บรรยากาศบนโต๊ะอาหารล้วนเต็มไปด้วยความชื่นมื่นระหว่างบุตรชายบุตรสาวของเจียงฮุ่ยเหอ ทั้งสามล้วนพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ โดยมิสนธรรมเนียมที่ว่าบนโต๊ะอาหารห้ามพูดคุยดั่งบ้านอื่นที่ล้วนถือปฏิบัติ
ทว่าผู้ที่เป็ส่วนเกินของครอบครัวกลับมิได้คิดติดใจตะเกียบไม้ในมือใหญ่ยังคงคีบอาหารเข้าปากได้อยู่เช่นเดิมและดูเหมือนจะทานได้เยอะกว่าเ้าของจวน ที่มัวแต่พูดคุยกันเสียด้วยซ้ำ
หลังอาหารคาวผ่านพ้นไปหญิงสาวยังใส่ใจทำขนมหวานที่บิดาชอบเตรียมพร้อมไว้ให้ล้างปากจนผู้เป็บิดาและพี่ชายเอ่ยชมฝีมือการทำอาหารของนางมิขาดคำ
"อาฮุ่ยใจคอเ้าจะไม่คิดแนะนำบุตรสาวให้ข้ารู้จักบ้างหรือทั้งที่ข้ากินอาหารของนางจนอิ่มเต็มท้องเช่นนี้แล้ว" แม้จะเป็สหายกันมานานแต่กับบุตรสาวผู้นี้สหายเขามิเคยได้เอ่ยถึงสักครั้ง
แม้แต่นามก็ยังมิเคยกล่าวให้ได้ยิน
ยามเป็บุตรชายสหายผู้นี้แทบยกให้เขาดูแลผิดกลับบุตรสาวแม้ยามนางคลอดเป็ทารก เขายังมิเคยมีโอกาสได้เห็น
จนถูกเหล่าสหายด้วยกันขนานนามว่า'บิดาจอมหวงบุตรสาว'
"ขออภัยท่านแม่ทัพด้วยเ้าค่ะ มั่วแต่พูดคุยกับบิดาและพี่ชายทำให้ลืมแนะนำตัวกับท่านไป ข้ามีนามว่าเยว่ซินเ้าค่ะ"เสียงหวานเอ่ยด้วยความรู้สึกผิด แม้ในใจจะนึกหงุดหงิดกับส่วนเกินผู้นี้ก็ตาม
เมื่อได้ยินนามของหญิงสาวห่าวหรานได้แต่นึกชมสหาย สมกับเป็นามที่กุนซือของกองทัพตั้งขึ้นแม้นามบุตรชายหญิงจะแตกต่าง แต่ยังคงให้ความหมายล้วนเหมือนกัน
"ซินเอ๋อร์แท้จริงพ่อกับท่านแม่ทัพเป็สหายกันมานาน ลูกก็เรียกเขาว่า 'ท่านลุง' เถิด"
"ท่านลุง" เสียงหวานเอ่ยเรียกตามอย่างว่าง่าย
"แค่ก ๆ ๆ มิต้อง ๆ เรียกข้าท่านแม่ทัพเหมือนเดิมเถิด"ห่าวหรานถึงกลับสำลักน้ำชาที่เพิ่งยกดื่ม ั์ตาสีเข้มจ้องมองสหายอย่างโกรธเคือง
ถึงหากนับกันตามจริงนางจะต้องเรียกเขาว่า'ท่านลุง' อย่างที่สหายว่ามาก็ตามแต่มิทราบเพราะเหตุใด หากเป็คำเรียกจากนาง ทำให้เขารู้สึกยากจะทำใจยอมรับได้
ครั้นชายหนุ่มมองไปยังร่างเล็กข้างกายสหาย บนใบหน้าสวยกลับปรากฎรอยยิ้มหนึ่งก่อนจะวูบหายไปเป็รอยยิ้มที่เขารู้สึกว่านางกำลังเย้ยหยันเขาอยู่ผิดกลับกิริยาเขินอายที่นางแสดงออกมา
"ท่านแม่ทัพข้าว่าท่านกลับจวนท่านไปได้แล้ว นี่จะเลยยามเฉินแล้วท่านไม่ต้องไปพบฝ่าาหรือ" เมื่อหยอกล้อสหายจนพอใจฮุ่ยเหอก็คล้านจะเห็นหน้าสหายผู้นี้อีก เอ่ยไล่ด้วยความอดกลั้นเป็ถึงแม่ทัพใหญ่การงานกลับมิรู้จักทำ
หากมิใช่ทราบดีว่าสหายผู้นี้มีความสามารถเพียงใดเขาจะใช้ดาบไล่ฟันจนกลับจวนไปเสีย แต่นี่จำต้องเก็บความไม่ขุ่นเคืองไว้ในอกต่อให้เขากับบุตรชายร่วมมือกัน ก็ยังยากที่จะเอาชนะบุรุษผู้นี้ได้
"ไม่รีบ ไม่รีบ"
