ยามกลางวัน หอร้อยสมบัติคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เสียงต่อรองราคาดังเซ็งแซ่ไปทั่วทุกทิศทาง ฉู่ซิวเพิ่งก้าวเข้ามาในหอร้อยสมบัติ ก็ยินเสียงผู้คนกำลังถกเถียงเื่ของตนเอง
“วันนี้ตระกูลฉู่เกิดเื่ใหญ่ขึ้นแล้ว! คุณชายใหญ่ฉู่ซิวรั้นจะขึ้นเป็ผู้นำตระกูลให้ได้ คนในตระกูลไม่ยอมรับ ถึงขั้นพากันแยกตัวออกจากตระกูลไปเสียเลย! ตอนนี้ตระกูลฉู่ เหลือเพียงฉู่ซิวแค่คนเดียวแล้ว”
กลางโถงใหญ่ นักเล่าโชคเจตนายิ้มเยาะใส่ไข่ เล่าเื่ราวตระกูลฉู่ด้วยถ้อยคำบิดเบือน ไม่ต้องเสียเวลาคิดก็รู้ว่า นี่ต้องเป็ฝีมือของสองพ่อลูกฉู่เทียนเหอแน่นอน
“เด็กเมื่อวานซีนก็อยากจะเป็ผู้นำตระกูล? เป็ข้า ข้าก็ไม่ยอม”
“ตระกูลฉู่ที่ดี ๆ กลับโดนฉู่ซิวทำพังพินาศถึงเพียงนี้ หากพ่อมันรู้เข้า ไม่ะโออกจากโลงหรือไร?”
“ข้าได้ยินมาว่าฉู่เทียนเหอพาคนในตระกูลไปตั้งตระกูลใหม่แล้ว ยังคงใช้ชื่อตระกูลฉู่ตามเดิม”
“ผู้นำตระกูลตัวคนเดียวช่างสมควรแก่คำว่าผู้นำตระกูลเสียจริง น่าขบขันยิ่งนัก”
ฟังเสียงเหยียดหยามของคนเหล่านี้ ใบหน้าของฉู่ซิวมืดครึ้มลงทันที ทว่าเขาไม่ได้เข้าไปโต้เถียงกับคนพวกนี้ เขาเดินตรงขึ้นชั้นสองไปหาอาอู่ทันที
“อาอู่ ท่านช่วยขายของพวกนี้ให้ข้าทีขอรับ”
เมื่อพบหงอู่ ฉู่ซิวก็ยื่นตราสารจวนและโฉนดนาออกไปทันที
นี่มันตราสารจวนตระกูลฉู่นี่นา?
หงอู่จ้องมองตราสารในมือด้วยความตกตะลึง เขานำฉู่ซิวเข้าไปในห้องอันเงียบสงบ เอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง “หรือข่าวลือข้างนอกจะเป็เื่จริง เ้าโดนฉู่เทียนเหอไล่ออกจากตระกูลฉู่แล้วหรือ?”
“ข้าไม่ได้โดนไล่ออกจากตระกูลขอรับ เพียงแต่ฉู่เทียนเหอและคนอื่น ๆ ถอนตัวออกจากตระกูลฉู่ไปเอง” ฉู่ซิวเอ่ยอธิบาย พร้อมเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นในตระกูลฉู่ให้ฟัง
เมื่อหงอู่รู้เื่ราวความเป็มาทั้งหมด ก็ตบโต๊ะลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว พลางเอ่ยฮึดฮัด “หากไม่ได้บิดาเ้า ตระกูลฉู่จะมีวันนี้ได้อย่างไร! ฉู่เทียนเหอเ้าสารเลว มันทำกับเ้าเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“อาอู่ เื่ตระกูลฉู่ข้าจะจัดการเองขอรับ ท่านช่วยขายของพวกนี้ให้ข้าก่อนเถอะ” ฉู่ซิวเอ่ยเสียงเรียบ
หงอู่มองตราสารจวนและโฉนดนาในมือ แล้วสั่นศีรษะปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “ข้ากับบิดาเ้าเป็สหายสนิทกัน เ้ามีปัญหาอะไรบอกอาอู่ได้ หากขาดแคลนเงินทอง อาอู่ยืมให้เ้าก่อนได้”
ฉู่ซิวเชื่อว่าหงอู่ยินดีช่วยเหลือตน แต่หงอู่ช่วยเขาได้เพียงชั่วคราว ไม่อาจช่วยได้ตลอดชีวิต อีกทั้งการยืมเงินก็ต้องชดใช้คืน และสืบเนื่องจากนิ้วทองคำของเขาจำเป็ต้องใช้เงินมหาศาล ต่อให้ทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดของหงอู่ ก็คงช่วยอะไรเขาได้ไม่มากนัก
“หากอาอู่อยากช่วยข้าจริง เช่นนั้นก็ช่วยเปลี่ยนของพวกนี้เป็เงินให้ข้าเถอะขอรับ”
ได้ยินคำพูดของฉู่ซิว หงอู่ถอนหายใจยาว แล้วเก็บตราสารจวนและโฉนดนาของฉู่ซิวเอาไว้ เขาไม่ได้เพิ่งรู้จักฉู่ซิวเป็วันแรก ย่อมรู้ดีว่าฉู่ซิวเป็คนหัวดื้อ ต่อให้เกลี้ยกล่อมอย่างไร ฉู่ซิวก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจ
แทนที่จะเคี่ยวเข็ญต่อ สู้รีบช่วยฉู่ซิวปล่อยขายตราสารจวนและโฉนดนาให้เร็วที่สุดจะดีกว่า นั่นจึงเป็การช่วยเหลือฉู่ซิวอย่างแท้จริง
“การขายของพวกนี้ต้องใช้เวลาสักหน่อย หากปล่อยขายได้แล้ว ข้าจะรีบแจ้งเ้าเป็คนแรก”
“ขอบคุณมากขอรับอาอู่”
หลังจากกล่าวขอบคุณหงอู่ ฉู่ซิวก็เดินทางไปสอบถามเื่โอสถขัดเกลากายาที่ร้านขายยา ไม่เหนือความคาดหมาย โอสถขัดเกลากายาขายหมดเกลี้ยงไปั้แ่หลายวันก่อนแล้ว ดูท่าพรุ่งนี้คงต้องไปเสี่ยงดวงที่สนามสอบถงซื่อเสียแล้ว...
