“ไปหาฝูอี้ไป๋ดีกว่า”
ตู้เซ่าฝู่เลิกคิ้วตั้งมั่นว่าต้องรีบฝึกวิชาลมปราณให้ไวที่สุดให้จงได้เขานำขวดหยกและกล่องผ้าฝ้ายสองกล่องนั้นเก็บเข้าเสื้อที่อกตู้เซ่าฝู่ตัดสินใจไปหาฝูอี้ไป๋คืนนี้เลย ดูว่าตาเฒ่าคนนั้นรู้หรือไม่ว่าคัมภีร์จื่อชี่เฉาหยังอยู่ที่ไหน
ตู้เซ่าฝู่ออกจากห้องไปตรงไปยังหอเก็บคัมภีร์วรยุทธ
บ้านสกุลตู้มีองครักษ์และต่างก็เป็ยอดฝีมือ ทว่าตู้เซ่าฝู่เลือกใช้ทางอ้อมหลบหลีกทางปกติ ที่ต้องผ่านสวนในจวนตรงไปถึงหอเก็บคัมภีร์วรยุทธได้อย่างคุ้นเคย
“เหตุใดจึงยังได้ยินเสียงขลุ่ยนั่นอีกล่ะเสียงมาจากไหนกันแน่นะ”
เพิ่งมาถึงนอกหอเก็บวรยุทธตู้เซ่าฝู่ก็ได้ยินเสียงขลุ่ยเบาๆ เป็เสียงที่่นี้มักได้ยินอยู่เนืองๆเสียงขลุ่ยนุ่มนวลราวกับสายน้ำที่กำลังไหลริน เมื่อทำนองเปลี่ยน กลับให้ความรู้สึกถึงความขมขื่นราวกับสาวน้อยกำลังระบายความทุกข์โศกในใจที่คิดถึงคร่ำครวญหาชายอันเป็ที่รัก
เสียงขลุ่ยยิ่งฟังยิ่งรู้สึกถึงความเศร้าระทมระดับเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินมาจากที่ไกลๆ อย่างต่อเนื่อง
แม้เสียงขลุ่ยที่ลอยมาฟังดูน่าสงสัยทว่าตู้เซ่าฝู่ก็ไม่ได้สนใจมากนัก เขามุ่งหน้าตรงไปที่หอเก็บวรยุทธปกติฝูอี้ไป๋จะพักอยู่ที่ห้องด้านหลังชั้นแรกของหอเก็บคัมภีร์วรยุทธแต่ตู้เซ่าฝู่ก็ไม่ค่อยได้ไปที่นั่นสักเท่าไร
ตู้เซ่าฝู่เข้าไปในห้องของฝูอี้ไป๋ในห้องจัดได้อย่างสะอาดและเป็ระเบียบเรียบร้อย เพราะในนั้นไม่ค่อยมีของวางไว้สักเท่าไรไม่มีอะไรให้มาวางรก ทว่าก็ไม่เห็นเงาของฝูอี้ไป๋เลย
“ดึกขนาดนี้หายไปไหนของเขานะ”
ห้องนั้นไม่ค่อยกว้างเท่าไรมองทีเดียวก็หมดห้องแล้ว ชัดว่าฝูอี้ไป๋ไม่ได้อยู่ในห้อง
“ปึง”
ตู้เซ่าฝู่รู้สึกถึงกระแสบางอย่างจากทางด้านหลังจึงหมุนตัวหันหลังกลับไปพร้อมพูดว่า “เหล่าไป๋ ท่านไปไหนมา...”
ตู้เซ่าฝู่พูดยังไม่ทันจบเมื่อหันหน้าไปสีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันทีผู้ที่ปรากฏกายด้านหลังเขาไม่ใช่ฝูอี้ไป๋ แต่เป็สตรีคนหนึ่งเป็สตรีที่หน้าตางดงามมาก ดูแล้วอายุน่าจะประมาณสี่สิบกว่าปีสวมชุดกระโปรงยาวแบบสตรีในวัง ชุดเป็ผ้าแพรสีฟ้าอ่อนเรียบๆ ชุดพลิ้วไหวเบาๆ ตามลมดูสง่าและสะอาดตายิ่งนัก ท่าทางมีบารมีราวกับเป็ผู้ที่เกิดมามียศฐานะสูงส่งทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกเกรงขามโดยไม่รู้ตัว
“ท่านคือใคร?”
ตู้เซ่าฝู่ใมากจากนั้นก็รีบตั้งหลักระแวดระวังตัวให้ดี สตรีคนงามคนนี้ไม่ใช่คนของบ้านสกุลตู้และหอเก็บคัมภีร์วรยุทธก็เป็เขตหวงห้ามของบ้านสกุลตู้สตรีแปลกหน้าที่เข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามของบ้านสกุลตู้ในยามวิกาลเช่นนี้ตู้เซ่าฝู่จึงต้องระมัดระวังตัวอย่างมาก
“เ้าเป็อะไรกับฝูอี้ไป๋?”
