“เอ่อ! คิโด้ครับ นี่คุณอังเป็เพื่อนกับหม่ามี๊ เรียกคุณน้าก็พอนะครับ” หยาดพิรุณย่อตัวลงแล้วกระซิบแ่เบาบอกกับลูกชายข้างใบหู
“สวัสดีฮะ คุณน้า...อังๆ ชื่อเหมือนกับเพลงของโดราเอม่อนเลยนะฮะ" ไอคิโด้พูดขึ้นก่อนจะฮัมออกมาเป็เพลง
"An An An! Tottemo Daisuke Doraemon!” มือบางรีบยกขึ้นมาปิดปากเ้าตัวเล็ก ก่อนจะหันไปพูดกับอังศุมาลินที่ยืนหน้าแดงก่ำด้วยความเกรี้ยวกราดที่ถูกลูกชายตัวแสบของคู่อริที่เธอไม่ชอบหน้าล้อเลียนชื่อ ในขณะที่คนอื่นๆ ต่างพากันกลั้นหัวเราะ
"เอ่อ...ขอโทษด้วยนะคะคุณอัง คือแกคงไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ" หยาดพิรุณรีบแก้ต่างให้กับลูกชายตัวเล็ก
“ทำไมอังถึงโดนเรียกว่าป้า ในขณะที่คนอื่นๆ ถูกเรียกว่าน้าล่ะคะ” อังศุมาลินหันมากระซิบกระซาบเชิงตัดพ้อกับอุษา
“เอ่อ...สงสัย น้องอังจะไม่ได้เติมแก้มแล้วก็สีลิปสติกบนปากล่ะมั้งคะ” อุษาเอามือป้องปากพลางกระซิบบอกกับเธอ ก่อนที่อังศุมาลินจะรู้ตัวรีบยกไม้ยกมือขึ้นปกปิดใบหน้า เพราะกลัวว่าตัวเองจะไม่สวยแล้วรีบวิ่งแจ้นกลับเข้าไปในออฟฟิศทันที
“นี่ไอคิโด้ลูกชายของหยาดเองค่ะ พี่อุ พี่ส้ม” หยาดพิรุณแนะนำลูกชายให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ได้รู้จัก ก่อนที่เควิ่นจะเดินออกมาปรากฏตัวกับทุกคน
“เอ่อคุณเค...มาั้แ่เมื่อไหร่คะ” ทุกคนกล่าวทักทายด้วยสีหน้าเจื่อนๆ ส่วนหยาดพิรุณได้แต่ยืนนิ่งไม่พูดจาอะไรออกมา เพราะเธอไม่รู้ว่าเขาจะทันได้ยินเหตุการณ์เมื่อครู่นี้หรือไม่
เควิ่นไม่ได้ตอบแต่กลับระบายยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วหันไปทักทายกับไอคิโด้อย่างสนิทสนมเล่นเอาคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่บริเวณนั้นแสดงสีหน้าออกมาอย่างประหลาดใจ
"ว่าไงสุดหล่อ! "
“สวัสดีฮะคุณอา” ไอคิโด้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก่อนจะเดินเข้าไปหาร่างสูง
“ไม่สบายเหรอ” คนตัวใหญ่กว่าเอ่ยถามร่างน้อยๆ พลางชำเลืองมองผู้เป็แม่ แต่เธอกลับเบือนหน้าหนี
“คุณอารู้ได้ยังไงฮะ” ไอคิโด้ถามกลับ
“ก็เห็นแม่เธอไปรับมาที่นี่ แล้วเมื่อเช้าเค้าก็ลางานตั้งหนึ่งชั่วโมงเพื่อพาเธอไปหาหมอด้วยไม่ใช่เหรอ ฉันเห็นจากใบลาที่แม่เธอส่งมาทางอีเมลให้กับผู้จัดการสปาของที่นี่ แล้วฉันก็เป็คนเซ็นอนุมัติให้เอง” เควิ่นบอกกับเ้าตัวน้อย
“นี่บ่ายโมงกว่าแล้ว เดี๋ยวหยาดพาลูกไปคุยกับพี่ที่ห้องทำงานก่อนนะ” อุษาบอก หยาดพิรุณพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินเข้ามาคว้าแขนของลูกชายให้เดินตามอุษาไปที่ห้อง แต่ไอคิโด้ยื้อแขนของผู้เป็แม่ไว้ เธอจ้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยก่อนถาม
