บทที่ 9 ชาดทาปากพิชิตใจชาย
“ฮูหยินซูมาที่นี่ มีธุระอันใดหรือ?” นายหญิงหลิ่วมองดูห่อผ้าใบใหญ่ในมือ แล้วจึงถามด้วยความสงสัย
“นี่คือ...” นายหญิงหลิ่วมองไปที่หลี่เก๋อเฟยด้วยความอยากรู้อยากเห็น ส่วนหลี่เก๋อเฟยก็แก้มัดเชือกที่ผูกห่อผ้าด้วยความเก้อเขิน
“นี่เป็สินค้าชุดใหม่ ไม่ทราบว่านายหญิงหลิ่วสนใจจะรับซื้อหรือไม่?” หลี่เก๋อเฟยรู้ดีว่าห่อผ้าที่นางนำมานั้นดูไม่ค่อยดีนัก แต่มันไม่มีทางเลือก ต้องปกปิดเป็ความลับไว้บ้าง
หลี่เก๋อเฟยรู้ดีว่าในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ หากมีใครที่จู่ ๆ ก็ร่ำรวยขึ้นมาในชั่วข้ามคืน เื่นี้ย่อมต้องเป็ที่ร่ำลือไปทั่วเมือง ไม่เว้นแม้กระทั่งตรอกซอกซอย อีกทั้งวันนั้นแม่เฒ่าหลี่ก็เห็นนางทำการค้ากับนายหญิงหลิ่วแล้ว เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน จึงต้องระมัดระวังไว้ก่อน
“มีมากขนาดนี้เชียวหรือ” แววตาของนายหญิงหลิ่วเป็ประกาย พูดด้วยความดีใจ
“นายหญิงหลิ่ว ครั้งนี้ข้ามาด้วยสองเหตุผล อย่างแรกคือ เพื่อนำสินค้าชุดใหม่มาให้ อย่างที่สองคือมาดูว่าร้านสวิ่นฟางสนใจจะผูกขาดสินค้าชุดนี้หรือไม่” หลี่เก๋อเฟยประเมินร้านนี้อีกครั้ง
ร้านสวิ่นฟางถือเป็ร้านเครื่องสำอางชั้นนำของเมือง ั้แ่ขุนนางชั้นสูงไปจนถึงหญิงงามของหอนางโลม ต่างก็ใช้ของจากร้านสวิ่นฟาง ในแง่ของยอดขายจึงไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ออก และในแง่กลยุทธ์การตลาด ร้านสวิ่นฟางก็ถือว่าเป็อันดับต้น ๆ ของเมืองนี้
“แน่นอน แน่นอน งั้นส่วนแบ่ง...” นายหญิงหลิ่วชะงักไปครู่หนึ่ง “เอาอย่างนี้แล้วกัน กำไรจากชาดทาปาก ข้ายังคงแบ่งกำไรห้าสิบห้าสิบเช่นเดิม ท่านไม่ต้องสนใจว่าข้าจะขายในราคาเท่าไร และในปลายปี ข้าจะเพิ่มเงินปันผลให้ท่านอีกก้อนหนึ่ง ฮูหยินซูคิดเห็นอย่างไร?”
“ตกลง” หลี่เก๋อเฟยยิ้ม อย่างไรเสียสินค้าพวกนี้ก็แทบไม่มีต้นทุน ไม่ว่าจะคำนวณอย่างไรก็ถือว่านางได้กำไรแล้ว
“แล้วครั้งก่อนที่ท่านพูดถึงเื่สลักด้วยเลเซอร์อะไรนั่น...” นายหญิงหลิ่วขมวดคิ้ว นางทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มานานพอสมควร แต่ไม่เคยได้ยินคำพูดเช่นนี้มาก่อน
“บริการสลักชื่อ” หลี่เก๋อเฟยรีบแก้ไข เกือบลืมไปว่าในยุคสมัยนี้ยังไม่มีเลเซอร์
“พูดง่าย ๆ ก็คือการสลักชื่อเฉพาะของตนเองลงบนแท่งชาดทาปากเหล่านี้” หลี่เก๋อเฟยอธิบาย
“อย่างนั้นหรือ...” นายหญิงหลิ่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานก็พูดกับหลี่เก๋อเฟยว่า “ท่านคิดดูสิ แม้จะสลักชื่อลงบนแท่งไม้ไผ่ แต่มันก็ยังดูเชยไปหน่อย ไม่สู้...”
นายหญิงหลิ่วมองหลี่เก๋อเฟยแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ไม่สู้ให้เราสลักชื่อลูกค้าลงบนแท่งชาดทาปากก่อน แล้วจึงใช้ทองคำเปลวปิดทับเข้าไป แบบนี้จะดูหรูหรายิ่งขึ้น”
“ทองคำเปลว?” หลี่เก๋อเฟยครุ่นคิด “แบบนั้นจะไม่ทำให้ไม้ไผ่เสียหายหรือ?”
