องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 85 ตัวตน

            "เจ้าเคยนับข้าเป็นพี่น้องด้วยหรือ?"เยี่ยนจิ่งซิวพลันหัวเราะเสียงดัง "ตอนเจ้าจากไปนอกจากข้าแล้ว เจ้าคิดว่าจะมีใครตามหาเจ้าอีก? ข้ารู้ตั้งนานแล้วว่าเจ้าอยู่ที่นี่แต่ข้าไม่เคยรบกวนเจ้าเลยสักครั้ง แล้วเจ้าล่ะ? ส่งข่าวคราวมาบอกข้าสักนิดมันยากเย็นนักหรือไร?ข้าไม่เคยทำสิ่งใดให้เจ้าขุ่นเคืองใจแม้แต่น้อย"

            "คราวนี้หากไม่ใช่เพราะตระกูลจางประสบเคราะห์ร้ายจริงๆเจ้าคิดหรือว่าข้าจะมาหาเจ้า?" เยี่ยนจิ่งซิวจ้องมองจางเจิ้นอันด้วยสายตาเย็นชากล่าวว่า "ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้าสุขสบายดีแต่เจ้าเคยคิดถึงสถานการณ์ที่บ้านบ้างหรือไม่? เคยทำอะไรเพื่อพวกเขาบ้างหรือเปล่า?"

            "พวกเขาจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับข้า"จางเจิ้นอันโยนท่อนไม้ลงบนพื้น หันหลังให้พลางกล่าว "ตอนนี้ข้ามีครอบครัว มีบ้านของตัวเองแล้ว หมู่บ้านชิงสุ่ยคือบ้านของข้า"

            "ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องพูดเช่นนี้แต่แม่ของเจ้าเล่า? ถึงแม้คนอื่นจะทำไม่ดีต่อเจ้าแต่เจ้าจะไม่เหลียวแลแม่ที่ป่วยหนักของเจ้าเลยหรือ?" เยี่ยนจิ่งซิวมองแผ่นหลังอันเย็นชาของเขากล่าวเสริม "ถึงแม้นางเคยทำไม่ดีกับเจ้าแต่นางก็คือแม่ผู้ให้กำเนิด นางป่วยหนัก ถึงกับตามหาข้าเพียงเพื่อขอให้ข้าพาเจ้ากลับไป ให้นางได้เห็นหน้าเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย"

            สีหน้าของจางเจิ้นอันฉายแววสับสนซับซ้อนเขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ครู่ต่อมา เมื่อได้ยินเสียงด้านหลังเงียบไปเขาจึงหันกลับไป สบสายตากับเยี่ยนจิ่งซิวเข้าพอดี

            "นางป่วยจริงๆ หรือ?" ทั้งสองจ้องมองกันเนิ่นนาน ในที่สุดจางเจิ้นอันก็เอ่ยถามออกมา

            "ใช่ ป่วยหนักมาก" เยี่ยนจิ่งซิวตอบพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย

            จางเจิ้นอันไม่ได้พูดอะไรต่อในฐานะบุตรคนหนึ่ง ไม่ว่าเขาจะชิงชังบิดามารดาเพียงใดพวกท่านก็ยังคงเป็นผู้ให้กำเนิดเขาอยู่ดี

            ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่เขายังเด็กบิดาก็เสียชีวิตไปแล้วเขาและมารดาต่างช่วยกันประคับประคองตระกูลอันยิ่งใหญ่นี้มาโดยตลอดสองปีที่เขาจากมา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตกเป็นภาระของนางเพียงผู้เดียวไม่เพียงเท่านั้น นางยังต้องคอยตามเช็ดตามล้างเรื่องที่น้องชายไม่เอาไหนของเขาก่อไว้อีกนางคงจะเหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว

            การล้มป่วยลง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

            สีหน้าของจางเจิ้นอันดูอ่อนลงเล็กน้อยช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาได้เห็นอันซิ่วเอ๋อร์อยู่ร่วมกับพ่อแม่ของนางอย่างปรองดองและภายใต้อิทธิพลของนาง นิสัยดื้อรั้นของเขาก็ลดน้อยลงกว่าแต่ก่อนบางครั้งเขาก็อดคาดหวังลึกๆ ไม่ได้ ว่าตนเองจะได้มีโอกาสอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา มีความสุขกับครอบครัวเช่นนั้นบ้าง

            แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า?พ่อของเขาจากไปนานแล้ว ส่วนในใจของแม่นั้น...คงไม่เคยมีเขาอยู่เลยกระมัง

            "ตอนนี้แม่เจ้าก็ป่วยส่วนน้องชายเจ้าเป็นคนอย่างไรเจ้าก็รู้ดี เอาแต่เที่ยวเตร่เสเพลทั้งวันแถมยังอาศัยฐานะผู้ดูแลตระกูลจางไปก่อเรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อน หากเจ้าไม่กลับไปกิจการของตระกูลจางจะต้องพังพินาศอย่างแน่นอน!"

