Chapter 3เมืองแห่งมนตรา
เพราะไม่ค่อยได้ไปไหนไม่เคยไปไกลกว่าขอบเขตอาณาจักรของตนประสบการณ์น้อยนิดที่มีจึงทำให้สการ์เล็ตจินตนาการว่าการเดินทางสู่หุบเขาอันเป็สถานที่ตั้งขององค์กรเวทมนตร์นั้นคงทุรกันดารสัญจรลำบากและใช้เวลาค่อนข้างมากกว่าจะถึงจุดหมาย
ใช่หลายสิบปีก่อนมันเคยเป็เช่นนั้น
ครั้นเมื่อองค์กรแห่งเวทมนตร์ขยายใหญ่มีชื่อเสียงขึ้นมากจากการคลี่คลายข้อร้องขอของผู้รับบริการ ทั้งยังคอยกำราบปีศาจและมารร้ายกำจัดเภทภัยแก่เหล่ามนุษย์ชาติ ผู้คนทั่วไปจึงชื่นชมให้ความนับถือแก่พวกเขาเหล่าจอมเวท
ในแต่ละปีจะมีคนมากมายเดินทางไปยังกิลด์มิสทิคด้วยจุดประสงค์ที่หลากหลายบ้างก็เพื่อขอเข้าเรียนศึกษาตำราเวท หรือส่งคำร้องขอรับบริการ บางส่วนมาติดต่อขอซื้อสินค้ามนตราหรือแม้แต่มาเพื่อท่องเที่ยวทัศนา สูดกลิ่นไอแห่งมายาอันน่าพิศวงของเมืองมนตร์
เส้นทางหลายสายที่ใช้ในการสัญจรสู่กิลด์มิสทิคจึงถูกปรับปรุงพัฒนาเสมอเพื่อให้ผู้คนสัญจรได้อย่างสะดวกและปลอดภัย กระนั้นก็ยังต้องใช้เวลาถึงสิบสามวันในการเดินทางจากอาณาจักรเรสทอเรีย
มักชา คือชื่อเมืองและหุบเขาอันเป็สถานที่ตั้งขององค์กรควบคุมผู้ใช้เวทมนตร์นามกิลด์มิสทิค อยู่บริเวณรอยต่อของสามอาณาจักรทางตอนเหนือของทวีป
ในอดีต เป็พื้นที่พิพาทแย่งชิงพรมแดนจากทั้งสามอาณาจักร จนชาวบ้านสามัญไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อย่างสงบทว่าหลังจากกลุ่มชนผู้ฝักใฝ่ในเวทมนตร์เข้าพื้นที่และตั้งตนเป็อิสระ ไม่ขึ้นต่ออาณาจักรใดจึงไม่มีใครกล้าเข้าไปรุกรานยังแผ่นดินนี้อีก
เนื่องจากเหล่าผู้ฝักใฝ่ในมนตรามักทำการทดลองและสร้างเวทมนตร์แปลกใหม่เสมอ พวกเขาจึง้าสถานที่ ซึ่งเมื่อทำการใดก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อคนธรรมดาหุบเขามักชาที่เคยมีแต่าการสู้รบจนชาวบ้านอาศัยอยู่ไม่ได้ สนองความ้าของพวกเขาได้เป็อย่างดี
ทว่าอำนาจเวทมนตร์วิเศษเป็สิ่งที่ผู้คนจำนวนหนึ่งหลงใหล ้าเข้าร่วมกับองค์กรเพื่อศึกษาวิชาเวทแม้โอกาสได้รับเลือกจะมีเพียงน้อยนิดก็ตาม
ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาปักหลักตั้งรากฐานสร้างบ้านเรือนอยู่รายรอบอาณาเขตต้องห้ามขององค์กรแห่งนั้นกระทั่งขยายอาณาเขตออกไปกลายเป็เมืองขนาดย่อมแห่งหนึ่งในหุบเขาที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของมนตรา
สการ์เล็ตแง้มบานหน้าต่างบนรถม้า เอียงศีรษะเล็กน้อยพอให้มองเห็นสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่บนปลายสุดของถนน ใกล้เข้ามาทุกที
ป้อมประตูเมืองมักชาสร้างจากอิฐหินดำยามต้องแสงจัดจ้าของตะวันคล้อยบ่าย มันส่องประกายเรื่อเรืองสีน้ำเงินแกมเขียวอย่างน่าอัศจรรย์ขับเน้นบานประตูโลหะทึมทึบจนแลดูทั้งน่าพิศวงและครั่นคร้ามอยู่ในที
ครั้นผ่านป้อมประตูเข้าสู่แหล่งชุมชนภายในเมืองเหล่าคนต่างถิ่นล้วนกวาดตาสำรวจสิ่งปลูกสร้างในดินแดนแห่งเวทมนตร์ด้วยความสนใจใคร่รู้กระนั้นสถานที่แห่งนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากแหล่งชุมชนทั่วไปเท่าใดนัก
อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างจากอิฐปูนและไม้ มีขนาดสองถึงห้าชั้น ด้านหน้าแคบ แต่ด้านในลึก ตึกหลังหนึ่งจึงซอยห้องออกไปได้หลายห้อง
ในสายตาสการ์เล็ตเห็นแต่ร้านค้ามีทั้งร้านอาหาร เสื้อผ้า เครื่องประดับและอื่น ๆ อีกมากมายแต่ในจำนวนนั้นที่มีมากสุดก็คงจะเป็ร้านขายสินค้าเกี่ยวกับเวทมนตร์
สมเป็เมืองแห่งมนตรา
ผู้คนคึกคักหนาตาต่างคนแต่งกายด้วยลักษณะที่หลากหลาย บ่งบอกว่ามาจากสถานที่ต่างกัน นั่นเพราะนอกจากเป็เมืองแห่งการศึกษาเวทมนตร์แล้วมักชายังนับเป็เมืองแห่งการค้าขายสินค้าเวท และเป็สถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง
ค่าครองชีพคงจะสูงไม่ใช่น้อย
ความคิดนั้นถูกยืนยันด้วยราคาห้องพักและค่าอาหารสำหรับคณะเดินทางจากเรสทอเรียหกคนยังดีที่ไม่ต้องผิดหวังหรือเสียดายเงิน เมื่อได้รับบริการที่ดีสมราคา อาหารรสชาติแปลกใหม่และอร่อยถูกใจทุกคน
กว่ามื้อเย็นจะเสร็จสิ้นก็มืดค่ำแล้วสการ์เล็ตจึงสั่งให้ผู้ติดตามทุกคนตรวจดูสัมภาระให้เรียบร้อยก่อนพักผ่อนตามอัธยาศัยส่วนนางนั้นไปยืนอยู่บนระเบียงห้องพักส่วนตัวบนชั้นสี่ซึ่งหันหน้าไปทางองค์กรแห่งมนตราทอดสายตามองยอดตึกสูงตระหง่าน แลเห็นเป็เงาทะมึนพาดนภาสีน้ำเงินเข้ม
ปราสาทแห่งเวทมนตร์
บริกรในห้องอาหารขานนามว่าอย่างนั้นเหล่าผู้ใช้เวทในกาลก่อนรังสรรค์สถานที่ขนาดใหญ่ กว้างขวางและแข็งแรง เพื่อให้บุคคลผู้ฝักใฝ่มนตราได้อาศัยและใช้ประโยชน์สถานที่ในการสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ อย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกใครรบกวนหรือรบกวนใคร
สถานที่มีแต่ผู้ใช้เวทมนตร์สมควรอยู่และเป็บ้านปัจจุบันของเรมิเรส
สการ์เล็ตกะพริบตา ยกสองแขนขึ้นโอบตัวเองก้าวถอยกลับเข้าไปในห้องอันอบอุ่น เนื่องจากเมืองมักชาอยู่ทางตอนเหนือของทวีปอุณหภูมิอากาศจึงค่อนข้างเย็น และเหน็บหนาวขึ้นอีกหลังตะวันลับขอบฟ้า
“แม้ว่าจะหนาวแต่เ้าคงไม่ต้องเหงาอยู่เพียงลำพังในบ้านหลังเล็กนั่นอีกแล้ว” หญิงสาวเอ่ยแ่ ยังคงมองเงาทะมึนของปราสาทเบื้องหน้า
“ตอนนี้เ้ามีความสุขดีหรือเปล่าเรมิเรส”
ขบวนจากเรสทอเรียเดินทางั้แ่เช้าพอออกจากแหล่งชุมชนในเมืองมักชาก็เข้าสู่เขตป่าผืนกว้างล้อมรอบที่ทำการองค์กรแห่งเวทมนตร์ถนนทางเข้าปูด้วยอิฐสีน้ำตาลแดงนอกจากต้นไม้ใหญ่ใบหนาทึบแล้วยังมีเสาหินสลักอักขระเวทสูงราวหนึ่ง่ตัวคนตั้งเป็แนวเว้นระยะห่างเท่าๆ กันตลอดสองข้างทาง
ใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะพ้นแนวป่า โผล่ออกมายังปลายสุดของถนนอิฐสีน้ำตาลแดงเบื้องหน้าคือประตูโลหะสีทึบสูงตระหง่านสลักลวดลายวงเวทผลึกหินสีส้มเหลือบแดงคล้ายสีของเปลวเพลิงตั้งอยู่บนเสาหินสองฝั่งข้างประตูส่องประกายวูบหนึ่งบานประตูจึงค่อย ๆ เปิดอ้า ราวเชื้อเชิญให้คนแปลกหน้าก้าวเข้าไป
ผู้ติดตามทั้งห้าสบสายตาสการ์เล็ตอย่างพร้อมเพรียงกันครั้นนางพยักหน้าผ่านบานหน้าต่างรถทั้งหมดจึงเคลื่อนตัวเข้าไปในเขตปราสาทที่ทำการองค์กรเวท
