ประตูไม้ได้เปิดออกพร้อมกับร่างของอเล็กซานดร้าและเอเลน่าที่ก้าวออกมาอย่างมั่นใจ เพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่เป็นราวกับขุมนรกแห่งความตายเบื้องหน้า เหล่าสัตว์ประหลาดทุกหมู่เหล่าที่ยืนแข็งทื่อก็เริ่มขยับร่างกายของพวกมันอย่างช้าๆจนกระทั่งดวงตาของพวกมันเรืองแสงสีแดงขึ้นมาจ้องมองไปยังพวกนาง
แต่ในขณะที่ทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นหนังสือทั้งสองเล่ม “บนเรียนเวทมนตร์แห่งการเบิกเส้นทางนิจนิรันดร์” และ “บทเรียนเวทมนตร์แห่งราชินีอสูร” ได้เปิดหน้าหนังสือของตนเองขึ้นจากหน้ากระดาษแรกไปเรื่อยๆจนไปหยุดที่หน้าหน้าหนึ่งทันใดนั้นเองความทรงจำอะไรบางอย่างก็เข้าไปในหัวของอเล็กซานดร้าและเอเลน่า โดยความทรงจำที่ว่าคือวิธีการปลุกพลังของหนังสือทั้งสองเล่ม เพราะว่าก่อนที่จะเริ่มศึกษาพวกมันจำเป็นต้องทำวิธีคล้ายๆกับวิญญาณหนังสือที่อยู่ในหอสมุดต้องห้ามแต่เจ้าสองเล่มนี้ที่ยังเป็นอยู่แค่ในฐานะหนังสือวิเศษกลับต้องปลุกพลังที่หลับใหลของมันขึ้นมาก่อนและทำให้มันยอมรับในตัวของผู้อ่านเสียก่อน
“เอเลน่าดูเหมือนพวกเราจะได้ของดีมาแล้วสิ”
“ใช่ แต่ว่าตอนนี้พวกเรายังต้องรอให้มันยอมรับเสียก่อนส่วนเงื่อนไข ก็……ใช้พลังจากเวทมนตร์ในร่างกายรวมถึงใช้พลังแห่งจิตวิญญาณช่วยด้วยส่วนหนึ่งเช่นนั้นหรือ”
ปัง
ทันใดนั้นเองเคียวขนาดใหญ่ได้สะบั้นลงกลางวงของอเล็กซานดร้าและเอเลน่าตามมาด้วยการโจมตีอีกเป็นชุดๆจากสัตว์ประหลาด ด้วยประกายแสงและแสงหลากสีที่แสนงดงามก็กลืนน้ำในทะเลสาบไปจนหมดเผยให้เห็นหลุมที่สุดแสนจะลึกลงไปเบื้องล่างอันมืดมิดแสดงให้เห็นว่าพลังโจมตีของพวกมันรุนแรงขนาดไหน
“เอเลน่าเจ้ายังไหวใช่ไหม”
“ไม่เป็นไรเมื่อครู่เป็นเจ้าดึงข้าออกมาเลยรับแรงกระแทกไปไม่มาก ยังพอไหว”
“ดูเหมือนว่าบางทีพวกเราคงต้องใช้หนังสือสองเล่มนี้ช่วยแล้ว เพราะลำพังแค่ดาบสองเล่มนี้มันก็แค่เพียงนำพาพวกเราให้ออกไปจากที่นี่ได้แต่จะรอดออกไปแบบมีชีวิตหรือไม่ก็ยังไม่แน่ เจ้าพร้อมที่จะเสี่ยงไหมเอเลน่า”
“เจ้าก็รู้คำตอบของข้าอยู่แล้วไม่ใช่รึ ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรข้าจะสนับสนุนเจ้าทุกอย่างที่ข้าสามารถทำได้”
“ดีเช่นนั้นก็อย่ารอช้าในเมื่อมีโอกาสก็เริ่มทำได้เลย”
อเล็กซานดร้าและเอเลน่าถ่ายเทเวทมนตร์ของพวกนางกว่าครึ่งไปยังหนังสือทั้งสองเล่มรวมไปถึงจิตวิญญาณบางส่วนเข้าไปด้วยและก็ทำการหลบการโจมตีของพวกสัตว์ประหลาดในเวลาเดียวกันแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำแบบนั้นแต่มันก็จำเป็นต้องทำเพราะไม่เช่นนั้นพวกนางก็คงพบกับจุดจบในไม่ช้า ทว่าการโจมตีแต่ละครั้งของสัตว์ประหลาดที่โจมตีมาหากมันมีแค่ตัวสองตัวใช่ว่าพวกนางจะหลบไม่ได้แต่นี่มันมาจากแทบจะทุกทิศทางและแต่ละการโจมตีก็รุนแรงมากเล่นเอาร่างกายของพวกนางได้รับผลกระทบไปด้วยแม้จะหลบได้ก็ไม่ต่างจากถูกโจมตีไปด้วย
