เรวาเรนท์ที่ว่าคือกลุ่มของพวกอันเดดที่ปกครองโดยจักรพรรดิแวมไพร์ผู้หนึ่ง เป็นกลุ่มที่มีชื่อเสียงด้านความเลวร้าย ซอมบี้ลอร์ดที่ชื่อกราโดก็เป็นปีศาจหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนี้เช่นเดียวกัน
“พวกเราไม่ใช่เรวาเรนท์ เราเป็นเพียงนักเดินทางธรรมดาๆ เท่านั้น” ลูนาร์ตอบทำเอาฮาจาและเอ็ดวานหันขวับมองคนพูดพร้อมกับคิดตรงกันว่า
...ธรรมดาเรอะ...
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ต้องขออภัยที่โจมตีพวกเจ้าโดยไม่ถามกันให้รู้เรื่องก่อน” ซีรินก้มศีรษะขอโทษพวกเขา แต่เจ้าชายกลับเอ่ยเหน็บขึ้นมาว่า
“เจ้าทำถูกแล้ว ผู้บุกรุกที่อาจหาญลอบเข้าพระราชวังนั้นมีโทษหนักนัก ถ้าหากเป็นคนร้ายจริงๆ ล่ะก็ เราคงไม่ได้ยืนคุยกันอยู่เช่นนี้”
ผุ้บุกรุกที่ว่าได้ยินประโยคนี้ก็ต่างยืนตัวเกร็งไร้คำโต้แย้งโดยปริยาย
เจ้าชายเอ่ยต่อว่า “จากเหตุการณ์นี้สงสัยข้าคงต้องวางเวรยามให้แน่นหนาขึ้นเสียแล้ว เรื่องรักษาความปลอดภัยในบ้านมันไม่ใช่หน้าที่ของภรรยาที่จะต้องออกมารับหน้าด้วยตนเอง”
“สรุปว่าท่านไม่ถือโทษโกรธเคืองพวกข้าสินะ พวกข้าหวังดีนะเนี่ยเลยเข้ามาตรวจสอบ” ลูนาร์ยิ้มเผล่ เจ้าชายเจอร์ราล์ดจึงโบกมือเป็นเชิงว่าไม่ใส่ใจ
“แล้วสิ่งของที่พวกเจ้าตามหาอยู่คืออะไรหรือ”
ทั้งสามมองหน้ากันอึกอัก แม้จะยังลังเล แต่สุดท้ายลูนาร์ก็เป็นผู้ตอบคำถามของซีรินไปว่า “พวกข้ากำลังตามหาดาบดำ”
ครานี้เป็นเชื้อพระวงศ์สองพระองค์เองที่ต้องหันมาสบตากัน
“ข้าขอถามเหตุผลได้ไหมว่าเจ้าจะเอาดาบดำไปทำอะไร”
ถึงจะบอกว่าเป็นการขอ แต่พวกเอ็ดวานรู้สึกราวกับว่ามันคือคำสั่งให้ต้องตอบอย่างไรอย่างนั้น เนื่องจากสีหน้าและแววตาของเจ้าชายจริงจังและกดดัน
“ท่านเคยได้ยินตำนานเทพปีศาจมาบ้างแล้วสินะ” ลูนาร์เกริ่น เจ้าชายพยักหน้าในขณะที่ซีรินซึ่งรู้เรื่องนี้ดีไม่ได้ตอบอะไร เมื่อเห็นว่าทั้งสองรู้เรื่องกันอยู่แล้วจึงเอ่ยต่อ “ตอนนี้พวกข้ากำลังปิดผนึกเทพปีศาจ”
“ฮะ!” ทั้งสองประสานเสียงกัน ไม่คิดว่าประโยคต่อมาจะเข้าประเด็นทันทีเช่นนี้
“พวกเจ้าสามคนเนี่ยนะจะปิดผนึกเทพปีศาจ”
“ผนึกไปแล้วตนหนึ่งด้วย” ลูนาร์ยืดอกราวกับภูมิใจมาก ซึ่งยิ่งทำให้เชื้อพระวงศ์ทั้งสองยิ่งตื่นตะลึง
“ตามที่ข้าเคยได้ยินมา การปิดผนึกเทพปีศาจมันยากลำบากมากเลยมิใช่รึ ต้องเสียสละผู้ที่มีสายเลือดเทพเอลเลนนอสและผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย แล้วเจ้าทำได้อย่างไร” ซีรินยังคงไม่ค่อยเชื่อเรื่องที่มนุษย์ตรงหน้าบอกมากนัก เรียกได้ว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อก็ย่อมได้
“ข้าถึงได้ต้องการดาบดำนี่อย่างไรเล่า เพราะว่าวิธีการที่ข้าใช้ปิดผนึกเทพปีศาจคือการดึงเอาวิญญาณเทพปีศาจผนึกลงในดาบ แน่นอนว่าดาบกระจอกๆ ไม่มีทางทำได้” พูดจบลูนาร์ก็หยิบดาบที่มีเทพปีศาจเดสคารินกาสถิตอยู่ออกมาให้ดู
