สปีดโบ๊ทที่เลี่ยงจินเตรียมไว้ให้ลำขนาดกลางจุคนได้สิบที่นั่ง พวกเขามีเก้า เพิ่มเลี่ยงหวงมาหนึ่งส่วนลูกน้องสองคนที่ให้เฝ้าเชี่ยหร่านกับเพื่อนยังมาไม่ถึงแต่ต่อให้คนครบก็ไม่ได้รู้สึกแออัดหัวหน้าจินคงลงทุนเพื่อกำจัดพี่ชายคนนี้ไปไม่น้อย
“ทำไมยังมาไม่ถึงอีกหัวหน้าหนึ่งคุณโทรถามหน่อย” ชายตัวสูงขยับตัวล้วงมือถือโทรออก ตามที่นายสั่ง โทรออกไม่นานก็ได้เรื่อง
“นายครับเกิดเรื่องแล้วเชี่ยหร่านหนีไปได้ มันแทงคนของเราบาดเจ็บด้วย”
เหรินซวงอิ๋นนิ่งเงียบลูกน้องทำตัวล่องหน กลัวจะโดนไปด้วย ไอ้สองคนนั้นเฝ้ายังไงปล่อยคนหนีไปได้นายต้องเอาเรื่องแน่
ทว่านายกลับถาม "คนของเราเจ็บมากไหม"
หัวหน้าหนึ่งซาบซึ้งมากที่นายถามเช่นนี้มันทำให้ลูกน้องอย่างพวกเขา มีตัวตนไม่ใช่แค่คนที่ให้ใครต่อใครใช้เป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นถึงเป็นลูกน้องปลายแถวไม่มีความสำคัญแต่ก็มีชีวิตมีจิตใจ
"ไม่ครับ แผลไม่ลึกนายจะให้ตามต่อมั้ยครับ"
"สั่งเขาสองคนพาคนที่เหลือมาเลยเชี่ยหร่านช่างเถอะ"
เหรินซวงอิ๋นใช้หางตามองไปเลี่ยงหวงเล็กน้อยแต่ชายคนนั้นยังไม่มีสติ ถูกลูกน้องของเขาหิ้วปีกอยู่
ไม่ช้าลูกน้องที่เหลือก็มาถึงพร้อมคนของกวางปีศาจอีกหนึ่งที่จับตัวไว้ได้พร้อมเชี่ยหร่านบัดนี้สภาพสะบักสะบอมบอบช้ำกว่าเดิม คาดว่าน่าจะมีการขัดขืนต่อสู้มาไม่น้อย
"นายครับ พวกผมทำงานพลาดปล่อยให้เชี่ยหร่านหนีไปได้" พอโยนเชลยให้คนอื่นแล้วทั้งคู่ก็มายืนต่อหน้าสารภาพผิด เหรินซวงอิ๋นไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดพวกเขา
"รีบขึ้นเรือเหล่าอันมาให้ผมดูแผลก่อน"
"นาย...."อันผายถูกแทงมาถึงเจ็บแต่ยังทนได้ ทว่าพอได้ยินนายบอกเช่นนี้สองตาของเขาก็แดงระเรื่อ พูดไม่ออกบอกไม่ถูกเลยจริง ๆ
เขาเป็นอดีตทหารชั้นผู้น้อยพอปลดประจำการก็มาเป็นลูกน้องปลายแถว อย่างมากก็รับกระสุนแทนนายอย่างน้อยก็แค่ยืนเสริมบารมี ไม่เคยคิดว่าจะได้รับความห่วงใยการที่นายจำชื่อลูกน้องได้หมดเป็นเรื่องที่เขาเองก็รู้สึกทึ่งแต่ตอนนี้เวลาได้ยินชื่อตัวเองจากปากของนาย ยิ่งรู้สึกถึงความสำคัญที่ได้รับ
"ทุกคนขึ้นเรือ"เสียงหัวหน้าหน่วยหนึ่งต้อนลูกน้องที่เหลือ ให้รีบหน่อย ในบรรดาพวกเขามีคนขับเรือเป็นหลายคน งานนี้เลยไม่เป็นปัญหา ลูกน้องคนหนึ่งรับหน้าที่นี้ไปแล้ว
ในเวลาสั้น ๆ ระหว่างเรือจะออกเหรินซวงอิ๋นกำลังดูแผลให้อันผาย ไม่ลึกแต่เลือดยังซึมไม่หยุด
นายค่อย ๆ ดึงผ้าที่ใช้ซับเลือดออกคนเจ็บกัดฟันไม่ให้หลุดร้องออกมาต่อหน้าเจ้านายอยากสร้างภาพลักษณ์เข้มแข็งให้ได้มากที่สุดเหรินซวงอิ๋นใช้ปลายนิ้วจี้จุดเพื่อห้ามเลือด เขาลงมือไวมากนอกจากหัวหน้าหน่วยหนึ่งและคนเจ็บที่จ้องอยู่ตลอด คนอื่นมองกันไม่ทัน
อันผายรู้สึกได้ว่าเจ็บมากและต่อมาที่แผลก็ดีขึ้น เลือดไม่ซึมแล้ว "ขอบคุณครับนาย"
"คราวหน้าระวังด้วยไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีทุกครั้ง"
นายสั่งให้คนทำแผลให้เขาใหม่ระหว่างนั้นยังพูดให้กำลังใจด้วย
“ลูกน้องคนสนิทของเลี่ยงหวงฝีมือคงไม่ธรรมดาพวกเรามองเขาต่ำไป รีบให้หน่วยสามไปปล่อยข่าวว่าเลี่ยงจินตั้งค่าหัวเชี่ยหร่านคนทรยศ ใครเจอให้จับไปรับรางวัลได้ที่กวางปีศาจ”