ร่างกายของพวกนางรับมือได้ไม่กี่วินาทีก็ถูกพลังอัดกระแทกลอยละลิ่วไปไกลกระแทกกับพื้นดินอย่างแรงจนร่างกายสั่นสะท้านไปหมดเพราะความเจ็บปวด
“อดทนไว้ก่อนนะ อีกไม่นานแล้ว ข้าจะลองใช้พลังของดาบเข้าช่วยดู”
ดาบเล่มสีดำกลับคืนสู่มือของอเล็กซานดร้าทำให้ตอนนี้นางถือดาบคู่เล่มสีทองและสีดำเอาไว้ในมือ สภาวะพลังของ อาณาเขตไร้สิ้นสุดถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเบาบางและกลายเป็นเกราะป้องกันพวกนางครอบคลุมพวกนางเอาไว้ภายใน
“เอาเลยเอเลน่าตอนนี้ให้ไวเลย ทำให้มันยอมรับพวกเราให้ได้”
ความจริงในตอนแรกอเล็กซานดร้าคิดว่าจะรับมือกับหายนะครั้งนี้ได้ด้วยดาบทั้งสองเล่มแต่สัตว์ประหลาดพวกนี้มันเหมือนกับที่นางรู้สึกเหมือนตอนที่เข้ามาที่นี่ครั้งแรกว่าถ้าหากเผชิญหน้านางจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะในตอนนี้พลังที่นางมีอยู่มันน้อยนิดอย่างว่าแต่เผชิญหน้ากับพวกมันเลยแค่เศษเสี้ยวพลังก็มากพอจะสังหารพวกนางได้แล้ว
เพียงแต่มันเป็นเพราะดาบทั้งสองเล่มนี่ปัดป้องการโจมตีและดูดซับความเสียหายทั้งหมดไปก่อนที่จะมาถึงตัวของพวกนางจึงทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บเท่าที่ควรแต่ถึงจะว่าแบบนั้นร่างกายก็แทบจะยืนไม่ไหวแล้วอเล็กซานดร้านางจึงไม่เหลือทางเลือกจนต้องใช้วิธีสุดท้ายนั่นคือวัดดวงของตนเองไปกับการกระทำครั้งนี้ถ้าไม่ลองก็มีแต่ต้องตายเปล่า การที่มีดาบทั้งสองเล่มมันมีข้อด๊เพียงแต่ในข้อดีมันก็มีข้อเสียใหญ่ๆนั่นคือมันมักจะพามาพบกับหายนะที่น่าสิ้นหวังไร้ซึ่งความหวัง
“ได้ ข้าจะพยายาม”
เอเลน่ากล่าวตอบด้วยความกำลังใจที่เต็มเปี่ยม
พวกนางทั้งสองเพ่งสมาธิเข้ากับหนังสือทั้งสองเล่มตรงหน้าจนหมดปล่อยให้ดาบทั้งสองเล่มทำหน้าที่ของมันไป โดยที่มีการโจมตีราวกับวันสิ้นโลกกระหน่ำโจมตีเข้ามาเพื่อที่จะสังหารอเล็กซานดร้าและเอเลน่าให้ตกตายลงไปให้ได้ หากมองจากอีกด้านเหมือนคนที่ผ่านทางมาพบคงผวาไปตามๆกันเพราะภาพที่เห็นมันคือเด็กสาวแสนงดงามทั้งสองกำลังนั่งเพ่งสมาธิไปยังหนังสือโดยมีสัตว์ประหลาดที่แค่มองก็ทำให้ใจสั่นด้วยความหวาดกลัวกำลังทำการลงมือโจมตีด้วยทุกสิ่งที่มีอย่างไม่คิดอะไรขอเพียงให้เด็กสาวทั้งสองตกตายไปพวกมันจึงจะหยุด
