(*ขออนุญาตแก้ไขจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์ของมู่หยงไป๋เป็นศาสนาศักดิสิทธิ์นะครับ)
พอเขาลองกระตุ้นพลังอีกครั้ง เปลวเพลิงสีน้ำเงินพลันไหลเวียนไปบริเวณขาทั้งสองข้างทันทีที่เขาขยับกายเพียงเสี้ยวพริบตาเดียวก็สามารถคเลื่อนที่ไปอยู่อีกฝั่งของห้องฝึกซ้อมได้ราวกับหายตัว
เมื่อใช้พลังเพลิงอัสนีม่วงในการกระตุ้นร่างกายความเร็วของหลินหยางจะเพิ่มสูงขึ้นจนตอนนี้แทบจะไปถึงขีดจำกัดสูงสุดของภพภูมินี้แล้ว
หลินหยางรู้สึกพอใจกับพลังของตัวเองหลังจากทะลวงไปถึงขั้นอวิ้นหลิงแล้วมากๆ
ความพยายามอันแสนยากลำบากในช่วงที่ผ่านมานั้นในที่สุดก็ออกดอกออกผลกลับคืนมาเสียที
ร่างกายภาพของเขาตอนนี้มีพลังที่แข็งแกร่งในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนถ้ารวมกับวิถียุทธ์ที่เขาอดทนบ่มเพาะขึ้นอย่างทรหดในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาด้วยพลังต่อสู้ของเขามันจะทรงพลังขนาดไหนกันนะ?
แล้วยังมีพลังจิตที่เขาหมั่นฝึกฝนจนเริ่มจะใช้งานในระดับเริ่มต้นได้แล้ว
รวมถึงศพโลหิตที่เขาปรับแต่งใหม่จนพอจะสามารถนำมันออกมาใช้ต่อสู้กับศัตรูได้อีกครั้งแล้วด้วย
ถ้าหากหลินหยางเปิดใช้งานไพ่ตายทั้งหมดคงมีแต่สวรรค์ที่จะรู้ว่าเขาในตอนนี้ได้แข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัวไปถึงขั้นไหนแล้ว
อีกทั้งนี่ยังไม่ใช่พลังต่อสู้ระดับสูงสุดของหลินหยางตอนนี้ด้วย
ทันทีที่เขาขึ้นมาถึงระดับอวิ้นหลิงได้แล้ว หลินหยางก็จะสามารถฝึกฝนสุดยอดวิชา“พลังเทพอัคคีสี่รูปแบบ” ได้ซึ่งมันเป็นวิชาที่อยู่เหนือกว่าระดับของเคล็ดวิชาศักดิสิทธิ์ไปแล้วมันคือวิชาระดับ “พลังธรรมชาติ”
ในทวีปชี่อู่นี้วิชาต่อสู้ระดับพลังธรรมชาตินั้นแทบจะหายสาบสูญไปหมดแล้วทุกครั้งที่มีวิชาระดับพลังธรรมชาติปรากฏสู่ยุทธภพ ก็ล้วนสามารถทำให้เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นไปทั่วทั้งภพภูมิได้
หลินหยางนั้นคาดหวังกับวิชาพลังเทพอัคคีสี่รูปแบบไว้มาก
แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาคาดหวังมากกว่าก็คือการได้ต่อสู้แบบเอาจริงกับต้วนเทียนหยา
เขาอยากจะทดสอบระดับพลังของตัวเองตอนนี้ว่าสรุปแล้วเขาแข็งแกร่งขึ้นมากขนาดไหนกันแน่?
เขาอยากจะจัดการต้วนเทียนหยาให้ได้ในครั้งเดียวเพื่อที่จะได้รับรู้ความลับของเรื่องราวเมื่อสิบห้าปีก่อนจะได้รีบๆ หาทางไปช่วยแม่ของเขาเสียที
ดังนั้น หลินหยางจึงรีบไปที่ด้านข้างของห้องฝึกซ้อมซึ่งมีอุปกรณ์สื่อสารตั้งอยู่จากนั้นก็ใช้มันเพื่อส่งเสียงไปหาต้วนเทียนหยาว่า
“ท่านหัวหน้าต้วน ปล่อยให้ท่านรอเสียนานเลย...หลินหยางเตรียมพร้อมประมือกับท่านอีกครั้งแล้ว”
อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นเขาก็ส่งเสียงพูดขึ้น แต่เนื้อความนั้นทำให้หลินหยางอึ้งไปทันที“วันนี้เจ้าสู้กับคนอื่น...”
หา?
เกิดอะไรขึ้น?