            ยังไม่ทันที่จางเจิ้นอันจะได้เอ่ยคำใดเยี่ยนจิ่งซิวก็กล่าวต่อทันที "ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เคยแยแสกิจการเหล่านี้ของตระกูลจางแต่เจ้าลองคิดถึงพ่อของเจ้าบ้าง คิดถึงคำพูดสุดท้ายที่ท่านฝากฝังไว้ก่อนสิ้นลมข้าเชื่อว่าท่านต้องฝากความหวังไว้ในตัวเจ้าอย่างแน่นอน"

            จางเจิ้นอันนิ่งเงียบไป ใช่แล้ว...ก่อนสิ้นใจ บิดาของเขาเคยกำมือเขาไว้แน่น ฝากฝังกิจการของตระกูลไว้ให้เขาดูแลตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาทำงานอย่างหนัก เดินทางไปทั่วทุกสารทิศเพื่อตระกูลแต่สุดท้ายแล้ว เขากลับไม่ได้พ่ายแพ้ศัตรูภายนอก แต่พ่ายแพ้ให้กับคนในครอบครัวที่คอยแทงข้างหลัง

            "บัดนี้สถานการณ์บ้านเมืองปั่นป่วนน้องชายโง่ๆ ของเจ้าคนนั้น กลับคิดจะไปร่วมมือกับราชสำนักหวังจะแสวงหาความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม หวังจะไต่เต้าไปถึงตำแหน่งอ๋องขุนนางช่างโง่เขลาเบาปัญญาสิ้นดี!"

            ไม่รอให้จางเจิ้นอันได้ทันตอบโต้เยี่ยนจิ่งซิวก็รุกต่อ "ตระกูลจางของพวกเจ้าเป็นตระกูลเก่าแก่ที่สืบทอดมาหลายร้อยปีตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนจนถึงราชวงศ์ปัจจุบัน ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านวิกฤตมานับครั้งไม่ถ้วนเจ้าจะยอมปล่อยให้กิจการที่สั่งสมมาหลายร้อยปีต้องพังทลายลงต่อหน้าต่อตาเช่นนั้นหรือ?"

            ตระกูลจางแห่งเมืองหมิ่นเยว่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งแคว้นต้าฉีลูกหลานและกิจการของพวกเขาแผ่ขยายไปทั่วทุกหัวระแหงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองหมิ่นเยว่ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญพวกเขาเปรียบเสมือนจักรพรรดิเจ้าถิ่นแห่งนี้

            เมื่อหลายร้อยปีก่อนในช่วงเวลาที่บ้านเมืองวุ่นวาย เกิดการผลัดแผ่นดินภายใต้การนำของบรรพบุรุษผู้ปรีชาสามารถ ตระกูลจางก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ล่มสลาย

            ยามนี้สถานการณ์บ้านเมืองเริ่มระส่ำระสายอีกครั้งไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับพายุเภทภัยอีกเท่าใด พวกเขามีศักดิ์ศรีของตระกูลยึดมั่นในหลักการที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการแก่งแย่งชิงบัลลังก์สิ่งที่พวกเขาแสวงหาคือความมั่งคั่งทางการค้า ดังนั้น ไม่ว่าใครจะขึ้นครองราชย์พวกเขาก็ยังคงดำรงสถานะของตนเองไว้ได้ ไม่เคยได้รับผลกระทบใดๆ

            ทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาราชสำนักหวาดระแวงตระกูลทรงอิทธิพลเหล่านี้มาโดยตลอดมีการลดทอนอำนาจจากฮ่องเต้รุ่นแล้วรุ่นเล่า จนบัดนี้ อำนาจของตระกูลใหญ่ต่างๆนั้นน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก ในอดีต ตระกูลเหล่านี้สามารถมีกองกำลังส่วนตัวได้แต่ปัจจุบัน ทำได้เพียงเลี้ยงทหารองครักษ์ไว้จำนวนหนึ่งเท่านั้น

