บทที่ 2: การค้นหาคำตอบ
กลุ่มของเ้าชายเอเลนและเ้าหญิงเรอาเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอย่างรุนแรงท้องทุ่งที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็แหล่งความทุกข์ทรมานของผู้คน พื้นดินแห้งแล้งข้าวกล้าเหี่ยวเฉาและบรรยากาศในหมู่บ้านเต็มไปด้วยความเงียบสงบที่แฝงไปด้วยความเศร้าโศกทุกคนในหมู่บ้านต่างเผชิญกับความอดอยากและความสิ้นหวังเ้าชายเอเลนมองไปรอบๆด้วยความรู้สึกหดหู่ เขาหันไปมองเ้าหญิงเรอาและกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เราต้องหาคำตอบที่นี่เราต้องช่วยเหลือคนเหล่านี้ให้ได้”
เ้าหญิงเรอาพยักหน้าเบาๆ และเดินไปข้างหน้าเพื่อสอบถามชาวบ้านเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน
“พวกท่านเคยเห็นสิ่งแปลกประหลาดในป่าบ้างไหม?หรือมีเหตุการณ์ที่ผิดปกติที่อาจเชื่อมโยงกับภัยแล้งนี้?”
ชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็ผู้นำหมู่บ้านเดินเข้ามาใกล้เขามองเ้าหญิงเรอาและเ้าชายเอเลนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
“พวกท่านมาถูกที่แล้ว...ป่าแห่งนั้นมีบางสิ่งที่เราไม่สามารถอธิบายได้ทุกครั้งที่มีใครเข้าไปพวกเขาจะไม่กลับออกมาหรือบางครั้งก็กลับมาในสภาพที่ผิดปกติ เหมือนพวกเขาถูกสาป”
เ้าชายเอเลนขมวดคิ้ว
“สาป? ท่านหมายถึงอะไร?”
ผู้นำหมู่บ้านมองไปยังป่าที่อยู่ห่างออกไปในระยะไกล
“มันเริ่มจากการที่พวกเราได้ยินเสียงแปลกๆจากป่าและหลังจากนั้นไม่นานภัยแล้งก็เริ่มเข้ามาทุกครั้งที่มีคนเข้าไปในป่าพวกเขาจะกลับมาพร้อมกับความเ็ปและความหวาดกลัว...บางคนก็หายไปเลย”
เ้าหญิงเรอาหันไปมองเ้าชายเอเลนอย่างสงสัย
“เราต้องไปที่ป่าแล้วล่ะ”
“เราจะต้องหาคำตอบให้ได้”
เ้าชายเอเลนกล่าวด้วยความมุ่งมั่น
“แต่เราต้องระวังตัวให้ดีเราไม่รู้ว่าอะไรที่รอเราอยู่ในนั้น”
ทั้งกลุ่มัสินใจเดินทางมุ่งหน้าไปยังชายป่าที่ชาวบ้านกล่าวถึงแต่ในใจทุกคนต่างเต็มไปด้วย คำถามและความไม่แน่ใจเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาจะพบในป่าลึกแห่งนี้พวกเขารู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่ใช่เื่ง่ายและพวกเขาต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้
การเดินทางของพวกเขากำลังจะเข้าสู่บททดสอบที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและทุกย่างก้าวที่พวกเขาก้าวไปข้างหน้าก็ยิ่งทำให้ความสงสัยและความกลัวเพิ่มขึ้นทุกที
กลุ่มของเ้าชายเอเลนและเ้าหญิงเรอาเดินลึกเข้าไปในป่าใหญ่ป่าที่เต็มไปด้วยความเงียบสงัดราวกับทุกสิ่งในที่นี้ถูกหยุดนิ่งโดยไม่มีชีวิตใดๆเหลืออยู่สายลมที่พัดผ่านดูเหมือนจะเย็นะเืและเต็มไปด้วยความลึกลับเ้าชายเอเลนมองไปรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง
“ต้องมีบางสิ่งที่อยู่ในนี้”
เขาพูดเสียงเบาแต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยความมั่นใจ
เ้าหญิงเรอาพยักหน้าเบาๆ
“แต่เราต้องระวังตัวให้ดีอย่าลืมว่าเรายังไม่รู้ว่าอะไรซ่อนอยู่ในป่านี้”
ขณะที่กลุ่มเดินลึกเข้าไปในป่าเสียงบางอย่างก็เริ่มดังขึ้นจากความเงียบสงัดเสียงที่เหมือนกับการเคลื่อนไหวในเงามืดเสียงที่ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความไม่สบายใจ
เอียร่ามองไปที่เ้าชายเอเลนด้วยสีหน้ากังวล
“เ้าชาย...ข้ารู้สึกแปลกๆในที่นี้บางอย่างไม่ปกติ”
“เ้ารู้สึกอะไร?”