สตรีคนนี้แต่งตัวดูราบเรียบทว่ากลับมีรัศมีของผู้ดีแผ่ออกมา นางพูดด้วยเสียงใสราบเรียบกับตู้เซ่าฝู่ให้ความรู้สึกบีบบังคับให้ตู้เซ่าฝู่ต้องตอบ เขาจึงตอบไปว่า“ข้าคือลูกพะ...เพื่อนของฝูอี้ไป๋”
ตอนแรกตู้เซ่าฝู่เกือบพูดไปว่าคือลูกพี่ของฝูอี้ไป๋ทว่าเคยรับปากกับฝูอี้ไป๋แล้วว่า ต้องให้เกียรติเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นดังนั้นจึงรีบแก้คำพูดในฉับพลัน บอกไปว่าคือสหายแทน
“เ้าคือเพื่อนของเขา?” สตรีที่สวมชุดเรียบๆนางนั้นจ้องมองตู้เซ่าฝู่ ั์ตาสั่นเล็กน้อย นางกะพริบตาอย่างแ่เบาขนตาที่โค้งงอนยิ่งทำให้ดูอ่อนช้อยวิจิตรงดงาม จากนั้นถอนหายใจกล่าวว่า“เขาสามารถทำเื่เช่นนี้ออกมาได้จริงๆ”
“พี่สาวท่านคือสหายของเหล่าไป๋หรือ?”
ตู้เซ่าฝู่เอ่ยถามฟังดูจากน้ำเสียงที่นางพูด คาดว่านางน่าจะรู้จักฝูอี้ไป๋ ทว่าเขาสงสัยมากกว่าฝูอี้ไป๋ไปรู้จักสตรีที่ทรงสง่าเช่นนี้เมื่อไรเขาไม่เคยได้ยินฝูอี้ไป๋เอ่ยถึงสตรีนางนี้มาก่อนและก็ไม่เคยได้ยินฝูอี้ไป๋พูดถึงคนที่อยู่ภายนอกคนไหนเลย
สตรีงามคนนี้ไม่สนใจที่ตู้เซ่าฝู่ถามแววตาราบเรียบดั่งน้ำ นางกวาดตามองรอบห้องของฝูอี้ไป๋ จากนั้นก็ยิ้มแสยะเล็กน้อยกล่าวว่า “ในเมื่อเ้าเป็สหายของเขา เขาหลบหน้าข้าอย่างนั้นข้าคงต้องพาตัวเ้าไปแล้วล่ะ”
ตู้เซ่าฝู่ไม่เห็นสตรีคนนี้เคลื่อนไหวแต่อย่างใดแต่เมื่อนางพูดจบ จู่ๆ เขาก็ราวกับว่าถูกแช่แข็งเอาไว้ ไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้แม้แต่ลมปราณที่ไหลเวียนผ่านเส้นลมปราณในร่างกายก็ยังถูกแช่แข็งไว้ด้วยจากนั้นมืออันเรียวงามของนางก็วางอยู่ที่บ่าของเขา
“อ๊ะ”
เมื่อมืออันเรียวงามของนางวางอยู่บนบ่าของเขาดวงตาอันงดงามที่แปลกใจเมื่อสักครู่ของนางก็หายไปจากนั้นเงาของคนที่อยู่ในห้องก็หายแว็บไปภายในชั่วพริบตาเดียว
บนท้องฟ้าที่ดวงจันทร์สุกสว่างดวงดาวส่องประกายระยิบระยับ
ณกลางห้วงนภา ตู้เซ่าฝู่ถูกสตรีนางนั้นคว้าบ่าไว้ มืออันเรียวงามของนางดูบอบบางไร้เรี่ยวแรงทว่ากลับสามารถดึงร่างของเขาไว้และพาลอยอยู่บนเวหาได้พวกเขาลอยผ่านสิ่งปลูกสร้างในเมืองสือเฉิง ไปยังูเาที่มีแต่พงไพรสุดลูกหูลูกตา
ท่ามกลางพงพนาอันคดเคี้ยวที่มองไม่เห็นทางออกจันทราส่องแสง ที่เห็นก็มีแต่พฤกษาเขียวขจีสุดสายตา “ยอดฝีมือต้องเป็ยอดฝีมือแน่นอน”
กลางท้องฟ้าตู้เซ่าฝู่ถูกลมตีหน้าจนเจ็บชาไปหมด เขาเก็บสีหน้าประหลาดใจไว้ไม่อยู่นางคือผู้ที่เหาะเหินเดินอากาศได้พลังระดับนี้แม้แต่ท่านลุงใหญ่และท่านลุงรองก็ไม่น่าสามารถทำได้มีเพียงยอดฝีมือที่พลังปราณและวรยุทธอยู่ในขั้นสูงมากๆจึงสามารถใช้พลังเหนืุ์อันน่าอิจฉานี้ได้
ในดงป่ากลางเขาบนยอดเขาที่สูงกว่าพื้นเกินกว่าหมื่นศอก สภาพแวดล้อมคดเคี้ยวอันตรายเต็มไปด้วยหินรูปทรงแปลกประหลาด หน้าผาสูงชัน ตีนเขาทางโค้งไปโค้งมารูปทรงคล้ายัผงาดเศียร