ร่างกายที่แสนบอบบางของอเล็กซานดร้าและเอเลน่าสั่นระริกเพราะเนื่องมาจากร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บและกำลังพยายามทำให้หนังสือทั้งสองยอมรับ
ภายใต้ห่วงแห่งจิตใจหยั่งลึกลงไปในทะเลจิตใจของอเล็กซานดร้า ภายในนั้นสายธารสีฟ้าอันบริสุทธิ์ไหลทอดมาจากฟากฟ้าลงสู่ทะเลแห่งจิตใจ หนังสือ “บนเรียนเวทมนตร์แห่งการเบิกเส้นทางนิจนิรันดร์” ก็ปรากฏขึ้นยังเบื้องหน้าของนางมันเปิดหน้ากระดาษของมันไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงหน้าสุดท้ายจากนั้นมันก็เปลี่ยนร่างกายของมันกลายเป็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดสีขาวแสนงดงามเรือนผมสีขาวและดวงตาสีทองกระพริบจ้องมองมายังอเล็กซานดร้าด้วยรอยยิ้ม
“ผู้กล้าแห่งยุคสมัย ตัวข้าได้รับรู้ถึงตัวตนของเจ้าและรอการมาของเจ้ามานานมากแล้ว เจ้าคือผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้กล้าคนสุดท้ายที่จะสืบทอดเส้นทางแห่งนิจนิรันดร์นี้ และจะไม่มีคนต่อไปอีกแล้ว เส้นทางแห่งนิจนิรันดร์นั้นมันคือเส้นทางที่มุ่งไปสู่การเป็นหนึ่งอย่างแท้จริงทว่าถึงจะไร้เทียมทานแต่หนทางที่ไปสู่จุดสิ้นสุดของเส้นทางนั้นยากเย็นนัก ในประวัติศาสตร์ของผู้กล้าทั้งหลายตกตายไปหลังจากที่สืบทอดมันมาได้ไม่นานทั้งนั้น เจ้าคิดดีแล้วหรือที่จะสืบทอดมัน”
หญิงสาวชุดขาวกล่าว
“ไม่ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้ต้องการเป็นหนึ่งแต่อย่างใด ที่ข้าต้องการเจ้าไม่ใช่เพราะข้าที่จะสืบทอดมัน แต่ข้าจะใช้มันต่างหากเพื่อปกป้องคนของข้าก็เท่านั้น”
อเล็กซานดร้ากล่าวตอบอย่างไร้อารมณ์ นางที่เลือกที่จะเป็นผู้กล้าแต่แรกไม่ใช่เพราะเป็นเพื่อต้องการชื่อเสียงเงินทองแต่ก็เพื่อปกป้องคนที่รักให้อยู่กับนางไปได้ตราบนานเท่านานก็เท่านั้นจนกระทั่งโชคชะตาดึงนางให้สู่จุดจบในฐานะผู้กล้าจนล่องลอยมาเกิดเป็นเจ้าหญิงปีศาจที่แทบจะเป็นด้านตรงข้ามและยังมีแม้กระทั่งเวทมนตร์แห่งความมืดที่เป็นด้านของปีศาจ หากว่าชายชราคนนั้นกล่าวเป็นความจริงไม่ใช่แค่ดาบมันชักนำมาเท่านั้นแต่เป็นเพราะเหตุบางอย่างอีกสักเหตุอย่างแน่นอน
“เจ้าทำให้ข้าตกตะลึงมากจริงๆที่ตอบได้แตกต่างจากผู้กล้าคนก่อนๆที่ชอบอ้างถึงความชอบธรรมภายใต้จิตใจที่อยากแข็งแกร่งที่สุด”
หญิงสาวชุดขาวยิ้มออกมาราวกับพึ่งพอใจอะไรบางอย่างจากนั้นนางก็กล่าวต่อ
“ข้าขอยอมรับเจ้า เพราะไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายข้าก็จะสลายไปหลังจากที่เจ้าตกตายไปอยู่ดีหากอยู่ชั่วนิรันดร์ข้าก็จะอยู่หากเจ้าตกตายไปไม่กี่วินาทีต่อจากนี้ข้าก็จะหายไป ไม่ว่าจะเป็นเจ้าที่สืบทอดมันได้หรือเป็นเจ้าที่ต้องการใช้มันก็ทำตามแล้วแต่ใจต้องการเถอะ แล้วเจอกันหลังจากที่ข้ากลายเป็นวิญญาณหนังสืออีกครั้ง ข้าจะรอดูการตัดสินใจในครั้งนี้ของเจ้าว่าจะนำพาเจ้าไปในเส้นทางไหน”