“ไม่เสียหายหรอก เถ้าแก่เฉินที่อยู่ถนนฝั่งตะวันตก ทำอานม้าให้กับกองทัพ ฝีมือยอดเยี่ยม แถมยังหลอมภาชนะได้ดีอีกด้วย ถึงเวลาข้าจะให้เถ้าแก่เฉินมาทำให้ ส่วนเื่ราคา ในฐานะที่เป็สินค้าสั่งทำพิเศษ ย่อมต้องขายแพงกว่าเป็ธรรมดา”
หลี่เก๋อเฟยครุ่นคิด อานม้า... ดูเหมือนว่า นางจะสามารถทำธุรกิจเครื่องหนังได้ เพราะในยุคนี้ยังไม่มีแิเื่หนังวัว
“ข้าตกลง จริงสินายหญิงหลิ่ว ท่านตั้งชื่อให้สินค้าใหม่นี้หรือยัง?” หลี่เก๋อเฟยถามยิ้ม ๆ นางมีคำตอบในใจอยู่แล้ว แต่เพื่อรักษาน้ำใจของนายหญิงหลิ่ว จึงปล่อยให้นางเสนอความเห็นก่อน เพื่อไม่ให้ดูเหมือนว่าตนเองเป็คนตัดสินใจทุกอย่าง
“ฮูหยินซูมีข้อเสนอแนะดี ๆ หรือไม่?” นายหญิงหลิ่วถามยิ้ม ๆ
“งั้นเรียกว่า... ชาดทาปากพิชิตใจชาย ดีหรือไม่?” หลี่เก๋อเฟยตอบ
“ริมฝีปากแดงระเรื่อ ชวนหลงใหล ในห้องหอ มัดใจชายด้วยเสน่ห์ สายลมพัด ส่งกลิ่นหอมสิบลี้ หาความงามใดเทียบ เปรียบสีสันไม่พบ”
“เป็ชื่อที่ดีมาก” นายหญิงหลิ่วมองหลี่เก๋อเฟยแต่งกลอนบทหนึ่งด้วยสายตาชื่นชม
ดูท่าแต่งงานกับผู้ใดก็เป็เช่นนั้น ดังที่ว่า แต่งงานกับสุนัขก็เห่าแบบสุนัข แต่งงานกับไก่ก็ขันแบบไก่ ั้แ่หลี่เก๋อเฟยแต่งงานกับบัณฑิตยากจนผู้นั้น ก็พอมีความรู้เื่วรรณกรรมบ้างแล้ว
นายหญิงหลิ่วครุ่นคิดในใจ
“เป็อย่างไรเล่า ตกลงตามนี้หรือไม่ ชื่อสินค้าใหม่นี้ก็คือ ‘ชาดทาปากพิชิตใจชาย’” หลี่เก๋อเฟยไม่คาดคิดมาก่อนว่าเงินทองจะหาง่ายขนาดนี้ เพียงแค่ย้อนเวลามายุคนี้ นางก็สามารถผูกขาดสินค้าได้แล้ว เมื่อนึกถึงชีวิตที่ผ่านอยู่ ต้องดิ้นรนทำงานหนักแทบตายกว่าจะได้เป็ผู้จัดการใหญ่แห่งภาคตะวันออก
“ภรรยาข้า… ข้าเดาไว้แล้วว่าเ้าต้องอยู่ที่นี่” ซูจิ่งหยางวิ่งหอบเข้ามาในร้าน เมื่อนายหญิงหลิ่วเห็นดังนั้น จึงรีบยกชาถ้วยมาให้
“ท่านซู เชิญดื่มชาให้อารมณ์เย็นลงก่อน ท่านช่างมีวาสนานัก ได้ภรรยาที่ทั้งรอบรู้มีความสามารถและอ่อนโยนเช่นนี้” นายหญิงหลิ่วเอ่ยปากชมไม่หยุด
ซูจิ่งหยางยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น มองหลี่เก๋อเฟยด้วยสีหน้างุนงง
หลี่เก๋อเฟยไม่สนใจที่จะอธิบาย เมื่อเห็นเขารีบร้อนเช่นนี้ คาดว่าที่บ้านคงเกิดเื่ใหญ่แน่ ๆ
“ท่านมีเื่อันใดก็พูดมาเถอะ” หลี่เก๋อเฟยถาม ซูจิ่งหยางจึงตั้งสติ เล่าเื่ราวออกมาอย่างละเอียด
“ท่านพ่อของข้านั้นสุขภาพไม่ค่อยดีมาโดยตลอด ต้องนอนป่วยอยู่บนเตียง วันนี้ข้าไปเยี่ยมท่าน เห็นท่านไอรุนแรง ข้าจึงรีบยกน้ำไปให้ แต่ท่านพ่อกลับกระอักเืออกมา” ซูจิ่งหยางมองหลี่เก๋อเฟยอย่างจริงจัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
“ท่านพ่อป่วยหนัก ข้าจึงรีบไปเชิญท่านหมอมา แต่ท่านหมอมาถึงบ้านกลับส่ายหน้า แล้วบอกให้เตรียมจัดการงานศพ...” ยิ่งพูด ซูจิ่งหยางก็ยิ่งรู้สึกเศร้า น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ไม่เป็ไรนะเ้าคะ ข้า...” หลี่เก๋อเฟยหันไปมองนายหญิงหลิ่ว นายหญิงหลิ่วเข้าใจจึงรีบสั่งให้คนนำเงินมาหลายสิบตำลึง
