เทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง

    ตอนที่ 47 ศึกศาลทมิฬมหาเทพ 1

    ตูมมมมมมมมม!

    เสียงระเบิดกัมปนาทสะท้านเลื่อนลั่นประดุจฟ้าถล่มดินทลายท่ามกลางกลุ่มควันที่ม้วนตัวหนาทึบและซากปรักหักพังของมิติมายาที่เพิ่งล่มสลายเงาร่างหนึ่งค่อยๆ เดินออกมาอย่างมั่นคง อวิ่นหนิงเจี่ย ในชุดที่รุ่งริ่งส่งเสียงไอ"แค่กๆ" พลางใช้มือปัดเศษฝุ่นผงออกจากเนื้อตัว

    ทว่าเมื่อควันจางลงร่างของเด็กหนุ่มพลันหยุดชะงักแข็งค้างด้วยความจังงังภาพเบื้องหน้ามิใช่ป่าหมอกหรือหุบเหวที่เขาเคยผ่านมา แต่เป็น ลานประลองขนาดมหึมา ที่ดูโอ่อ่าทว่าลึกลับและที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือรอบลานแห่งนี้คราคร่ำไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ที่แผ่กลิ่นอายพลังอันเข้มข้นทุกสายตาบัดนี้พุ่งตรงมาที่เขาเป็นจุดเดียวจากแรงระเบิดเมื่อครู่

    “หนิงเจี่ย! หนิงเจี่ย เป็นเจ้าจริงๆ ด้วยเจ้ามาแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”

    เสียงที่คุ้นเคยสองเสียงดังขึ้นพร้อมความยินดีเงาร่างสองสายเหินพุ่งเข้ามาหาเขาในทันที หนิงเจี่ยสืบเท้าถอยหลัง “เดี๋ยว!พวกเจ้า... ใช่ผิงอันกับมู่อี้ตัวจริงหรือไม่?” เด็กหนุ่มคิด "หรือว่าข้ายังไม่หลุดจากมายานั้น" เด็กหนุ่มสะบัดศีรษะด้วยอาการมึนงง

    ต้วนผิงอัน และ หนิวมู่อี้ มองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนจะเกาหัวแกรกๆอย่างงงวย ผิงอันเดินเข้าไปหาพลางบ่นอุบ “เจ้านี่สมองเลอะเลือนไปแล้วหรือไร?หรือว่าด่านทดสอบที่หุบเขาหลงเซี่ยงจะทำให้เจ้าเพี้ยนไปแล้ว!” มู่อี้สำทับพลางทำหน้าขรึม“เจ้าได้ผ่านเมืองฝูเจิ้นหรือไม่? ข้าฝากศิลาผลึกครามไว้ให้เจ้าตั้งสองพันล้านศิลาเชียวนะ!”

    เมื่อเห็นผิงอันสะพาย ง้าวโลกันตร์ และมู่อี้ถือ คทาพฤกษา และเด็กหนุ่มทั้งสองยังรู้เรื่องเกี่ยวกับเขาหลงเซี่ยงและเหตการณ์ที่เมืองฝูเจิ้นแสดงว่าผิงอันและมู่อั้ที่อยู่ตรงหน้าคือตัวจริงอน่างแน่นอนหนิงเจี่ยจึงลอบระบายลมหายใจยาว “เป็นพวกเจ้าจริงๆ ด้วย แล้วพวกเจ้ามาโผล่ที่เกาะแห่งนี้ได้อย่างไร?”มู่อี้ทำท่ายิ้มเก้อเขินคล้ายมีความลับบางอย่าง ทว่าผิงอันรีบตัดบท“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ บรรยากาศตอนนี้ไม่ปกติแล้ว!”

    หนิงเจี่ยกวาดตามองรอบบริเวณ เห็นยอดฝีมือที่กระจายกันรวมตัว เป็น3 กลุ่มใหญ่ พวกเขาพากันเดินเข้ายึดพื้นที่ว่างที่เหลืออยู่ท่ามกลางสายตาพินิจพิเคราะห์จากกลุ่มอื่นๆ

    ทางขวาของเวทีกลุ่มชายหนุ่มในชุดหรูหรานำโดย หยางเทียนหงองค์ชายแห่งอาณาจักรพเนจรเทวะ แสยะยิ้มอย่างดูแคลน “ข้านึกว่าเทพเซียนที่ไหนทะลวงมิติมาที่แท้ก็มดปลวกระดับชี่ปอ! ฮ่า ฮ่า อย่ามาเกะกะ พวกเจ้าจงไสหัวไปเสีย!”