หนังสือ“บนเรียนเวทมนตร์แห่งการเบิกเส้นทางนิจนิรันดร์”ลอยเข้าหาอเล็กซานดร้าและเปิดหน้ากระดาษหน้าแรกของมันแสงสีทองสาดส่องประกายออกมาพร้อมกับดาบเล่มสีทองที่ปรากฏออกมาในเวลาเดียวกันแต่ในครั้งนี้ไม่มีดาบเล่มสีดำมาด้วย มันและดาบเล่มสีทองล่องลอยอยู่ข้างๆกันและใช้แสงสีทองของแต่ละฝ่ายเชื่อมเข้าหากันก่อนที่จะส่งต่อมายังอเล็กซานดร้า
“นี่น่ะหรือเส้นทางที่มุ่งสู่ความเป็นนิจนิรันดร์ที่ว่า”
ร่างกายของอเล็กซานดร้านั้นเปลี่ยนแปลงไปมากและแข็๋งแกร่งขึ้นกว่าก่อนหน้าเพียงแต่พลังที่มหาศาลนางไม่อาจซึบซับเข้าไปได้ทั้งหมดเป็นต้องซึบซับเข้ามาทีละนิิดเท่านั้นแต่เท่านี้ก็มากพอที่จะสู้และฝ่าออกจากพวกสัตว์ประหลาดพวกนั้นได้อย่างสบายแล้ว ส่วนเนื้อด้านเนื้อหานั้นก็เป็นดั่งพื้นฐานที่ควรเรียนทั่วไปจะต่างก็แต่การไหลเวียนพลังเวทย์ที่แปลกประหลาดและยากเย็นมากแต่เนื่องมาจากอเล็กซานดร้าที่มากความสามารถและเตรียมตัวมาอย่างดีนั้นจะพลาดไปได้อย่างไร นางเค้นพลังเวทย์ที่อยู่ทุกส่วนของร่างกายไหลเวียนไปในครั้งเดียวอย่างเชี่ยวชาญจากนั้นรวมมันทั้งหมดเพื่อเปิดเส้นทางสู่เส้นทางนิจนิรันดร์ที่แท้จริง
………
ทางด้านของเอเลน่านั้นย่ำแย่อย่างมากแค่เพียงนางก้าวย่างเข้ามาในทะเลแห่งจิตใจนางก็ถูกพลังกลุ่มก้อนหนึ่งพุ่งเข้าโจมตีจนร่างกายทรุดลงกับพื้นทันทีทันใด
“ฮึ อ่อนแอขนาดนี้คิดจะสืบทอดเส้นทางของราชินีอสูร เจ้าฝันไปแล้วรึ ต่อให้เจ้าเป็นราชินีอสูรแห่งยุคสมัยแต่ก็อย่าหวังว่าจะสืบทอดเส้นทางของราชินีอสูรได้เลย”
คนที่กล่าวอยู่นี้คือชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งที่มีท่าทีเย็นชาและมองมายังเอเลน่าด้วยสายตาที่ดูแคลนอย่างชัดเจน ขนาดเอเลน่ายังตกใจนางที่เข้ามาที่นี่ยังไม่ได้กล่าวอะไรเขาก็ลงไม้ลงมือกับนางแล้ว
“เจ้าเป็นบ้าอะไรไปอีกแล้ว หยุดเข้ามาแทรกแซงผู้สืบทอดเส้นทางราชินีอสูรของข้าเดี๋ยวนี้”
คราวนี้เป็นหญิงสาวแสนงดงามอีกคนลอยมาอยู่ข้างๆของชายหนุ่มพร้อมกับใช้หมัดชกเข้าที่หน้าของเขาเต็มแรงจนเขาจมลงไปยังทะเลแห่งจิตใจ
“ขออภัยด้วยแม่หนูน้อย เขาไม่ใช่คนไม่ดีหรอกเพียงแต่ข้าที่เป็นราชินีอสูรคนนี้ไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้วจึงทำให้เขาที่เป็นคนสำคัญของข้ากังวลเกี่ยวกับคนที่จะสืบทอดเส้นทางราชินีอสูร”
“เป็นท่านที่เป็นราชินีอสูรคนก่อนเช่นนั้นหรือ?”