...
วันถัดมา
วันนี้เป็วันเปิดเรียนของสนามสอบถงซื่อ ฉู่ซิวออกจากบ้านั้แ่เช้าตรู่ บริเวณหน้าประตูสนามสอบถงซื่อ คลาคล่ำไปด้วยเหล่านักเรียนที่สอบผ่านระดับอำเภอ ฉู่เฉิงเยี่ยเองก็อยู่ในกลุ่มคนเ่าั้ด้วย
“โอ้ นี่ไม่ใช่ผู้นำตระกูลฉู่หรอกหรือ?” เมื่อฉู่เฉิงเยี่ยเห็นฉู่ซิวเดินมา ก็รีบนำคนเดินเข้ามาทักทาย สีหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“ฉู่ซิว เ้าได้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลแล้ว ไม่คิดจะเลี้ยงฉลองกับสหายหน่อยหรือ?”
สิ้นคำพูด ฉู่เฉิงเยี่ยก็ทำสีหน้าตื่นรู้เอ่ยขึ้นอีก
“ขออภัยที ข้าลืมไปว่าตอนนี้ตระกูลฉู่เหลือผู้นำตระกูลฉู่แค่คนเดียว อย่าว่าแต่เลี้ยงข้าวผู้อื่นเลย แม้แต่เื่กินข้าวของผู้นำตระกูลฉู่เอง ก็คงต้องทำเองหมดทุกอย่างกระมัง?”
“พวกเราคนกันเอง เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าจะจัดเลี้ยงที่หอเหล้าชุนสักกี่โต๊ะ ช่วยผู้นำตระกูลฉู่จัดงานฉลองดีไหม?”
จ้องมองรอยยิ้มอันสามหาวของฉู่เฉิงเยี่ย ฉู่ซิวอยากจะตบหน้ามันสักฉาดใหญ่ แต่การทำเช่นนั้นถือว่าปรานีมันเกินไป และยังจะนำพาความเดือดร้อนไม่จำเป็มาสู่ตนเองอีก
แทนที่จะเสพสุขสะใจเพียงชั่วครู่ สู้เอาเวลาไปทุ่มเทเพิ่มพูนความสามารถ เมื่อแข็งแกร่งขึ้นแล้วค่อยตามไปคิดบัญชีทีหลังจะดีกว่า ฉู่ซิวทำจิตใจให้สงบ ยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมินเฉยต่อฉู่เฉิงเยี่ยโดยสิ้นเชิง
เมื่อเห็นฉู่ซิวกล้าเมินตน สีหน้าของฉู่เฉิงเยี่ยก็พลันมืดมนลงทันที ในยามที่มันกำลังจะเข้าไปหาเื่ฉู่ซิวอีกครั้ง ประตูใหญ่ของสนามสอบถงซื่อก็เปิดออก เหลียวสิงพานักเรียนสนามสอบถงซื่อสองสามคนเดินออกมา
“ยินดีกับทุกคนที่สอบผ่านระดับอำเภอและได้มาเป็นักเรียนใหม่ของสนามสอบถงซื่อ”
“สนามสอบถงซื่อจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือนักเรียนให้สอบผ่านระดับเ้าเมือง พวกเ้าสามารถเล่าเรียนในสนามสอบถงซื่อแห่งนี้ได้ จนกว่าจะสอบผ่านระดับเ้าเมือง”
“เพื่อช่วยให้ทุกคนสอบผ่านระดับเ้าเมือง นักเรียนใหม่ที่เข้ามาในสนามสอบถงซื่อ สามารถเลือกคัมภีร์วิชาไปฝึกฝนได้ฟรีหนึ่งเล่ม ทุกคนตามข้ามาได้เลย”
หลังจากเหลียวสิงแนะนำคร่าว ๆ แล้ว ก็นำทุกคนไปยังหอคัมภีร์ยุทธ์ของสนามสอบถงซื่อ เมื่อเดินเข้ามาในหอคัมภีร์ยุทธ์ เหลียวสิงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“พวกเ้ามีเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงในการเลือกคัมภีร์วิชา จงจำไว้ว่าต้องเลือกวิชาที่ช่วยยกระดับปราณและโลหิตจักรพรรดิมนุษย์ได้มาก และฝึกฝนได้ง่าย”
“หากไม่มีปัญหาอื่นใดแล้ว พวกเ้าสามารถเข้าไปเลือกคัมภีร์วิชาได้เลย”