“แบบนี้พอมันได้ยินข่าวก็คงไม่กล้ากลับไปรังกวางอีกแน่ นายฉลาดที่สุด” หัวหน้าหน่วยหนึ่งรีบไปจัดการ
ตอนนั้นเองที่เลี่ยงจินให้คนโทรมาบอกตอนแยกกันเหรินซวงอิ๋นให้เบอร์ติดต่อกับลูกน้องกวางไปโกหกว่าเบอร์เก่าไม่ได้ใช้แล้ว
เลี่ยงจินต้องการให้โยนศพเชี่ยหร่านลงไปพร้อมกันถ้าหมอนั่นไม่หนีไปแล้ว งานนี้ก็ไม่มีอะไรยาก แต่คนไม่มีจะเอาใครมาโยนล่ะ
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว
ลูกน้องเคร่งเครียด ขณะที่เจ้านายก็ขบคิดไม่หยุดหย่อนก่อนอื่นต้องหาทางออกหลายทาง แล้วเอามาประเมินว่าทางไหนดีที่สุด
กลางดึกคืนนั้นสปีดโบ๊ทกลางเก่ากลางใหม่แล่นออกจากเกาะ ทะเลฝั่งของเจียวเมิ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนเกาะยูจิน อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือคลื่นลมแรงไม่ต่างกันนักแต่เหรินซวงอิ๋นคิดว่าถ้าให้ปลอดภัยควรขึ้นแผ่นดินใหญ่ก่อนรอแน่ใจว่าคนของเลี่ยงจินไม่ตามมา ค่อยกลับบ้าน
“นายครับเขาฟื้นแล้ว”
ตื่นสักที
เหรินซวงอิ๋นไม่ชักช้าเขาลุกไปคุยกับเลี่ยงหวง “หวงหวงคุณขี้เซามากเลย ถ้าช้ากว่านี้อีกสักครึ่งชั่วโมงน้องชายคุณจะสงสัยพวกเราแล้วนะ”
เขาชี้ให้คนที่ยังมึนอยู่ดูห่างไปไม่มากมีไฟของเรืออีกลำ ตามประกบพวกเขาอยู่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเลี่ยงจินส่งคนมาตรวจงาน ถ้าไม่รีบโยนคนสองคนลงน้ำลูกน้องพวกนั้นอาจจะรายงานเจ้านายได้ว่ามีสิ่งผิดปรกติ
“....” เลี่ยงหวงสายตาอ่อนล้าสิ้นหวังแต่ยังไม่ทิ้งมาดนายใหญ่ที่เคยดูแลลูกน้องนับร้อย ถึงใจจะท้อแค่ไหนแต่ใครจะเห็นไม่ได้ว่าเขากำลังอ่อนแอ
อดีตหัวหน้าใหญ่ของกวางปีศาจมองมือตัวเองเขาไม่ได้ถูกมัดหรือบาดเจ็บส่วนไหน นอกจากปวดต้นคอ นอกนั้นก็สบายดีมองไปอีกยังทุกคนบนเรือ แล้วสายตาก็มาหยุดอยู่ที่เหรินซวงอิ๋น
เรื่องเดียวที่อยากรู้ตอนนี้ “พวกแกเป็นใครกันแน่”
หัวหน้าใหญ่เหรินบอกอย่างไม่คิดจะปิดบังน้ำเสียงยามนี้ไม่มีแววล้อเล่นเช่นที่ผ่านมา เขาแนะนำตัวเองกับเลี่ยงหวง
“พวกผมคือกลุ่มพยัคฆ์เร้นกายคุณคงจำกลุ่มที่คุ้มครองคุณนายหงวันงานประชุมได้”
“นายคือคนที่ช่วยทุกคนจากตะขาบโลหิต”
“ใช่”
“มีคนจ้างมาสินะ”
“ก็ใช่อีกนั่นแหละแต่พวกเราไม่ได้ต้องการไปฆ่าใครที่กวางปีศาจแค่สวมรอยเป็นโจรรับจ้างไปอย่างนั้นเอง ที่เราอยากได้มีแค่ความจริง”
เลี่ยงหวงติดค้างไอ้คนกวนประสาทคนนี้อยู่ตอนนี้จะมองว่าเป็นศัตรูก็พูดได้ไม่เต็มปากยามคับขันสายเลือดเดียวกันกลับต้องการชีวิตเขา และใครที่ไหนไม่รู้กลับโผล่มาช่วย
นี่คงเป็นสัจธรรมแสนตลกในชีวิตโจรคนหนึ่ง
“ถามมาเถอะฉันจะตอบแลกกับที่พวกนายให้ทางรอดกับฉัน แล้วถือว่าพวกเราไม่เกี่ยวข้องกันขึ้นฝั่งเสร็จก็ต่างคนต่างไป”
เหรินซวงอิ๋นกลับไม่รีบร้อนถามเขาต้องการความจริงทั้งหมด ไม่ใช่แค่การถามคำตอบคำ ดูท่าแค่ช่วยชีวิตคงยังไม่พอเขามองไปทางเรืออีกลำ
“อย่าเพิ่งพูดเรื่องผมเลยเอาเรื่องคุณให้รอดก่อน น้องคุณเป็นคนขี้ระแวงใช้ได้”
เลี่ยงหวงมองไปทางเรืออีกลำที่เห็นแค่แสงไฟอยู่ไกลลิบ ๆ
“เขาเป็นคนแบบนั้นถ้าไม่เห็นกับตาจะไม่มีทางเชื่อ”
“หวงหวง คุณไม่คิดว่าเรามีปัญหาบ้างเหรอ”เลี่ยงหวงไม่รู้สึกโมโหเรื่องถูกเรียกชื่อต้องห้ามเท่าไหร่นักจะเรียกว่าเป็นอภิสิทธิ์ของผู้มีพระคุณก็ได้
“ปัญหาที่ว่าคือ?”