"มีอะไรครับ" เสียงหวานเอ่ยกับเ้าตัวเล็ก
“ผมขอคุยกับคุณอาเดี๋ยวเดียวได้มั้ยฮะ” ไอคิโด้บอกกับเธอ หยาดพิรุณชั่งใจครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเล็กน้อยแทนคำกล่าวอนุญาต ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในเพื่อรอให้ลูกชายพูดคุยธุระกับอีกฝ่ายจนจบ โดยเธอไม่ยอมให้ทั้งคู่คลาดสายตาไปแม้แต่วินาทีเดียว
“มีอะไรจะพูดกับฉันเหรอ” เควิ่นย่อตัวลงพลางลูบศีรษะเล็กเบาๆ ก่อนที่ไอคิโด้จะถอดกระเป๋าสะพายหลังแล้วเปิดเอาบางสิ่งบางอย่างออกมาจากด้านใน
“ผมมีอะไรให้คุณอาด้วยดูล่ะฮะ คุณอารู้หรือเปล่าว่าฮะผมได้คะแนนวาดรูปนกอินทรีกี่คะแนน” ไอคิโด้เอามือปิดคะแนนที่ได้ไว้พร้อมกับเอ่ยถามคนที่ตัวใหญ่กว่า
“แล้วเธอได้กี่คะแนนล่ะ” เควิ่นถามกลับ มือน้อยๆ ส่งภาพที่ถูกให้คะแนนมาให้กับร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“โอ้วโหว! นี่ได้ 100 คะแนนเต็มเลยเหรอ โหดไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย” เควิ่นยิ้มกว้างๆ พลางชำเลืองสายตามองไปที่ร่างบางของคนเป็แม่อย่างชื่นชม
“ผมได้คะแนนเต็มแบบนี้ คุณอามีของรางวัลให้ผมหรือเปล่าฮะ” ไอคิโด้ถาม
“ต้องมีสิ! แล้วเธออยากได้อะไรล่ะ ฉันจะได้หามาให้ถูก ยกเว้นแค่ดาวกับเดือน แล้วก็พระอาทิตย์เท่านั้นนะ ที่ฉันคงหาให้เธอไม่ได้”
“อืม… (สีหน้าครุ่นคิด) ผมยังไม่รู้เลยฮะ ว่าอยากได้อะไร แต่ถ้านึกออกแล้ว ผมจะรีบบอกคุณอาเลยนะฮะ”
“โอเค!” เควิ่นยิ้มอย่างอ่อนโยน พร้อมกับสบแววตาใส
“คุณอาสัญญาแล้วนะฮะ”
“ได้ฉันสัญญา แต่ว่าตอนเนี่ย เธอรีบกลับไปหาแม่เธอก่อนเลย โน่น...แม่เธอเค้ามองฉันตาเขียวแล้ว” ไอคิโด้พยักหน้า พร้อมกับเก็บข้าวของลงไปในกระเป๋า แล้วเดินดิ่งตรงไปหาผู้เป็แม่ที่ยืนรออยู่ไกลๆ เควิ่นมองตามก่อนจะถือแฟ้มกลับไปที่ห้องโดยไม่ได้สนใจเื่เอกสารขอกู้ยืมเงินอีก
ที่ห้องฝ่ายทรัพยากรบุคคล
"คิโด้เป็ยังไงบ้าง ยังตัวร้อนอยู่หรือเปล่าจ้ะ" อุษาเอ่ยถาม หลังจากที่สองแม่ลูกเดินเข้ามาในห้อง เธอพาเ้าตัวเล็กเข้ามานั่งที่หน้าโต๊ะทำงานของอุษาพร้อมกับนั่งลงข้างๆ
"หยาดให้ทานยาที่ได้จากคลีนิกไปแล้วค่ะ คงต้องรอดูอาการอีกที แต่คิดว่าน่าจะเป็แค่ไข้หวัดธรรมดา เพราะว่าเมื่อคืนแช่น้ำนานไปหน่อย หยาดมัวแต่ลงไปทำกับข้าว เลยไม่ได้ขึ้นมาดูแก เปิดน้ำใส่จนเต็มอ่าง ตีฟองให้ฟอดเลย" เธอบอก อุษาอมยิ้มพลางว่า