    หนิงเจี่ยไม่ได้สนใจอะไรเขาพลันขมวดคิ้วมองไปยังเวทีฝั่งตรงข้ามรัศมีปราณหมองหม่นเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจนขนลุกชัน เบื้องหน้าคือ ผู้นำกองทัพมวลมารรุ่นเยาว์ ร่างสูงโปร่งสวมอาภรณ์สีดำขลับขลิบแดงโลหิตใบหน้าคมเข้มทว่าเผือดขาวดุจคนตายดวงตาสีเลือดคู่หนึ่งฉายแววเย็นชาและกระหายเลือดอย่างปิดไม่มิดด้านข้างมีหญิงสาวในชุดรัดรูปสีม่วงดำ ดวงตาเรียวคมแฝงแววอำมหิตยืนอยู่โดยมีกองทัพมวลมารเบื้องหลังที่บัดนี้ยืนสงบนิ่งอยู่พลังฝึกปรือและปราณที่แผ่ออกมาอย่างน้อยระดับ ปราณครามขั้นกลางเป็นอย่างต่ำ

    “มวลมาร?” หนิงเจี่ยพึมพำผิงอันและมู่อี้ผงกหัวรับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

    แต่เมื่อมองไปทางซ้ายของเวที เงาร่างสตรีสองนางโดดเด่นท่ามกลางหมู่มวลมนุษย์นางหนึ่งสวมอาภรณ์สีฟ้าไพลินสะอาดตา (รุ่ยเออร์หลิง) ใบหน้าเรียวสวยทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกอีกนางสวมชุดสีม่วงอ่อนชมพู (รุ่ยหมิงหลัน)ดวงตากลมโตสุกใสทว่าเปี่ยมด้วยเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงพวกนางเพียงปรายตาดูหนิงเจี่ยชั่วครู่ก่อนจะเมินมองไปยังจุดศูนย์กลางของลานประลอง

    “ฮ่า ฮ่า! ยินดีต้อนรับเด็กหนุ่มผู้มาใหม่และยอดฝีมือรุ่นเยาว์ทุกท่าน!”

    เสียงกังวานทรงอำนาจดังขึ้นจากเบื้องบนปรากฏร่างของชายลึกลับในชุดคลุมสีดำยาวประดับลายอักขระสีทองอร่ามใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปิดบังด้วยหน้ากากโลหะทมิฬ เบื้องหลังของเขาคือ สิ่งก่อสร้างมหึมาขนาดยักษ์ เป็นวิหารทมิฬที่ลอยคว้างอยู่กลางนภากาศท้าทายกฎเกณฑ์แรงดึงดูด แผ่กลิ่นอายโบราณที่กดทับดวงวิญญาณของผู้ที่มองดู

    “เป็นเกียรติที่ข้าได้ต้อนรับพวกเจ้าสู่ลานประลองเป็นตายแห่งศาลทมิฬมหาเทพแห่งนั้... ข้าขอแนะนำตัวอีกครั้ง ข้า ตุลาการยมทูตเงา ผู้เฝ้าศาลทมิฬมหาเทพแห่งนี้..และตามกติกาที่ข้าแจ้งไป ส่งตัวแทนขึ้นประลอง ผู้ชนะแน่นอนว่าของรางวัลในหีบใบนี้จะเป็นของกลุ่มนั้นทันที!”

    ร่างนั่นโบกมือคราหนึ่ง ปรากฏ หีบแก้วโปร่งใสใบยักษ์ ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะภายในนั้นบรรจุไว้ด้วยศิลาผลึกครามมหาศาล อาวุธระดับกึ่งเทพและสิ่งที่ทำให้หนิงเจี่ยถึงกับตาเบิกโพลงคือ คัมภีร์โบราณสามเล่ม ที่ลอยเคว้งอยู่กึ่งกลางหีบ

    วูม... วูม...