** ยามเฉิน เท่ากับเวลา 07:00 - 08:59 น.
และก็ไม่รีบดั่งท่านแม่ทัพใหญ่ว่าเขายังคงเอ้อระเหยอยู่ในจวนตระกูลเจียงต่ออีกเป็ชั่วยาม กว่าจะยอมกลับออกจากจวนไป
วันนี้หิมะที่เคยตกมาอย่างยาวนานได้หยุดลง ทว่าความหนาวเย็นก็ยังคงอยู่ทำให้เยว่ซินจึงจำต้องนั่งอยู่ที่ชานระเบียงเรือนของตนแทนการออกไปนั่งเล่นในสวนเหมือนอย่างเคย
ในมือหญิงสาวกำลังปักผ้าเช็ดหน้าลวดลายหงส์คู่สีขาวกำลังเล่นน้ำอยู่ทามกลางดอกไม้งาม นางใช้เวลาเพียงสามวันเท่านั้นก็ใกล้จะแล้วเสร็จเพื่อเตรียมไว้ให้พี่ชายพกติดกาย
"บุรุษหน้าหนาผู้นั้นกลับไปหรือยัง"หลังจากทานอาหารเสร็จเยว่ซินก็ปล่อยให้บิดากับพี่ชายต้อนรับแขกต่อส่วนนางที่เป็สตรีหากอยู่ด้วยคงเป็เื่ไม่สมควร
แต่ในความเป็จริงนั้นนางนึกชังสหายบิดาผู้นี้นัก เวลาผ่านมานับสิบปี มิรู้เขายังจำได้หรือไม่ทว่านางนั้นยังจำได้ดี
ครั้งตอนเป็เด็กนางเคยแอบหนีบิดาไปเที่ยวเล่นในตลาด เพราะรีบเร่งทำให้ตอนเดินไม่ทันระวังจนเผลอไปชนกับร่างสูงชายหนุ่มผู้หนึ่งเข้า
และเมื่อเห็นเด็กน้อยอย่างนางล้มลงชายคนนั้นทำเพียงยืนมองเด็กน้อยอย่างนางล้มลงโดยไม่คิดยื่นมือช่วย
ทั้งพอนางลุกขึ้นกำลังสำรวจาแที่กายเขากลับยื่นมือมาบีบสองแก้มนาง เอ่ยถามว่า ‘นี่แก้มคนหรือซาลาเปากัน’ แรงบีบจากฝ่ามือใหญ่ทำเอาเนื้อเนียนขาวของนางขึ้นรอยช้ำยืนร้องไห้เสียน้ำตาจนผู้คนที่พบเห็นพากันหัวเราะ กระทั่งสาวใช้พานางกลับจวนนางก็ยังคงร่ำไห้ต่อจนครึ่งคอนวันด้วยความเจ็บ
ครั้นจะให้บิดาตามไปเอาโทษก็มิรู้ว่าจะไปตามหาที่ใดได้แต่เก็บความแค้นไว้ภายในใจ
จนถึงวันที่ไปส่งบิดากับพี่ชายเดินทางไปชายแดนนางถึงได้รู้ว่าเขาเป็ผู้ใด
บุรุษที่หยิกแก้มเด็กสาวในวัยหกปีจนร้องไห้เป็ถึงแม่ทัพใหญ่แผ่นดินคุมกองทหารเรือนแสน
ช่างน่าไม่อายนัก
กลับมาครานี้ ถึงแม้เขาจะมีอายุเทียบเคียงกับบิดาทว่ากลับยังทำตัวเป็เด็กมิรู้จักโตอยู่เช่นเดิม
ยิ่งคิดยิ่งชัง
"กลับไปแล้วเ้าค่ะ นายท่านกับคุณชายก็ตามออกไปด้วยเช่นกันฝากพ่อบ้านฟู่ให้มาเรียนคุณหนูว่าอาจจะกลับค่ำให้คุณหนูทานอาหารก่อนได้เลยมิต้องรอเ้าค่ะ"