“ผมบอกน้องคุณว่าจัดการเชี่ยหร่านแล้วแต่ความจริงคือเราแค่จับเขากับลูกน้องอีกคนไว้ได้ แต่ตอนนี้เชี่ยหร่านดันหนีไป”
“หนี"
"ใช่ ทำพี่น้องเราบาดเจ็บด้วยถ้าเจอรับรองว่ามันสนุกแน่" คนที่ตอบไม่ใช่เหรินซวงอิ๋น แต่เป็นหัวหน้าหน่วยหนึ่ง
เลี่ยงหวงคิดแบบนี้เชี่ยหร่านก็กลับไปบอกนายมันได้ ว่าโจรรับจ้างตัวจริงคือใคร
"ถ้ามันกลับไปหาอาจินล่ะ"
“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล ผมป้องกันไว้แล้วเพียงแต่..”เหรินซวงอิ๋นชี้ไปที่ลูกน้องอาการร่อแร่ของกวางปีศาจคนเดียวที่เหลืออยู่
“มีหมอนั่นคนเดียวแล้วเราจะหาศพที่สองไหนมาโยนให้พวกนั้นดูอีกล่ะ”
เลี่ยงจินคาดหวังจะเห็นสองศพถูกโยนลงก้นมหาสมุทรแต่บนเรือเหลือแค่ศพเดียว เลี่ยงหวงมองลูกน้องของอีกฝ่าย เหรินซวงอิ๋นแค่มองตาก็รู้ใจว่าเขาคิดอะไรอยู่
“ถ้ายังไม่เลิกคิดให้ลูกน้องผมสละชีวิตเพื่อช่วยคุณ ผมจะง้างปากคุณเท่าที่จะทำได้ แล้วโยนลงไปตอนนี้เลย”
เลี่ยงหวงหัวเราะมีท่าทีเป็นมิตรครั้งแรกตั้งแต่เจอกัน
“ไม่ใช่แบบนั้นฉันจะคิดกับผู้ช่วยชีวิตแบบนั้นได้ไง ก็มองไปเรื่อย คิดหาทางออกอยู่แค่พวกนายไม่คิดจะฆ่าฉันจริง ก็ไหว้ขอบคุณแล้ว”
เหล่าลูกน้องมองเลี่ยงหวงอย่างไม่ไว้ใจนายช่วยตัวอะไรกลับมา อนาคตมันจะแว้งกัดเราไหมเนี่ยเหรินซวงอิ๋นเข้าใจที่ลูกน้องจะรู้สึกกับเลี่ยงหวงในด้านลบชื่อเสียงหมอนี่ไม่ดีอยู่แล้ว แก้ตัวยังไงก็ไม่ได้ดูดีขึ้นเลย
เขาเลิกโยกโย้แล้วบอกแผนการของตน
“โยนผมลงไปเถอะ”
“นาย!!”ทั้งลูกน้องทั้งเลี่ยงหวงอุทานเป็นเสียงเดียว
เลี่ยงหวงไม่คิดว่าจะมีคนเสียสละช่วยตนมากขนาดนี้จากที่คิดว่าวินวินทั้งสองฝ่ายกลายเป็นเขาได้รับมากกว่ามาก ต้องพึ่งพาใครเช่นนี้ไม่ชินเอาเสียเลย
“ผมไม่เป็นไรหรอก มัดผมแล้วโยนลงไปได้เลยหลังจากนั้นให้รีบแล่นเรือออกไป รอจนคนของเลี่ยงจินเลิกตามให้วนกลับมารับที่จุดเดิม”
นายพูดเหมือนง่ายหัวหน้าหน่วยหนึ่งโวยวาย
“ไม่ได้นะครับนาย อันตรายมากคลื่นใต้น้ำจะซัดนายไปไกลแน่ น่านน้ำแถบนี้อันตรายด้วย งานไม่สำเร็จก็ช่างมันเถอะครับผมว่าโยน ๆ หมอนี่ลงไปเถอะ”
ผายอันอาสา "ผมเองครับโยนผมลงไปก็ได้"
แม้ลูกน้องทุกคนจะไม่ได้อาสาลงน้ำอย่างผายอันแต่ทุกคนก็ร้องห้ามเป็นเสียงเดียว
เลี่ยงหวงไม่อยากลงไปเองแต่ไม่อยากติดค้างบุญคุณใครเพิ่ม “ฉันจะลงไปเอง ฉันว่ายน้ำเก่ง ดำน้ำก็อึดสุดท้ายถ้าไม่รอดก็ไม่ใช่ความผิดพวกนายชีวิตฉันควรจบสิ้นตั้งแต่เมื่อสองชั่วโมงก่อนแล้ว”
“คุณดำได้นานสุดถึงครึ่งชั่วโมงมั้ยล่ะ”
บ้า..ใครจะบ้าทำได้ขนาดนั้น คนนะไม่ใช่สัตว์น้ำ
แต่เหรินซวงอิ๋นไม่อยากจะอวดว่าตัวเขาทำได้เรื่องง่าย ๆ แค่นี้เอง
“ถ้าไม่ได้ก็นั่งเฉย ๆเร็วถอดเสื้อผ้าคุณมาให้ผมก่อน”
ลูกน้องไม่มีใครเห็นด้วยนึกอยากถีบเลี่ยงหวงลงน้ำไปตอนนี้เลยเพื่อตัดปัญหา แต่นายใหญ่บอกว่า
“ไม่ต้องห่วง ผมจะปลอดภัย พวกคุณแค่ทำตามที่ผมสั่งก็พอ”
หัวหน้าหน่วยตัวสูงสีหน้าเป็นห่วงเขายังไม่เลิกถาม “นายดำน้ำได้นานสุดครึ่งชั่วโมงเหรอครับจริงเหรอ”
เจ้านายไม่ตอบแค่ยิ้มให้แล้วเริ่มถอดชุดของตัวเองออก
ลูกน้องหันหน้าออกไปไม่ได้มองตอนสองคนแลกชุดกันใส่ เลี่ยงหวงจำได้ว่าบอดี้การ์ดคุณนายหงรูปร่างสูงโปร่งผิวพรรณดี เขายังเคยคิดว่าคุณนายหงเอานายแบบมาเสริมบารมีด้วยซ้ำทว่าคนที่กำลังเปลืองอาภรณ์ผ้าหยาบยื่นให้เขา ดูเป็นคนละคน รูปร่างเหมือนแต่ผิวและหน้าตาไม่เหมือนเลยสักนิด
“นายปลอมตัวได้เนียนมาก”
มันใช่เวลามาชมเหรอ
พยัคฆ์เร้นกายต่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันนายต้องมาเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยไอ้เบื๊อกนี่ พวกเขาคิดยังไงก็รู้สึกไม่คุ้มค่างานไม่สำเร็จก็ช่างสิ ตายขึ้นมามันคุ้มตรงไหน
นายยังมีหน้าไปตอบมันอีก “พวกผมแค่มือสมัครเล่นเท่านั้นเองครับบอกชื่อไปคุณยังไม่รู้จักเลย”
เจ้านายบ้าระห่ำไม่กลัวตายหรือว่าเสียสติกันแน่เนี่ย
โชว์เริ่มหลังจากนั้นลูกน้องที่ใกล้ตายถูกถีบลงไปก่อน หลังจากนั้นก็ตามด้วยอีกร่างมองจากกล้องส่องทางไกลที่สามารถมองเห็นในที่มืด ก็เห็นว่าชุดที่ใส่คือเลี่ยงหวงแต่มีถุงผ้าคลุมหัวไว้ ทำให้เห็นหน้าไม่ชัดแต่คนของเลี่ยงจินคิดว่าไม่น่ามีอะไรผิดพลาด ยังไงซะก็คงคิดไม่ถึงว่าจะมีคนบ้าทุ่มเทเพื่องาน ถึงขนาดยอมเอาชีวิตเข้าเดิมพัน เหมือนที่เหรินซวงอิ๋นกำลังทำอยู่
แล่นไปเรื่อย ๆ เรือลำนั้นก็เลิกตามและหันหัวเรือกลับเข้าเกาะ มองไปไม่เห็นแสงไฟอีก พวกลูกน้องรีบวนไปรับเจ้านายทันทีแต่แค่ไม่กี่นาทีก็ทำให้พวกเขาออกมาไกลจากจุดเดิมพอสมควรคนขับเรือมองหาจุดที่คิดว่าใช่ แต่ด้วยกลางทะเลยามกลางคืนเช่นนี้ตรงไหนก็เหมือนกันหมด
ทุกคนเริ่มกลัวยิ่งคลื่นลมโหมแรงในใจยิ่งอ่อนไหว นึกโทษตัวเองว่าปล่อยให้นายลงไปได้ยังไงน่าจะมัดไว้ แล้วโยนเลี่ยงหวงไปให้มันจบ ๆ
ถ้านายเป็นอะไรขึ้นมาจะกลับไปตอบคนอื่นว่ายังไง ไม่ได้ถูกใครฆ่า แต่ว่ายอมให้นายฆ่าตัวตายเอง
งั้นเหรอ?