ทันทีที่ดาบจันทราเดสคารินกาออกจากฝัก กลิ่นแห่งความตายพลันแผ่กระจายคละคลุ้งไปทั่ว ไอแห่งความมืดอันเข้มข้นที่แม้แต่เด็กก็สัมผัสได้ปกคลุมตลอดทั้งดาบเล่มนั้น ซีรินเชื่อทันทีโดยไม่ต้องตรวจสอบใดๆ
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรกับดาบที่ผนึกเทพปีศาจเหล่านี้” เจ้าชายเจอร์ราล์ดถามต่อ
“มอบมันให้แก่ผู้เหมาะสมที่สามารถควบคุมพลังจากดาบได้ ส่วนเรื่องที่ว่าจะมอบให้ใครนั้นตอนนี้ข้ายังไม่ได้คิดหรอก เอาเป็นว่าจะบอกได้ไหมว่าดาบดำอยู่ที่ไหน พวกท่านคงรู้ที่อยู่ของมันใช่ไหม เห็นยิงคำถามเหมือนกำลังลองเชิงข้าอยู่”
คำพูดตรงไปตรงมาของลูนาร์แทงใจเจ้าชายอย่างจัง เขากระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“จากที่เจ้าเล่ามาข้าจะยอมเชื่อก่อนเพราะดูแล้วพวกเจ้าก็คงไม่ใช่คนเลวร้าย แต่ข้าไม่รู้หรอกนะว่าดาบดำอยู่ที่ไหน”
“อ้าว”
เจ้าชายเจอร์ราล์ดเห็นหนุ่มหน้าหวานตรงหน้ากำหมัดเตรียมต่อย ซีรินรีบยกมือห้าม “เดี๋ยวๆ เขาไม่รู้แต่ข้าน่ะรู้ ว่าแต่...ไว้ใจได้จริงหรือเนี่ย” ซีรินพึมพำ แต่เมื่อเห็นสีหน้าเอาเรื่องของลูนาร์เธอจึงยอมบอก
“ดาบดำอยู่ที่นครโบราณใต้ดินหรืออีกชื่อหนึ่งคือเนโครโปลิสนครของพวกเรวาเรนท์ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของที่นี่ เดี๋ยวข้าจะมอบแผนที่กับคัมภีร์คาถาสำหรับเข้านครให้พวกเจ้าก็แล้วกัน รีบตามมาสิ ตอนนี้ใกล้จะสว่างแล้ว ถ้าไม่คลายมนตร์สะกดอาจเกิดเรื่องวุ่นวายได้”
จากนั้นทั้งสามก็เดินตามซีรินไปเอาของสองชิ้นที่เธอว่ามาก่อนจะโดนเร่งให้ออกจากปราสาท ถึงแม้ว่าในใจของทั้งสามยังคงเต็มไปด้วยคำถาม ทั้งข้อสงสัยที่ว่าทำไมเจ้าชายถึงแต่งงานกับปีศาจ ทั้งเรื่องจุดประสงค์ที่แท้จริงของซีรินคืออะไร และเรื่องที่ว่าซีรินรู้ที่ตั้งของดาบดำได้อย่างไร แต่เนื่องจากไม่อยากรีรออยู่นานเพราะกลัวเจ้าชายจะเปลี่ยนใจจับพวกเขาโยนเขาคุกหลวง จึงจำต้องรีบออกมา
“โชคดีนะคะที่ไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นในปราสาท” ฮาจารู้สึกโล่งใจมาก เธออ้าปากหาวหวอดขณะทำตาปรือมองแสงสีส้มทอประกายที่ขอบฟ้า “นครโบราณตั้งอยู่ทิศนั้นสินะคะ”
“ใช่แล้ว พวกเจ้ากลับไปเก็บสัมภาระก่อนเถอะ ข้าจะไปซื้อม้าสำหรับเดินทาง” เอ็ดวานบอกเพราะเขารู้ดีว่าลูนาร์บ้าหอบฟาง ส่วนฮาจาเป็นผู้หญิง คงมีของให้เก็บมากหน่อย
นักบวชสาวทำหน้าเศร้า เธอคิดว่าจะพักผ่อนกันอีกหนึ่งวันเพื่อเก็บตุนแรงเสียอีก เพราะหลังจากนี้ไม่แน่ว่าวันวันหนึ่งอาจจะได้นอนคนละไม่กี่ชั่วโมงหรือได้แค่อาศัยพักงีบ แล้วนี่จะเดินทางกันด้วยม้า ให้เธอหลับบนหลังม้าก็กระไรอยู่
“จะซื้อม้าหรือ” ลูนาร์ขมวดคิ้ว
...ใช่ๆ จะซื้อม้าหรือ ซื้อเกวียนดีกว่า ข้าจะได้งีบหลับในเกวียนได้...
