ตอนที่ 9
“ข้าขอเข้าไปหาท่านพี่หน่อย”เลี่ยงหลิ่งเดินเข้ามาขอเข้าไปหาซูหนี่ว์ เพราะวันรุ่งขึ้นก็จะเป็วันที่ซูหนี่ว์ต้องเข้าไปอยู่ในตระกูลหวงของเสนาบดีกรมการคลังแล้ว
บ่าวรับใช้ของซูหนี่ว์หลีกทางให้เลี่ยงหลิ่งเข้ามาพบคนผู้พี่ ซูหนี่ว์กำลังนั่งอยู่หน้ากระจกเหม่อลอย ถึงแม้ว่าจะมีบ่าวรับใช้หลายคนกำลังล้อมรอบตัวนางอยู่ก็ตาม
เลี่ยงหลิ่งเห็นเช่นนั้นก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีนอกจากปั้นหน้ายิ้ม แสงสะท้อนจากเงากระจกเห็นเลี่ยงหลิ่งเดินเข้ามาอยู่ด้านหลังของซูหนี่ว์ นางก็หันมามองหน้าน้องสาวที่กำลังเกาะไหล่นางอยู่
“ท่านพี่ ท่านตื่นเต้นหรือ ข้าได้ยินจากท่านแม่ว่าท่านไม่ยอมทานข้าวทานน้ำ เช่นนี้ไม่ได้นะรู้ไหม ไม่เช่นนั้นวันรุ่งขึ้นท่านจะไม่มีแรงเอา”ซูหนี่ว์ยิ้มให้น้องสาว แต่แววตาไม่ได้บ่งบอกว่ากำลังมีความสุขเลยแม้แต่นิดเดียว เลี่ยงหลิ่งจึงหาวิธีการใหม่มาทำให้พี่สาวสบายใจขึ้น
“นี่ท่านพ่อได้ขนมมาจากชาวบ้านด้วยล่ะ ข้าเห็นว่ามันอร่อยจึงเอามาให้ท่านพี่ลองชิมดู ข้าชิมแล้วรสเลิศดีแท้ เหมือนขนมของพ่อครัวหวังเลยนะ อ่ะนี่”
เลี่ยงหลิ่งเรียกให้ฉิงอันยื่นขนมชนิดหนึ่ง มีรสเค็มนำเล็กน้อย ต่อด้วยหวานตามให้แก่ซูหนี่ว์
แต่ซูหนี่ว์ก็ไม่ได้รับมันมาทานแต่อย่างใด
“ท่านพี่..ท่านไม่เชื่อใจข้าอย่างนั้นหรือ”เมื่อเห็นว่าซูหนี่ว์ไม่ได้สนใจ เลี่ยงหลิ่งจึงคิดแผนใหม่ขึ้นมาเพื่อให้ซูหนี่ว์ใจอ่อนยอมทานขนม
“ไม่นะ ไม่เป็เช่นนั้นหรอก พี่แค่..ไม่อยากทานอะไร”
“ถ้าท่านพี่ไว้ใจข้าก็ทานเสียหน่อย ข้าตั้งใจเอามาให้ท่าน แต่ถ้าหากท่านไม่อยากทานคนเดียวล่ะก็ ข้าทานเป็เพื่อนท่านก็ได้นะ ข้ากำลังหิวพอดี”เลี่ยงหลิ่งนำขนมนั้นเข้าปากไปแล้วเคี้ยวจนแก้มทั้งสองข้างตุ่ย
ซูหนี่ว์เผลอยิ้มให้น้องสาวเพราะเอ็นดูความน่ารักของเลี่ยงหลิ่ง นึกถึงวันรุ่งขึ้นที่ต้องก้าวออกจากจวนตระกูลเหลียนไปก็ใจหาย
“ถ้าหากพี่แต่งงานออกไปแล้ว..พี่คงไม่ได้เห็นความน่ารักของเ้าอีก”
พอซูหนี่ว์พูดเช่นนั้นเลี่ยงหลิ่งก็หยุดเคี้ยว ซูหนี่ว์เอานิ้วมาเช็ดมุมปากที่เปื้อนให้เลี่ยงหลิ่งจนผู้น้องน้ำตาแทบไหล