“กูจะลงไปช่วยนาย พวกมึงเฝ้ามันไว้”
เลี่ยงหวงลุกยืน “ฉันจะลงไปเอง”เขาจำใบหน้าไม่ทุกข์ร้อนก่อนจะถูกโยนของเหรินซวงอิ๋นได้มันทำให้เขานับถือจากใจจริง
คนไม่กลัวตายอาจมีไม่น้อยแต่จะมีกี่คนที่เผชิญหน้ากับความตาย ด้วยท่าทีเหมือนจะได้ไปเที่ยวสนุกเช่นนั้นทั้งที่เสี่ยงมาก หากคนของเลี่ยงจินไม่เลิกตามง่าย ๆ หากตามไปจนถึงตอนขึ้นฝั่งล่ะ
ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ใจใหญ่เกินตัวจริงๆ
“จุดนี้แน่เหรอลูกพี่เหมือนจะต้องไปอีกหรือเปล่า”
“งั้นเหรอ ขับไปอีกหน่อยก็ได้”
"ตรงนี้แหละ" หลายเสียงตรงกันขืนยังช้าอยู่เช่นนี้ นายก็จะมีโอกาสรอดน้อยลง
ได้ที่แล้วคนขับก็ดับเครื่องเรือคนทั้งหมดยืนโคลงเคลงอยู่บนสปีดโบ๊ทใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จ้องลงไปยังผืนน้ำสีดำมืด ภาวนาให้เจ้านายปลอดภัย
หัวหน้าหน่วยหนึ่งเช็คอุปกรณ์ดำน้ำอีกรอบชุดมีแค่ชุดเดียวเลี่ยงหวงอยากแย่งก็ทำไม่ได้ เพราะหัวเดียวกระเทียมลีบตอนนี้เขาจะพูดอะไรไม่มีใครฟังเลย แถมโดนมองด้วยสายตาเหมือนจะฆ่าให้ตายด้วยเขาจึงต้องทำตัวให้สงบเสงี่ยม
ตัดภาพไปที่คนใต้น้ำหลังจากทั้งร่างสัมผัสมวลมหาสมุทร เวลาสำหรับเขาก็หยุดเดินความน่ากลัวของสถานที่ไม่อาจทำให้เขาตระหนก
เขาแก้เชือกที่มัดตัวเองออกได้ในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนหนึ่งก็เพราะลูกน้องไม่ได้มัดแน่นหนามากทิ้งปลายเชือกให้เขาเพื่อคลายปมด้วยตนเองก่อนจะโยนลงมา
พอเป็นอิสระก็ปล่อยตัวเองเป็นหนึ่งเดียวกับกระแสนทีร่างถูกซัดอย่างไรก็ช่าง แต่ใจต้องสงบให้ได้ ตัวสบาย ใจเงียบ จึงจะปลอดโปร่ง
เหรินซวงอิ๋นเคยผ่านการทดสอบถูกพันธนาการแล้วโยนลงบ่อร้างหรือน้ำตก นับครั้งไม่ถ้วน เขาเคยกลัวจนถึงขีดสุดจนหยุดกลัวไปนานแล้ว พอไม่กลัวก็รู้สึกว่าโลกใต้น้ำสงบกว่าบนบกเยอะ
ช่วงเวลาที่อากาศเหลือน้อยลงกลับเป็นตอนที่เขาได้อยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง ความคิดที่โลดแล่นในช่วงเวลานี้ยังประโยชน์ให้เขามานักต่อนักแล้ว
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
ถ้อยความในตำราโบราณของปู่เหรินปรากฏขึ้นในความคิด
ฟ้ากว้าง ดินไกล มหาสมุทรยิ่งใหญ่เปลวไฟไร้ขอบเขต กำหนดแล้วปล่อยวาง ปล่อยวางดั่งไม่มี ไร้ภาพเสียงจึงชัดเงียบงันจึงมองเห็น
อีกประโยคที่เขาไม่สามารถเข้าใจได้ก่อนหน้านี้
เย็นเฉียบสู่อบอุ่นรุ่มร้อนสู่เหน็บหนาว
บัดนี้...เขากระจ่างแล้ว
ฟ้ากว้าง ดินไกล มหาสมุทรยิ่งใหญ่ เปลวไฟไร้ขอบเขตหมายถึงธาตุต้นตั้งแต่บรรพกาลที่เนิ่นนานเพียงใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลง ดิน น้ำ ลมไฟ อากาศ
ยึดเอาสิ่งเหล่านี้เป็นสรณกำหนดให้มั่นแล้วปล่อยวาง ทิ้งตัวตน ปล่อยผ่านความรู้สึกทั้งหลาย สุข เศร้า สมหวังผิดหวัง มีค่า ไร้ค่า ตื่นเต้น ตื่นกลัว ปล่อยวางดั่งไม่มีอยู่ ใจว่างเปล่า
เมื่อไร้ภาพปรุงแต่งเสียงภายนอกถึงจึงชัดเจน เมื่อใจสงบเงียบ จึงจะปรุโปร่ง บรรลุถึงแก่นการฝึกฝน
เย็นเฉียบสู่อบอุ่น หมายถึงสภาวะที่เหมาะสมกับการฝึก อย่างที่เข้าใจก่อนหน้านี้ถูกต้องแล้วเพียงแต่ที่เขาคิดยังไม่มากพอ
น้ำเย็นไม่ใช่เพียงอ่างน้ำผสมน้ำแข็งแต่หมายถึงมหาสมุทรสุดจะหยั่ง ความเย็นเยือกใต้นี้ ไม่เพียงทำให้หนาวสะท้านทั้งกายแต่ต้องสั่นผวาไปทั้งใจ
ทั่วทั้งตัวเกิดปราณมหาศาลเริ่มไหลเวียนจากจุดต่าง ๆ ทำให้รู้สึกอบอุ่น การกักอากาศไว้หายใจทำได้นานกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เขาวาดมือ งอขา ขัดสมาธิ จินตนาการว่าเวลานี้ไร้ร่าง ไร้น้ำ ไร้หนาวเหน็บ ไร้อบอุ่น ไร้ทุกสิ่ง....