หลินหยางนิ่งไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงค่อยก้าวออกจากห้องฝึกซ้อมไปก็มองเห็นว่าบริเวณลานกว้างด้านหน้าตำหนักเย็นตอนนี้กลับมีเงาร่างสองสายกำลังยืนรออยู่
มีแต่คนคุ้นเคย
ต้วนเทียนหยายังคงยืนอยู่ที่เดิมราวกับวิญญาณก็ไม่ปานภายในดวงตาอันเลื่อนลอยคู่นั้นยังคงส่องประกายแสงที่หลินหยางไม่รู้จักออกมา
ส่วนอีกคนหนึ่งนั้น เสื้อสีขาวยาวไสวสำนึกดาบส่องประกายเจิดจ้าราวกับตัวเขาคือดาบยาวที่ถูกถอดออกจากฝักแล้วก็ไม่ปานเขาจ้องเขม็งมาที่หลินหยางอย่างไม่ละสายตา
มู่หยงไป๋?
ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?
หลินหยางรู้สึกสับสนเล็กน้อย
ต้วนเทียนหยาที่ยืนอยู่ด้านข้างยังคงเอกลักษณ์ของตัวเองพูดกับหลินหยางสั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า
“ไม่ใส่ชุดเกราะ ชนะเขาได้ เท่ากับชนะข้า”
หืม?
ชนะมู่หยงไป๋หรือ?
เรื่องเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป หลินหยางจึงยังสับสนตามไม่ทันเพียงแต่มู่หยงไป๋ตรงหน้านี้กลับเปิดเผยเจตนาตรงๆ ไม่อ้อมค้อมเขาชักดาบเทพฉางฉิงจากหลังตัวเองออกมาถือไว้ในมือจากนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งว่า
“หลินหยาง ถ้าเจ้าไม่มีไอ้ชุดเกราะสีเงินนั่น เจ้ามันก็เป็นได้แค่มดปลวกใต้เท้าของข้าเท่านั้น...วันนี้ ข้าจะแสดงให้ผู้คนทั้งหมดได้รับรู้ว่าใครกันแน่ที่คู่ควรกับการเป็นสามีของเซียวเซียง!!!!”
มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกัน?
หลินหยางแอบรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังตกลงไปในหลุมที่ลึกมากๆ อย่างไรก็ไม่รู้แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เปิดโอกาสให้เขาคิดอะไรเยอะต้วนเทียนหยาได้เดินไปอยู่วงนอกพร้อมกับสร้างม่านพลังฟ้าดินสุดพิสดารขึ้นมาล้อมรอบเอาไว้แล้ว
ภายในม่านพลังนั้นถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงไม่มีใครสามารถรับรู้ถึงการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
“เข้ามาเลย หลินหยาง!! ข้าล่ะอยากเห็นจริงๆถ้าเจ้าไม่มีอุปกรณ์อะไรช่วยเหลือละก็ เจ้าจะยังทำอะไรได้อีก!!!!”
ไม่ได้เจอกันแค่ครึ่งปีแต่ดูประกายดาบบนตัวของมู่หยงไป๋จะแหลมคมขึ้นกว่าเดิมอีก แต่ไอ้ท่าทางยโสโอหังอันน่ารังเกียจของมันดูจะไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายรอคอยการต่อสู้ในวันนี้มาเนิ่นนานแล้วมาถึงก็เร่งเร้าจิตต่อสู้ของตัวเองจนถึงขีดสุดอย่างรวดเร็วพลังต่อสู้ระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดของเขาที่ถูกระเบิดออกมานั้นให้ความรู้สึกราวกับดาบชั้นยอดที่ถูกชักออกจากฝักแล้วส่องประกายดาบอันแหลมคมออกมาทั่วทุกทิศ
ถ้าเป็นเมื่อครึ่งปีก่อนหลินหยางที่ไม่ได้ส่วมใส่ชุดเกราะราชันเหล็กขาวเอาไว้ คงจะถูกรัศมีพลังรอบตัวของมู่หยงไป๋กดดันจนรู้สึกทรมานก็เป็นได้
แต่ว่าวันนี้ ตัวเขาที่เหมือนได้เกิดใหม่มาแล้วนั้นกำลังคาดหวังที่จะได้ต่อสู้อย่างดุเดือดเลือดพล่านสักฉากหนึ่ง
ไม่ว่ามู่หยงไป๋ตอนนี้มันจะเป็นบ้าอะไรของมันอยู่แต่สำหรับหลินหยางแล้ว มันคือคู่ต่อสู้ชั้นดีที่เหมาะสำหรับใช้ในการทดสอบฝีมือเลย!!
พลังของยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดที่ได้รับสืบทอดวิถีดาบมาจากศาสนาศักดิสิทธิ์เมื่อรวมกับดาบเทพฉางฉิงอันทรงพลังแล้วแต่ละอย่างล้วนสามารถปลุกเร้าเลือดลมของหลินหยางให้เร่าร้อนขึ้นถึงขีดสุดได้ทั้งสิ้น
การฝึกหนักตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานี้ในที่สุดก็ได้เวลาแสดงผลการฝึกออกมาแบบเต็มที่แล้ว!!