ถึงแม้ว่าจะพยายามทำให้พี่สาวคลายกังวลและไม่คิดมาก แต่พอเจอประโยคนี้เข้าไป เลี่ยงหลิ่งก็รู้สึกใจหายวาบเช่นกัน
“ขนมเปื้อนปากเ้าหมด เ้ายังทำตัวซนเหมือนเด็ก ทั้ง ๆ ที่ถึงวัยที่ต้องแต่งงานแล้วเช่นนี้ จะไม่ให้พี่ห่วงเ้าได้อย่างไร”
“ท่านพี่..ไม่ต้องห่วงข้า ถึงข้าจะซนแต่ก็ยังมีท่านพ่อและท่านแม่ดูอยู่ ท่านแค่ออกเรือน ไม่ได้ออกจากชีวิตและหัวใจของข้า ถึงตัวท่านจะไม่อยู่แต่ท่านก็อยู่ในหัวใจข้า”
“หากข้าคิดถึง..ข้าจะแอบท่านแม่ออกไปหาท่าน”เลี่ยงหลิ่งกระซิบบอกประโยคสุดท้าย นางรู้ดีว่าทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะมารดายังคงโกรธนางอยู่
“สัญญากับพี่ว่าจะไม่ทำให้พี่ต้องห่วง..ได้หรือไม่?”
“ท่านขอร้องข้าอย่างนั้นหรือ?..ข้า..ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้ท่านต้องห่วง ท่านวางใจได้ หากข้าดื้อซน ข้าจะให้ท่านตีก้นข้าเลย”
“ยังจะพูดเล่นอยู่ได้เ้าเด็กดื้อ”
“ข้าพูดจากใจจริง เราสองคนโตและเกิดมาด้วยกัน ข้ารักท่านพี่มาก ข้าสัญญากับท่านแล้วว่าข้าจะไม่ทำก็คือไม่ทำ โปรดท่านจงวางใจ เชื่อใจข้า หากวันใดข้าต้องเจ็บตัว ขอให้ท่านได้ฟังเหตุผลของข้าที่ข้ามี ขอให้ท่านไม่มองข้าเหมือนที่
ท่านแม่มอง”เลี่ยงหลิ่งจับมือคนผู้พี่มากุมไว้ บ่งบอกถึงความเชื่อใจ ซูหนี่ว์มองมือของน้องสาวที่จับมือของนางอยู่ นางก็เอามือของนางมาจับต่อ
“ข้ารู้ว่าท่านยังคงแก่ความคิดเดิมที่ไม่อยากจะออกเรือนไป แต่นี่คงถึงเวลาที่พรหมลิขิตของท่านกำลังทำงานแล้ว ข้าว่าอย่างไรเสีย การแต่งงานกับคุณชายตระกูลหวงย่อมดีอย่างแน่นอน”ถึงเลี่ยงหลิ่งจะรู้ว่า อยู่ ๆ กันไปก็รักกันเอง จะไม่มีอยู่จริง แต่นางก็ไม่สามารถปลอบพี่สาวด้วยประโยคนี้ได้..ไม่สามารถทำได้ เพราะกับบางคู่ มันใช้ไม่ได้และบางคู่ก็มีจริง ๆ
อยู่ที่โชคชะตาและพรหมลิขิต
“การทำความรู้จักกันเป็เื่ง่าย แต่การจะเข้าไปในโลกของอีกฝ่ายมันยากยิ่ง ข้ารู้ดี แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา กาลเวลาจะทำหน้าที่ของมันเอง”
“เลี่ยงหลิ่งเ้าตื่นแล้วรึยัง อย่าให้แม่ต้องเข้า..มา..ปลุก..”