จมดิ่งลงไปเรื่อย ๆ
ทันใดนั้น!!
พลังที่จ่ออยู่ตรงคอขวดเพิ่มขึ้นในเวลาอันรวดเร็วรุ่มร้อนสู่เหน็บหนาวบัดนี้กายที่อุ่นเริ่มร้อนและจากร้อนไปเย็นเฉียบวนเช่นนี้จนตามไม่ทัน
เหรินซวงอิ๋นอดกลั้นต่ออากาศที่ใกล้จะหมดลงเสียงอื้ออึงเปลี่ยนเป็นเสียงวิ้งกังวานยาวนานจนคิดว่าตายไปแล้วจุดที่ยังไม่อาจข้ามผ่าน ถูกต้านจนแตกออกมา
ราวกับไม่ได้อยู่ใต้น้ำมหานทีไม่มีอิทธิพลต่อตัวเขาแล้ว ความมืดมนอนธการก็เช่นกัน
ดวงตาใสเปิดออก ฝ่ามือด้านขวาผายออกไว้ข้างลำตัวนึกถึงเชือกเส้นที่เคยพันธนาการตัวเองเมื่อครู่ เรียกให้มันกลับมาสายน้ำกลายเป็นเกลียวคลื่นวนออกจากฝ่ามือ ตรงไปทิศทางของเชือกที่ว่าใช้เวลาชั่วอึดใจ สิ่งของก็ไหลมาทางเขา
เหรินซวงอิ๋นฮึดอีกรอบคราวนี้พลิกฝ่ามือดันไปข้างหน้า เชือกที่กำลังจะมาถึงมือถูกแรงหนึ่งซัดมันออกไปอย่างแรงแต่ด้วยยังกำหนดปราณภายนอกไม่คล่อง ทำให้มันแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยพลังของเขาใช้ไปแล้วแต่ร่างกายยังไม่รู้สึกอ่อนเพลีย
ในที่สุด..ก็มาถึงขั้นเรียกวัตถุเป็นอาวุธได้แล้ว
วิชาปราณพิสดารของเขา สำเร็จขั้นกลางหลังจากที่ฝึกฝนมานาน
ช่างน่ายินดี น่ายินดียิ่งนัก
ทั้งตัวของเขาสดชื่นมาก ยังรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวบนผืนน้ำด้านบนด้วยน่าจะเป็นเรือลูกน้องวนกลับมาแล้ว เขาเปลี่ยนท่า ดีดขาเพื่อขึ้นสู่ผิวน้ำเห็นท้องเรือเลือนรางอยู่ทางไหนก็ว่ายไปทางนั้น
บนเรือ ยังไม่ทันที่ใครจะได้ลงน้ำ มือขาวก็โผล่ขึ้นมาเกาะที่กราบเรือเหรินซวงอิ๋นทะเลาะกับคลื่นใต้น้ำมาไม่น้อย ตอนนี้ที่แปลงโฉมไว้ก็หลุดออกไปหมดผิวดำกลายเป็นขาวกระจ่าง ใบหน้ารกรุงรังกลายเป็นใสหมดจดงดงามเหมือนมีเงือกหนุ่มมาทักทาย ลูกน้องและเลี่ยงหวงตกตะลึง
นายใหญ่พยัคฆ์เร้นกายจะรู้ไหมว่าวีรกรรมของตนในครั้งนี้ จะเป็นเรื่องเล่ากล่าวขานของลูกน้องต่อไปอีกหลายสิบปีชั่วลูก ชั่วหลาน พวกเขาก็ยังพูดถึงนายใหญ่ผู้ก่อตั้งพยัคฆ์เร้นกายอย่างภาคภูมิ
เลี่ยงหวงอดถามไม่ได้เมื่อเห็นว่าคนที่ไม่ควรรอด กลับไม่ต้องรอให้ใครลงไปช่วยด้วยซ้ำ
“นายเป็นตัวประหลาดอะไร” ไม่เพียงปลอดภัยกลับดูมีแรงล้นเหลือ แววตาเป็นประกาย ใบหน้าไม่อิดโรยเหนื่อยอ่อนเลยสักนิด
ยังกับพวกมนุษย์กลายพันธุ์แม้จะไม่ให้รอถึงครึ่งชั่วโมงแต่ว่าเวลาขนาดนั้นไม่ควรสภาพเหมือนโผล่ขึ้นจากสระเช่นนี้ ช่วยให้เกียรติมหาสมุทรฝั่งนี้ด้วยนี่เป็นเขตที่อันตรายที่สุดในสี่เกาะเลยนะ
“เอาชุดแห้งมาให้นายเปลี่ยนสิวะ”หัวหน้าหน่วยหนึ่งตะโกนแข่งกับเสียงลม
“นายไม่สบายตรงไหนมั้ยครับ”
"ไม่มี ผมโอเค"
เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของเขาเองแล้วก็ได้เวลาหาข่าวจริงจังสักที
เลี่ยงหวงก็รู้ตัว เขาไม่ลีลาอีกแล้วเป็นอย่างที่เหรินซวงอิ๋นคิดไม่ผิด ถ้าถามตอนนั้นกับยอมเสียสละนิดหน่อย? แล้วค่อยถามท่าทีคนตอบจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ดูสิคนที่เปิดการสนทนากลายเป็นเลี่ยงหวงไปแล้วหมอนั่นรีบร้อนเหมือนกลัวว่าเขาจะไม่ถาม
“นายอยากรู้ใช่ไหมว่างานอะไรที่อาจินรับมาแล้วฉันไม่รู้”
“ผมไม่ได้อยากรู้หรอกแต่คนที่จ้างน่ะเขาอยาก คุณจะบอกได้แค่ไหนล่ะ”
เลี่ยงหวงนั่งลงเริ่มเล่าทุกอย่างให้เจ้าคนกวนประสาทฟังอย่างเต็มใจ
“ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าเขารับงานใครมารู้แค่ว่าต้องใช้ตะขาบโลหิตในแผน เพื่อให้ดูเหมือนเป็นฝีมือกลุ่มตะขาบพิษ”
“แปลว่าหนิงเทียนไม่เกี่ยวเหรอ”
เลี่ยงหวงไม่ตอบ กลับบอกเรื่องอื่น “เชี่ยหร่านเคยมาบอกฉันว่าอาจินแอบไปเจอกับหนิงเทียน แต่ฉันไม่เชื่อเขา”