            เมื่อต้องเผชิญกับยุคสมัยอันวุ่นวายเช่นนี้จางเจิ้นอันเองก็ไม่แน่ใจว่าตระกูลจางจะสามารถผ่านพ้นไปได้หรือไม่จะสามารถรักษาสถานะตระกูลชั้นนำของตนไว้ได้หรือไม่

            อันที่จริง เขาไม่ได้ปรารถนาในอำนาจวาสนาใดๆแต่เกียรติยศของตระกูลนั้นได้ถูกสลักลึกลงไปในสายเลือดแล้วแม้ภายนอกเขาจะพยายามทำใจให้สงบเพียงใด แต่ในยามนี้ภายในใจกลับปั่นป่วนราวกับคลื่นลมโหมกระหน่ำ

            ตระกูลใหญ่ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจในราชสำนักนี่คือกฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งตระกูลใหญ่ต่างๆ ยึดถือร่วมกันเพราะพวกเขาไม่เคยวางตัวเป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง ไม่มีความทะเยอทะยานในราชบัลลังก์ดังนั้นไม่ว่าใครจะขึ้นเป็นฮ่องเต้ ก็ล้วนให้เกียรติและไว้หน้าตระกูลเหล่านี้ไม่ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวายเพียงใด สงครามจะโหดร้ายเพียงใดก็จะไม่มีใครคิดหาเรื่องสร้างความเดือดร้อนให้กับตระกูลใหญ่เหล่านี้

            ที่จริงแล้วช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายกลับเป็นโอกาสทองสำหรับตระกูลใหญ่ในการสร้างความมั่งคั่งพวกเขามักใช้ประโยชน์จากสงครามเพื่อทำการค้าและกอบโกยผลประโยชน์แต่หากคิดจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการแย่งชิงอำนาจเหล่านั้นแล้วก็มีแต่จะนำไปสู่ความพินาศเท่านั้น

            เจ้าเด็กเหลือขอคนนั้น ปกติก่อเรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็พอให้อภัยได้ ถึงจะทำให้ตระกูลจางเสียผลประโยชน์ไปบ้างก็ไม่เป็นไรด้วยรากฐานและสาขาที่แผ่ขยายไปทั่วแผ่นดิน ต่อให้การค้าจะเสียหายไปบ้างก็ยังพอประคับประคองตัวรอดไปได้ แต่หากคิดจะเข้าไปพัวพันกับการเมืองและความขัดแย้งเหล่านี้แล้วไซร้ในวันที่บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ความเสียหายทางธุรกิจแต่จะเป็นการกวาดล้างตระกูลใหญ่เช่นพวกเขาโดยตรงจากผู้กุมอำนาจ

            ต่อให้สนับสนุนฝ่ายที่ชนะก็เป็นเพียงผลประโยชน์ชั่วคราว แม้จะได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจในระยะสั้นแต่เมื่อใดที่พวกเขาสยบทุกสิ่งจนราบคาบแล้วก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะเริ่มกำจัดเสี้ยนหนามอย่างตระกูลเหล่านี้ส่วนการสนับสนุนฝ่ายที่พ่ายแพ้นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ภายใต้พระราชโองการที่เต็มไปด้วยโทสะพวกเขาอาจถูกถอนรากถอนโคนทั้งตระกูลได้

            ดังนั้น ไม่ว่าจะมองมุมไหนหากตระกูลเก่าแก่ที่ยืนหยัดมานับร้อยปีเหล่านี้ต้องการจะอยู่รอดต่อไปพวกเขาจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ที่มุ่งหมายในราชบัลลังก์เป็นอันขาด

            เยี่ยนจิ่งซิวเห็นจางเจิ้นอันยังคงนิ่งเงียบจึงทิ้งท้ายไว้ว่า "เจ้าลองเก็บไปคิดดูให้ดี"

            กล่าวจบ เขาก็เดินจากไปสองสามก้าวแต่เมื่อเห็นว่าจางเจิ้นอันยังคงไม่ไหวติง เขาก็หันกลับมาพูดอีกครั้ง"ช่วงนี้ข้าจะพักอยู่ที่เมืองลั่วเหอ ในเมืองเล็กๆซอมซ่อแห่งนี้มีโรงเตี๊ยมอยู่เพียงแห่งเดียว เจ้าหาข้าเจอได้ไม่ยากข้าฝากไว้เท่านี้"