หญิงสาวก้าวลงจากรถตรงลานด้านหน้า พาหนะถูกนำไปจอดบนพื้นที่จัดไว้เป็สัดส่วนนางกวาดตามองรอบกายครู่หนึ่งก่อนเดินเข้าสู่ตัวปราสาทด้านใน
“ข้าคือ สการ์เล็ตเรสเทล จากอาณาจักรเรสทอเรีย มาขอพบท่านผู้ตรวจการณ์ ชาร์ล็อต มิลตัน”
พ่อมดประจำโต๊ะลงทะเบียนด้านหน้าเงยขึ้นมองหญิงสาวสายตาเขาเคลือบแววฉงนใจ สการ์เล็ตก็ไม่แปลกใจนัก
“ท่านได้แจ้งล่วงหน้าไว้หรือไม่”
ครั้นหญิงสาวตอบรับพ่อมดจึงจดบันทึกลงทะเบียน
“เราจะตามให้แต่ไม่รับปากว่าจะได้พบหรอกนะครับ”
เขาบอกก่อนให้คนมาเชิญนางไปยังห้องรับรองแขกโดยห้ามมิให้ผู้ติดตามซึ่งพกพาอาวุธตามเข้าไปด้วย
ความเคลือบแคลงระแวงในใจสการ์เล็ตคลายลงเล็กน้อยเมื่อพบว่าในห้องรับรองแขกยังมีบุคคลอื่นอีกหลายคนทั้งชายและหญิงซึ่งแต่งกายต่างกันตามเอกลักษณ์ท้องถิ่นหันมามองนางเป็ตาเดียวหากเพียงครู่เดียวก็หันกลับไปยังสิ่งที่แต่ละคนสนใจอยู่ก่อนหน้ามีบ้างที่ยังลอบพิจารณาหญิงสาวอยู่อย่างสนใจ แต่ไม่นานนัก
สการ์เล็ตเลือกนั่งเก้าอี้ว่างริมผนังใช้เวลาระหว่างรอในการพิจารณาสิ่งรอบกาย กระทั่งมีเด็กชายคนหนึ่งมานั่งใกล้ ๆ
เขาเป็เด็กที่มีใบหน้างดงามราวภูติพรายในภาพวาดดวงตากลมโตสีฟ้าหม่นลึกล้ำดุจบ่อน้ำนิ่งจ้องตรงมาที่นาง
แล้วเขาก็ยิ้มให้นางอย่างใสซื่อนางจึงยิ้มอ่อนโยนตอบเขา
“ท่านสวยจังอย่างกับนางฟ้าในนิทานเลย”
สการ์เล็ตเลิกคิ้วเล็กน้อยแม้เ้าของเสียงใสกังวานนี้ยังเป็เด็ก แต่ก็น่าจะใกล้เลยวัยเพ้อฝันถึงนิทานแล้วกระนั้นหญิงสาวก็ยังยิ้มตอบ
“ชมเกินไปแล้ว”
“บุรุษหนุ่มมักหลงใหลสตรีงาม” เขาพูดพลางเอียงศีรษะอย่างน่าเอ็นดู ดวงตายังไม่ละจากหญิงสาว “เรมิเรสก็คงไม่ต่างกัน”
“เ้ารู้จักเรมิเรสด้วยหรือ” สการ์เล็ตเลิกคิ้ว แต่ไม่แปลกใจนัก ก็เพราะเขาอาศัยอยู่ที่นี่
“ท่านคงเป็คนที่แจ้งประสงค์ขอพบท่านชาร์ล็อต” เขาพูดโดยไม่สนใจคำถาม และลุกจากเก้าอี้มาดึงแขนสการ์เล็ตให้ลุกตาม “มาสิ ข้าจะพาไป”
“มีคนไปแจ้งข่าวแล้วอีกสักครู่เขาอาจจะมาที่นี่”
หญิงสาวรั้งแขนไว้ไม่ตามไปเด็กชายจึงหยุดดึง ยืนจ้องหน้าสการ์เล็ตนิ่งและยิ้ม
“ท่านผู้ตรวจการณ์เป็คนไม่อยู่เฉยตามหาตัวยากเวลา้าเจอ คนที่หน้าประตูก็คงจะบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่รับประกันว่าจะได้พบ” เขายิ้มกว้างขึ้นอีก แม้สายตาจะดูไม่ยิ้มด้วย
“ถ้าไม่พบท่านชาร์ล็อตท่านก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปมากกว่านี้ และท่านก็จะไม่ได้พบเรมิเรส” เด็กชายเว้นระยะคำพูด รอยยิ้มของเขาลดลง
“อยากพบเขาไหม”
สการ์เล็ตไม่ตอบรับแต่ก็นึกลังเลเพราะท่าทางแปลก ๆ ของพ่อมดประจำโต๊ะลงทะเบียน
กิริยาของหญิงสาวทำให้เด็กชายไม่คิดรอรั้งแขนนางลากออกจากห้องรับรองแขกด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลเกินวัยแต่ทันทีที่พ้นจากบานประตู มือของใครคนหนึ่งก็จับแขนเด็กชายไว้แล้วแยกออกจากแขนนาง
สการ์เล็ตหันไปมองใบหน้าที่คุ้นเคยหลังกรอบแว่นเขาสบตานางแวบหนึ่งก่อนเคลื่อนตัวมาขวางจากเด็กชาย
“ท่านคิดจะทำอะไรไซอา!”