ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 123 ตัวเลือกที่สอง

            ฟางเฉินเล่อไม่ทันสังเกตสีหน้าแปลกใจของโหยวเสี่ยวโม่รวมถึงฝูจื่อหลินด้วย

            เพราะพวกเขาต่างมุ่งหวังเรื่องการมีสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งสักตนไว้ในครอบครองโดยเฉพาะฝูจื่อหลินที่ดวงตาลุกวาว เขารู้สึกผิดหวังกับตัวเองมาตลอดที่ไม่มีพลังการต่อสู้

            แม้จะบอกว่านักหลอมโอสถกับนักฝึกตนอยู่กันอย่างพึ่งพาอาศัยแต่อันที่จริงนักหลอมโอสถหาได้มีแค่เส้นทางเดินนี้เสียเมื่อไหร่พวกเขาเลือกทางอื่นได้ เพราะยังมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า

            และการครอบครองสัตว์ปีศาจก็คือทางเลือกอีกอย่างหนึ่งของพวกเขาและเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะนักหลอมโอสถที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่พวกเขาต่างเลือกสัตว์ปีศาจมาเป็นตัวคุ้มกันตัวเอง หาใช่นักฝึกตนไม่

            มีคำพูดหนึ่งกล่าวไว้ว่า ใจคนยากแท้หยั่งถึง!

            บางเวลา แม้กระทั่งคนที่ใกล้ชิดเจ้าที่สุดก็อาจทรยศเจ้าได้นับประสาอะไรกับคนที่อยู่ข้างเจ้าด้วยผลประโยชน์ดังนั้นเทียบกับการต้องอยู่อย่างระแวดระวังสู้เลือกหนทางที่เลี้ยงดูสัตว์ปีศาจจะดีกว่า

            การเลี้ยงดูสัตว์ปีศาจนั้นเป็นความสามารถรองลงมาของนักหลอมโอสถความสามารถนี้มีเพียงนักหลอมโอสถที่มี เพราะพวกเขามีพลังปราณวิญญาณที่นักฝึกตนไม่มี

            สิ่งสำคัญที่สุดในการเลี้ยงดูสัตว์ปีศาจของนักหลอมโอสถก็คือพลังปราณวิญญาณพลังปราณวิญญาณที่อ่อนนุ่มและแข็งแกร่งส่งผลให้โอกาสที่เลี้ยงดูสัตว์ปีศาจได้ยิ่งสูงแต่โอกาสเช่นนี้นั้นสำหรับสัตว์ปีศาจที่มีพลังต่ำ หากเป็นสัตว์ปีศาจพลังสูงพื้นฐานนั้นล้วนเปิดดวงจิตการรับรู้แล้ว สัตว์ปีศาจขั้นสูงเช่นนี้ก็จะยากหน่อย

            ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดอาศัยจังหวะที่พวกมันไม่ทันได้เปิดการรับรู้หรือก็คือยังไม่เติบโตถึงขั้นเป็นสัตว์ปีศาจขั้นสูง มีเพียงเช่นนี้ถึงจะทำให้สัตว์ปีศาจเชื่อฟังคำสั่งได้

            สัตว์ปีศาจที่ถูกสั่งสอนมานั้นในร่างพวกมันจะจดจำเครื่องหมายดวงวิญญาณของนักหลอมโอสถได้และเครื่องหมายพวกนี้สามารถจำกัดสัตว์ปีศาจไว้ ไม่ให้มันเกิดจิตคิดทรยศเจ้าของได้ดังนั้นง่ายกว่าการหานักฝึกตนมาเป็นมิตรเยอะเลยอย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะถูกสัตว์ปีศาจทรยศ

            แต่ใช่ว่าอยากมีก็มีได้เสียเมื่อไรเพราะการเลี้ยงดูสัตว์ปีศาจขั้นสูงมีเพียงนักหลอมโอสถเท่านั้นที่ทำได้ ดังนั้นในแผ่นดินหลงเสียงผู้ที่มีสัตว์ปีศาจขั้นสูงล้วนเป็นนักหลอมโอสถขั้นสูง

            เช่นนั้นแล้วก็ใช่ว่านักหลอมโอสถขั้นสูงทุกคนสามารถมีสัตว์ปีศาจไว้ในครอบครองได้ เนื่องจากสายเลือดของสัตว์ปีศาจขั้นสูงดังนั้นการเกิดรุ่นต่อไปนั้นทำได้ยาก ไม่เหมือนสัตว์ปีศาจชั้นล่างที่มีมากมาย