หลังจากได้ยินคำจากสาวใช้หัวคิ้วเรียงสวยหญิงสาวจึงเริ่มขนวดเข้าหากัน ในหัวสมองกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
"เช่นนี้มิดี หากรอจนกลับมา มิรู้ว่าจะกลับมาเมื่อใด แต่หากเพิ่งออกไปจากตอนนี้อย่างน้อยก็เกือบสามชั่วยามกว่าจะกลับเข้ามา"ร่างเล็กลุกขึ้นยืนรีบวางผ้าที่ปักค้างอยู่ มุมริมฝีปากบางยกยิ้มมีเลศนัยให้สาวใช้ข้างกาย
"ลั่วอี้ ข้าอยากวาดสมุดภาพอีกสักหนึ่งหน้า คงต้องลำบากเ้าแล้ว"
ประตูเรือนในยามกลางวันที่ควรเปิดออกกว้างยามนี้กลับถูกปิดสนิท โดยที่ทางเข้าเรือนมีบ่าวร่างใหญ่คอยกันไว้หากมีผู้ที่มิได้รับเชิญมาใน่เวลาสำคัญ
ในห้องหลังห้องโถงในเรือน มีห้องที่ถูกสร้างขึ้นโดยเฉพาะเมื่อสองปีก่อนเป็การสั่งทำโดยคุณหนูเยว่ซินโดยที่ผู้เป็บิดามิเคยทราบว่าภายในเรือนบุตรสาวตอนนี้ได้มีห้องเพิ่มขึ้นมา
ในห้องนั้นล้วนเต็มไปด้วยอุปกรณ์สร้างความวสันต์รอบห้องถูกแขวนด้วยภาพวาดการร่วมรัก ที่เพียงแค่มองก็รู้สึกได้ถึงอารมณ์เร่าร้อน
ั์ตาดอกท้อมองเลือกสรรชายหนุ่มสามคนตรงหน้าว่าจะให้ผู้ใดเป็ผู้กระทำเป็ต้นแบบให้นาง
"ลั่วอี้เ้าอยากให้ใครปรนเปรอเ้ากัน"
"คุณหนูอย่าถามบ่าวเลยเ้าค่ะ ขอเพียงคุณหนูเลือกบ่าวล้วนกระทำได้หมด"ใบหน้าลั่วอี้ขึ้นสีแดงระเรื่อ หลังจากได้ยินเ้านายสาวให้นางเลือกชายหนุ่มตรงหน้า
มุมริมฝีปากบางยกยิ้มกับอาการของสาวใช้ ปลายนิ้วเรียวชี้หาชายหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดทว่ารูปร่างกลับมีกล้ามเนื้อเป็มัดให้น่าหลงใหล
"อาไป๋วันนี้ให้เป็หน้าที่เ้า"
ชายหนุ่มที่ถูกเอ่ยเรียกก้าวเท้ายาวเข้าหาสตรีที่นั่งเปลือยกายอยู่บทตั่งไม้ก่อนจะนั่งคุกเข่าลงระหว่างสองขาเรียวส่งปลายนิ้วยาวแหวกกลีบเนื้อนิ่มที่ปิดสนิทแยกออกเผยให้เห็นติ่งสวาทเต็งตึงสีสวยภายใน
"คุณหนู ขอชิมน้ำหวานหน่อยนะขอรับ"
"อืออ อะ อ่าาา"
แม้จะเอ่ยปากขอเ้านายสาวทว่าเสียงร้องครางหวานกลับมาจากลั่วอี้ที่ถูกกระทำ
**********************************************
** เยว่เล่อ , เยว่ซิน มีความหมายเดียวกันว่า ดวงจันทร์แห่งความสุข