            จนกระทั่งร่างของเยี่ยนจิ่งซิวลับหายไปจากสายตาจางเจิ้นอันจึงค่อยๆ ยื่นมือออกมากำหมัดแน่น แล้วทุบเข้าไปที่ต้นไม้ข้างๆ อย่างแรงต้นไม้เล็กๆ ไม่อาจทนรับแรงกระแทกได้ กิ่งก้านสั่นไหวอย่างรุนแรงใบไม้แห้งร่วงกราวลงมามากมาย ใบไม้เหล่านี้เป็นใบที่แห้งเหี่ยวตั้งแต่ปีก่อนแต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ทั้งที่ต้นไม้ต้นนี้ได้แตกหน่อผลิใบใหม่แล้วแต่ใบไม้แห้งเก่าเก็บเหล่านี้กลับยังคงเกาะติดกิ่งก้าน ไม่ร่วงหล่นลงมา

            จางเจิ้นอันมองตามทิศทางที่เยี่ยนจิ่งซิวจากไปแต่ไม่ได้ตามไป เขาติดตามอันซิ่วเอ๋อร์มาที่นี่ แต่บัดนี้กลับหมดสิ้นอารมณ์ใดๆเพียงหันหลังเดินกลับบ้านไปเงียบๆ

            วันนี้อันซิ่วเอ๋อร์โชคดีนางจับจิ้งหรีดชั้นยอดได้ตัวหนึ่งจริงๆ แน่นอนว่าต้องออกแรงไปไม่น้อยจิ้งหรีดตัวนั้นทั้งว่องไวและแข็งแรง สองพี่น้องเกือบจะปล่อยให้มันหนีรอดไปได้แต่สุดท้าย มันก็ยังตกลงไปในกับดักที่พวกเขาวางไว้จนได้เรื่องนี้ทำให้อันซิ่วเอ๋อร์มีความสุขมาก

            หลังจากบอกลาอันเถี่ยมู่ที่หน้าประตูบ้านแล้วอันซิ่วเอ๋อร์ก็ค่อยๆ ย่องเปิดประตูรั้วเข้ามา ในบ้านเงียบสงัดนางกำลังจะดีใจที่สามีไม่ได้สังเกตเห็น แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าต่อก็ต้องชะงักค้างอยู่ที่เดิม

            ภายใต้แสงจันทร์สลัวรางจางเจิ้นอันนั่งนิ่งอยู่หน้าประตูบ้าน ในมือถือกระบอกสุรา

            อันซิ่วเอ๋อร์ยืนตัวแข็งทื่อจังหวะนั้นเองเขาก็เงยหน้าขึ้น ทั้งสองสบตากัน ดวงตาของนางกลอกไปมาพยายามคิดหาคำแก้ตัว

            ในดวงตาพร่าเลือนของจางเจิ้นอันหญิงสาวผู้นั้นยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์อันเยียบเย็นดวงตากลมโตใสกระจ่างราวหยาดน้ำค้าง งดงามดุจดอกสาลี่แรกแย้มแต่ยามนี้นางกลับทำอะไรไม่ถูก ยืนงกๆ เงิ่นๆ อยู่ตรงนั้นช่างดูคล้ายเทพธิดาที่พลัดหลงลงมาสู่โลกมนุษย์

            "เข้ามาสิ" จางเจิ้นอันกวักมือเรียกนาง

            อันซิ่วเอ๋อร์เดินเข้าไปหาอย่างว่าง่ายนางรู้สึกว่าวันนี้เขาดูแปลกไป ไม่เหมือนกำลังโกรธ แต่กลับดูหม่นเศร้ามากกว่าหรือเป็นเพราะนางแอบออกไปตอนกลางคืน เขาจึงเข้าใจผิดและผิดหวัง?

            "คืนนี้พี่รองมีธุระข้าเลยกลับไปที่บ้านเดิม ไปเจอท่านหลับสนิทพอดี ข้าเลยไม่ได้บอกท่านไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังนะเจ้าคะ" อันซิ่วเอ๋อร์นั่งลงบนม้านั่งตัวเดียวกับเขาเอนกายซบอยู่ข้างๆ อย่างออดอ้อนราวกับลูกแมวน้อย

            จางเจิ้นอันส่ายศีรษะ ยิ้มบางๆเอื้อมมือไปลูบศีรษะของนางเบาๆ จากนั้นก็ยกกระบอกสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่

