ผมตื่นขึ้นมาเพราะบางอย่างที่กำลังรบกวนการนอนของผมทั้งที่ผมยังไม่อยากตื่นผมจึงค่อยๆ ปรือตาขึ้นมองก็ต้องหลับตาลงอีกครั้งแล้วค่อยๆ ลืมขึ้นใหม่ ภาพเบลอๆ ข้างหน้าทำให้ขมวดคิ้วเข้าหากันแต่เมื่อภาพนั้นเริ่มชัดขึ้นคิ้วผมก็ยิ่งขมวดเข้าหากันหนักยิ่งกว่าเดิม
“คุณมาทำอะไรตรงนี้”ผมถามเสียงงัวเงียเต็มทีโดยที่ไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าร่างสูงใช้แขนคร่อมร่างผมอยู่้า
“ปลุกเราไง”
“ปลุก?”ผมเอียงคอมองใบหน้าที่อยู่ห่างจากผมเพียงแค่ฝ่ามือกั้น “ปลุกทำไม? ปลุกยังไง?”
“จะพาเข้าไปหาพ่อที่บ้าน”
ว่าแล้วก็ก้มลงมาจุมพิตที่ริมฝีปากผมเบาๆโดยไม่ได้รุกล้ำแต่อย่างใดและผละออกไป ผมที่พึ่งตื่นไม่ทันตั้งตัวเบิกตาโพลงขึ้นอย่างใตาสว่างขึ้นมาทันทีที่เืในกายสูบฉีดอย่างแรงตามอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นสีแดงระเรื่อไปจนถึงใบหูคน้ายกยิ้มมุมปากอย่างถูกใจแล้วก้มลงมาฉกชิมริมฝีปากอิ่มอีกครั้งอย่างย่ามใจแล้วผละออกมาจ้องหน้าผมนิ่งๆ
“ปลุกแบบนี้ชอบหรือเปล่า”
“...” ผมเม้มปากแน่นไม่ยอมตอบ
ไม่หยุดแค่นั้นจอมฉวยโอกาสก้มลงมาพรมจูบไปจนทั่วใบหน้าของผมที่พยายามหันหนีไปทางอื่นด้วยความเขินอายและเพราะตัวเองพึ่งตื่นหน้าก็ยังไม่ล้างฟันก็ยังไม่ได้แปรงแต่กระนั้นก็ยังคงตามพรมจูบผม จนต้องเอามือดันค้างให้ออกห่าง
ตุบ
แต่เพราะออกแรงมากไปทำให้ร่างสูงที่คร่อมร่างผมอยู่เสียหลักล้มลงไปนอนยังที่ว่างข้างๆตัว คุณพชรยันตัวขึ้นนั่งดีๆ แล้วหันหน้ามาทางผม
“แรงคนหรือควายผลักมาได้”เอ็ดเบาๆ ไม่ได้จริงจัง
“พอแล้ว”ผมบอกเสียงจริงจัง “ไม่เหม็นหรือไงหน้าก็ยังไม่ล้างฟันก็ยังไม่แปรงจุ๊บอยู่ได้”ทั้งที่ปากบ่นไปแบบนั้นแต่หัวใจก็ยังคงเต้นระรัวไม่ได้หยุด
“งั้นก็ลุกไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันพี่ให้เวลา20 นาที” เขาบอกแล้วล้มตัวนอนเล่นโทรศัพท์
“โหยย น้อยอะขอ 30 นาทีนะ”ผมต่อรองถึงแม้ว่าปกติจะวิ่งผ่านน้ำแค่ห้านาทีแต่นี่เราเข้าไปพบผู้ใหญ่เลยนะขืนไปแบบซกมกนะมีหวังเขาหาว่าที่บ้านไม่สั่งสอนไม่มีมารยาท ไม่รู้กาลเทศะ ไม่ให้เกียรติเ้าของบ้าน บลาๆ
“ตามใจแต่อย่านานล่ะ” คุณพชรบอกด้วยน้ำเสียงโทนเดียว
“ชักช้าชักเร็วก็เสร็จเหมือนกันแหละ”ผมพูดสองแง่สองง่ามทิ้งไว้แล้วรีบะโลงจากเตียงไปคว้าผ้าเช็ดตัวที่ตากอยู่ตรงหน้าตู้เสื้อผ้าแล้วพุ่งเข้าห้องน้ำทันที
“เดี๋ยวเราจะได้ทั้งช้าทั้งเร็วทะเล้นนัก” เสียงบ่นงึมงำของคุณพชรดังตามหลังแต่มันก็ดังพอที่ผมจะได้ยินและรู้สึกเขินขึ้นมาอีกรอบ