เอเลน่าเปล่งเสียงด้วยความลำบากเพราะการโจมตีที่ไม่ออมแรงเลยแม้แต่น้อยแต่ก็เนื่องมาจากนี่คือทะเลแห่งจิตใจของนาง นางจึงได้รับผลกระทบมาไม่มากนัก
“ใช่ แต่อย่าไปกล่าวถึงเรื่องในอดีตเลยตอนนี้ข้าก็เป็นแค่วิญญาณหนังสือที่กำลังหลับใหลอยู่ก็เท่านั้น……ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ต้องการจะสืบทอดมันหรอก เพียงแต่อยากใช้มันเพื่อความต้องการของเจ้าก็เท่านั้น ซึ่งข้าก็ไม่ได้ปฏิเสธและไม่มีสิทธิ์คัดค้านแต่อย่างใด เดิมแค่เจ้าใส่พลังเวทย์เข้ามาและใช้จิตวิญญาณผูกมัน มันก็ฟังเจ้าแล้วเป็นเขาที่ทำเรื่องอะไรให้ยุ่งยากถึงเพียงนี้เอง รับมันไปเถอะแม่หนูน้อยไม่ต้องห่วงเขาไม่กล้าทำอะไรราชินีอสูรที่แท้จริงหรอก”
“ไม่ ไม่ได้ ข้าไม่ยอมรับเด็กนี่ เจ้าจะให้นางใช้พลังของราชินีอสูรไม่ได้”
ชายหนุ่มผู้นั้นกำลังตะเกียกตะกายขึ้นมาจากทะเลแห่งจิตใจพร้อมกล่าว
“เจ้าพอเถอะ ข้าตกตายไปนานมากแล้วบางทีเจ้าควรรำลึกถึงข้าด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่วิธีที่ทำให้คนอื่นลำบากใจ อีกอย่างแม่หนูน้อยที่มีจิตใจที่น่ายกย่องขนาดนี้ข้าไม่มีวันจะปฏิเสธหรอก อย่าทำให้เรื่องมันเป็นใหญ่โตจะดีกว่าเจ้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ”
หญิงสาวกล่าวพร้อมมีท่าทีเย็นชาทันทีและจ้องมองไปยังชายหนุ่มด้วยความไม่พอใจ
“เจ้า….. ได้ ข้าจะถอยเอง ข้าจะรอดูเส้นทางที่จะเลือกก็แล้วกันแม่หนู เราจะได้เจอกันในสักวันหากเจ้าไม่ตกตายไปก่อนล่ะก็นะ”
ชายหนุ่มกล่าวจบก็เลือนหายไปแบบนั้น
สถานการณ์ที่เอเลน่าเจอนางทั้งงุนงงและไม่เข้าใจ นางที่ยังไม่ได้แม้แต่จะทำอะไรเลยกลับถูกอีกฝ่ายโจมตีใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่านี่มันก็ไม่ใช่ครั้งเดียวตั้งแต่ที่เข้ามาที่นี่ก็ราวกับโดนเพ่งเล็งจากสายตามากมาย
“ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าแต่ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาพูดกัน มารับไปสิพลังที่เจ้าต้องการใช้มัน”
หญิงสาวกล่าวพร้อมกับเปลี่ยนร่างกายเป็นหนังสือ “บทเรียนเวทมนตร์แห่งราชินีอสูร” ลอยเข้ามาหาเอเลน่าเพียงแต่หนังสือไม่ได้เปิดจากด้านหน้ากลับกันมันเปิดจากด้านหลังมาพร้อมกับแสงสีดำสีส่องประกายออกมาไม่ขาดสาย ทันใดนั้นเองดาบเล่มสีดำที่ไม่รู้ว่าติดตามเอเลน่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ปรากฏออกมานั่นทำให้ “บทเรียนเวทมนตร์แห่งราชินีอสูร” สั่นไหวเล็กน้อยเพราะพลังที่ป่าเถื่อนของดาบเล่มสีดำเข้ากดดัน
“เจ้าตามข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่? เหตุใดถึงได้ไม่อยู่กับซานดร้า”
“…..”