"เด็กวัยนี้ก็แบบนี้แหละจ้ะ ลูกสาวกับลูกชายพี่เองก็วัยกำลังซนเหมือนกัน แล้วนี่หยาดทานอะไรมาหรือยัง"
"หยาดทานแซนวิชกับน้ำผลไม้ลองท้องมาแล้วค่ะ พี่อุไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ"
“จริงสิ...พี่ว่าจะถามหยาดอยู่ว่า อีกไม่กี่อาทิตย์โรงเรียนก็จะปิดเทอมแล้ว หยาดคิดไว้หรือยังว่าจะให้ลูกอยู่ยังไง”
“คิดไว้แล้วค่ะ หยาดบอกพ่อกับแม่ไปแล้วว่าถ้าปิดเทอมจะให้คิโด้ไปอยู่ที่บ้านสวน”
“ลูกสาวกับลูกชายพี่ก็อยู่ที่ต่างจังหวัดเหมือนกัน แต่น่าจะปิดเทอมก่อนคิโด้นะ พี่ว่าจะพาเด็กๆ สองคนกับลูกๆ ของส้มโอไปเที่ยวทะเลกัน ก็เลยกะว่าจะชวนหยาดกับคิโด้ไปด้วย ไปด้วยกันหลายๆ คนสนุกดี ไปด้วยกันนะหยาด”
“ก็ดีเหมือนกันนะคะ ั้แ่มาอยู่ที่นี่หยาดเองก็ยังไม่มีเวลาพาคิโด้ไปเที่ยวทะเลเลยสักครั้ง”
“ถ้าอย่างงั้น เดี๋ยวเสาร์-อาทิตย์หลังปิดเทอมเราพาเด็กๆ ไปเที่ยวทะเลกันนะ แล้วหยาดค่อยพาคิโด้ไปฝากไว้ที่บ้านพ่อกับแม่ ตกลงตามนี้นะจ้ะ”
“ขอบคุณมากนะคะพี่อุ ขอบคุณจริงๆ” หยาดพิรุณยิ้มขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจโดยไม่รู้อธิบายออกมายังไง อุษากุมมือเธอไว้แล้วบีบที่มือบางเบาๆ อย่างรับรู้ทุกอย่าง ทั้งสองมองหน้ากันไปมาแล้วยิ้มออกมาบางๆ
เย็นวันนั้น
รถแท็กซี่แล่นเข้ามาจอดที่หน้าประตูรั้วบ้าน หยาดพิรุณและไอคิโด้เดินลงมาแล้วไขกุญแจเข้าไปด้านใน ก่อนที่สายตาของผู้เป็แม่จะเหลือบเห็นบิลค่าน้ำและค่าไฟสอดอยู่ที่ตู้จดหมาย มือบางกลับมาหยิบแล้วจูงแขนของลูกชายให้เข้าไปในบ้าน
“วันนี้คิโด้อยากทานอะไรครับ” หยาดพิรุณเอ่ยถามเ้าตัวน้อย ทว่าในหัวสมองของเธอเองก็ยังกังวลถึงเื่ของรายจ่าย
“ผมทานข้าวต้มปลาได้มั้ยฮะ" หยาดพิรุณพยักหน้าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
"หม่ามี๊ฮะ!” เ้าตัวน้อยเงยหน้าสบตาหวานของผู้เป็แม่ พร้อมกับพูดด้วยแววตาออดอ้อนไร้เดียงสา
“คืนนี้หม่ามี๊มานอนที่ห้องผมแล้วก็อ่านหนังสือให้ผมฟังก่อนนอนด้วยได้มั้ยฮะ” หยาดพิรุณสะดุดกึก เมื่อนึกถึงเตียงนอนของลูกชายกับภาพเหตุการณ์เมื่อสองวันก่อน
“ได้สิครับ แต่คิโด้จะต้องงดแช่น้ำในอ่าง แล้วก็ต้องเช็ดตัวทานข้าวทานยาก่อนนะครับ” หยาดพิรุณตอบรับลูกชาย แม่ว่าตัวเองจะยังฝังใจกับเหตุการณ์ในวันนั้น
“ได้ฮะ” ไอคิโด้ตอบรับอย่างว่าง่ายด้วยความดีใจ แต่ทว่าใบหน้าและน้ำเสียงของเ้าตัวเล็กกลับไม่ได้ฉายแววสดใสเหมือนเช่นทุกวัน โดยหยาดพิรุณเองก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกตินี้ เอื้อมมือไปััที่หน้าผากเล็กเพื่อวัดอุณหภูมิ ก่อนจะยืนนิ่งไปสักพักแล้วจึงเดินจูงแขนเ้าตัวน้อยขึ้นชั้นบนไปด้วยความวิตกกังวล