เ้าชายเอเลนถามเอียร่าเงียบไปชั่วขณะก่อนจะตอบ
“บางอย่างในอากาศ…มันเหมือนกับมีพลังบางอย่างแฝงอยู่ในนี้ มันรู้สึก... ไม่ปลอดภัย”
เอร่าหันมามองเอียร่าอย่างระมัดระวัง
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“บางที... อาจจะมีอะไรที่เรายังไม่รู้”
เอียร่าตอบด้วยเสียงต่ำ
“หรือบางที...มันอาจจะเป็สิ่งที่เกี่ยวข้องกับภัยแล้งที่เกิดขึ้น”
ในขณะเดียวกันอาเธอร์ที่เดินตามหลังเ้าหญิงเรอาและเ้าชายเอเลนก็เริ่มแสดงความไม่พอใจ
“เราควรกลับไปเถอะ”
เขาพูดเสียงดังขึ้น
“ไม่มีอะไรดีขึ้นเลยเรากำลังเสียเวลาเดินอยู่ในที่มืดมนนี้”
“เราไม่สามารถกลับไปได้”
เ้าชายเอเลนตอบเสียงมั่นคง
“เราต้องหาคำตอบให้ได้ถ้าเราหยุดตอนนี้ทุกสิ่งที่เราทำมาจะไร้ค่า”
อาเธอร์ขมวดคิ้ว
“แต่บางทีการเดินหน้าต่อไปอาจจะทำให้เราติดอยู่ในกับดักก็ได้”
“เราต้องเชื่อใจในกันและกัน”
เ้าหญิงเรอากล่าวเสริม
“เราเดินทางมาด้วยกันและเราจะต้องทำให้สำเร็จด้วยกัน”
ความตึงเครียดเริ่มเพิ่มขึ้นในกลุ่มแต่ทุกคนก็ยังคงเดินต่อไปข้างหน้าท่ามกลางความสงสัยและความไม่แน่ใจการเดินทางของพวกเขากำลังเผชิญกับการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและไม่เพียงแค่ภัยจากธรรมชาติแต่ยังรวมถึงความสงสัยที่เริ่มก่อตัวในใจของแต่ละคนพวกเขาต้องพึ่งพากันและกันมากขึ้นเพื่อที่จะผ่านพ้นการเดินทางนี้ไปให้ได้
ในขณะที่พวกเขาก้าวไปข้างหน้าความรู้สึกไม่ปลอดภัยในอากาศยิ่งชัดเจนขึ้นทุกย่างก้าวที่พวกเขาก้าวไปในป่าราวกับมีบางสิ่งที่กำลังเฝ้ามองพวกเขาอยู่จากเงามืดของป่า
กลุ่มเดินลึกเข้าไปในป่ามืดสายลมที่พัดผ่านใบไม้เสียงดังกรอบแกรบเป็ระยะสถานที่แห่งนี้เต็มไป ด้วยความเงียบงันราวกับไม่มีชีวิตใดๆเหลืออยู่ ความรู้สึกถึงอันตรายเริ่มคืบคลานเข้ามาในใจของทุกคน
ทันใดนั้นเสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากความมืด หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มหยุดก้าวทันที ร่างของมันเคลื่อนไหวในความมืดอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทุกคนจะได้ทันตั้งตัว กลุ่มของพวกเขาก็ถูกโจมตี
“ระวัง!”
โอมานองครักษ์ะโเตือนขณะที่เขาเงื้อดาบของเขาขึ้นเตรียมปกป้อง
จากความมืดปรากฏร่างของศัตรูที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวไปในลักษณะที่น่าสะพรึงกลัวสวมชุดเกราะดำที่ดูเหมือนจะทำจากวัสดุที่ไม่สามารถระบุได้มันมีพลังเวทมนตร์ที่รุนแรงและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
“ศัตรูที่มีพลังเวทมนตร์...”
เอียร่าพูดเสียงต่ำ ขณะที่เธอจับดาบของเธอแน่น
เ้าชายเอเลนขมวดคิ้ว
“พวกมันรู้จักเรา...และมันไม่ใช่สิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น”
ศัตรูเริ่มโจมตีอย่างรวดเร็วโดยการใช้เวทมนตร์ที่ทำให้พื้นดินสั่นะเืและแผ่พลังเวทออกมาเป็ระลอกๆ พวกมันเหมือนจะมีความสามารถในการควบคุมพลังแห่งความมืด
“ระวัง!”