“ฉิงอัน นายของเ้าหายไปอยู่ที่ใด”
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ วันที่ทุกคนอยู่ในความวุ่นวาย ฮูหยินใหญ่รีบเดินเข้ามาเปิดประตูห้องของลูกสาวคนเล็ก เพราะไม่เห็นหน้าเลี่ยงหลิ่งในตอนเช้าตรู่ ความจริงนางควรจะไปช่วยพี่สาวของนางแต่งตัว ไม่ใช่นอนอยู่บนที่นอนอย่างเช่นทุกวัน
แต่พอเปิดมาแล้วไม่เห็นใครนอนอยู่ แถมที่เตียงนอนยังเรียบร้อยเหมือนไม่เคยมีใครนอนอยู่ ก็ทำให้ผู้เป็มารดารู้สึกแปลกใจจึงเอ่ยถามผู้เป็พี่เลี้ยงของลูกสาวคนเล็ก “คุณหนูตื่นั้แ่ตะวันยังไม่ขึ้นแล้วเ้าค่ะฮูหยินใหญ่”
“แล้วนางไปไหน”
“คุณหนูไปเอาดอกไม้ให้คุณหนูใหญ่เ้าค่ะ ออกไปกับคุณหนูตระกูลหยางอีกสักประเดี๋ยวคงกลับมา ท่านเสนาบดีอนุญาตแล้วจึงออกไปเ้าค่ะ”
“เ้าว่าดอกนี้เป็อย่างไร เราหากันมาหลายร้านแล้ว ไม่ถูกใจเ้าสักร้านเลยหรือ? ซูหนี่ว์คงไม่เื่มากกับดอกไม้นักหรอก”เยว่ซินชูดอกไม้หนึ่งกำมือจ่อหน้าเลี่ยงหลิ่ง จนหน้าของนางจมลงไปอยู่กับดอกไม้
“ท่านพี่เยว่ซิน ท่านเลิกเอาดอกไม้มาจ่อจมูกข้าเสียที ข้าฉุน”เลี่ยงหลิ่งดันมือของเย่วซินออกห่าง จับจมูกบีบจนแดง ทำเหมือนว่าจะจามออกมา แต่ก็ไม่จามเสียที “ข้านึกสงสัย เ้าแพ้ดอกไม้หรือ? ข้าเห็นเ้าบอกหอม บอกฉุน เดี๋ยวจะไอ เดี๋ยวไม่ไอ ไปหาหมอเสียหน่อยเป็ไร เดี๋ยวข้าพาเ้าไปหาหมอประจำตระกูลข้า รับรองว่าหายแน่”
“ข้าไม่ได้แพ้ ข้าแค่ว่ามันฉุน ถ้าแบบนี้ ท่านพี่ไม่ถือแน่ ๆ ต้องเป็ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เท่านั้น ข้ารู้สึกว่าถ้าเป็เช่นนั้น จะดึงดูดใจคนมากกว่า”
“เ้าไปเอาความรู้เื่นี้มาจากที่ใด ข้าไม่เห็นจะเคยรู้เื่พวกนี้มาก่อน”
“ท่านอยู่แต่กับเื่เงินทอง อยู่แต่กับบัญชี การทำอาวุธ จะรู้เื่พวกนี้ได้อย่างไรกันเล่า ส่วนที่ท่านถามว่าข้ารู้ได้อย่างไร จริง ๆ ข้าอ่านเจอในตำราพันธุ์ดอกไม้ของท่านแม่ เลยพอจะมีความรู้เื่นี้บ้าง”
“งั้นดอกหมู่ตันเป็อย่างไร ส่งกลิ่นหอมชั่วขณะ ไม่หอมมาก แต่ก็หอม”เยว่ซินยกดอกหมู่ตัน หรือ ดอกโบตั๋นขึ้นมาหนึ่งช่อให้เลี่ยงหลิ่งพิจารณาดู เลี่ยงหลิ่งก้มลงดมดูและเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าให้
“อืม! ดอกหมู่ตันเป็ทางออกที่ดี นอกจากจะส่งกลิ่นหอมชั่วขณะแล้ว ยังมีความหมายที่ดีอีกด้วย แถม..ยังช่วยเื่ความรักอีกด้วย เหตุใดข้าจึงไม่นึกถึงดอกหมู่ตันั้แ่แรกกัน”
“ถ้าเช่นนั้นก็ดี แม่ค้า ข้าเอาดอกหมู่ตันหนึ่งตระกร้าใหญ่ คนของข้าจ่ายเงินแล้วก็ให้ยกไป”เยว่ซินสั่งอย่างไม่คิดสิ้นเปลือง ราคาของดอกไม้แค่นี้ ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งของนางร่วงได้หรอก
“แหม ใจดีจริงเชียวแม่นาง”เลี่ยงหลิ่งทำท่าเอ่ยแซว และคำนับเป็การขอบคุณ เยว่ซินก็ทำท่ายืดอกเหมือนเป็บุรุษที่ใจกว้างต่อสตรี
“หากท่านเป็บุรุษ สตรีคงกรูเข้ามาหาท่านเป็แน่เชียว”
“หากเป็เช่นนั้น ข้าจะแต่งกับเ้าเพียงผู้เดียวดีหรือไม่เล่า”
“แหม ท่านก็พูดไป สตรีอย่างข้าน่ะหรือจะมีผู้ใดมาสู่ขอให้ออกเรือน”คำพูดของเลี่ยงหลิ่งทำให้คุณหนูตระกูลหยางนึกแปลกใจ เพราะวันที่ไต้เท้าจางและคุณชายจางมาที่จวนของนางก็มาเพื่อหารือเื่งานแต่งงานของท่านแม่ทัพใหญ่อย่างหานซวน และเลี่ยงหลิ่ง คุณหนูรองตระกูลเหลียน
“อ้าว..นี่เ้ายัง..”