“น้องสาว ตอนนี้ข้ามีเงินติดตัวไม่มากนัก เ้าเอาไปก่อน อีกเดี๋ยวข้าจะให้คนไปเบิกเงินที่เมืองข้าง ๆ พอได้เงินมาแล้ว จะรีบส่งไปให้เ้า” นายหญิงหลิ่วยัดถุงเงินใส่มือของหลี่เก๋อเฟย หลี่เก๋อเฟยกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ขอบคุณนายหญิงหลิ่วมากเ้าค่ะ ข้ากับสามีมีธุระที่บ้าน ต้องขอตัวก่อนนะเ้าคะ” หลี่เก๋อเฟยจูงมือซูจิ่งหยางกลับบ้านอย่างเร่งรีบ
เมื่อเข้ามาในลานบ้าน ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของจางซื่อ เด็กน้อยทั้งสองก็นั่งร้องไห้อยู่ข้างเตียงของนายท่านซู
“ท่านแม่ เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” หลี่เก๋อเฟยเดินเข้าไปดู ตอนนี้นายท่านซูหมดสติไปแล้ว ท่านหมอที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้แต่พูดปลอบโยน พลางถอนหายใจไม่หยุด
“ท่านหมอ ช่วยท่านพ่อของข้าด้วย ไม่ว่าเท่าไรข้ายอมจ่าย” หลี่เก๋อเฟยเห็นสภาพของคนในตระกูลซูก็ร้อนใจยิ่งนัก
“เฮ้อ โรคของนายท่านซูไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว” ท่านหมอได้แต่ส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง “ตอนนี้นายท่านซูร่างกายอ่อนแอ มีอาการหนาวสั่น เหงื่อออกมากผิดปกติ เส้นลมปราณไหลเวียนไม่สะดวก ปล่อยไว้เนิ่นนานเกินไป โรคนี้แท้จริงแล้วต้องบำรุงและพักฟื้น ทว่าเขากินโจ๊กจืด ๆ กับน้ำชาจาง ๆ ไม่ได้รับสารอาหารเลย ตอนนี้… ใครก็ช่วยเขาไม่ได้แล้ว”
“ไม่นะท่านหมอ ท่านต้องมีวิธีอื่นสิ” หลี่เก๋อเฟยยังคงไม่ยอมแพ้ ซูจิ่งหยางขมวดคิ้ว ดึงหลี่เก๋อเฟยมาอยู่ข้างกาย “ภรรยา ขอบใจในน้ำใจของเ้า แต่ท่านพ่อของข้าป่วยหนักจนไม่อาจเยียวยา ข้ารู้ดี ตลอดหลายปีที่ท่านพ่อป่วย ข้าไม่มีเงินซื้อยาดี ๆ มารักษา ข้าเป็ลูกอกตัญญู”
ซูจิ่งหยางร้องไห้พลางพูดพลาง เขารู้ดีว่าต่อให้ไปคะยั้นคะยอท่านหมอก็ไม่มีประโยชน์ ท่านหมอไม่ใช่เทพเซียน
“ในเมื่อเ้าตั้งใจเช่นนี้ ข้าก็จะบอกทางสว่างให้เ้าแล้วกัน” ท่านหมออดสงสารไม่ได้ จึงพูดช้า ๆ ว่า “ถึงแม้โอกาสสำเร็จจะน้อยนิด แต่ถ้าเ้าอยากลองดูก็ไม่เสียหายอะไร ข้ารู้มาว่าที่เมืองชิงโจว มีหมอเทวดาอยู่คนหนึ่ง เล่าลือกันว่าเขาเคยรักษาฮ่องเต้พระองค์ก่อน หลังจากฮ่องเต้ต เขาก็ปลีกตัวไป เปิดร้านขายยาเล็ก ๆ ในเมืองชิงโจวเพื่อหาเลี้ยงชีพ ชื่อว่า ‘หุยชุนถัง’ หมอผู้นี้ฝีมือเก่งกาจ รักษาโรคให้หายขาด แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่ง เขามักจะใช้ตัวยาสมุนไพรหายากราคาแพงในการรักษา คนธรรมดาทั่วไปจึงไม่มีปัญญาจ่าย แต่เขาจะตรวจโรคและให้คำปรึกษาฟรี แต่ถ้าอยากใช้ตัวยาล้ำค่านี้ก็ต้องหาวิธีเอาเอง”
“หุยชุนถัง” หลี่เก๋อเฟยจดจำชื่อนี้ไว้ แล้วดึงมือซูจิ่งหยางออกไป