เวลาในตอนนั้นผ่านไม่ไม่รู้กี่ชั่วยาม แต่ตอนที่เหวินจื่อห่าวตื่นขึ้นมานั้น เขาพบว่าลมหายใจของตนยังคงสม่ำเสมอ ลมปราณไหลเวียนเข้าออกราวกับเกลียวคลื่นบนชายหาด
ก็อก ก็อก ก็อก! “ศิษย์น้อง ตื่นได้แล้ว!”
เหวินจื่อห่าวสะดุ้งโหยง หัวใจเต้นรัวเร็วขึ้นมาทันทีเพราะปฏิกิริยาฝังลึกในร่างที่ตอบสนองต่อคำสั่ง…
…เดี๋ยวก่อน แล้วทำไมเราต้องสนใจมันด้วยล่ะเนี่ย? เหวินจื่อห่าวถอนหายใจอย่างเคร่งเครียด เขาลุกขึ้น เก็บข้าวของทุกอย่างลงในอุปกรณ์มิติ แล้วเดินไปเปิดประตูด้วยท่าทางเนิบนาบ
จางอู่ เป็ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแกนทองคำ (จินตาน) ขั้นต้น เขาสวมชุดศิษย์สายในสีทอง ใบหน้ายามนี้เต็มไปด้วยความบึ้งตึงด้วยความหงุดหงิด ดวงตาทอแววชิงชังยามกวาดมองสภาพเนื้อตัวยับยู่ยี่ของเหวินจื่อห่าว
“ได้เวลาฝึกกระบี่ยามเช้าแล้ว อย่ามาทำให้คนอื่นต้องเสียเวลา!”
แค่คิดว่าจะต้องไปกวัดแกว่งกระบี่ และออกกำลังกาย เหวินจื่อห่าวก็รู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาทันที
“ขะ...ขออภัยศิษย์พี่ แต่ข้าไม่ฝึกได้หรือไม่ พอดีว่าข้าอยากจะเปลี่ยนไปเป็ผู้บำเพ็ญเพียรสายอักขระยันต์แทนน่ะ”
ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมพอจะมีเื่ราวของผู้บำเพ็ญสายอักขระอยู่บ้าง และเหวินจื่อห่าวเองก็เคยอ่านนิยายแนวนี้มาไม่น้อย เขาสามารถผันตัวไปทำแบบนั้นได้สบายๆ เพราะสิ่งเดียวที่ต้องทำคือนั่งลงแล้วก็วาดๆ เขียนๆ อักขระยันต์ เหงื่อน้อยกว่ากันเยอะ เหมาะกับอดีตโปรแกรมเมอร์อย่างเขาเป็ที่สุด
ทว่า...พอพูดแบบนั้นออกไปใบหน้าของจางอู่ก็พลันเปลี่ยนจากหงุดหงิดเป็โกรธจัด
“เลิกหาข้ออ้างได้แล้วศิษย์น้อง ออกมาเดี๋ยวนี้! เ้ากำลังดูิ่สำนักอยู่หรือยังไง?!”
กระแสลมปราณรอบตัวจางอู่ผันผวนจนรู้สึกทิ่มแทงราวกับปลายเข็ม
เหวินจื่อห่าวทำหน้าเหยเกเล็กน้อย “อืมส์ ๆ ฝึกก็ฝึกเลิกตวาดใส่ข้าได้แล้วน่า”
เออ ๆ ยอมทำหน่อยก็ได้วะ เหวินจื่อห่าวคิดในใจ ถึงจางอู่จะดูอายุไล่เลี่ยกับเขา แต่บางทียุคโบราณอาจจะทำให้คนเราโกรธง่าย และทำตัวเป็เด็กกว่าที่คิดกระมัง
”ดี!” จางอู่กระแทกเสียงอย่างโกรธจัดยิ่งกว่าเดิม ก่อนเขาสะบัดหน้าหันหลังเดินฉับ ๆ ไม่สิ ต้องเรียกว่าเดินกระทืบเท้าเลยต่างหาก เหวินจื่อห่าวทอดถอนหายใจยาว ๆ ก่อนเดินตามหลังไป ในใจก็พลอยนึกสงสัยในใจเงียบๆ ว่า จางอู่จะธาตุไฟเข้าแทรกเพราะความโกรธไหมนะ หรือนี่จะเป็แค่สันดานดิบของเ้าตัว คงไม่ใช่พวกจิตมารอะไรหรอกมั้ง
...