“ตายจริง ข้าว่าเราสองคนสายแล้วเป็แน่ รีบไปกันเถอะท่านพี่เยว่ซิน”เลี่ยงหลิ่งมองที่ก้านธูปที่ปักบอกเวลาอยู่หน้าร้าน นางรีบคว้ามือคุณหนูตระกูลหยางขึ้นรถม้าและสั่งให้คนขับรถม้ารีบขับกลับจวนตระกูลเหลียให้ไวที่สุดเท่าที่จะควบม้าได้
พิธีงานแต่งงานระหว่างคุณชายใหญ่ตระกูลหวงและคุณหนูใหญ่ตระกูลเหลียนได้เริ่มขึ้น ท่ามกลางความยินดีจากทั้งสองฝ่าย วันนี้ซูหนี่ว์เป็ผู้ที่งามที่สุดในงาน ไม่ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายผิดหวัง
กลีบดอกโบตั๋นถูกโปรยตามทาง ตามคำสั่งของเลี่ยงหลิ่ง ซึ่งเื่นี้เสนาบดีกรมและฮูหยินใหญ่ได้อนุญาตนางแล้วว่าสามารถทำได้อย่างแน่นอน ส่วนแขกเรื่อในงานก็มีทั้งขุนนางตำแหน่งใหญ่ร่วมงานมากมาย ไม่เว้นแม้แต่หานซวนที่สั่งให้คนของตนมาคุ้มกันโดยรอบเพื่อกันไม่ให้งานมีปัญหาอะไร
แต่ตัวเขาเองไม่ได้เข้ามา เขาไม่อยากเข้าเพราะไม่ชอบสายตาของคนที่มองเข้าด้วยความเกรงกลัวปนรังเกียจ และเื่นี้คุณชายฉืออันผู้เป็เ้าบ่าว ถึงแม้จะคัดค้านแต่ก็ไม่สามารถขัดความคิดของสหายสนิทได้
ใครขัดได้ก็ขัดไป เขาขัดไม่ได้และถ้าหากหานซวนไม่ถูกใจเข้า คงปฏิเสธที่จะมาร่วมงานเป็แน่
เลี่ยงหลิ่งที่กำลังดูผลงานของตนเอง และดูพี่สาวเดินเข้าพิธีแต่งงานกับคุณชายฉืออันอยู่ สายตาก็พลันไปเห็นหานซวนที่ยืนหลบมุมอยู่ไม่ไกลจากที่นางยืนอยู่มากนัก
“ท่านมายืนอยู่ตรงนี้ด้วยเหตุใด? ขุนนางตำแหน่งใหญ่อย่างท่านมีที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุด ท่านเห็นหรือไม่”เลี่ยงหลิ่งเดินเข้ามาบอก โดยที่มือของนางยังถือกรงที่มีเ้าไป๋เซ่ออยู่ในนั้น
หานซวนมองหน้าเลี่ยงหลิ่งและหลุบตามองลงไปที่กรงกระต่าย เลี่ยงหลิ่งเห็นดังนั้นจึงเอากรงกระต่ายหลบไปด้านหลัง
“ท่านมองสิ่งใด ตอบคำถามของข้าก่อน”
“ข้าไม่อยากเข้า”
“ท่านพ่อบอกแก่ข้าว่า ท่านเป็ตัวแทนของฮ่องเต้และฮองเฮา ตามหลักแล้วท่านต้องเข้าไปอยู่ในงานพิธีแทนฮ่องเต้และฮองเฮามิใช่รึ?”
