ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 142 ปะทะมู่หยง

            (*ขออนุญาตแก้ไขจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์ของมู่หยงไป๋เป็นศาสนาศักดิสิทธิ์นะครับ)

            พอเขาลองกระตุ้นพลังอีกครั้ง เปลวเพลิงสีน้ำเงินพลันไหลเวียนไปบริเวณขาทั้งสองข้างทันทีที่เขาขยับกายเพียงเสี้ยวพริบตาเดียวก็สามารถคเลื่อนที่ไปอยู่อีกฝั่งของห้องฝึกซ้อมได้ราวกับหายตัว

            เมื่อใช้พลังเพลิงอัสนีม่วงในการกระตุ้นร่างกายความเร็วของหลินหยางจะเพิ่มสูงขึ้นจนตอนนี้แทบจะไปถึงขีดจำกัดสูงสุดของภพภูมินี้แล้ว

            หลินหยางรู้สึกพอใจกับพลังของตัวเองหลังจากทะลวงไปถึงขั้นอวิ้นหลิงแล้วมากๆ

            ความพยายามอันแสนยากลำบากในช่วงที่ผ่านมานั้นในที่สุดก็ออกดอกออกผลกลับคืนมาเสียที

            ร่างกายภาพของเขาตอนนี้มีพลังที่แข็งแกร่งในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนถ้ารวมกับวิถียุทธ์ที่เขาอดทนบ่มเพาะขึ้นอย่างทรหดในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาด้วยพลังต่อสู้ของเขามันจะทรงพลังขนาดไหนกันนะ?

            แล้วยังมีพลังจิตที่เขาหมั่นฝึกฝนจนเริ่มจะใช้งานในระดับเริ่มต้นได้แล้ว

            รวมถึงศพโลหิตที่เขาปรับแต่งใหม่จนพอจะสามารถนำมันออกมาใช้ต่อสู้กับศัตรูได้อีกครั้งแล้วด้วย

            ถ้าหากหลินหยางเปิดใช้งานไพ่ตายทั้งหมดคงมีแต่สวรรค์ที่จะรู้ว่าเขาในตอนนี้ได้แข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัวไปถึงขั้นไหนแล้ว

            อีกทั้งนี่ยังไม่ใช่พลังต่อสู้ระดับสูงสุดของหลินหยางตอนนี้ด้วย

            ทันทีที่เขาขึ้นมาถึงระดับอวิ้นหลิงได้แล้ว หลินหยางก็จะสามารถฝึกฝนสุดยอดวิชา“พลังเทพอัคคีสี่รูปแบบ” ได้ซึ่งมันเป็นวิชาที่อยู่เหนือกว่าระดับของเคล็ดวิชาศักดิสิทธิ์ไปแล้วมันคือวิชาระดับ “พลังธรรมชาติ”

            ในทวีปชี่อู่นี้วิชาต่อสู้ระดับพลังธรรมชาตินั้นแทบจะหายสาบสูญไปหมดแล้วทุกครั้งที่มีวิชาระดับพลังธรรมชาติปรากฏสู่ยุทธภพ ก็ล้วนสามารถทำให้เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นไปทั่วทั้งภพภูมิได้

            หลินหยางนั้นคาดหวังกับวิชาพลังเทพอัคคีสี่รูปแบบไว้มาก

            แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาคาดหวังมากกว่าก็คือการได้ต่อสู้แบบเอาจริงกับต้วนเทียนหยา

            เขาอยากจะทดสอบระดับพลังของตัวเองตอนนี้ว่าสรุปแล้วเขาแข็งแกร่งขึ้นมากขนาดไหนกันแน่?