    คัมภีร์แต่ละเล่มแผ่รัศมีสีทอง สีม่วงและสีแดงสลับกัน ส่งเสียงสั่นสะเทือนสอดประสานไปกับชีพจรของจักรวาลกลิ่นอายของมันช่างคล้ายคลึงกับพลัง เทพ ที่เขามีครอบครองอยู่ยิ่งนัก! และทันใดนั่นเด็กหนุ่มพลันเห็นของบางสิ่งที่รูปร่างคุ้นตาเขาพลันล้วงมือเข้าไปใต้เกราะอสูรโลกันตร์หยิบสมุดเล่มบางเบาเล่มหนึ่งออกมาเขาบรรจงเปิดหน้าสมุดออกในนั้นบันทึกรูปและคำบรรยายลักษณะคุณสมบัติของของวิเศษแต่ละชนิดที่อาจจะพบในเกาะแห่งนี้ที่ชายชราให้เขามาเขาพลันเจอรูปที่เหมือนวัตถุที่อยู่ในหีบ เด็กหนุ่มพลันกล่าวด้วยความตื่นเต้น “ถึงกับมีอยู่ที่นี่ครบเลย”พลางเปิดหน้าสมุดพลิกไปมา “ทั้งหินเทวะกาล ลูกแก้ววิญญาณกำจรสะท้อนและดอกโลหิตเทพหลอมกายา

    “พวกเจ้าพร้อมจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อวาสนาเทวะเหล่านี้แล้วหรือยัง?” ตุลาการยมทูตเงาประกาศก้องท่ามกลางบรรยากาศที่พร้อมระเบิดเป็นสงครามเลือดในพริบตา

    หนิงเจี่ยกระชับดาบในมือแน่นแววตาสีม่วงทองลุกโชน “ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว... จะถอยกลับมือเปล่าได้อย่างไร!”

    ตุลาการยมทูตเงากล่าว “บัดนี้ข้าขอเปิดการประลองเป็นตายศึกศาลทมิฬมหาเทพ ณ บัดนี้ คู่แรกระหว่างยอดฝีมือของกองทัพแห่งมวลมาร มารกระดูกขาวพันชั้น หู่เหย่ ปะทะ ยอดฝีมือแห่งเซียนโหย่วหลี(พเนจรเทวะ) จอมอสนี จินเหล่ยหลง ซึ่งทั้งสองคนอยู่บนเวทีแล้วบัดนี้เริ่มการประลองได้”เสียงโห่ร้องของทั้งสองขุมอำนาจดังสั่นหวั่นไหว กึกก้องทั่วทั้งลานประลองพลันเห็นบนเวทีประลองด้านหนึ่ง ร่างสูงใหญ่ราวกับภูเขาขนาดย่อม ปกคลุมด้วยเกราะกระดูกสีขาวหม่นที่งอกออกมาจากผิวหนังซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ดูแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้าทั่วร่างพันธนาการด้วยเศษผ้าพันแผลเก่ากึกที่จารึกอักขระลึกลับเอาไว้ทุกครั้งที่มันเคลื่อนไหวจะมีเสียงกระดูกกระทบกันดังกรอบแกรบชวนให้ผู้ที่ได้ยินขวัญผวา

    ศีรษะคล้ายหัวกะโหลกอสูรที่บิดเบี้ยวดวงตาเหลือบมองเห็นเพียงนัยน์ตาสีขาวโพลนที่ไร้แววตาชีวิตแต่กลับแฝงไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น ปากที่กว้างเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมดั่งลิ่มเหล็กที่พร้อมจะฉีกกระชากวิญญาณของศัตรูให้เป็นชิ้นๆ

    อีกด้านบุรุษวัยฉกรรจ์ผู้มีสง่าราศีสูงส่ง ใบหน้าคมเข้มแฝงด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจผมยาวสีดำขลับปลิวไสวดูเป็นธรรมชาติ สวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มตัดกับขอบทองปักลวดลายสายฟ้าสีทองพาดผ่านกลางลำตัวอย่างเด่นชัด สวมเกราะไหล่ทองคำและมีผ้าคลุมไหล่สีเหลืองทองสง่างาม

    มารกระดูกขาวพันชั้น ดวงตาสีขาวโพลนจ้องมองศัตรูปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมขยับยิ้มอย่างน่าสยดสยอง" เจ้าช่างรนหาที่ตายนัก กลิ่นอายพลังฝึกปรือและไขกระดูกของเจ้านี่แหละคือโอสถชั้นเลิศที่จะช่วยให้เกราะกระดูกของข้าแข็งแกร่งขึ้นจนไม่มีสิ่งใดทำลายได้!"