หลังจากที่อาบน้ำออกมานั่งทาครีมอยู่หน้ากระจกสายตาคมจากคนที่ผมคิดว่าน่าจะนอนเล่นโทรศัพท์ก็จ้องมาที่ผมแบบไม่วางตาซึ่งผมก็สังเกตสีหน้าของคุณพชรจากในกระจกไปด้วย
หลายครั้งที่เขาแสดงสีหน้าออกมาว่าไม่พอใจอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่รู้ว่าอะไรแต่บางทีก็มองมาที่ผมแบบจะกินผมเข้าไปทั้งตัวจนตอนนี้ผมเริ่มทำตัวไม่ถูก
“เร็วหน่อยไม่หนาวหรือไม่” เสียงทุ้มเอ่ยถาม สายตาก็เสมองไปทางอื่นไม่ได้มองมาที่ผมตรงๆ
“พูดกับผมก็มองผมสิ”
“...”ร่างสูงไม่ตอบเขาเบนหน้าหลบไปทางอื่นๆ
ผมจึงเลิกสนใจเขาแล้วเดินไปเลือกหยิบเสื้อผ้ามาใส่แต่ดันเหลือชุดเดียวเสียอย่างนั้นเลยได้ใส่เสื้อไหมพรมคอเต่าสีชมพูที่คุณพชรบังคับให้ผมซื้อกับกางเกงยีนส์สีซีดขาดๆ
“ตลกไหมอะ”ผมยกแขนตัวเองขึ้นดูด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่
“ไม่” เขาตอบสั้นและพูดประโยคหลังด้วยเสียงเบา“น่ารักดี”
“พูดจริงอะ”
“จริงๆ เราใส่แบบนี้น่ารักจะตายดูน่าทะนุถนอม”เขาว่าแล้วเดินเข้ามารวบร่างผมเข้าไปกอดไว้ “เหมือนก้อนอะไรสักอย่างสีชมพู”
“อื้อ...”ผมเบือนหน้าหนีจอมฉวยโอกาสยื่นจมูกเข้ามาหอมแก้มผม “อย่าหื่น” ผมดันคุณพชรออกแล้วถอยออกห่าง
“แค่นี้ทำหวง”
“ผมไม่ได้หวง”ผมบอกเสียงอ้อมแอ้มก้มหน้างุดกลบเกลื่อนความเขินของตัวเอง “แล้วเราจะไปกันได้ยังครับ”
“ไปสิ”
ตื๊ดดดด
ยังไม่ทันได้ก้าวขาออกจากห้องโทรศัพท์ผมก็สั่นขึ้นมาบอกว่ามีคนโทรเข้ามาผมถอนหายใจเบาๆ กับเบอร์ที่ขึ้นหน้าจอมันเป็เบอร์เดิมเบอร์ที่โทรจากตู้สาธารณะตู้เดิม
“ใครโทรมา” คุณพชรถามขึ้นเมื่อผมไม่ยอมรับสายเสียที
หมับ!
คุณพชรคว้าโทรศัพท์ในมือผมไปดูแล้วขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนที่จะกดตัดสายเก็บโทรศัพท์ของผมไว้เอง
“่นี้เอาโทรศัพท์มาไว้ที่พี่ก่อนจะโทรไปไหนค่อยมาเอา”
“คุณจะให้ผมโทรไปไหนล่ะแม่กับพี่สาวก็หายไปไหนไม่รู้ สงสัยเพื่อนคบยังไม่มีเลยมั้งเนี่ย”ผมพยายามพูดให้ติดตลกทั้งที่ไม่ตลกด้วยซ้ำ
ลองคิดดูสิเพื่อนผมจากที่มีหลายๆคนพอรู้ว่าที่บ้านผมล้มละลายเป็หนี้หลายล้านก็เริ่มพากันหนีหายไปหมดแทบจะไม่เหลือแล้วมั้ง ถ้ามีแฟนก็คงทิ้งผมไป คือไม่ได้จะว่าคนสมัยนี้มองคนที่รูปร่างหน้าตาและเงินทองอะไรนะแต่ส่วนมากมันก็เป็แบบนี้จริงๆ
“อย่าพยายามตลก” คุณพชรว่าเสียงเรียบ
“ผมเปล่า”ผมปฏิเสธทั้งที่รู้ว่ามันเป็เื่จริง
“ก็ดี”
“แล้วจะไปได้ยัง”ผมถามคุณพชรก็พยักหน้าเดินนำออกไปก่อน
“ล็อกห้องด้วย”เขาบอกแล้วหยิบโทรศัพท์ผมขึ้นมาดูอีกครั้ง “ภีมเรารู้ไหมว่าพี่เราเป็ผู้หญิงที่เื่เยอะและน่ารำคาญมาก”คุณพชรพูดแบบนี้ขึ้นมา
“เขาก็เป็แบบนี้มาตั้งนานแล้วพี่ภัทรน่ะลูกสาวคนโปรดแม่” ผมพูดแล้วก็นึกสมเพชตัวเองที่ไม่ได้เกิดมาเป็อย่างที่แม่หวัง