            "เหตุใดจึงมานั่งดื่มสุราตอนกลางคืนเช่นนี้เจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์ถาม เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขานางก็พลันอยากจะสารภาพความจริงออกไป

            "ไม่มีอะไร แค่อารมณ์ไม่ดีนิดหน่อย"จางเจิ้นอันเหลือบมองนางแวบหนึ่ง กล่าวว่า "อากาศกลางคืนมันเย็น เจ้าเข้าไปพักผ่อนในบ้านเถอะ"

            "ท่านบอกว่าอารมณ์ไม่ดีแล้วข้าจะทนเห็นท่านนั่งดื่มอยู่คนเดียวได้อย่างไร" อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มบางๆกล่าวว่า "ท่านมีเรื่องกลุ้มใจอะไรก็บอกข้าได้นะเจ้าคะเผื่อข้าจะช่วยแบ่งเบาได้บ้าง"

            "ไม่มีเรื่องกลุ้มใจหรอกแค่รู้สึกไม่ดีขึ้นมาเฉยๆ" จางเจิ้นอันส่ายหน้าเล็กน้อยเรื่องบางเรื่อง เขาไม่อาจบอกกับอันซิ่วเอ๋อร์ได้

            "ท่านชอบเล่นชนจิ้งหรีดไหมเจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

            "ชนจิ้งหรีด?" จางเจิ้นอันชะงักงัน ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน

            "ท่านมานั่งดื่มสุราคนเดียวตอนกลางคืนแบบนี้มันไม่ดีต่อสุขภาพสู้ให้ข้าพาท่านไปจับจิ้งหรีดที่ทุ่งนาเล่นดีกว่าไหมเจ้าคะ" อันซิ่วเอ๋อร์คล้องแขนเขา ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ดวงตาทั้งสองเป็นประกายสดใส ไร้เดียงสาราวกับเด็กน้อย

            เขาเติบโตมาโดยยึดมั่นในขนบธรรมเนียมของตระกูลใหญ่การละเล่นชนจิ้งหรีดเช่นนี้เขาไม่เคยข้องแวะนับประสาอะไรกับการออกไปจับจิ้งหรีดเองแต่เมื่อสบเข้ากับแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของนางเขากลับตอบตกลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ "ก็ได้"

            "ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปเติมน้ำมันตะเกียงเพิ่มท่านรอสักครู่ เดี๋ยวพวกเราออกไปกันเลย" อันซิ่วเอ๋อร์ดีใจมากที่เขาตกลงรีบวิ่งเข้าไปในบ้านเพื่อเติมน้ำมันตะเกียง

            ไม่นาน นางก็ถือตะเกียงที่สว่างไสวขึ้นออกมาบอกกับจางเจิ้นอันว่า "เรียบร้อยแล้วไปกันเถอะเจ้าค่ะ"

            "อืม" จางเจิ้นอันพยักหน้าทั้งสองเดินออกจากบ้าน อันซิ่วเอ๋อร์นำทางเขาไปยังเนินเขานอกหมู่บ้าน ตลอดทางอาจเป็นเพราะได้สูดอากาศเย็นสบายจางเจิ้นอันรู้สึกว่าอารมณ์ขุ่นมัวในใจคลายลงไปมากความกังวลและความหม่นหมองเหล่านั้นดูเหมือนจะจางหายไปชั่วขณะ

            เมื่อเห็นนางเดินกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงอยู่ข้างๆเขาจึงลองทายว่า "เมื่อคืนเจ้าก็ไปจับจิ้งหรีดกับพี่รองมาใช่หรือไม่?"

            "ใช่แล้วเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้ารับ ไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป นางกล่าวว่า"พี่รองของข้าเก่งเรื่องฝึกจิ้งหรีดมากข้าเลยคิดจะจับมาเล่นสนุกๆ บ้าง แต่กลัวท่านจะไม่ชอบ ก็เลยเอาไปฝากไว้ที่บ้านเดิม"

            "เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เหตุใดต้องทำลับๆ ล่อๆ เหมือนไปทำความผิดมา" จางเจิ้นอันเอื้อมมือไปจิ้มหน้าผากของนางเบาๆอันซิ่วเอ๋อร์หาได้ใส่ใจไม่ เพียงอธิบายว่า "ก็จิ้งหรีดพวกนี้มันร้องเสียงดังข้ากลัวจะรบกวนท่าน อีกอย่าง เมื่อครู่เห็นท่านท่าทางไม่ดีเหมือนนอนไม่หลับข้าก็เลยคิดจะพาท่านออกมาเดินเล่นเสียหน่อย ได้จิ้งหรีดก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องกลับไปนอนอยู่ดีนี่เจ้าคะ"