นี่ก็แปลกแล้วในเมื่อเชี่ยหร่านแอบเข้าข้างเลี่ยงจินทำไมต้องเอาความลับของเขามาบอกเลี่ยงหวง หรือจะทำเพื่อไม่ให้เขาสงสัย คิดยังไงก็ไม่สมเหตุสมผล
"ตอนนั้นคุณระแวงเขาเหรอ"
"ไม่นะ ฉันไว้ใจที่สุดก็คือมันไอ้เชี่ยหร่าน"
"งั้นเขาตื่นตูมอะไรถึงต้องคาบความลับน้องชายมาบอกคุณ"
"ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน"ที่สุดแล้วจุดประสงค์ของเชี่ยหร่านคืออะไรกันแน่
เหรินซวงอิ๋นถาม “พวกเขาลักลอบเจอกัน หรือว่าแอบร่วมมือกันเรื่องตะขาบโลหิต”
“เรื่องมันนานแล้วตอนนั้นยังไม่มีโครงการของทางการมาเลย ไม่น่าจะเกี่ยว”
“โธ่ก็นึกว่าไม่กี่วันมานี้ช่วยเล่าที่สำคัญได้ไหม เสียเวลา” หัวหน้าหน่วยหนึ่งไม่พอใจเพราะอยากให้นายได้พักผ่อนสักที เลี่ยงหวงเงยหน้ามองเขาตาแข็ง เหรินซวงอิ๋นรีบไล่ลูกน้องออกไป
"คุณไปดูให้แน่ใจว่าคนของเลี่ยงจินกลับไปแล้วแน่ ๆ" ลูกน้องตัวสูงอยู่ฟังด้วยไม่ได้แล้วก็ก้มหัวให้ก่อนจะออกไปดูทางท้ายเรือ เหรินซวงอิ๋นกลับมาคุยกับเลี่ยงหวงต่อ
“ขอโทษแทนเขาด้วยที่ไร้มารยาทที่จริงเขาแค่ห่วงผมเท่านั้นเอง”
เลี่ยงหวงคิดถึงลูกน้องคนที่เคยสนิทของตนเช่นกัน “เมื่อก่อนเชี่ยหร่านก็ดีกับฉันแบบนี้เขาเป็นคนสนิทที่ฉันไว้ใจที่สุดรองจากอาจิน ไม่คิดเลยว่าจะมีวันนี้”
เหรินซวงอิ๋นกล่าวกับเขา “สิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ที่สุดคือใจคนคุณอย่าคิดมากเกินไป จะคุณหรือผมก็เปลี่ยนใจใครไม่ได้”
“ฉันรู้ ก่อนหน้าฉันมีพี่น้องห้าคนฉันเป็นพี่ใหญ่ น้องรองและน้องสามเป็นผู้ชาย น้องสี่เป็นผู้หญิง และเขาเลี่ยงจินเป็นน้องเล็ก เพื่อความอยู่รอด ฉันต้องสู้กับคนอื่นเจ้าสามกับเจ้าสี่จากไปตั้งแต่ยังเด็กเพราะถูกวางยา น้องรองก็โดนฆ่ากว่าเราสองพี่น้องจะยิ่งใหญ่และมั่นคงในตำแหน่งผู้นำกลุ่มฉันเคยคิดว่ามันคือการร่วมเป็นร่วมตาย คือความหมายของสายเลือดแต่กลายเป็นฉันคิดไปเองฝ่ายเดียว”
ไหล่ที่เคยผ่าเผยงุ้มงอเล็กน้อยในใจอ้างว้างและโดดเดี่ยวสุดประมาณน้ำเสียงของเขาเลื่อนลอยเหมือนคนใจไม่อยู่กับตัว
“แม้แต่ลูกน้องสักคนที่พร้อมจะสู้ตายปกป้องก็ไม่มีแล้ว ตอนเห็นลูกน้องเป็นห่วงนาย ฉันก็ได้แต่สมเพชตัวเองปกครองคนมาตั้งหลายปี แต่ซื้อใจใครไม่ได้เลย น้องชายแท้ ๆเอาใจออกห่างตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ยังตอบไม่ได้”
คนฟังพูดเรื่องตัวเองบ้าง
“ลูกน้องดีหาไม่ง่ายลูกน้องที่สั่งสอนได้ยิ่งหายาก ผมก็แค่โชคดีกว่าคุณเท่านั้นเองที่จริงลูกน้องผมมีอีกหลายคน นั่นคือหัวหน้าหนึ่ง เขาใจร้อนไปหน่อย ไม่หน่อยอ่ะร้อนมาก ๆ ชอบใช้กำลังด้วย แต่เขาก็มีข้อดี ตรงที่ไม่ค่อยกลัวอะไรและจริงใจไม่ซับซ้อน เวลาโกหกไม่เนียนเอาซะเลย”
เหรินซวงอิ๋นหัวเราะ มองเลี่ยงหวงเหมือนสหายผู้หนึ่ง
“ที่เล่าให้ฟังไม่ได้จะอวดแค่อยากให้เห็นว่าผมก็ไม่ได้เหนื่อยน้อยกว่าคุณเลยเป็นหัวหน้าคนที่ต้องแบกรับให้ได้คือความผิดหวัง ถ้าคุณยอมรับได้ไม่มีอะไรหรือใครจะมาทำร้ายคุณได้อีก”
คนฟังจมจ่อกับตัวเองและเรื่องราวมากมายที่ได้ผ่านมาจนถึงตอนนี้นานพอดูกว่าจะถามทำลายความเงียบ
“หมดคำถามของนายแล้วเหรอ"
“ผู้จ้างวานเขาต้องการรู้แค่ว่าเรื่องตะขาบฝีมือพวกคุณหรือไม่ คุณกับน้องทะเลาะอะไรกัน ผมก็ได้คำตอบหมดแล้วถ้ามีความลับอื่นไม่ต้องมาบอกผมหรอก เกิดมันรั่วไหลจะมาสงสัยกันเปล่า ๆ”
เลี่ยงหวงยิ้มขื่น “งั้นฉันขอถามได้ไหม”
“ถามสิ แต่ผมจะตอบหรือเปล่าไม่รับปากนะ”
“อือ..แค่อยากรู้ว่าใครจ้างนายมา”
เหรินซวงอิ๋นไม่คิดมาก ตอบความจริงเขาไป “คุณชายเข่อซิง อยากรู้ไปทำไม”