แม่นมที่เลี้ยงผมมาเล่าให้ฟังว่าแม่น่ะตอนที่รู้ว่าท้องแฝดแม่ดีใจมากแล้วอยากได้แฝดหญิงแล้วก็เหมือนว่าจะเป็แบบนั้นเพราะตอนที่ตรวจหาเพศเด็กในท้องหมอก็ไม่เห็นว่าผมเป็เพศไหนจึงบอกแค่ว่าเด็กในท้องน่าจะเป็ผู้หญิงทั้งคู่แต่ก็ไม่แน่ใจทว่าแม่ผมดันไปทึกทักเอาเองว่าต้องได้แฝดหญิงและเชื่อมาตลอดจนคลอดถึงได้รู้ว่าเด็กอีกคนเป็ผู้ชายแม่ก็ไม่ได้มีท่าทีอะไร
พอผมเริ่มโตขึ้นแม่ก็เริ่มห่างผมออกไปเอาใจใส่แต่พี่ภัทรจะบอกว่าผมอิจฉาพี่สาวตัวเองก็ได้ที่ตอนเด็กๆ แม่จะคอยตามใจเวลาพี่ภัทรอยากได้ของเล่นอะไรแม่ก็จะซื้อให้แต่ถ้าเป็ผมขอบ้างแม่ก็ไม่เคยซื้อให้มีแต่พ่อที่คอยเลี้ยงผมมาจนพ่อเสียไปและ่นั้นผมก็เกเรมากแม่ก็ส่งผมไปเรียนเมืองนอก
“คิดอะไรอีกล่ะ”
“ก็แค่คิดถึงเื่เก่าๆครับ” ผมบอกไม่เต็มเสียงนัก
“แล้วเื่เก่าๆ ที่ว่ามันเื่อะไรล่ะ”
“อย่าสนใจเลยไม่มีอะไรหรอก”ผมบอกปัดแต่เขาก็มองมาด้วยสายตาจับผิดเต็มสตรีมมาก “ไม่มีอะไรจริงๆ ครับ”
“ภีม” คุณพชรเรียกผมเสียงเข้มผมเลยได้แต่ฮึดฮัดออย่างขัดใจ “บอกมา”
“ไม่มีอะไรจริงๆ”
“เล่ามา” เขากดเสียงต่ำลงเป็การบังคับผมกลายๆ
“แค่นึกถึงเื่ตอนเด็กครับไม่มีอะไร
“...” เขาพยักหน้าและไม่ได้พูดอะไรต่อ
ระหว่างทางเราทั้งสองคนแวะกินข้าวที่ร้านขายเล็กๆก่อนถึงบ้านพ่อเขา คุณพชรเดินเข้าไปคนในร้านก็มองมาอย่างให้ความสนใจ
“ไม่เห็นหน้าคุณพีทนานเลยนะคะ”
“พอดียุ่งๆ น่ะ” คุณพชรตอบแบบส่งๆเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งที่เหมือนจะเป็พนักงานในร้านเดินมารับออร์เดอร์
“แล้วพี่จะกินอะไรคะชมพู่จะให้แม่ตักให้เยอะๆ เลย” เด็กสาวที่น่าจะเป็ลูกเ้าของร้านพุดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เราจะกินอะไร”
“อะไรก็ได้ครับ คุณสั่งไปเหอะหิวแล้ว”ผมบอกแบบส่งๆ ไป โดยไม่ได้ละสายตาก็มองถาดอาหารหลายถาดที่อยู่ในตู้กระจก
“เอาคะน้าหมูกรอบแกงเทโพ ข้าวสองจาน” คุณพชรสั่งเสร็จชมพู่ก็เดินนวยนาดไปหาแม่ของเธอที่ยืนตักแกงอยู่
บ้านหลังใหญ่โตเหมือนคฤหาสน์ในหนังเป็บ้านของท่านรัฐมนตรีเกษมบรรยากาศภายในช่างให้ความรู้สึกหรูหราและโอ่อ่าเป็อย่างมาก ั้แ่รั้วบ้านขนาดใหญ่ที่ใช้รีโมทบังคับเปิดปิดวงเวียนน้ำพุขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับวนรถดูอลังการเหมือนบ้านในละครหลังข่าว
เมื่อรถยนต์จอดเทียบหน้าเชิงบันไดมีแม่บ้านออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและมีคนหนึ่งที่นำรองเท้าใส่ในบ้านออกมาให้ ผมกล่าวขอบคุณและรีบสวมรองเท้าเดินตามหลังร่างสูงเข้าไปด้านใน