    จินเหล่ยหลง  ลอยตัวอยู่กลางเวหาวงแหวนอัสนีรอบกายหมุนวนจนเกิดเสียงคำรามลั่น"มารกระดูกขาวพันชั้น! เจ้าอาศัยอยู่ในนรกโลกันตร์ก็ดีอยู่แล้วแต่กลับบังอาจก้าวเท้าเน่าเปื่อยเข้ามารบกวนความสงบของอาณาจักรมนุษย์ วันนี้สายฟ้าของข้าจะเผาซากศพของเจ้าให้มลายสิ้นไม่เหลือแม้แต่เศษธุลีให้เจ้าได้หวนกลับคืนหลุม!"

    มารกระดูกขาวพันชั้น คำรามกึกก้องพร้อมชูหัตถ์อสูรที่ดำทมิฬขึ้นสู่ฟ้า "วาจาสามหาว! จงมาเป็นส่วนหนึ่งของเกราะกระดูกของข้าเสียเถิด!"

    มารร้ายกระแทกฝ่ามือยักษ์ลงบนพื้นลานประลอง

    ตูมมมม!

    พื้นหินแกร่งพลันแตกระแหงเป็นเสี่ยงๆหนามกระดูกสีขาวหม่นพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้ดินนับพันนับหมื่นเล่มก่อตัวเป็นกำแพงกระดูกหนาทึบล้อมรอบ จินเหล่ยหลง เอาไว้หนามแต่ละเล่มยาวเฟื้อยราวกับหอกพิฆาต พุ่งเข้าบีบรัดหมายจะบดขยี้ร่างของจอมอัสนีให้แหลกละเอียดปราณมารอันเย็นยะเยือกแผ่ซ่านกัดกินพลังฝึกปรือภายในของผู้ที่ติดอยู่กลางวงล้อม

    แต่จินเหล่ยหลงยังคงสงบนิ่งใบหน้าหล่อเหลาไม่ปรากฏแววตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายืนอยู่กลางใจกลางพายุหนามกระดูกประสานฝ่ามือทำท่ามุทรา ปลดปล่อยพลังอัสนีบริสุทธิ์เสียงสายฟ้าฟาดก้องในฝ่ามือของเขาท้องฟ้าที่มืดครึ้มพลันสว่างวาบด้วยแสงสีทองอร่ามราวกับดวงอาทิตย์นับร้อยดวงปรากฏขึ้นพร้อมกัน" อัสนีสวรรค์ชำระโลก!"

    ซูมมมมมมมม!

    สายฟ้าสีทองพิสุทธิ์ขนาดมหึมาดุจลำต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์พวยพุ่งออกจากร่างของจินเหล่ยหลงปะทะเข้ากับกำแพงหนามกระดูกอย่างจัง แรงปะทะรุนแรงจนลานประลองทั้งลานสั่นสะเทือนหินรอบข้างระเบิดเป็นผงธุลี หนามกระดูกนับหมื่นเล่มที่เคยแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้าบัดนี้กลับถูกสายฟ้าสีทองเผาผลาญจนกลายเป็นเถ้าธุลีลมปราณมารที่แผ่ซ่านถูกกระแสอัสนีบริสุทธิ์ชำระล้างจนมลายสิ้นไปในพริบตา

    มารกระดูกขาวพันชั้นต้องถอยหลังไปหลายก้าวร่างกายมหึมาเซถลา ผ้าพันแผลที่พันรอบกายขาดวิ่นเผยให้เห็นรอยไหม้สีดำสนิทบนเกราะกระดูกสีขาวหม่นดวงตาสีขาวโพลนของมันเต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนความเจ็บปวด