            เขาอยากจะจัดการต้วนเทียนหยาให้ได้ในครั้งเดียวเพื่อที่จะได้รับรู้ความลับของเรื่องราวเมื่อสิบห้าปีก่อนจะได้รีบๆ หาทางไปช่วยแม่ของเขาเสียที

            ดังนั้น หลินหยางจึงรีบไปที่ด้านข้างของห้องฝึกซ้อมซึ่งมีอุปกรณ์สื่อสารตั้งอยู่จากนั้นก็ใช้มันเพื่อส่งเสียงไปหาต้วนเทียนหยาว่า

            “ท่านหัวหน้าต้วน ปล่อยให้ท่านรอเสียนานเลย...หลินหยางเตรียมพร้อมประมือกับท่านอีกครั้งแล้ว”

            อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง

            จากนั้นเขาก็ส่งเสียงพูดขึ้น แต่เนื้อความนั้นทำให้หลินหยางอึ้งไปทันที“วันนี้เจ้าสู้กับคนอื่น...”

            หา?

            เกิดอะไรขึ้น?

            หลินหยางนิ่งไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงค่อยก้าวออกจากห้องฝึกซ้อมไปก็มองเห็นว่าบริเวณลานกว้างด้านหน้าตำหนักเย็นตอนนี้กลับมีเงาร่างสองสายกำลังยืนรออยู่

            มีแต่คนคุ้นเคย

            ต้วนเทียนหยายังคงยืนอยู่ที่เดิมราวกับวิญญาณก็ไม่ปานภายในดวงตาอันเลื่อนลอยคู่นั้นยังคงส่องประกายแสงที่หลินหยางไม่รู้จักออกมา

            ส่วนอีกคนหนึ่งนั้น เสื้อสีขาวยาวไสวสำนึกดาบส่องประกายเจิดจ้าราวกับตัวเขาคือดาบยาวที่ถูกถอดออกจากฝักแล้วก็ไม่ปานเขาจ้องเขม็งมาที่หลินหยางอย่างไม่ละสายตา

            มู่หยงไป๋?

            ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?

            หลินหยางรู้สึกสับสนเล็กน้อย

            ต้วนเทียนหยาที่ยืนอยู่ด้านข้างยังคงเอกลักษณ์ของตัวเองพูดกับหลินหยางสั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า

            “ไม่ใส่ชุดเกราะ ชนะเขาได้ เท่ากับชนะข้า”

            หืม?

            ชนะมู่หยงไป๋หรือ?

            เรื่องเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป หลินหยางจึงยังสับสนตามไม่ทันเพียงแต่มู่หยงไป๋ตรงหน้านี้กลับเปิดเผยเจตนาตรงๆ ไม่อ้อมค้อมเขาชักดาบเทพฉางฉิงจากหลังตัวเองออกมาถือไว้ในมือจากนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งว่า

            “หลินหยาง ถ้าเจ้าไม่มีไอ้ชุดเกราะสีเงินนั่น เจ้ามันก็เป็นได้แค่มดปลวกใต้เท้าของข้าเท่านั้น...วันนี้ ข้าจะแสดงให้ผู้คนทั้งหมดได้รับรู้ว่าใครกันแน่ที่คู่ควรกับการเป็นสามีของเซียวเซียง!!!!”

            มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกัน?

            หลินหยางแอบรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังตกลงไปในหลุมที่ลึกมากๆ อย่างไรก็ไม่รู้แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เปิดโอกาสให้เขาคิดอะไรเยอะต้วนเทียนหยาได้เดินไปอยู่วงนอกพร้อมกับสร้างม่านพลังฟ้าดินสุดพิสดารขึ้นมาล้อมรอบเอาไว้แล้ว

            ภายในม่านพลังนั้นถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงไม่มีใครสามารถรับรู้ถึงการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

            “เข้ามาเลย หลินหยาง!! ข้าล่ะอยากเห็นจริงๆถ้าเจ้าไม่มีอุปกรณ์อะไรช่วยเหลือละก็ เจ้าจะยังทำอะไรได้อีก!!!!”