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอม้าสองตัว ตัวหนึ่งข้าจะเอาไว้แบกสัมภาระของข้า” หนุ่มหน้าหวานโยนถุงเงินให้เอ็ดวานก่อนที่ตนจะจูงฮาจาซึ่งยืนเหม่อให้เดินกลับโรงแรมด้วยกัน “เป็นอะไรหรือฮาจา”
“อะ...เอ้อ เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”
เอ็ดวานแยกตัวเพื่อหาซื้อม้าหนุ่มแข็งแรงสี่ตัว ส่วนลูนาร์กับฮาจากลับที่พักเพื่อเก็บสัมภาระ นอกจากนี้เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาลูนาร์ยังเรียกร่างแยกของตนออกมาและส่งไปปิดประตูนรกพร้อมกับเดวัลกลที่เหลือ จากนั้นกลุ่มนักเดินทางเล็กๆ กลุ่มนี้ก็ออกจากเมืองหลวงในเวลาเที่ยงวัน
เมื่อดูจากแผนที่จะเห็นว่าเนโครโปลิสที่ว่าอยู่อีกฟากของทวีปซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลมาก ถึงจะเร่งเดินทางอย่างไรคงเสียเวลานาน ดังนั้นแผนการเดินทางแทนที่จะขี่ม้ารวดเดียวไปถึงจุดหมายจึงเป็นการขี่ม้าย้อนกลับไปยังเรือเหาะ แล้วขับอ้อมขึ้นเหนือเพื่อหลีกเลี่ยงคนเห็นรวมทั้งการโจมตีจากอะไรก็แล้วแต่
“เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมมากค่ะ” ฮาจาดีใจมากที่พวกเธอกลับมาที่เรือเหาะ เธอไม่เถียงเลยที่บอกว่าเรือเหาะของลูนาร์นั้นครบครันและสะดวกสบายมากที่สุด
ขากลับทุกอย่างดูราบรื่นเสียยิ่งกว่าขามา ไม่มีอะไรที่มาขัดขวางคณะของพวกเขาจนกระทั่งกลับมาถึงเรือเหาะโดยสวัสดิภาพ สิ่งเดียวที่ยังรู้สึกค้างคาคือปริศนาทั้งหลายของซีรินที่พวกลูนาร์พอจะสรุปได้คร่าวๆ เพียงว่าเธอน่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจที่เป็นปฏิปักษ์กับพวกเรวาเรนท์ และบางทีที่เธอรู้ว่าดาบดำอยู่ในมือพวกนั้นก็อาจจะเพราะสาเหตุนี้เช่นกัน
“กลับมาเร็วจังเลยค่ะ แล้วของที่ข้าสั่งไว้ล่ะคะ” เอแคลร์เป็นคนแรกที่ออกมาต้อนรับ ทว่าช็อกโกพายกลับปรี่เข้ามาหาก่อน เธอรีบทวงถามถึงตำราอาหารทันที
“ข้าไม่ลืมหรอกน่า” ลูนาร์ค้นกองสัมภาระแล้วยื่นหนังสือสองเล่มให้กับสาวใช้ผู้ดูแลห้องครัว เล่มหนึ่งเป็นตำราขนมหวาน อีกเล่มเป็นตำราอาหาร