ความจริงแล้วดาบเล่มสีดำมันอยู่ข้างเอเลน่าตั้งแต่แรกเริ่มหลังจากที่สร้างพลังป้องกันเสร็จมันก็หายวับเข้ามาอยู่ข้างๆเอเลน่าแต่ไม่มีใครสัมผัสถึงมันได้และได้แฝงเข้ามาในทะเลจิตใจของเอเลน่า มันได้เฝ้ามองทุกการกระทำและเตรียมที่จะลงดาบใส่ชายหนุ่มผู้นั้นที่อวดดีแต่มันรอดูการตัดสินใจของหญิงสาวที่เป็นวิญญาณหนังสือของ“บทเรียนเวทมนตร์แห่งราชินีอสูร” สรุปแล้วผลออกมาตามที่มันคิดไว้จึงไม่ได้แสดงตัวออกมาจนกระทั่งมันออกมาเพื่อที่จะเชื่อมถึง“บทเรียนเวทมนตร์แห่งราชินีอสูร”ให้แก่เอเลน่า
“บทเรียนเวทมนตร์แห่งราชินีอสูร” ถูกดาบเล่มสีดำบังคับดึงพลังงานออกมาด้วยพลังของมันและส่งต่อมายังเอเลน่า การที่มันทำแบบนั้นก็เพราะมันไม่พอใจที่เอเลน่าเป็นฝ่ายถูกกระทำ เอเลน่าที่ได้รับพลังของ“บทเรียนเวทมนตร์แห่งราชินีอสูร” ร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ต่างกับอเล็กซานดร้ามากนัก แต่การไหลเวียนพลังเวทย์ทำได้ง่ายกว่าของอเล็กซานดร้าหลายเท่าทำให้เอเลน่าใช้เวลาไม่นานก็สามารถเบิกทางสู่เส้นทางราชินีอสูรได้อย่างไม่ยากเย็น พร้อมทั่งได้รับขลุ่ยสีดำที่เต็มไปด้วยอักขระสีดำมาด้วย
………..
ปัง ปัง ปัง…………….
ความรุนแรงของการโจมตีจากสัตว์ประหลาดมากมายที่รายล้อมส่งผ่านมาไม่หยุดจนเกราะป้องกันเกิดแล้วแตกร้าวขึ้นเรื่อยๆเป็นเวลาเดียวกับที่อเล็กซานดร้าและเอเลน่าปลุกพลังของหนังสือทั้งสองเล่มสำเร็จไปพร้อมกัน
“เอเลน่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องฝ่าขุมนรกนี่ไปให้ได้”
สิ่งที่อเล็กซานดร้าได้รับมาใหม่จากการปลุกพลังของหนังสือก็คือพลังเวทมนตร์ที่มากล้นพร้อมด้วยความแข็งแกร่งของร่างกาย ส่วนเอเลน่าได้รับคือพลังเวทมนตร์ที่มากล้นไม่ได้ต่างไปจากอเล็กซานดร้าแต่ที่ต่างคือนางได้รับขลุ่ยสีดำคล้ายๆกับของดาเนียล่ามาครอบครองเพียงแต่มันมีสภาวะพลังที่สูงส่งมากกว่าหลายร้อยเท่าหรืออาจมากกว่านั้น
“ได้ ข้าพร้อมเสมอ แต่ก่อนอื่นถ้าจะเปิดทางออกไปจริงๆข้าขอลองใช้สิ่งนี้ดูก่อนก็แล้วกัน”
เอเลน่าถือขลุ่ยขึ้นมานางเองก็ไม่รู้ว่ามันบรรเลงเช่นไรเพราะมันไม่เหมือนเครื่องดนตรีปกติที่นางเคยร่ำเรียนมาและด้วยบทเพลงที่ใช้สำหรับการบรรเลงขลุ่ยที่นางไม่เคยรู้ ทว่าเมื่อนางจับมันขึ้นมาความทรงจำและการกระทำก็ขยับไปเองของมันทำให้นางสามารถบรรเลงบทเพลงที่ไพเราะราวกับเสียงจากสรวงสวรรค์ออกมาได้
“ขลุ่ย? หรือว่าจะเป็นสื่ออัญเชิญ…..”
อเล็กซานดร้ามองปราดเดียวนางก็รับรู้ได้ถึงความสามารถคราวๆของขลุ่ยที่เอเลน่าถืออยู่เพียงแต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่อัญเชิญมานั้นคืออะไร แต่คล้ายๆว่านางเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน หรือว่าจะเป็น อสูร!