            ไม่ได้เจอกันแค่ครึ่งปีแต่ดูประกายดาบบนตัวของมู่หยงไป๋จะแหลมคมขึ้นกว่าเดิมอีก แต่ไอ้ท่าทางยโสโอหังอันน่ารังเกียจของมันดูจะไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย

            เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายรอคอยการต่อสู้ในวันนี้มาเนิ่นนานแล้วมาถึงก็เร่งเร้าจิตต่อสู้ของตัวเองจนถึงขีดสุดอย่างรวดเร็วพลังต่อสู้ระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดของเขาที่ถูกระเบิดออกมานั้นให้ความรู้สึกราวกับดาบชั้นยอดที่ถูกชักออกจากฝักแล้วส่องประกายดาบอันแหลมคมออกมาทั่วทุกทิศ

            ถ้าเป็นเมื่อครึ่งปีก่อนหลินหยางที่ไม่ได้ส่วมใส่ชุดเกราะราชันเหล็กขาวเอาไว้ คงจะถูกรัศมีพลังรอบตัวของมู่หยงไป๋กดดันจนรู้สึกทรมานก็เป็นได้

            แต่ว่าวันนี้ ตัวเขาที่เหมือนได้เกิดใหม่มาแล้วนั้นกำลังคาดหวังที่จะได้ต่อสู้อย่างดุเดือดเลือดพล่านสักฉากหนึ่ง

            ไม่ว่ามู่หยงไป๋ตอนนี้มันจะเป็นบ้าอะไรของมันอยู่แต่สำหรับหลินหยางแล้ว มันคือคู่ต่อสู้ชั้นดีที่เหมาะสำหรับใช้ในการทดสอบฝีมือเลย!!

            พลังของยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดที่ได้รับสืบทอดวิถีดาบมาจากศาสนาศักดิสิทธิ์เมื่อรวมกับดาบเทพฉางฉิงอันทรงพลังแล้วแต่ละอย่างล้วนสามารถปลุกเร้าเลือดลมของหลินหยางให้เร่าร้อนขึ้นถึงขีดสุดได้ทั้งสิ้น

            การฝึกหนักตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานี้ในที่สุดก็ได้เวลาแสดงผลการฝึกออกมาแบบเต็มที่แล้ว!!

            หลินหยางตัดสินใจหยุดความคิดทุกอย่างเอาไว้แล้วสัมผัสกับประสบการณ์ต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่านตรงหน้านี้ให้เต็มที่ก่อนค่อยว่ากัน

            “ดาบเฟิ่งหวู่ ออกมา!!”

            เสียงกู่ร้องของพญาวิหคเพลิงดังก้อง ดาบเพลิงพลันปรากฏตัวขึ้น

            หลินหยางถือดาบในมือไว้พร้อมกับจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา

            “ดาบเทพฉางฉิงข้าเองก็อยากรับการสั่งสอนจากเจ้าดูสักครา”

            น้ำเสียงอันราบเรียบนั้นสำหรับมู่หยงไป๋แล้วไม่ต่างอะไรกับน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้นักดาบหนุ่มที่กดความโกรธเกรี้ยวเอาไว้นานแล้วพลันระเบิดออกมาทันที

            “คุกเข่าลงซะ!!!!”

            มู่หยงไป๋ขยับแล้ว

            ดาบเทพฉางฉิงในมือเขาพลันมีคมดาบที่ยื่นยาวออกมาสามฟุตถึงจะไม่ยาวมาก แต่กลับรวดเร็วราวอสนีบาตพอปลายดาบถูกยกขึ้นชี้ตรง วินาทีต่อมามันก็โผล่พรวดมาปรากฏอยู่ตรงบริเวณอกของเขาแล้ว

            ใจอำมหิต...ดาบเร็ว!!!!