เลี่ยงหวงไม่คิดว่าคำตอบจะได้ฟังง่าย ๆเขารู้สึกถูกชะตากับเหรินซวงอิ๋นกว่าเดิม เด็กหนุ่มคนนี้ตรงไปตรงมาพอ ๆกับความสามารถโกหกหน้าตาย
ตอนนี้ที่มีต่อเขาไม่ใช่ความแปลกหน้าไม่ใช่ศัตรู และไม่ใช่แค่ผู้มีบุญคุณ แต่เป็นมิตรคนหนึ่งเพียงแต่ตนเพิ่งผ่านการถูกหักหลังแสนเจ็บแสบมา คำว่ามิตรในครั้งนี้จึงมีหลายส่วนที่ยังกั๊กไว้อยู่
“เปล่าหรอก ฉันก็แค่อยากรู้น่ะก่อนหน้านี้ก็มีตระกูลอื่นส่งคนมา แต่ว่าไม่มีใครทำได้อย่างพวกนายแค่ผ่านป่าเข้าหมู่บ้าน ก็ไม่รอดแล้ว”
เหรินซวงอิ๋นฟังแล้วก็พลันคิดบางอย่างออก “จริงสิคุณไม่รู้ว่าใครจ้างเลี่ยงจินใช่ไหม”
“ใช่ เขาไม่ยอมบอก ถามให้ตายก็เงียบ”
“งั้นที่ผ่านมาคุณจับสายของตระกูลไหนได้บ้าง”
“ทุกตระกูลที่เข้าร่วมงานเลยล่ะคนของหนิงเทียนก็ยังมา”
“ทุกตระกูลเลยเหรอ”
“ใช่ ไม่งั้นจะถามนายทำไมฉันเองก็คิดเหมือนกันว่าหากขาดตระกูลไหน ก็คงเป็นฝีมือคนนั้นแต่ว่าวิธีนี้เราคิดออกมันก็คิดออก อาจทำเป็นส่งคนมา ไม่ให้เราสงสัยก็ได้”
เหรินซวงอิ๋นบอกเลี่ยงหวง “คนที่อยู่เบื้องหลังเลี่ยงจิน ฉลาดไม่เบาแบบนี้เราก็สงสัยตระกูลไหนไม่ได้แล้ว”
“ที่จริงมีอยู่ตระกูลหนึ่งไม่เคลื่อนไหวเลย”
“ใคร?”
“ตระกูลจ้าว”
พอเลี่ยงหวงพูดจบความหวังของเหรินซวงอิ๋นก็พังลงต่อหน้า “ไม่ใช่เขาหรอก”
“นายมั่นใจได้ไง รู้จักเขาเหรอ”
เหรินซวงอิ๋นโกหกครึ่งพูดจริงครึ่ง “เขาสนิทกับคุณชายเข่ออาจจะลงขันจ้างเรามา”
เลี่ยงหวงยอมพูดเพิ่มเติม “ที่จริงคนที่ไม่ควรสงสัยที่สุดก็คือเขาเพราะตะขาบโลหิตคืนนั้น เขากับคุณชายเข่อคือเป้าหมายที่แท้จริงส่วนในห้องประชุมแค่เบี่ยงเบนความสนใจ ไม่ให้ดูโจ่งแจ้งเกินไปว่าเจาะจงลงมือกับพวกเขา”
เหรินซวงอิ๋นั่งฟังไม่มีแววตื่นตระหนกให้เห็นแม้แต่น้อย เลี่ยงหวงอยากตอบแทนที่เขาช่วยเลยยอมเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง อีกเหตุผลคือ อยากให้สองคุณชายตระกูลใหญ่รู้ตัวจะได้ระวังน้องชายตนไว้
ก่อนหน้านี้ก็หลอกถามเขาอีกว่ารู้ได้ไงเรื่องคุณชายจ้าวไม่เกี่ยวดูไปแล้วเลี่ยงหวงยังไม่ได้ไว้ใจเขาเท่าไหร่ เหรินซวงอิ๋นจึงลองเดาดู
"แปลว่าตะขาบตัวอื่นในห้องประชุมไม่มีทางกัดใคร"
"ใช่แล้วล่ะ มีใครบอกนายไหมว่านายฉลาดมาก" ชมแล้วก็พูดต่อ “แต่สองคนนั้นปลอดภัย ฉันไม่เข้าใจเลยว่าโดนกัดขนาดนั้นถึงไม่ตาย ก็น่าจะเป็นอะไรหน่อย นี่ยังเข้าประชุมได้อีก เกินคาดจริง ๆ”
เหรินซวงอิ๋นไม่สนใจความสงสัยของเลี่ยงหวงตอนนี้ตนได้ข่าวมาเกินกว่าคำสั่งแล้ว ไหนจะบรรลุวิชาไปอีกขั้นเขาประสานมือไว้ที่ท้ายทอยล้มตัวกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงขอบเรือ แสนจะผ่อนคลาย
เลี่ยงหวงเห็นท่าทีไม่สนใจก็พูดอีก..
“ฉันเล่าให้นายฟังเกินจากที่ถามแล้วเรื่องวันนี้ถือว่าเราไม่มีอะไรติดค้าง”
“นับรวมไม่ได้หรอกคุณบอกเรื่องนี้เพราะห่วงน้องชาย” เลี่ยงหวงรู้สึกอายที่ถูกอีกฝ่ายรู้ทันเหรินซวงอิ๋นก็ไม่ไว้หน้าเขาแม้แต่น้อย
“คุณจะใช้ผมไปเตือนสองคุณชายว่าให้ระวังตัวเพราะถ้าเกิดเลี่ยงจินทำอะไรอีก แล้วดันสำเร็จขึ้นมากลุ่มกวางปีศาจก็จะกลายเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของตระกูลเข่อ และตระกูลจ้าวสองตระกูลร่วมมือกัน น้องคุณมีเหรอจะรอด”
“.....” เลี่ยงหวงสงสัย เจ้าแสบนี่ไอคิวเท่าไหร่วะเนี่ย
“ที่จริงผมไปเตือนให้ก็ได้แต่คุณต้องทำอะไรแลกเปลี่ยนหนึ่งอย่าง”
“อะไร ฉันหนีตายแบบนี้ ยังจะช่วยทำงานอะไรได้อีก”
“ได้แน่ จากนี้คุณจะไปไหนต่อ”
“แผ่นดินใหญ่มั้ง”
เหรินซวงอิ๋นเดา “ขึ้นเหนือ เมืองเหอหม่าง?”