            แต่โหยวเสี่ยวโม่ได้ได้รู้เรื่องพวกนี้เลย เพราะตำราการเลี้ยงดูสัตว์ปีศาจกับนักหลอมโอสถล้วนเก็บอยู่ในส่วนหอคัมภีร์ชั้นสามซึ่งเขาไม่มีอำนาจเข้าได้

            ครั้งเดียวที่เคยเข้าไปก็เพียงสองชั่วยามไม่ได้มีเวลามากนักให้เขาได้ทันดูตำราอื่น อีกอย่างตำราด้านในมีมากมายแม้เขาอยากจะหาก็คงหาไม่ทันเวลาที่กำหนด

            เมื่ออารมณ์ตื่นเต้นหายไป โหยวเสี่ยวโม่เอ่ยถามต่อ “ศิษย์พี่ใหญ่แล้วเคล็ดวิชากับอาวุธนั่นล่ะ มันเป็นยังไงกัน? ในดินแดนสวรรค์วิมานยังสามารถสร้างอาวุธกับเคล็ดวิชาได้ด้วยตัวมันเองหรือ?”

            “แน่นอนว่าไม่ได้อยู่แล้ว” ฟางเฉินเล่อหัวเราะกับคำพูดเขา ทั้งสองสิ่งเป็นของที่ทำจากฝีมือมนุษย์แล้วจะออกมาเองได้อย่างไร “ในดินแดนสวรรค์วิมานแท้จริงคือโลกใบเล็กๆใบหนึ่ง จากที่เล่าขานกันมามันคือเป็นห้วงที่มีจอมยุทธ์สร้างมันออกมาจากการแหวกประสาทเมื่อกาลก่อนเขาเลี้ยงดูนักฝึกตนและนักหลอมโอสถมากมายในห้วงมิตินั้น หลังจากนั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นคนพวกนั้นล้วนตายไปหมด ส่วนจอมยุทธ์คนนั้นก็คงสลายไปแต่เรื่องพวกนี้เป็นเพียงการคาดเดา ความจริงเป็นเช่นไร ในตอนนี้ไม่มีใครรู้ได้”

            พูดถึงห้วงมิติ โหยวเสี่ยวโม่พลันนึกถึงห้วงของหลิงเซียว

            พูดตามตรง วันที่ออกจากเมืองฮุยจี๋ หลิงเซียวทำเขาสะดุ้งโหยงเขาไม่คิดมาก่อนว่าหลิงเซียวเองก็มีห้วงมิติของตัวเองอีกอย่างห้วงมิตินั้นใหญ่โตกว่าของเขามากนัก กว้างไกลสุดสายตา

            หากจะบอกว่ามีอะไรแตกต่างออกไป เห็นจะเป็นทะเลสาบกับธาตุปราณห้วงมิติของเขามีทะเลสาบ แต่ของหลิงเซียวไม่มีแต่ของหลิงเซียวมีธาตุปราณที่เข้มข้นหนาแน่นเป็นสถานที่เยี่ยมยอดในการปลูกหญ้าเซียน

            โหยวเสี่ยวโม่พึ่งรู้ตอนนี้ทำไมหลิงเซียวถึงไม่สนใจห้วงมิติของเขาเพราะหลิงเซียวมีห้วงมิติอันกว้างใหญ่กว่าหลายเท่าเป็นของตัวเองดังนั้นก่อนหน้านั้นเขาวิตกไปเองทั้งนั้น

            ส่วนที่ว่าทำไมหลิงเซียวถึงมีห้วงมิตินั้น คนซื่อบื้อที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนักฝึกตนเลยเดาเพียงว่าหลิงเซียวคงโชคดีเหมือนกับเขา ดังนั้นมีมีห้วงมิตินั่นได้

            “ศิษย์พี่ใหญ่ดินแดนสวรรค์วิมานนั่นเริ่มเปิดเมื่อไหร่?” โหยวเสี่ยวโม่เอ่ยถามด้วยความคาดหวัง

            “จากข่าวคราวดินแดนสวรรค์วิมานจะเริ่มเปิดอีกสามเดือนให้หลัง หากศิษย์น้องเล็กอยากไปก็ต้องรีบฝึกฝนพลังถึงจะได้” ฟางเฉินเล่อรู้ว่าเขาใจเต้นจึงไม่ได้ปิดบัง เพราะยังไงเรื่องนี้สำนักเทียนซินต่างก็รู้ทั่วกันแล้วมีเพียงศิษย์น้องเล็กที่เอาแต่เก็บตัวถึงไม่รู้เรื่อง

            สามเดือนก็ถือว่านานพอควร โหยวเสี่ยวโม่นึกว่าครึ่งเดือนหรือเดือนหนึ่งเสียอีก

            แต่คำพูดสุดท้ายของฟางเฉินเล่อฟังแล้วรู้สึกใจคอไม่ดีพลันเอ่ยถาม “ศิษย์พี่ใหญ่ทำไมต้องรีบฝึกฝน? ข้าไปไม่ได้งั้นหรือ?”