            วิชาดาบฉางฉิงของศาสนาศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นวิชาดาบที่ใช้ความรู้สึกทั้งเจ็ดประเภทของมนุษย์มากลั่นกรองเป็นเพลงดาบความรู้สึกแต่ละประเภทนั้นล้วนเป็นตัวแทนของเพลงดาบรูปแบบต่างๆที่ไม่ซ้ำกัน เป็นเพลงดาบที่มีอานุภาพทรงพลังสุดขีดเป็นวิชาดาบระดับเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงของแท้

            กระบวนท่านี้ เร็ว

            เร็วมาก

            เร็วจนสามาถแทงทะลุทุกสรรพสิ่งบนโลก สามารถตัดขาดทุกความรู้สึก

            ดวงตาของหลินหยางพลันหดตัวลง

            เมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับดาบของมู่หยงไป๋โดยตรงแล้วถึงได้รู้ว่านักดาบสุดแกร่งผู้นี้นั้น แข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ ของทวีปชี่อู่สมคำเล่าลืออย่างแท้จริง

            แค่ดาบนี้ดาบเดียวในทั่วทั้งทวีปชี่อูนี้เกรงว่าคงมีแค่ไม่ถึงสิบคนที่สามารถต้านรับไว้ได้ทัน

            แต่หลินหยาง คือหนึ่งในนั้น!!

            “เปิดได้ดี!!”

            หลินหยางกระซิบเบาๆดาบเฟิ่งหวู่ในมือเขาพลันฟาดจากบนลงล่างลงมาอย่างแรง

            พลังเพลิงอัสนีม่วงในกายเขาถูกปล่อยออกมาเพียงพริบตาเดียวก็เลื้อยไปพันวนรอบดาบเฟิ่งหวู่ไว้ราวกับอสรพิษไฟแปรเปลี่ยนให้ดาบเล่มบางๆ นั่นกลายเป็นหอคอยแห่งเพลิงอัสนีขนาดยักษ์ต้นหนึ่ง

            หนึ่งดาบ...ผ่ามิติ!!

            ครึ่งปีผ่านไปหลินหยางใช้ออกด้วยสุดยอดเพลงดาบสะท้านภพของต้วนเทียนหยาอีกครั้งแต่คราวนี้ราวกับมันได้เปลี่ยนเป็นวิชาใหม่ไปแล้ว

            คมดาบเทวะฟาดฟัน โลกหล้าพังทลาย

            คมดาบสีน้ำเงินม่วงตัดผ่านฟากฟ้า ดูงดงามตระการตา แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยอานุภาพอันทรงพลังน่าเกรงขามอย่างไร้คู่ต่อกร

            เพลงดาบนี้ ดุดัน

            ดุดันสุดขีด

            สรรพสิ่งใต้หล้าล้วนกลายเป็นฝุ่นผงภายใต้ดาบนี้

            ดาบของมู่หยงป๋ ใช้ความเร็วกำจัดศัตรู ตัดขาดทุกสรรพสิ่ง

            ดาบของหลินหยาง พิชิตสวรรค์ ขยี้ทุกสรรพสิ่ง

            ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า กระบวนท่าแรกสุดที่ทั้งสองใช้ออกไปก็เป็นสุดยอดวิชาพิฆาตที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินขนาดนี้แล้ว

            ตึง!!!!

            คมดาบปะทะกันจนเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นทะลุฟากฟ้า

            แรงปะทะขนาดมหึมาทำให้ผืนแผ่นเดินทูกทำลายจนแตกกระจายและแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผงไป

            เงาร่างสองสายดีดตัวถอยออกมาด้านหลัง

            แต่จิตต่อสู้ของทั้งสองคนกลับยังคงเร่าร้อนดุเดือดคนหนึ่งดุจมังกรสวรรค์ คนหนึ่งปานพยัคฆ์อำมหิตเพียงครู่เดียวเงาร่างทั้งสองสายก็พุ่งทะยานออกไปปะทะกันอีกครั้งบรรยากาศร้อนแรงดุจไฟเพลิงที่ลุกโชนทะลุชั้นฟ้า

            “หลินหยาง รับไปอีกหนึ่งกระบวนท่า!!”