คืนนั้น
ร่างสองร่างบนเตียงนอนขนาดพอเหมาะภายใต้ผ้าห่มผืนหนาโอบกอดกันแบบหลวมๆ ด้วยความรักใคร่และอวบอวลด้วยอุ่นไอความรักของแม่และลูก โดยมีแสงไฟสลัวของโคมไฟข้างเตียงช่วยให้ความสว่าง
มือบางเปิดหนังสือเล่มเล็กขนาดเท่าฝ่ามือแล้วเริ่มต้นอ่านเพื่อกล่อมให้ร่างน้อยๆ นอนหลับฝันดี
“สมบัติในสุสานหมายเลขเจ็ด ในปี 1932 นักโบราณคดีชาวเม็กซิกันชื่ออัลฟอนโซ คาโซได้ค้นพบสุสานหมายเลขเจ็ด ที่ มอนเต อัลบาน รัฐวาฮากา เขาพบวัตถุโบราณรวมทั้งอัญมณี สมัยก่อนสเปนยึดครองกว่าสี่ร้อยชิ้น ซึ่งเขาให้ชื่อว่า สมบัติแห่งมอนเต อัลบาน เป็การค้นพบครั้งสำคัญของโบราณคดีเม็กซิกัน เราทำได้เพียงจินตนาการว่า คาโซตื่นเต้นเพียงไหนที่ได้ถือถ้วยหยกเนื้อบริสุทธิ์" มือบางลูบไล้ที่ศีรษะเล็กของเ้าตัวน้อยที่นอนหลับตาพริ้ม แล้วก้มหน้าอ่านต่อไป
"หลายศตวรรษก่อนหน้านั้น ผู้เขียนหนังสือสดุดีบอกเล่าถึงสมบัติที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำหรืออัญมณีว่า 'ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์เพราะพระดำรัสของพระองค์ อย่างผู้ซึ่งพบของที่ถูกริบมาเป็อันมาก' " อ่านถึงตรงนี้สายตาคมภายใต้แพขนตายาวงอนงามของผู้เป็แม่ ก็เหลือบมองลูกชายที่นอนหลับอยู่ในอ้อมแขนแล้วยิ้มออกมาด้วยความอิ่มเอมใจ
“หม่ามี๊รักคิโด้นะครับ” ร่างระหงโน้มตัวััริมฝีปากอิ่มลงบนหน้าผากเนียนใสของลูกชายตัวเล็กเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักอย่างหาที่สุดไม่ได้ ก่อนเรียวปากสวยจะรู้สึกได้ว่าหน้าผากน้อยๆ มีไอร้อนระอุ มือบางยกขึ้นแตะที่ใต้คาง ลำคอและใบหน้าอีกครั้งเพื่อทดสอบไอร้อนจากร่างน้อยๆ
“ตัวร้อนจี๋เลย! ทำไมป่านนี้ไข้ถึงยังไม่ลดอีกนะ” หยาดพิรุณรู้สึกกังวล แม้ว่าลูกชายของเธอจะหลับไปแล้ว แต่ทว่าเธอก็ยังรู้สึกเป็ห่วงอยู่ดี
ร่างบางลุกขึ้นเปิดไฟหลอดใหญ่แล้วรีบเอาน้ำอุ่นมาเช็ดตัวให้ลูกน้อยเพื่อลดไข้ แต่ไม่ว่าจะเช็ดอยู่นานเท่าไหร่ไข้ก็ยังไม่ลดลงเสียที
“หม่ามี๊ฮะ ผมหนาว!” ไอคิโด้เพ้อออกมาเบาๆ ระหว่างที่นอนพลิกตัวไปมาเสมือนว่าไอร้อนที่อยู่ในตัวจะทำให้ร่างเล็กนอนหลับไม่สบายตัว
หยาดพิรุณกลุ้มใจ ไม่รู้จะทำยังไง เพราะที่ผ่านมาแม้ว่าจะเป็ไข้ตัวร้อน ไอ หรือมีน้ำมูกแค่ไหน แต่เมื่อทานยาและเช็ดตัวไปแล้วไข้ก็จะค่อยๆ ทุเลาลง ผิดจากครั้งนี้
“หนาวมากมั้ยครับคิโด้” ร่างระหงเอ่ยถามเ้าลูกชายตัวเล็ก