            ฟางเฉินเล่อเห็นเขาท่าทีกังวลตื่นเต้น รีบปลอบใจ “อย่าพึ่งตื่นเต้น ศิษย์น้องเล็กที่จริงใช่ว่าเจ้าจะไม่มีหวังซะทีเดียว ตามกฎระเบียบที่มีมาของสำนักเทียนซินมีเพียงนักหลอมโอสถขั้นสามถึงมีสิทธิ์ไปได้ นั่นเท่ากับว่า หากเจ้าอยากไปเจ้าก็ต้องรีบฝึกฝนให้เป็นนักหลอมโอสถขั้นสามให้ได้ในสามเดือนนี้”

            โหยวเสี่ยวโม่พลันโล่งอก โชคดีจริงแม้ตอนนี้เขายังไม่ใช่นักหลอมโอสถขั้นสาม แต่เวลาสามเดือนก็เพียงพอแล้วเขาเชื่อมั่นว่าจะทำได้สำเร็จในช่วงระหว่างนี้

            “ศิษย์น้องเล็ก เจ้าไม่ต้องท้อใจไปยังมีเวลาอีกสามเดือน แม้เวลาจะกระชั้นชิดไปหน่อย แต่ขอเพียงเจ้าพยายามศิษย์พี่ใหญ่เชื่อว่าเจ้าต้องทำได้สำเร็จแน่นอนถึงตอนนั้นศิษย์พี่ใหญ่จะช่วยเสนอรายชื่อเจ้ากับอาจารย์…”

            ฟางเฉินเล่อเห็นหน้าเขานิ่งเฉย เข้าใจว่าเขาอึ้งอยู่จึงรีบสัญญาว่าจะเสนอชื่อเขา มีจุดหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกไปแม้เป็นนักหลอมโอสถขั้นสาม ก็ใช่ว่าจะไปได้ เพราะคนที่อยากไปมีเยอะแยะมากมาย ดังนั้นทัพพิภพได้สิทธิ์แค่หกรายชื่อเท่านั้น

            เขากับจื่อหลินนั้นมีชื่ออยู่แล้ว เพราะเป็นความหวังของอาจารย์ดังนั้นอาจารย์ต้องเก็บโอกาสไว้ให้พวกเขาแน่ แต่ศิษย์น้องเล็กไม่เหมือนกันเขารู้สึกได้ว่า อาจารย์ไม่ได้โปรดปรานศิษย์น้องเล็กมากมาย รายชื่ออีกสี่ที่เหลือนั้นมีค่ายิ่งนักอาจารย์ก็คงไม่เก็บไว้ให้เขาแน่

            “ข้าช่วยเจ้าขอเอง”

            ขณะนั้นเอง ฝูจื่อหลินที่นิ่งเงียบอยู่นาน จู่ๆก็พูดขัดฟางเฉินเล่อขึ้น

            ทั้งสองหันขวับไปมองเขาอย่างประหลาดใจกลับเห็นหน้าตาจริงจังของฝูจื่อหลินพูดกับโหยวเสี่ยวโม่ “เรื่องเขานทีเมฆา ข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าหนนึงรายชื่อนี้ข้าจะช่วยเจ้าขอกับอาจารย์เอง ถือซะว่าเป็นการตอบแทน”

            “จื่อหลิน ให้ข้าช่วยขอพร้อมเจ้าเถอะ”

            ฟางเฉินเล่อส่ายหัวอย่างหน่ายใจเขารู้ว่าจื่อหลินให้ความสำคัญกับเรื่องตอบแทนศิษย์น้องเล็กมาตลอดจึงไม่ได้แย่งกับเขา แต่หากช่วยกันสองคนเห็นจะมีความเป็นไปได้สูงกว่าเพราะยังไงสิทธิ์การไปดินแดนสวรรค์วิมานนั้นสำคัญมากอาจารย์อีกสองท่านก็มีลูกศิษย์อีกหลายคนเหมือนกัน