เอร่าเตือนเสียงดังขณะที่เธอใช้เวทมนตร์ป้องกันตัวเองและกลุ่ม
ทันใดนั้นเอร่าเริ่มเรียกพลังเวทจากภายในร่างกายของเธอมือของเธอส่องแสงสีฟ้าอ่อน ขณะที่พลังเวทมหาศาลพุ่งออกไปจากมือของเธอ พลังเวทนี้ทำให้ศัตรูที่โจมตีพวกเขาถอยหลังไปหลายก้าว
“มันไม่ใช่การต่อสู้ที่ธรรมดา...”
เอร่าเอ่ยขึ้นขณะเธอหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า
“พวกมันถูกสาป... และถูกบังคับให้ทำตามคำสั่ง”
เ้าชายเอเลนพยักหน้า
“แล้วใครคือผู้ที่บงการพวกมัน?”
“เราต้องหาคำตอบ”
เ้าหญิงเรอากล่าวด้วยความมุ่งมั่น
“เราจะไม่หยุดจนกว่าจะรู้ว่าใครอยู่เื้ัภัยแล้งนี้”
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างหนักหน่วงแต่ด้วยความร่วมมือของกลุ่มพวกเขาสามารถเอาชนะศัตรูได้ในที่สุดโอมานองครักษ์ใช้ทักษะการต่อสู้ที่เชี่ยวชาญในการปกป้องกลุ่มขณะที่เ้าชายเอเลนและเ้าหญิงเรอาช่วยกันโจมตี
เมื่อการต่อสู้จบลงกลุ่มของพวกเขายืนหอบหายใจอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านจากการต่อสู้ที่เกิดขึ้น
“เราต้องหาคำตอบให้ได้...”
เอียร่าพูดเสียงเบา ขณะมองไปที่ศัตรูที่ล้มลง
“ใช่”
เ้าชายเอเลนตอบ
“แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเราไม่ได้เผชิญแค่ภัยแล้ง แต่ยังมีการเล่นเวทมนตร์ที่ผิดปกติอยู่เื้ัทั้งหมดนี้”
กลุ่มยืนอยู่ในความเงียบรู้สึกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในอากาศพวกเขาต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนและพวกเขา้าคำตอบที่ชัดเจนเพื่อหยุดยั้งการทำลายล้างนี้
ทั้งกลุ่มยืนอยู่ท่ามกลางป่าที่ราบเรียบหลังการต่อสู้ศัตรูที่พวกเขาต่อสู้ด้วยยังคงอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถขัดขืนได้บางคนล้มลงอย่างหมดสภาพ ขณะที่บางคนยังคงนอนอยู่บนพื้นด้วยการหายใจที่ติดขัด
เ้าชายเอเลนก้มลงไปใกล้ศัตรูที่หนึ่งที่ยังไม่หมดสติเขาพยายามค้นหาสัญญาณบางอย่างที่อาจบ่งชี้ถึงเบาะแสเกี่ยวกับภัยที่พวกเขากำลังเผชิญ
“มันถูกสาป...”
เอร่าเอ่ยเสียงเบา ขณะที่เธอมองไปที่ศัตรูที่ยังคงขยับตัวอยู่
“พวกมันไม่ได้ทำตามความตั้งใจของตัวเอง”
เ้าชายเอเลนมองไปที่เอร่าและพยักหน้า
“หมายความว่า...ใครบางคนอยู่เื้ัทั้งหมดนี้?”
“ใช่”
เอียร่าตอบเสียงเคร่งเครียด
“พวกมันถูกควบคุมด้วยพลังเวทที่รุนแรง และมันอาจเชื่อมโยงกับการปรากฏตัวของภัยแล้งที่เกิดขึ้น”
เ้าหญิงเรอาเดินไปใกล้และมองดูศัตรูที่ยังคงขยับตัวอย่างช้าๆ เธอคุกเข่าลงข้างๆ และจับมือของศัตรูที่กำลังสั่นคลอนอยู่และจัดการกับ ศัตรู
“เราไม่สามารถปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เราต้องหาผู้ที่อยู่เื้ัทั้งหมดนี้”
“ใช่”
อาเธอร์กล่าวขณะที่เขากำลังมองไปที่ป่าอันมืดมิด
“พวกมันไม่ใช่แค่ศัตรูธรรมดาพวกมันถูกใช้เป็เครื่องมือในการทำลายล้าง”
“เราต้องหาคำตอบให้ได้…และจัดการเื่นี้ให้จบเร็วที่สุด”
โอมานองครักษ์กล่าวเสียงเข้ม
“ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องอาณาจักรของเราแต่เพื่อหยุดยั้งการทำลายที่เกิดขึ้น”
กลุ่มตัดสินใจที่จะเดินทางต่อไปและค้นหาผู้ที่อยู่เื้ัการกระทำเหล่านี้พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าขณะที่ความรู้สึกถึงความลึกลับและอันตรายยังคงปกคลุมพื้นที่รอบตัว
ในขณะที่พวกเขาก้าวไปข้างหน้าเอียร่าเริ่มพูดขึ้นอีกครั้ง
“บางที... อาจมีคนที่รู้เื่นี้อยู่ในอดีตของข้า”
เ้าชายเอเลนหันมามองเธอ
“เอียร่า... เ้าหมายถึงอะไร?”