ลานฝึกกระบี่ของศิษย์สายนอกตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ส่วนนอกของสำนักตะวันทองคำ ตัวลานฝึกเป็จัตุรัสขนาดใหญ่ที่ปูด้วยหิน ขนาบข้างด้วยสิ่งปลูกสร้าง เหล่าศิษย์ในชุดคลุมสีเหลืองหม่นยืนเรียงแถวกันอย่างเป็ระเบียบ ในมือถือกระบี่ ซึ่งพอเหวินจื่อห่าวมาถึง พวกมันหลายคนก็มองมายังเขาด้วยสายตาที่ไม่เป็มิตรเอาซะเลย ซึ่งสิ่งเหล่ายิ่งทำให้เหวินจื่อห่าวรู้สึกไม่อยากฝึกกระบี่ขึ้นมาอีกหลายส่วน
...พวกเ้าไม่ชอบขี้หน้าข้า แล้วคิดว่าข้าอยากจะมาฝึกกับพวกเ้าเรอะ
”เข้าแถวซะ!” จางอู่สั่ง
ฉิบหายละ…!!
“เอ่อ... ศิษย์พี่ ข้าลืมกระบี่น่ะ” เหวินจื่อห่าวเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาคงลืมหยิบมันมาตอนที่แพ้การประลองภายในสำนักครั้งก่อน
ดวงตาของจางอู่เบิกโพลงด้วยความโกรธจนตาแดงก่ำ “ลืมกระบี่เนี่ยนะ?! เ้าเป็ผู้บำเพ็ญเพียรภาษาอะไรกัน!!!”
”…ข้าทิ้งมันไว้ที่สนามประลอง เดี๋ยวข้าขอกลับไปเอาแป๊บเดียวนะ”
หางตาของจางอู่กระตุกยิก ๆ ใบหน้าแดงก่ำ สองมือกำแน่น ก่อนมันจะตวาดเสียงดัง
“รีบไปเอามา!!”
เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขในจิตใจของจางอู่ เหวินจื่อห่าวจึงรีบก้าวฉับ ๆ ไปยังสนามประลองส่วนนอก ที่นั่นมีศิษย์สายในนามว่า ‘เฉียนเจียรุ่ย’ คอยดูแลความเรียบร้อยอยู่ และเมื่อนางได้ยินเื่ที่เหวินจื่อห่าวลืมกระบี่ ใบหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็ความเอื่อมระอาทันที
”น่าสมเพชยิ่งนัก ในบรรดาศิษย์สายนอกเป็ร้อย ๆ คน คงมีเ้าคนเดียวนี่แหละที่ลืมได้แม้กระทั่งกระบี่ตัวเอง”
เหวินจื่อห่าวส่งยิ้มแห้ง ๆ “ศิษย์น้องรบกวนศิษย์พี่แล้ว”
จากนั้นเฉียนเจียรุ่ยก็เดินหายไปสักพัก ก่อนจะกลับพร้อมกระบี่เล่มหนึ่งในมือ ซึ่งพอยื่นกระบี่คืนให้เหวินจื่อห่าวก็เดินมุ่งหน้ากลับไปยังลานฝึกในทันที
จางอู่ที่ยืนกอดอกทำหน้าเหมือนจะกินเืกินเนื้อเหวินจื่อห่าว จึงเริ่มนำทุกคนฝึกท่าพื้นฐานไปแล้ว ซึ่งพอเหวินจื่อห่าวเมื่อเห็นนั้นเขาก็รับรู้ได้ถึงรังสีอำมหิตทันที เหวินจื่อห่าวรีบเดินไปต่อท้ายแถวแล้วจัดแจงตั้งท่าเตรียมพร้อม
จบบท