“หนาวฮะ...ผมหนาว!” อ้อมแขนเล็กโอบกอดร่างบางของผู้เป็แม่ให้คลายหนาว ดูเหมือนว่าคืนนี้เธอจะหลับตาไม่ลงเสียแล้ว
มือบางเลื่อนผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมร่างลูกชายไว้ก่อนจะช่วยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เพื่อไม่ให้เกิดอาการชัก แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็ผล แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่ลดละ
นอกรั้วบ้าน แสงไฟที่สาดส่องจากภายในห้องเล็ดออกมานอกหน้าต่าง สายตาคมกริบของชายหนุ่มร่างกำยำสูงใหญ่ยืนพิงประตูรถสปอร์ตคันหรูที่จอดนิ่งอยู่ข้างกำแพงรั้วั้แ่่หัวค่ำ
“ป่านนี้สองแม่ลูกยังไม่หลับกันอีกเหรอ” เควิ่นเหลือบดูนาฬิกาข้อมือเป็เวลาเกือบจะตีสอง ขณะที่เงยหน้ามองขึ้นไปที่หน้าต่างห้องนอนชั้นสองของไอคิโด้ แม้จะรู้สึกแปลกใจที่แสงไฟถูกดับลงไปแล้ว แต่อยู่ๆ ก็ถูกส่องสว่างขึ้นมาอีกครั้ง ก็ไม่เท่ากับที่เขาประหลาดใจที่ตัวเองต้องมายืนเฝ้าดูหลังคาบ้านของสองแม่ลูกคู่นี้ด้วยทำไมก็ไม่รู้
"นี่เราบ้าหรือเปล่าวะ ลูกก็ไม่ใช่ เมียก็ไม่เชิง" เควิ่นบ่นพึมพำออกมาเบาๆ เพราะเหตุการณ์เมื่อสองวันก่อน ทำให้เขาไม่กล้าที่จะเข้าไปในบ้าน หรือตอแยกับหยาดพิรุณในตอนนี้ เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้เธอรังเกียจขี้หน้าเขามากขึ้น และพลอยจะทำให้ไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ทั้งเธอและไอคิโด้อีก พอคิดได้แบบนั้นมันก็ยิ่งทำให้เขาไม่กล้าที่จะบุ่มบ่ามทำอะไรลงไปมากกว่านี้
“เฮ้อ! กลับดีกว่า” เขาพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ด้วยความกลัดกลุ้มใจ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งรถ แล้วสตาร์ตเครื่องยนต์จับพวงมาลัยฯ อย่างมาดมั่น ก่อนจะค่อยๆ แตะคันเร่ง ปล่อยให้รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
“หม่ามี๊ฮะ ผมปวดหัว! ฮือฮื้อ ฮื้อฮือ!” ไอคิโด้ส่งเสียงร้องไห้ดังจนลั่นบ้านทำหยาดพิรุณต้องรีบลุกจากเตียงแล้ววิ่งไปเปิดไฟที่ชั้นล่าง
“เดี๋ยวหม่ามี๊พาไปหาหมอนะครับ อดทนไว้นะครับคนเก่ง” หยาดพิรุณวิ่งขึ้นมาแล้วเข้าไปหยิบกระเป๋าสะพายและโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะกดโทรออกเพื่อเรียกรถแท็กซี่ให้เข้ามารับ แต่ปรากฏว่าแบตเตอรี่หมด
“บ้าจริง! ทำไมต้องมาหมดเอาตอนนี้ด้วยนะ” หยาดพิรุณควานหาสายชาร์จโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายแต่ก็ไม่พบ ก่อนจะนึกได้ว่าคงเสียบสายชาร์จทิ้งไว้ที่ออฟฟิศ ทำเธอถึงกับหน้าเสีย