            "อืม" จางเจิ้นอันพยักหน้าอีกครั้งตลอดทาง อันซิ่วเอ๋อร์ก็เล่าเรื่องเคล็ดลับและชนิดต่างๆของจิ้งหรีดให้เขาฟังไม่หยุด ความรู้เกี่ยวกับจิ้งหรีดนั้นมีมากมายเกินกว่าจะอธิบายได้หมดในคราวเดียว อันซิ่วเอ๋อร์เรียนรู้จากอันเถี่ยมู่มาหลายวันแต่ก็ยังรู้เพียงผิวเผิน นางจึงบอกได้เพียงเรื่องพื้นฐานบางอย่างเท่านั้น

            เมื่อเห็นจางเจิ้นอันทำท่าครุ่นคิดนางก็ยิ้มแล้วถามว่า "แล้วช่วงนี้ท่านอ่านสารานุกรมชาวนาฯได้ความรู้อะไรบ้างไหมเจ้าคะ? ในนั้นมีบอกวิธีเลี้ยงจิ้งหรีดไว้ด้วยหรือเปล่า?"

            "มีจริงๆ ด้วย" จางเจิ้นอันหัวเราะออกมา กล่าวว่า "ในตำราเขียนไว้ว่าตัวใหญ่ เอวแข็งแรง เสียงดัง ถือเป็นจิ้งหรีดชั้นดี"

            "ว้าย ท่านรู้จริงๆ ด้วยหรือนี่"อันซิ่วเอ๋อร์ก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่นึกว่าตนเองจะพล่ามมาเสียยืดยาวทั้งที่จางเจิ้นอันก็มีความรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว

            หากในตำรามีเขียนไว้จริงๆเช่นนั้นนางก็คงกำลังสอนหนังสือสังฆราชอยู่เป็นแน่ นางจึงกล่าวว่า"คืนนี้ข้าต้องขอกลับไปอ่านตำราเล่มนั้นดูบ้างแล้ว"

            "อืม หากเจ้าว่างก็ลองอ่านดูได้"

            "เจ้าค่ะแต่ข้าไม่รู้จักตัวหนังสือตั้งหลายตัว"

            "ไม่เป็นไร ตัวไหนไม่รู้ข้าจะสอนเจ้าเอง" จางเจิ้นอันตอบอย่างสบายๆอันซิ่วเอ๋อร์ได้ฟังก็หัวเราะคิกคัก กล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนท่านแล้วดูท่าต่อไปข้าคงต้องแอบไปเข้าเรียนที่โรงเรียนของท่านเสียแล้วกระมัง"

            จางเจิ้นอันได้ยินดังนั้นจึงกล่าวว่า"ไม่ต้องถึงขนาดนั้น อีกไม่กี่วันก็จะปิดภาคเรียนฤดูร้อนแล้วถึงตอนนั้นเจ้าอยากจะแอบไปเรียนก็คงไม่มีชั้นเรียนให้เข้าแล้ว"

            "เฮ้อ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ นะเจ้าคะ"อันซิ่วเอ๋อร์ถอนหายใจแผ่วเบา นางนึกว่ายังอีกนานกว่าจะถึงแต่ไม่คิดว่าพริบตาเดียวก็จะผ่านไปครึ่งปีแล้ว

            "ใช่แล้ว เวลาไม่เคยคอยใคร"จางเจิ้นอันก็ถอนหายใจออกมาเช่นกัน กล่าวว่า "เดี๋ยวพอถึงครึ่งปีหลัง อาจารย์ก็คงไม่ใช่ข้าแล้ว คิดๆดูแล้วก็น่าใจหายอยู่เหมือนกัน"

            "ท่านอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะถึงท่านจะไม่ได้สอนแล้ว ข้าเชื่อว่าเด็กๆ ทุกคนก็จะยังคงจดจำท่านได้อยู่ดีไม่ได้สอนก็ดีเหมือนกัน ปีนี้ท่านจะได้มีเวลาตั้งใจอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านพยายามสอบซิ่วไฉให้ได้นะเจ้าคะ" 

            อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มให้กำลังใจเรื่องนี้จางเจิ้นอันเคยบอกนางไว้ก่อนแล้ว นางจึงไม่ได้เอะใจอะไรเป็นพิเศษ

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530