            หลังจากมู่หยงไป๋ใช้เพลงดาบแรกออกไปแล้วพลันรู้สึกตกใจในตัวหลินหยางจากนั้นก็รู้สึกโมโหมากกว่าเดิม

            ครึ่งปีที่ผ่านมานี้ตัวเขาเองนั้นได้ยกระดับพลังต่อสู้ขึ้นมาอย่างมหาศาลแล้ว ใครจะคิดว่าไอ้คนตรงหน้านี้มันก็เก่งขึ้นมาเหมือนกัน

            ตอนอยู่ที่ทะเลสาบฟ้าสมุทร หลินหยางที่ไม่ได้ใส่ชุดเกราะราชันเหล็กขาวนั้นมีพลังแค่ระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุดเท่านั้นแต่คราวนี้ตอนที่ทั้งสองประดาบกันครั้งแรกนั้นผลกลับออกมาเป็นเสมอกันเสียอย่างนั้นแสดงว่าพละกำลังของหลินหยางตอนนี้อยู่ในระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดแล้ว

            มารดามันเถอะ แบบนี้มันบ้าบอเกินไปแล้ว!!

            แต่ไม่เป็นไรอานุภาพที่แท้จริงของเพลงดาบฉางฉิงยังไม่ได้ใช้ออกไป

            มู่หยงไป๋สะกดข่มความรู้สึกตกใจที่เกิดขึ้นเอาไว้เพื่อเซียวเซียงแล้ว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งจนบ้าบอขนาดไหน เขาก็จะฟันทิ้งซะดาบฉางฉิงในมือพลันแผลงฤทธ์ขึ้นอีกครั้ง

            ใจกังวล...ดาบรัว!!!!

            ฟึบ ฟึบ ฟึบ!!

            ดาบยาวของมู่หยงไป๋พลันร่ายรำอย่างบ้าคลั่งเพลงดาบอันคลุ้มคลั่งนี้ราวกับมีน้ำถูกสาดเข้าใส่หลินหยางประกายดาบจำนวนนับไม่ถ้วน โหมกระหน่ำทิ่มแทงเข้าใส่หลินหยางอย่างมืดฟ้ามัวดิน

            เพลงดาบนี้นอกจากเร็วแล้ว ยังเยอะ เยอะราวกับดวงดาวจำนวนมหาศาลบนท้องฟ้าเยอะจนรู้สึกลายตาไปหมด หากสับสนมึนงงแม้เพียงเสี้ยวพริบตาเดียวก็จะถูกดาวรัวชุดนี้กลืนกินลงไปทันที

            ในดวงตาของหลินหยางนั้นมีแต่ภาพของกระบวนท่าดาบรัวนี้

            แต่วินาทีต่อมาจิตต่อสู้อันเร่าร้อนของหลินหยางก็พร้อมที่จะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าแล้ว

            รัวดาบแล้วอย่างไร เดี๋ยวข้าจะแก้มันให้ดู!!

            ดาบในมือของหลินหยางก็เริ่มร่ายรำขึ้นอย่างไร้ร่องรอยบนอากาศกลายเป็นประกายดาบจำนวนมากจนยากจะแยกออกด้วยตาเปล่าราวกับกำลังขีดเขียนอักษรด้วยพู่กันบนอากาศตรงหน้า กวาดดาบไปมาอย่างไร้ทิศทางไร้กฏเกณฑ์

            หนึ่งในเพลงดาบสามกระบวนท่า กระบวนท่าที่สอง “ร้อยดาบไร้ร่องรอย” ได้ถูกหลินหยางนำมันมากลั่นกรองเป็นรูปแบบของตัวเองแล้ว

            ร้อยดาบไร้ร่องรอย!!