            ฝูจื่อหลินไม่ได้คัดค้าน เท่ากับเห็นด้วยในสิ่งที่เขาพูดคิดว่าเขาคงคิดเช่นเดียวกับฟางเฉินเล่อ

            ส่วนโหยวเสี่ยวโม่เจ้าตัวกลับฟังแล้วตะลึงงัน เขานึกว่าขอเพียงเลื่อนขั้นสามให้ได้ก็สามารถไปได้ที่แท้ยังต้องมีรายชื่ออีก แต่ว่า เขาโชคดีมากที่จู่ๆก็มีศิษย์พี่ทั้งสองที่อยากตอบแทนน้ำใจเขา

            โหยวเสี่ยวโม่คิดอย่างถ่อมตน…

            โหยวเสี่ยวโม่แยกกับศิษย์พี่ทั้งสองตรงลานกว้างจากนั้นตรงกลับห้องอย่างเร่งรีบ

            แม้ไม่ได้เจอหลิงเซียวจะทำให้เขาเสียใจนิดหน่อยแต่เมื่อได้รับข่าวที่สำคัญมาก เขาก็ไม่มีอารมณ์คิดถึงเรื่องอื่นอีกต่อไปในใจคิดว่าช่วงเวลานี้คงไม่มีใครมาหา จึงมุดเข้าห้วงมิติ

            หญ้าเซียนในห้วงมิติปลูกได้เพียงสองวันแต่ก็งอกเป็นต้นกล้าแล้ว

            โหยวเสี่ยวโม่ปรายตามองแล้วรีบเดินเข้าไปบ้านไม้ภาพแรกที่เห็นคือ ไข่อ่อนปีศาจขั้นแปดที่วางอยู่บนโต๊ะ

            โหยวเสี่ยวโม่เดินไปอุ้มไข่ไว้ในอุ้งมือ จ้องมอง จู่ๆก็มีเสียงน่าฉงน

            หรืออาจคิดไปเอง เขารู้สึกว่าเปลือกของไข่อ่อนใบนี้สว่างขึ้นตอนนั้นสีเปลือกไข่เป็นเพียงสีเทาขาว ดูสีทึมทึบราวกับว่าไข่ตายไปแล้วตอนนี้กลับส่องแสง เขารับรู้ได้ถึงเสียงเต้นของหัวใจในนั้น แข็งแรงมีพลังเหมือนเติบโตได้ไม่เลว

            มีเสียงหัวใจเต้น มันหมายถึงไข่อ่อนกำลังจะฟักตัวหรือเปล่านะ?

            โหยวเสี่ยวโม่ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ปีศาจแม้แต่น้อยครุ่นคิดเห็นทีเขาต้องรีบค้นคว้าข้อมูลเรื่องสัตว์ปีศาจแล้ว พูดถึงตำราฝั่งตะวันออกชั้นสองของหอคัมภีร์ เขาก็อ่านได้พอสมควรแต่ไม่เคยเห็นตำราเกี่ยวกับสัตว์ปีศาจมาก่อน คงไม่ใช่อยู่ฝั่งตะวันตกหรอกนะ?

            ใจเต้นไม่สู้ลงมือทำโหยวเสี่ยวโม่รีบวางไข่ลงแล้วออกจากห้วงมิติ

            เนื่องจากหลายวันก่อนเกิดเหตุขโมยขึ้นดังนั้นเมื่อโหยวเสี่ยวโม่รีบไปถึงหอคัมภีร์นั้นเขาก็เห็นพวกชุดเกราะเดินลาดตระเวนอยู่กลุ่มหนึ่ง

            เมื่อเขาเข้าไปใกล้ หน่วยคุ้มกันชุดเกราะก็ดักเขาไว้ ดีที่อีกฝ่ายไม่ได้ไล่เขากลับไปเมื่อรู้ว่าเขาเป็นศิษย์ผู้นำทัพพิภพ ต้องการไปดูหอคัมภีร์ชั้นสองจึงปล่อยผ่าน

            เมื่อเดินเข้าหอคัมภีร์ ผู้เฒ่านั่งอยู่บนเก้าอี้เมื่อเห็นเขาก็ไม่ได้โยนป้ายให้ทันที หากแต่กำชับให้เขาอย่าอยู่นานเกินไปจากนั้นค่อยโยนป้ายให้

            โหยวเสี่ยวโม่รู้ความหมาย จึงพยักหน้ารับจากนั้นถือป้ายเข้าไปยังฝั่งตะวันตก

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน