีไป ส่วนรินคำได้แต่มองร่างของลัคนาที่นอนจมกองเลือด
รถคันนั้นเหยียบเบรกได้ เธอจึงรอดตายราวปาฏิหาริย์ แต่หากปล่อยไว้อย่างนี้เธออาจตายจริงก็ได้โชคดีอีกชั้นที่คนขับรถมีสติพอจะเปิดไฟฉุกเฉินและโทรเรียกรถพยาบาล
รินคำตะเบ็งเสียงเรียกพ่อของเธอและพ่อของลัคนา
“นาละคะ? นาเป็นยังไงบ้างคะ?”
แม่ของลัคนาถามพ่อของรินคำที่รุดมาโรงพยาบาลทันทีที่ได้ข่าวและเพิ่งไปคุยกับหมอ คำพูดของพ่อเธอเหมือนสายน้ำจับใจความไม่ได้
อาการ...ใน...พยุง... หลอดแก้ว... เสียความ... ติด... ดำเนินการ...
อวัยวะบางส่วนของลัคนาเสียหาย
พ่อของรินคำก่นด่าซาร่าและคนขับรถคันนั้นไม่ขาดปาก ชายหนุ่มตื่นตระหนกราวกับลัคนาเป็นลูกสาวตัวเองจัดแจงเอกสารให้เคลื่อนย้ายฉุกเฉินไปยังศูนย์วิจัยเพื่อลองใช้เทคโนโลยีพยุงชีพล่าสุด...เครื่องจักรที่เรียกว่าหลอดแก้ว
“กรณีเลวร้ายสุดคือเสียชีวิต ดีขึ้นหน่อยก็รอดแต่สูญเสียความรู้สึกในร่างกายท่อนใดท่อนหนึ่งโชคยังดีที่สมองไม่กระทบกระเทือน แต่ยังวางใจไม่ได้”
พ่อของรินคำถามความสมัครใจจากพ่อแม่ของลัคนาที่จะให้ลูกสาวใช้เครื่องที่เพิ่งเสร็จการทดสอบขั้นแรกมาใหม่ๆและคำตอบที่ได้รับคือตกลง สามารถดำเนินการรักษาได้
รินคำมองลัคนาในตู้พลาสติกใส ล่องลอย... หมุนไป... หมุนไป...
ภาพไฟหน้ารถสว่างจ้า ร่างบิดเบี้ยวของลัคนา และเด็กหญิงผมทองฝังอยู่ในความทรงจำ...
...
“ฉันไม่ได้...สำคัญอะไรขนาดนั้นสักหน่อย” ลัคนาที่ฟื้นตัวได้ราวปาฏิหาริย์พูดขึ้นหลังนอนเป็นผักมาหลายสัปดาห์“แล้ว... อาคัตสึกิล่ะ?”
“ปลอดภัยเพราะเธอเลย” รินคำกล่าว “ซาร่าลาออกแล้ว ทางครอบครัวขอร้องให้ทุกคนช่วยปิดข่าวแต่ถ้าซาร่าดังเมื่อไหร่รับรองเรื่องต้องหลุดแน่ ก็เท่ากับว่าเธอคนนั้นหมดอนาคตแล้วล่ะ”
“อย่างนั้นเหรอ” ลัคนาพูดเสียงเรียบ “เท่านี้ก็กลับไปสงบสุขแล้วสินะ”
อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้รินคำกับลัคนาเปลี่ยนไปนิดหน่อย ทั้งคู่ต่างมีภาพวินาทีที่รถชนฝังใจเลยไม่ค่อยกล้าออกไปเดินบนถนนหรือแม้กระทั่งข้ามถนนที่การจราจรจอแจ รินคำหนักกว่าตรงที่สมองเธอแสดงภาพนั้นซ้ำไปซ้ำมาราวกับเธอเป็นคนถูกชนเสียเอง
นั่นเองเป็น...จุดเริ่มต้นของจุดจบ
และจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความทรมานอันยาวนาน...
...
เล่ามาถึงจุดนี้ คุณลุงคุณป้าลอบสังเกตสีหน้าของเด็กสาวที่เรียกตัวเองว่าลัคนา เธอมองพวกเขาตาค้าง
“อริสหรือลาริสซาเป็นลูกบุญธรรมของดอกเตอร์และเป็นเพื่อนกับลูกสาวของดอกเตอร์...ลูกสาวของดอกเตอร์คือรินคำ... ดอกเตอร์เป็นคนพาลัคนามาหาคุณลุงคุณป้า...” ไคล์ลำดับเหตุการณ์“แล้ว...ลัคนาที่เป็นลูกบุญธรรมของคุณลุงคุณป้าคือคนที่โดนรถชนโดยมีรินคำเป็นผู้เห็นเหตุการณ์”
ในใจเขาก็นึกไม่ถึง... แท้จริงซาร่า ซีลลิ่ง เถ้าแก่เนี้ยแห่งเกาะเหนือที่ชอบตะคอกใส่หน้าเขา...จะทำเรื่องแบบนั้นได้ลงคอ นี่หรือคือสาเหตุที่ซาร่าบ่นบ่อยๆว่าเคยเจอลัคนาที่ไหนมาก่อน? เพราะในอดีตเธอเคยทำเรื่องเลวร้ายขนาดนั้นไว้กับลัคนา? แต่พอลัคนาโตขึ้น ใบหน้าไม่ได้เปลี่ยนเยอะขนาดที่ว่าจะนึกไม่ออกนี่...
หรือเพราะซาร่าในวัยเด็กปิดกั้นความทรงจำนั้นด้วยกลไกป้องกันตัวเองเลยนึกไม่ออก? ก็เป็นไปได้
ไคล์ถอนหายใจยาว หากเจอผู้หญิงที่ชอบตะโกนเรียกเขาว่าอีไข่คนนั้นอีก เขาคงทำใจพูดกับเธอแบบปกติไม่ลง...
“หลังจากนั้น... หนูรินคำก็... ป่วยหนัก” คุณลุงพูดและเริ่มสะอื้น กลั้นน้ำตาไม่อยู่จนไม่อาจเล่าต่อได้คุณป้าเลยพูดแทน
“ลัคนาเองก็เหมือนกัน เรา...เราถูกหลอกว่าเธอเป็นมะเร็ง... เป็นมะเร็งในสมอง...” พูดได้แค่นั้น ก้อนบางอย่างก็แล่นมาจุกที่คอจนคุณป้าพูดไม่ออกเช่นกัน
“ถ้าไม่รังเกียจ...” หมอคริสพูดเสียงเบา “ให้ผมได้เล่าแทนเถอะครับ ผมอ่านประวัติการรักษาที่ถูกปกปิดไว้ของลัคนาและรินคำมันโหดร้ายจนผมไม่รู้จะว่ายังไง แต่ผมจะพยายาม”
ผู้ปกครองของลัคนาพยักหน้า
คริสโตเฟอร์ เกลจึงเล่าสิ่งที่ตัวเองได้อ่านมา...
...
“อวัยวะภายในไม่ทำงาน... เส้นประสาทผิดปกติ... นี่มันหมายความว่ายังไง? Autonomic failure…?”
ดอกเตอร์กัดฟัน ขว้างผลการตรวจวินิจฉัยทิ้ง
วิงเวียน อาหารไม่ย่อย เหงื่อออกผิดปกติ และไม่สามารถควบคุมการปัสสาวะได้นั่นคืออาการป่วยของรินคำ เธอถูกส่งตรวจทันที และผลที่ออกมาก็ไม่ดีนัก
“ช่วยภรรยาตัวเองไม่ได้ ตอนนี้ยังช่วยลูกสาวตัวเองไว้ไม่ได้อีกเหรอ?!”
รินคำได้ยินเสียงพ่อ
นี่เธอ...กำลังจะตายเหมือนแม่อย่างนั้นเหรอ?
เธอหลับตาและผล็อยหลับ ไม่รู้ว่าสิ่งที่พ่อกระซิบกับตนเองนั้น...