    "เป็นไปได้อย่างไร!" มารกระดูกขาวคำรามพลังปราณมารในร่างถูกลดทอนลงไปอย่างมหาศาลจากการปะทะเพียงครั้งเดียว

    จินเหล่ยหลงยังคงลอยตัวอย่างสงบนิ่งท่ามกลางประกายสายฟ้าที่ยังคงแลบแปลบปลาบรอบกาย

    ด้านล่างเวทีหญิงสาวสะคราญโฉมสองนางที่ยืนดูการประลองอยู่ หญิงงามทางซ้ายพลันกล่าว “พี่หญิงสี่ท่านว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายชนะ พลังฝึกปรือของทั้งคู่ อยู่ในระดับ ชี่ปอ ขั้น 9เหมือนกัน ข้าว่าจอมอัสนีอะไรนั่นน่าจะเก็บชัยได้” หญิงงามทางขวาได้ยินพลันกล่าว “ข้าว่ากวางจะตายด้วยมือใครยังมิอาจรู้ได้น้องหญิงอย่าเพิ่งด่วนสรุปเลยจะดีกว่า รอดูต่อไปเถอะ” ที่แท้ทั้งสองก็คือองค์หญิงสี่ รุ่ยเออร์หลิง และองค์หญิงห้า รุ่ยหมิงหลัน แห่งราชวงศ์จักรพรรดิฟ้า อาณาจักรหมิงจูปี้สุ่ย (ไข่มุกไพลิน) นั่นเอง

    เห็นบทเวทีมารกระดูกขาวพันชั้น ตวาด "จินเหล่ยหลง!ในเมื่อเจ้าตายเร็วนัก ข้าก็จะให้เจ้าได้เห็นนรกที่แท้จริง!"มารร้ายแผดเสียงพร้อมกับกางกรงเล็บอสูรออกกว้าง

    ทันใดนั้นบรรยากาศรอบด้านพลันมืดมิดไอซากศพสีเทาที่ข้นคลักดั่งหนองบึงพวยพุ่งออกมาจากรอยแยกของชุดเกราะกระดูกมารกระดูกขาวเริ่มดูดซับเอาเศษซากกระดูกและพลังงานด้านลบจากทั่วสมรภูมิเข้ามาพอกพูนบนร่างกายร่างมหึมาขยายใหญ่ขึ้นจนบดบังแสงจันทร์หนามกระดูกแหลมคมนับไม่ถ้วนงอกยาวออกมาปักไขว้กันจนดูดั่งป้อมปราการที่มีชีวิต

    เกราะกระดูกชั้นนอกเปลี่ยนจากสีขาวหม่นเป็นสีเทาดำที่มีลวดลายอักขระสีโลหิตพาดผ่าน ทุกย่างก้าวที่มันเหยียบลงบนลานประลองหินแกร่งจะสลายกลายเป็นเถ้าธุลีด้วยพิษศพที่รุนแรง กรงเล็บทั้งสองข้างขยายยาวและคมกริบจนสามารถฉีกมิติอากาศให้เกิดรอยแยกสีดำได้

    มารกระดูกขาวในร่างเกราะอสูรโถมเข้าใส่จินเหล่ยหลงด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดร่างกายมันใช้ท่า "กงเล็บอสูรทลายภพ" ฟาดฟันออกไปเป็นวงกว้างรอยแยกอากาศสีดำพุ่งเข้าปะทะกับวงแหวนอัสนีรุ่งโรจน์ของจินเหล่ยหลงจนเกิดเสียงร้าวรานของม่านพลัง

    "ตายเสียเถอะ!"มารร้ายคำรามพร้อมกับปล่อยคลื่นเสียงทำลายวิญญาณออกมาจากการอ้าปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลม

    จินเหล่ยหลงที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศต้องเร่งเร้าพลังปราณอัสนีจนอาภรณ์สีน้ำเงินขลิบทองส่องแสงเจิดจ้าถึงขีดสุดเขาประสานมือเข้าหากันเรียกสายฟ้าสีทองนับพันเส้นมาควบแน่นเป็นรูปมังกรอัสนีขนาดยักษ์เพื่อเตรียมปะทะกับร่างอสูรขาวที่พุ่งเข้ามา