หลินหยางตัดสินใจหยุดความคิดทุกอย่างเอาไว้แล้วสัมผัสกับประสบการณ์ต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่านตรงหน้านี้ให้เต็มที่ก่อนค่อยว่ากัน
“ดาบเฟิ่งหวู่ ออกมา!!”
เสียงกู่ร้องของพญาวิหคเพลิงดังก้อง ดาบเพลิงพลันปรากฏตัวขึ้น
หลินหยางถือดาบในมือไว้พร้อมกับจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา
“ดาบเทพฉางฉิงข้าเองก็อยากรับการสั่งสอนจากเจ้าดูสักครา”
น้ำเสียงอันราบเรียบนั้นสำหรับมู่หยงไป๋แล้วไม่ต่างอะไรกับน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้นักดาบหนุ่มที่กดความโกรธเกรี้ยวเอาไว้นานแล้วพลันระเบิดออกมาทันที
“คุกเข่าลงซะ!!!!”
มู่หยงไป๋ขยับแล้ว
ดาบเทพฉางฉิงในมือเขาพลันมีคมดาบที่ยื่นยาวออกมาสามฟุตถึงจะไม่ยาวมาก แต่กลับรวดเร็วราวอสนีบาตพอปลายดาบถูกยกขึ้นชี้ตรง วินาทีต่อมามันก็โผล่พรวดมาปรากฏอยู่ตรงบริเวณอกของเขาแล้ว
ใจอำมหิต...ดาบเร็ว!!!!
วิชาดาบฉางฉิงของศาสนาศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นวิชาดาบที่ใช้ความรู้สึกทั้งเจ็ดประเภทของมนุษย์มากลั่นกรองเป็นเพลงดาบความรู้สึกแต่ละประเภทนั้นล้วนเป็นตัวแทนของเพลงดาบรูปแบบต่างๆที่ไม่ซ้ำกัน เป็นเพลงดาบที่มีอานุภาพทรงพลังสุดขีดเป็นวิชาดาบระดับเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงของแท้
กระบวนท่านี้ เร็ว
เร็วมาก
เร็วจนสามาถแทงทะลุทุกสรรพสิ่งบนโลก สามารถตัดขาดทุกความรู้สึก
ดวงตาของหลินหยางพลันหดตัวลง
เมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับดาบของมู่หยงไป๋โดยตรงแล้วถึงได้รู้ว่านักดาบสุดแกร่งผู้นี้นั้น แข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ ของทวีปชี่อู่สมคำเล่าลืออย่างแท้จริง
แค่ดาบนี้ดาบเดียวในทั่วทั้งทวีปชี่อูนี้เกรงว่าคงมีแค่ไม่ถึงสิบคนที่สามารถต้านรับไว้ได้ทัน
แต่หลินหยาง คือหนึ่งในนั้น!!
“เปิดได้ดี!!”
หลินหยางกระซิบเบาๆดาบเฟิ่งหวู่ในมือเขาพลันฟาดจากบนลงล่างลงมาอย่างแรง
พลังเพลิงอัสนีม่วงในกายเขาถูกปล่อยออกมาเพียงพริบตาเดียวก็เลื้อยไปพันวนรอบดาบเฟิ่งหวู่ไว้ราวกับอสรพิษไฟแปรเปลี่ยนให้ดาบเล่มบางๆ นั่นกลายเป็นหอคอยแห่งเพลิงอัสนีขนาดยักษ์ต้นหนึ่ง
หนึ่งดาบ...ผ่ามิติ!!
ครึ่งปีผ่านไปหลินหยางใช้ออกด้วยสุดยอดเพลงดาบสะท้านภพของต้วนเทียนหยาอีกครั้งแต่คราวนี้ราวกับมันได้เปลี่ยนเป็นวิชาใหม่ไปแล้ว
คมดาบเทวะฟาดฟัน โลกหล้าพังทลาย
คมดาบสีน้ำเงินม่วงตัดผ่านฟากฟ้า ดูงดงามตระการตา แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยอานุภาพอันทรงพลังน่าเกรงขามอย่างไร้คู่ต่อกร
เพลงดาบนี้ ดุดัน
ดุดันสุดขีด
สรรพสิ่งใต้หล้าล้วนกลายเป็นฝุ่นผงภายใต้ดาบนี้
ดาบของมู่หยงป๋ ใช้ความเร็วกำจัดศัตรู ตัดขาดทุกสรรพสิ่ง
ดาบของหลินหยาง พิชิตสวรรค์ ขยี้ทุกสรรพสิ่ง
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า กระบวนท่าแรกสุดที่ทั้งสองใช้ออกไปก็เป็นสุดยอดวิชาพิฆาตที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินขนาดนี้แล้ว
ตึง!!!!
คมดาบปะทะกันจนเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นทะลุฟากฟ้า
แรงปะทะขนาดมหึมาทำให้ผืนแผ่นเดินทูกทำลายจนแตกกระจายและแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผงไป
เงาร่างสองสายดีดตัวถอยออกมาด้านหลัง
แต่จิตต่อสู้ของทั้งสองคนกลับยังคงเร่าร้อนดุเดือดคนหนึ่งดุจมังกรสวรรค์ คนหนึ่งปานพยัคฆ์อำมหิตเพียงครู่เดียวเงาร่างทั้งสองสายก็พุ่งทะยานออกไปปะทะกันอีกครั้งบรรยากาศร้อนแรงดุจไฟเพลิงที่ลุกโชนทะลุชั้นฟ้า
“หลินหยาง รับไปอีกหนึ่งกระบวนท่า!!”
หลังจากมู่หยงไป๋ใช้เพลงดาบแรกออกไปแล้วพลันรู้สึกตกใจในตัวหลินหยางจากนั้นก็รู้สึกโมโหมากกว่าเดิม
ครึ่งปีที่ผ่านมานี้ตัวเขาเองนั้นได้ยกระดับพลังต่อสู้ขึ้นมาอย่างมหาศาลแล้ว ใครจะคิดว่าไอ้คนตรงหน้านี้มันก็เก่งขึ้นมาเหมือนกัน
ตอนอยู่ที่ทะเลสาบฟ้าสมุทร หลินหยางที่ไม่ได้ใส่ชุดเกราะราชันเหล็กขาวนั้นมีพลังแค่ระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุดเท่านั้นแต่คราวนี้ตอนที่ทั้งสองประดาบกันครั้งแรกนั้นผลกลับออกมาเป็นเสมอกันเสียอย่างนั้นแสดงว่าพละกำลังของหลินหยางตอนนี้อยู่ในระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดแล้ว
มารดามันเถอะ แบบนี้มันบ้าบอเกินไปแล้ว!!
แต่ไม่เป็นไรอานุภาพที่แท้จริงของเพลงดาบฉางฉิงยังไม่ได้ใช้ออกไป
มู่หยงไป๋สะกดข่มความรู้สึกตกใจที่เกิดขึ้นเอาไว้เพื่อเซียวเซียงแล้ว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งจนบ้าบอขนาดไหน เขาก็จะฟันทิ้งซะดาบฉางฉิงในมือพลันแผลงฤทธ์ขึ้นอีกครั้ง
ใจกังวล...ดาบรัว!!!!
ฟึบ ฟึบ ฟึบ!!
ดาบยาวของมู่หยงไป๋พลันร่ายรำอย่างบ้าคลั่งเพลงดาบอันคลุ้มคลั่งนี้ราวกับมีน้ำถูกสาดเข้าใส่หลินหยางประกายดาบจำนวนนับไม่ถ้วน โหมกระหน่ำทิ่มแทงเข้าใส่หลินหยางอย่างมืดฟ้ามัวดิน
เพลงดาบนี้นอกจากเร็วแล้ว ยังเยอะ เยอะราวกับดวงดาวจำนวนมหาศาลบนท้องฟ้าเยอะจนรู้สึกลายตาไปหมด หากสับสนมึนงงแม้เพียงเสี้ยวพริบตาเดียวก็จะถูกดาวรัวชุดนี้กลืนกินลงไปทันที
ในดวงตาของหลินหยางนั้นมีแต่ภาพของกระบวนท่าดาบรัวนี้
แต่วินาทีต่อมาจิตต่อสู้อันเร่าร้อนของหลินหยางก็พร้อมที่จะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าแล้ว
รัวดาบแล้วอย่างไร เดี๋ยวข้าจะแก้มันให้ดู!!
ดาบในมือของหลินหยางก็เริ่มร่ายรำขึ้นอย่างไร้ร่องรอยบนอากาศกลายเป็นประกายดาบจำนวนมากจนยากจะแยกออกด้วยตาเปล่าราวกับกำลังขีดเขียนอักษรด้วยพู่กันบนอากาศตรงหน้า กวาดดาบไปมาอย่างไร้ทิศทางไร้กฏเกณฑ์
หนึ่งในเพลงดาบสามกระบวนท่า กระบวนท่าที่สอง “ร้อยดาบไร้ร่องรอย” ได้ถูกหลินหยางนำมันมากลั่นกรองเป็นรูปแบบของตัวเองแล้ว
ร้อยดาบไร้ร่องรอย!!