”ท่านทำเช่นนี้ จะไม่เป็ไรอย่างนั้นหรือ? หากฮ่องเต้รู้เข้า พระองค์จะไม่สั่งลงโทษท่านแน่?”
“นี่ปากคนหรือปากนกกระจิบ เหตุใดจึงพูดเจื้อยแจ้ว ถามเื่ที่ไม่ใช่เื่ของตนเองเยอะแยะไปหมดเช่นนี้ หือ?”พอโดนคนหน้านิ่งตอบกลับมา คำพูดของหานซวนทำให้เลี่ยงหลิ่งรู้สึกเหมือนโดนเอาขนมก้อนใหญ่ยัดปากอย่างไรอย่างนั้นเลยเชียว
“ท่านพูดดี ๆ เป็หรือไม่ นี่ปากหรือดาบ เหตุใดจึงคมเช่นนี้”
“ข้าพูดเป็ แต่ไม่ใช่กับเ้า”
“งั้นต้องเป็สตรีอย่างพี่ซูหนี่ว์หรือไม่เล่า ท่านจึงจะพูดดีด้วย”
“สตรีอย่างพี่เ้าไม่น่าสนใจ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ช่างเถอะ ข้าไม่อยากรู้แล้วก็ได้ หากคำถามของข้ามันทำให้ท่านนึกคำตอบไม่ได้ ข้าก็ไม่ขอคำตอบนั้นแล้วกัน ข้าลาล่ะ”
“เดี๋ยว”หานซวนเผลอดึงแขนของเลี่ยงหลิ่งเข้ามาหาตน ด้วยแรงดึงทำให้นางตัวปลิวเข้ามาหาเขาทันที ใบหน้าของนางจมเข้ากับแผงอกแกร่งอีกครั้งหนึ่ง
จึงรีบดันตนเองออกจากหานซวนทันที
“ท่าน!”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจ ขออภัยคุณหนูรอง”หานซวนรีบปล่อยแขนของเลี่ยงหลิ่งทันที เลี่ยงหลิ่งก็รีบถอยห่างออกแต่ก็ยังไม่ได้หันหลังเดินหนีไป
“ท่านมีสิ่งใดจะสนทนากับข้าก็รีบพูดมา หากมีคนมาเห็นเข้า เขาจะพากันเข้าใจผิดได้ ซอกมุมนี้เป็มุมเปลี่ยวนัก ไม่ควรอย่างยิ่งที่บุรุษและสตรีจะอยู่ด้วยกัน”จริง ๆ นางก็ไม่ได้ถืออะไรมากนัก เื่นี้เป็แค่ข้ออ้างเท่านั้น
“เ้าปุกปุยของเ้าเป็อย่างไร”
“เ้าปุกปุย?”เลี่ยงหลิ่งเลิกคิ้วสงสัย แต่พอนึกขึ้นได้ก็ร้องอ๋อออกมา
“ไป๋เซ่อสบายดีแล้ว ขอบใจท่านมากที่บอกข้าเื่แผลของมัน”
“ไป๋เซ่อ? ชื่อพิกลนัก”
“ท่านอย่ามาวิจารณ์ชื่อสัตว์เลี้ยงของผู้อื่นเช่นนี้นะ ข้าไม่อนุญาต”
“งั้นข้าจะเรียกเ้าปุกปุยนี้ว่า เลี่ยงหลิ่ง ดีหรือไม่เล่า พอดีข้าไม่ค่อยชอบชื่อที่เ้าตั้งให้มันเท่าไรนัก เรียกว่า เลี่ยงหลิ่ง ก็น่าจะดี”