“เด็กคนนั้น ใช่แล้ว... เด็กคนนั้น ความหวังเดียวของรินคำ... อะไหล่ของรินคำ...”
...
“อะไรนะ?! ลัคนาเป็น—”
“ครับ เกรงว่าจะอยู่ได้อีกไม่เกินหนึ่งเดือน พวกเราตรวจพบช้าไป...”
“แต่ไม่มีอาการผิดปกติเลย!!! เดือนเดียวบ้าบออะไร?!”
ภาพ MRI ขาวดำอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสามในภาพคือสมองที่มีก้อนเนื้อสีขาวขุ่นอยู่ผิดที่ผิดทาง
“ปกติถ้าเป็นในส่วนนี้มันจะไม่แสดงอาการอยู่แล้ว”
“จะบ้าเหรอ? ก้อนใหญ่ขนาดนี้ไม่แสดงอาการได้ยังไง?!”
ดอกเตอร์จ้องหน้าดนัยตรงๆ...พูดหลอกลวงอีกฝ่ายหน้าตาย
ลัคนาอายุเพียง 13 ปี ส่วนรินคำที่กำลังจะตายอายุ 15 คนที่สามารถชี้ชะตาชีวิตที่เหลือของคนทั้งสองได้...คือดอกเตอร์
รินคำอาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน ทำได้เพียงรักษาตามอาการไปเรื่อยๆ
ตอนแรกดอกเตอร์กังวลว่าลัคนาอาจจะมีอาการเดียวกับลูกสาวตนในไม่ช้าก็เร็วเพราะทั้งสองอายุห่างกันสองปี อีกทั้งลัคนาถูกฉีดฮอร์โมนไปพร้อมวัคซีนให้โตทันรินคำทว่าในความเป็นจริงลัคนาไม่แสดงอาการอะไร ผลตรวจโดยละเอียดก็บอกว่าระบบประสาทและพันธุกรรมของเธอปกติทุกอย่าง
เพราะฉะนั้น...ทางเลือกสุดท้าย...
“...เราต้องบอกลัคนาให้รู้ เธอจะเอายังไงก็แล้วแต่เธอ”
หลังจากนั้น ลัคนานอนโรงพยาบาลโดยมีดอกเตอร์เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะเดียวกัน อาการของรินคำทรุดหนัก อีกไม่นานอวัยวะภายในของเธอจะหยุดทำงานหัวใจจะหยุดเต้น และเธอจะตาย
“แน่ใจเหรอ? คุณจะ...ปลูกถ่ายอวัยวะทั้งหมดของลูกสาวคุณ?”
คนที่ท้วงดอกเตอร์คือคนสนิทอย่างเปโดร เขาเป็นมือขวาที่ทำงานด้วยกันมาตลอด ไม่เคยเถียงหรือเกี่ยงเลยสักครั้งทั้งยังเป็นคนเต็มใจดูแลหนูทดลองไวรัสอย่างลาริสซาเพื่ออีกฝ่าย
ชายหนุ่มคิดว่าถึงดอกเตอร์จะมือเปื้อนเลือดเพียงใดคงไม่ยอมฆ่าใครสักคนเพื่อต่อชีวิตลูกสาวหรอก...จริงไหม?
“ผลตรวจออกมาว่าปัญหาอยู่ที่เซลล์ประสาทตั้งแต่ช่วงคอลงไปไม่ใช่อวัยวะชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ฉะนั้นจึงเหลือทางเลือกเพียงอย่างเดียว” ชายหนุ่มสวมแว่นถอนหายใจยาว“ลัคนาถูกสร้างมาเพื่อสถานการณ์แบบนี้อยู่แล้ว แค่ต้องทำตามแผนที่ผมวางเอาไว้ให้รินคำตั้งแต่ภรรยาผมตาย”
“...”
ชายหนุ่มวางผลตรวจเป็นปึกที่อยู่ในมือลงกับโต๊ะทำงาน
“เราจะผ่าตัดเปลี่ยนหัว เอาหัวของรินคำไปใส่บนร่างลัคนา”