กฎของสนามสอบถงซื่อทุกคนพอจะรู้กันดีอยู่แล้ว ยินคำพูดของเหลียวสิง คนกลุ่มใหญ่ก็กระจายตัวออกไปทันที เลือกดูตามชั้นวางคัมภีร์วิชาอย่างละเอียด การจะสอบผ่านระดับเ้าเมืองให้ได้โดยเร็ว การเลือกวิชาที่ช่วยเพิ่มพูนระดับพลังได้อย่างรวดเร็วย่อมเหมาะสมที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงเกือบจะละทิ้งคัมภีร์วิชาระดับสูงที่ต้องอาศัยเวลาเคี่ยวกรำยาวนาน แล้วหันไปเลือกวิชาระดับทั่วไปที่ฝึกฝนได้ง่ายแทน
ทว่าฉู่ซิวมีระบบอยู่ในมือ ความยากในการฝึกฝนสำหรับเขาจึงไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย เขาตัดสินใจเดินตรงไปที่โซนคัมภีร์วิชาระดับสูงทันที
วิชากายาไม่ดับสูญ คัมภีร์วิชาระดับหวงจี๋ขั้นหนึ่ง การฝึกฝนวิชานี้สามารถเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของร่างกายและปราณโลหิตจักรพรรดิมนุษย์ได้เป็อย่างมาก เมื่อบรรลุขั้นแตกฉานจะสามารถฟันแทงไม่เข้า มีกำลังย่างยกพันชั่ง เมื่อจ้องมองคำแนะนำตรงหน้า ฉู่ซิวหวั่นไหวขึ้นมาบ้าง
มองไปทั่วทั้งอำเภออันอู่ ผู้ที่สามารถฝึกฝนวิชาระดับหวงจี๋ขั้นสี่ขึ้นไปได้นั้นมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น
คัมภีร์วิชาระดับหวงจี๋ขั้นหนึ่งยิ่งเป็สิ่งที่ฉู่ซิวไม่เคยได้ยินมาก่อน อีกทั้งวิชานี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มพูนปราณโลหิตจักรพรรดิมนุษย์ได้เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของร่างกายได้อีกด้วย หากนำมาประสานเข้ากับวิชายุทธ์ ย่อมช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ได้อย่างมหาศาลแน่นอน!
ฉู่ซิวไม่ได้ตัดสินใจเลือกลงไปทันที แต่เปรียบเทียบวิชาระดับสูงทั้งหมดทีละเล่ม จากนั้นจึงตัดสินใจเลือกวิชากายาไม่ดับสูญ
“เ้าไม่ได้ยินที่ข้าบอกให้เลือกวิชาที่ฝึกฝนได้ง่ายหรือไร?”
“แม้วิชากายาไม่ดับสูญนี้จะช่วยเพิ่มพูนปราณและโลหิตจักรพรรดิมนุษย์ได้มาก แต่ความยากในการฝึกฝนนั้นสูงยิ่ง หากไม่มีเวลาสักสามถึงห้าปี เ้าไม่มีทางฝึกฝนจนถึงขั้นสำเร็จขั้นต้นได้หรอก”
เมื่อเห็นวิชาที่ฉู่ซิวเลือก เหลียวสิงก็โมโหจนสีหน้าเปลี่ยนไป เอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “หากเ้ายืนหยัดอยากจะสอบผ่านถงซื่อภายในสองปี ตอนนี้จงไปเปลี่ยนเป็วิชาอื่นเสีย”
ฉู่ซิวรู้ว่าเหลียวสิงหวังดีต่อตน ในใจรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก
ทว่าเขาตัวคนเดียวมีระบบติดกาย การฝึกฝนวิชากายาไม่ดับสูญจึงไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด ย่อมไม่คิดจะเปลี่ยนวิชาอย่างแน่นอน
ในยามที่ฉู่ซิวเตรียมจะเอ่ยปากอธิบาย ฉู่เฉิงเยี่ยก็ถือคัมภีร์วิชาเล่มหนึ่งเดินเข้ามา...