เสียงบรรเลงของขลุ่ยได้บรรเลงไปได้สักพักผ่านไปไม่นานนักรอยแยกมากมายหลายหมื่นรอยแยกก็ปรากฏออกมาเหมือนกับที่ดาเนียล่าเคยทำให้อเล็กซานดร้าและเอเลน่าได้เห็น รอยแยกที่ปรากฏมาให้เห็นมันทั้งเสถียรมั่นคงแข็งแกร่งเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอันมหาศาลกว่าของดาเนียล่าไม่รู้กี่เท่า
และแล้วเสียงคำรามของอสูรที่ราวกับขึ้นมาจากขุมนรกก็ตามมาพร้อมกับร่างของอสูรเป็นตัวเป็นตนที่เรียกได้ว่าคือร่างต้นของพวกเขา แน่นอนว่าพวกเขาก็คือขบวนหมื่นอสูรมายาแห่งการล่มสลาย ทว่าที่มานั้นคือร่างต้นของพวกเขาที่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ พวกเขาที่มาถึงบ้างก็เป็นอสูรคล้ายเสือ คล้ายนกยักษ์ คล้ายมังกรขนาดเล็ก และก็ยังมีผู้ที่อยู่หน้าสุดของเหล่าอสูรคือร่างที่คล้ายกับมังกรของจริงเพียงแต่มีพลังที่อยู่ทางฝั่งด้านมืดและป่าเถื่อน อสูรตนที่ว่าก็คือดาเนียล่าที่เป็นผู้นำขบวนหมื่นอสูรมายาแห่งการล่มสลาย
“นายเหนือแห่งเรา ข้าคิดไว้แล้วว่าท่านจะต้องสามารถใช้พลังของราชินีอสูรได้หลังจากที่เข้าไปที่นั่นได้ เพราะข้าเชื่ออย่างไรล่ะว่าท่านต้องทำได้”
ดาเนียล่ากล่าวด้วยเสียงของมังกรอสูร นางเต็มไปด้วยความพึงพอใจและรู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นราชินีอสูรอีกครั้งในชั่วชีวิตของนาง ทางด้านเหล่าอสูรเองก็ต่างมีน้ำตาคลอเบ้าทำให้พวกเขาดูเหมือนกับเหล่าสัตว์ประหลาดกำลังหลั่งน้ำตาศซึ่งมันเป็นภาพที่ไม่มีคำอธิบายใดๆออกมาได้เลย
“ท่านไม่ต้องกังวลไปถึงแม้เป็นพวกข้าก็ไม่อาจรับมือกับสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งพวกนี้ได้เนื่องจากพลังของท่านยังอ่อนแอมากเกินไปการอัญเชิญพวกเราพร้อมๆกันทั้งหมดขบวนหมื่นอสูรมายาแห่งการล่มสลายนั้นเป็นพลังของท่านที่ต้องแบ่งให้กับพวกเราเท่าๆกัน ยิ่งท่านแข็งแกร่งพวกเราที่ออกมาก็จะยิ่งสามารถใช้พลังดั่งเดิมออกมาได้มากตามความแข็งแกร่งของท่าน จะอย่างไรก็แล้วแต่ตอนนี้แค่เพียงพาท่านออกไปยังสถานที่แห่งนี้ได้พวกข้าก็พอทำได้ เช่นนั้นก็มาเริ่มกันเลย”
เสียงคำรามของเหล่าอสูรร้ายนับไม่ถ้วนดังสะนั่นเป็นเวลาเดียวกับที่ร่างของอเล็กซานดร้าและเอเลน่าไปอยู่บนอุ้งมือของดาเนียล่าที่เป็นร่างของมังกรอสูรตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ก่อนหน้าที่เป็นทางฝ่ายของสัตว์ประหลาดเผชิญหน้ากับเด็กสาวแสนงดงามทั้งสองตอนนี้กลับเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันเพราะขลุ่ยของเอเลน่าทำให้การต่อสู้เล็กๆกลายเป็นดั่งสงครามของอสูรและสัตว์ประหลาดถึงจำนวนอสูรจะน้อยกว่าสัตว์ประหลาดกว่าหลายสิบเท่าแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะถ้าแค่ฝ่าออกไปไม่ใช่การเอาชนะ