เอียร่าเงียบไปชั่วขณะก่อนจะตอบ
“ข้าเคยได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับการใช้เวทมนตร์ที่ผิดปกติในอดีตบางทีการทำลายล้างที่เกิดขึ้นอาจเชื่อมโยงกับเวทมนตร์ที่ถูกลืมไปแล้ว”
“เราต้องหาคำตอบจากอดีตเพื่อเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน”
เ้าหญิงเรอากล่าว
“และเราจะต้องทำให้มันสิ้นสุดลง”
“ใช่แล้วเอียร่า เรอาพูดถูก… อย่ากังวล”
เอร่า พูดให้กำลังใจเอียร่า
ทั้งกลุ่มมุ่งหน้าไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นการค้นพบนี้ทำให้พวกเขาเริ่มเห็นภาพใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญพวกเขาต้องหาคำตอบจากอดีตและเชื่อมโยงมันกับปัจจุบันเพื่อหยุดยั้งภัยที่กำลังคุกคามทั้งสองอาณาจักร
กลุ่มยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบในป่าลึก ความรู้สึกของการค้นพบที่สำคัญยังคงลอยอยู่ในอากาศพวกเขารู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอันตรายมากยิ่งขึ้นแต่การค้นพบที่พวกเขาได้รับในวันนี้ทำให้พวกเขามีแรงผลักดันในการเดินต่อไป
“เรารู้แล้วว่าใครบางคนอยู่เื้ัการทำลายล้างนี้”
เ้าชายเอเลนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“และเราจะไม่หยุดจนกว่าเราจะหาคำตอบทั้งหมด”
เ้าหญิงเรอาหันมามองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“เราต้องหยุดยั้งสิ่งนี้ให้ได้เพื่อไม่ให้มันทำลายทุกสิ่งที่เรารัก”
เอียร่ามองไปที่เพื่อนร่วมทางอย่างจริงจัง
“แต่เราต้องระวังให้ดีอาจมีอันตรายที่เรายังไม่เห็นอยู่ข้างหน้า”
“เราเตรียมตัวมาแล้ว”
โอมานองครักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“เราต้องพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้น”
อาเธอร์ยิ้มให้กับคำพูดของโอมาน
“ใช่แล้วเรามาไกลขนาดนี้แล้วไม่มีอะไรที่จะหยุดเราได้”
“อื้มข้าก็เห็นด้วย… เช่นนั้นพวกเราเดินทางกันต่อเถอะ”
เอร่าพูดขึ้นด้วมวามมุ่งมั่น
กลุ่มเริ่มเดินต่อไปในป่าอย่างมั่นใจมากขึ้นแม้จะมีความไม่แน่ใจในใจแต่พวกเขาก็รู้ว่าการเดินทางนี้ไม่สามารถยุติลงได้ง่ายๆพวกเขาต้องหาคำตอบให้ได้และไม่ว่ามันจะยากแค่ไหนพวกเขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกอุปสรรค
ขณะที่เดินไปข้างหน้าความรู้สึกของการเป็ทีมที่แข็งแกร่งขึ้นในใจของพวกเขาเอียร่ามองไปที่เ้าชายและเ้าหญิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพ
“เราทุกคนต่างมีบทบาทสำคัญในครั้งนี้เราจะต้องทำงานร่วมกัน”
“เราจะทำให้สำเร็จ”
เ้าหญิงเรอาตอบด้วยความมั่นใจ
ทุกคนในกลุ่มต่างรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ๆที่อาจทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมแต่พวกเขาก็ไม่ลังเลที่จะเดินหน้าต่อไปเพราะพวกเขามีภารกิจที่สำคัญกว่าทุกสิ่ง
“ไปกันต่อเถอะ”
เ้าชายเอเลนพูดพร้อมกับยิ้มให้กับทุกคน
“เราไม่สามารถ
ปล่อยให้ภารกิจนี้ล้มเหลวได้”
กลุ่มเดินทางต่อไปด้วยความมุ่งมั่นและความหวังในใจพวกเขารู้ว่าอนาคตของทั้งสองอาณาจักรอยู่ในมือของพวกเขาและการเดินทางนี้จะเป็การพิสูจน์ถึงความกล้าหาญและความร่วมมือของพวกเขาในการฟื้นฟูสิ่งที่สูญเสียไป