“อะไรทำให้นายคิดว่าฉันจะไปที่นั่น”
“ง่ายมากคุณไม่ไปเกาะแน่นอนเพราะหลบหนียากนอกจากเจียวเมิ่งแล้วเกาะอื่นมีเจ้าหน้าที่ดูแลหมดคุณต้องกลัวเส้นสายของน้องชายจะเห็นเข้า ก็เหลือทางเดียวคือแผ่นดินใหญ่เพราะคนเยอะการมุ่งหน้าไปทางเหนือ เมืองเหอหม่างของตระกูลปิ่น หูตากวางปีศาจไปไม่ถึงแน่นอนที่อันตรายจะปลอดภัยสำหรับคุณ”
เลี่ยงหวงหัวเราะ “ฉันขอชมอีกได้ไหม นายฉลาดจริง ๆเอ๊ะ..นายชื่ออะไรนะ”
เหรินซวงอิ๋นไม่ตอบ กลับยิ้มอมภูมิ “ถ้าคุณทำงานสำเร็จผมอาจจะบอก”
“นี่จะเรียกว่ามิตรได้ไงชื่อนายก็ไม่บอกฉันอ่ะ"
"คนที่ยังระแวงกันอยู่เรียกมิตรน่าจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่นะครับ" คุยกับคนฉลาดมันเหนื่อยจริง ๆเลี่ยงหวงตัดสินใจเรียกเจ้ากวนประสาทว่าตัวแสบไปก่อน
"ช่างเถอะไม่ได้อยากรู้อะไรขนาดนั้น"
“งั้นก็ทำงานไม่ต้องขอรางวัลชื่อผมไม่สำคัญอย่างที่คุณว่า”
“อ่า..ก็ได้ ก็ได้ตอนนี้ฉันเป็นลูกไก่ของนาย จะสั่งทำอะไรว่ามา”
“ตามหาคน”
“ใคร?”
“ข้อมูลและรูปถ่ายจะส่งให้อีกทีคุณหาเจอเมื่อไหร่ติดต่อผมได้ตลอด”
“ถามก่อน เป็นมิตรของนายหรือศัตรู”
เหรินซวงอิ๋นตอบ “นักโทษ”
“งั้นถ้าเจอตัว จะให้จับไว้ไหม”
“ถ้าได้ ก็จะขอบคุณมาก”
“ไม่จำเป็นหรอก” เลี่ยงหวงกล่าวจริงจัง“คำว่าขอบคุณควรเป็นฉันที่ต้องพูดกับนาย” เขาเรียก "ไอ้ตัวแสบ"เหรินซวงพยักหน้ารอฟัง
"ให้ฉันขอบคุณนายเถอะ"
เหรินซวงอิ๋นไม่ขัดศรัทธาแม้ว่างานนี้เขาจะมีแต่ได้กับได้แล้วก็เถอะ รับคำขอบคุณมาเพิ่มก็เป็นการเพิ่มกำไรเลี่ยงหวงเปลี่ยนเป็นคุกเข่าสองมือยกประสาน ก้มหัวลงระดับเดียวกับหัวไหล่
“ขอบคุณ”
การพูดคุยจบลงเพียงเท่านั้นทุกคนต่างเหนื่อยอ่อน เหล่าลูกน้องหาที่นอนของตน งีบเอาแรงคนขับเรือเปลี่ยนคนเพื่อไม่ให้ล้าเกินไป
เหรินซวงอิ๋นนอนอยู่ตรงหัวเรือกำลังมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว เขาไม่ง่วงหัวหน้าหน่วยหนึ่งตอนแรกนั่งเป็นเพื่อน แต่ตอนนี้มีเสียงกรนดังขึ้นเสียแล้ว
เลี่ยงหวงแยกไปนั่งท้ายเรือคนเดียวยังไม่หลับเช่นกัน ชายคนนั้นคงกำลังคิดถึงเรื่องของตัวเองอยู่ไม่เรื่องอดีตก็อนาคต
เสียงเครื่องยนต์ดังอยู่ตลอดแต่บางครั้งบางที เสียงนี้ก็เหมือนห่างไกลออกไปเรือแล่นเร็วแต่ยังโคลงเคลงไปมาอยู่ตลอดตามคลื่นน้ำเบื้องล่างวิวยามราตรีไม่มีตรงไหนแตกต่าง สิบนาที ยี่สิบนาที ครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง มองไปทางไหนก็เหมือนยังอยู่ที่เดิม ราวกับว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่มีจุดหมายปลายทาง
เหรินซวงอิ๋นมองลูกน้องของเขางานชิ้นที่สองสำเร็จแต่ยังไม่จบ ต้องรอให้ทุกคนกลับบ้านปลอดภัยถึงจะวางใจได้ชีวิตของเขาชาตินี้ ท้าทายไม่แพ้ชาติก่อน เขามองฟ้าแล้วปฏิญาณในใจ
'ข้าเหรินซวงอิ๋นจะต้องนำพาพยัคฆ์เร้นกายให้ผงาดให้ได้’
ค่ำคืนนี้..เบื้องล่างคือมหานทีลึกสุดประมาณ รอยกายคือสายลมโหมไม่ขาด เบื้องบนเป็นกลุ่มดาวตระการตา นอกจากสิ่งเหล่านี้ คงมีแค่ปณิธานของเขาที่พอจะเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่
ห้าชั่วโมงเศษ เป็นเวลายามสายของวันใหม่เรือที่รอนแรมมาไกลเทียบท่าที่เมืองหลงโต้วเรือลำนี้เลี่ยงจินติดสัญญาณจีพีเอสไว้แล้ว ไม่นานพวกนั้นคงมาเอาคืนเอง
ทุกคนลงจากเรือเลี่ยงหวงหันมาสบตากับเหรินซวงอิ๋นก่อนจะแยกจากกัน ผู้นำสองคนนี้คนหนึ่งในอดีตกุมอำนาจมากมาย บัดนี้เหลือเพียงชีวิตที่เร่ร่อน ส่วนอีกคนนับจากนี้เขาจะมีแต่เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่
พวกเขาแลกรอยยิ้มเป็นมิตรต่อกันบอกลาท่ามกลางความเงียบ ต่างฝ่ายต่างออกเดินไปข้างหน้ารอรับบททดสอบของโชคชะตาที่รออยู่