“เหล่าพี่น้องทั้งหลาย วันนี้จะเป็นวันประกาศศักดาแห่งราชินีอสูร ขบวนหมื่นอสูรมายาแห่งการล่มสลายจงกู่ร้องด้วยเกียรติของพวกเจ้า ปลดปล่อยพลังทุกอย่างที่มีพุ่งไปดั่งศรที่พึ่งถูกแผลงศรออกจากคันศร”
โฮก
เหล่าอสูรเปิดเส้นทางด้วยการจู่โจมเหล่าสัตว์ประหลาดด้วยพลังของตนเพื่อเปิดทางให้ดาเนียล่านำพาอเล็กซานดร้าและเอเลน่าไปส่งยังที่ๆรับตัวมาตั้งแต่แรก เมื่อได้จังหวะสบโอกาสด้วยการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วมากของดาเนียล่าเพียงแค่กระพือปีกครั้งเดียวก็สามารถออกมาจากสถานที่แห่งนั้นได้และมาอยู่ยังเกาะที่อเล็กซานดร้าและเอเลน่าใช้พักผ่อนตั้งแต่แรก
ดาเนียล่าเปลี่ยนร่างของตนกลับไปยังร่างของหญิงสาวที่อเล็กซานดร้าและเอเลน่าคุ้นเคยเป็นอย่างดีแล้วกล่าว
“สักวันอสูรอย่างพวกเราก็หวังว่าจะได้ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับท่าน แต่น่าเสียดายที่ในวันนี้ท่านยังเป็นแค่มังกรที่พึ่งลืมตาขึ้นดูโลกยังไม่เพียงพอที่จะผงาดขึ้นมาบนเส้นทางแห่งผู้ใช้เวทย์ที่แท้จริง ข้าคิดว่าคงอีกไม่นานเกินรอที่จะถึงวันนั้นวันที่พวกเราจะได้ร่วมเดินทางไปด้วยกันจะมาถึง”
ดาเนียล่ากล่าวจบนางก็หันหลังลอยจากไปพร้อมเหล่าอสูรที่ติดตามมาด้วยส่วนหนึ่งร่างของพวกเขาทั้งหมดที่ลอยจากไปไกลก็เลือนหายไปในอากาศธาตุ ขลุ่ยสีดำที่เรืองแสงสีดำของมันเข้มข้นก็กลายเป็นแสงสลัวปกติที่มันเคยเป็นนั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าอสูรของขบวนหมื่นอสูรมายาแห่งการล่มสลายกลับไปในที่ของพวกเขาแล้ว
เรื่องทั้งหมดจบลงเร็วมากจนราวกับความฝันหลังจากนั้นเองประตูอีกบานก็เปิดออกด้านหลังของอเล็กซานดร้าและเอเลน่า พวกนางสามารถมองเห็นอีกฝั่งของประตูภาพที่ว่าคือโคลตันและเกรย์สันกำลังเดินไปเดินมาด้วยความกังวลใจ ถึงแม้จะบอกไม่ต้องกังวลแต่ก็นั่งไม่ติดเก้าอี้กันแล้ว
“กลับกันเถอะเอเลน่า ที่นี่ยังไม่ใช่ที่ที่พวกเราจะสามารถมาได้อย่างใจนึกจริงๆเอาไว้พวกเราแข็งแกร่งมากขึ้นมากกว่านี้เสียก่อนพวกเราค่อยมาบุกเบิกสถานที่กัน”
อเล็กซานดร้ากล่าว
“อืม นั่นสินะ”
เอเลน่าพยักหน้าเห็นด้วย
อเล็กซานดร้ารับรู้ได้ถึงสถานที่ที่พวกนางอยู่ว่าที่นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นและที่นี่ก็น่าจะใหญ่โตมากเกินกว่าที่พวกนางจะคาดเดาได้ ส่วนปริศนาที่พวกนางพบมันก็ยิ่งทำให้อเล็กซานดร้าสงสัยถึงความเป็นความมาของดาบทั้งสองเล่มและด้วยคำกล่าวของชายชรายิ่งทำให้นางคิดว่าสิ่งที่ชายชราพูดมาอาจเป็นความจริงที่ว่า นางในฐานะของผู้กล้าหญิงนั้นที่ตกตายไปในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด
………………