สตรีคนงามชุดเรียบๆคนนั้นพาตู้เซ่าฝู่เหาะไปถึงปลายยอดเขา แล้วจึงปล่อยมือจากตู้เซ่าฝู่นางใช้มืออันเรียวงามของนางทุบกลางอกตู้เซ่าฝู่เบาๆตู้เซ่าฝู่จึงเผลออ้าปากโดยไม่ได้ตั้งใจ นางโยนเม็ดกลมๆบางอย่างที่ดูคล้ายกับยาลูกกลอนเข้าไปในปากตู้เซ่าฝู่ เขาเผลอกลืนลงท้องโดยไม่ทันระวัง
“ท่าน...ท่านยอดฝีมือท่านให้ข้าทานอะไร”
ตู้เซ่าฝู่หน้าเสียรีบเอามือล้วงคอพยายามอาเจียนเอายาเม็ดนั้นออกมา ทว่าล้วงจนแทบอ้วกน้ำตาไหลพรากๆก็ยังไม่สำรอกยาเม็ดนั้นออกมา ราวกับว่ามันถูกย่อยในท้องไปหมดแล้ว
สตรีคนนั้นไม่สนใจตู้เซ่าฝู่เลยแม้แต่น้อยนางค่อยๆ ก้าวเท้าเดินไปนั่งขัดสมาธิบนก้อนหินที่สะอาดก้อนหนึ่งสายตาของนางมองไปที่หมู่เขาที่เห็นอยู่ไกลๆ ไม่มีใครรู้ว่านางกำลังคิดอะไร
“ท่านยอดฝีมือ ข้ากับฝูอี้ไป๋ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลยหากท่านมีความแค้นอะไรกับเขา ข้าว่าท่านจับผิดคนแล้ว”
ตอนแรกตู้เซ่าฝู่เข้าใจไปว่าสตรีงามนางนี้คือสหายของฝูอี้ไป๋ทว่าพอมองดูดีๆ แล้วสตรีงามนางนี้น่าจะมีความบาดหมางอย่างลึกซึ้งกับฝูอี้ไป๋มากกว่าในใจก็ด่าทอถึงวงศาคณาญาติของฝูอี้ไป๋ไปเรียบร้อยแล้วเพราะทำให้เขาต้องซวยตกอยู่ในที่นั่งลำบากเช่นนี้
สตรีงามนางนั้นหันมามองตู้เซ่าฝู่จากนั้นเอ่ยว่า “หากเ้าไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเช่นนั้นไว้ชีวิตเ้าไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด ข้าฆ่าเ้าตอนนี้เลยแล้วกัน”
เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยินน้ำเสียงราบเรียบเ็าและคำตอบของนางก็สะดุ้งใจสั่น หน้าซีดขึ้นมาทันที รีบบอกว่า “ท่านยอดฝีมือข้ากับเหล่าไป๋ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันทว่าพวกเรามีมิตรภาพที่ร่วมเป็ร่วมตายกันมาก่อน เคยนอนเตียงเดียวกันสวมกางเกงตัวเดียวกัน”
“ขอเพียงเ้าไม่คิดหนี ขณะนี้ชีวิตของเ้าก็ยังปลอดภัยดีทว่าหากฝูอี้ไป๋ไม่มาช่วยเหลือเ้า เ้าก็คงรอดชีวิตกลับไปยาก”สตรีงามบอกกับตู้เซ่าฝู่
“เหล่าไป๋ต้องมาแน่นอนที่นี่อยู่ห่างไกลจากเมืองสือเฉิงมาก หากเหล่าไป๋มา อาจต้องใช้เวลาสิบถึงสิบห้าวันพวกเรารอหน่อย เหล่าไป๋ต้องมาแน่ๆ”
ตู้เซ่าฝู่ทำสีหน้ามั่นใจบอกกับสตรีงามคนนั้นแต่ที่จริงในใจเขากำลังร้องไห้น้ำตานองอยู่ ที่ตรงนี้ที่เขาอยู่น่าจะคือแนวเขาอสุรกายที่อยู่รอบๆของเมืองสือเฉิง ตำนานว่ากันว่าคือดินแดนแห่งอสูรและปีศาจร้ายไม่ต้องคิดถึงว่าฝูอี้ไป๋จะมาเขาอสุรกายเพื่อช่วยเขาหรือไม่ ต่อให้มาตาเฒ่าที่ทำเป็แค่ล้วงไข่ในรังนก ไม่น่าจะช่วยเหลือเขาจากน้ำมือของสตรีงามที่ฝึกฌานจนพลังลมปราณแข็งแกร่งเช่นนี้ได้หรอก
สตรีงามนางนี้เหลือบมองตู้เซ่าฝู่สักครู่แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ชุดปลิวไหวเบาๆ ตามลมมืออันเรียวงามนั้นหยิบขลุ่ยโบราณมาบรรเลง ริมฝีปากขยับเบาๆ ตามทำนองเพลงเสียงขลุ่ยที่เป่าราวกับเสียงทำนองแห่งธรรมชาติที่ไพเราะจับใจ